เล่ห์สวาททาสรัก พิมพ์ครั้งที่3กับส.น.พ ปองรัก

ตอนที่ 24 : มโนภาพในคืนหวาน100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 353
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    12 พ.ย. 61






24

มโนภาพในคืนหวาน

 

       เมื่อรถแล่นมาถึงพิษณุโลก จี๊ดก็ขอแวะซื้อเสื้อผ้าเนื่องจากมีติดตัวเพียงแค่ชุดเดียว นิพิธจึงพาเธอเข้าไปในศูนย์การค้าที่ขายเสื้อผ้าส่งออก พร้อมทั้งช่วยเธอเลือกชุด

        “แป้นแล้น เสื้อตัวนี้เป็นไง สวยดีนะ สีก็สวยด้วย ผมชอบ ถ้าคุณใส่แล้วต้องสวยน่ารักแน่ๆ” เขาหยิบเสื้อสีสวยแบบเก๋ไก๋ให้เธอดู

       “โห...แพงอะ ของมีแบรนด์ด้วย ฉันไม่มีเงินติดตัวมาเลยสักบาท บอกตรงๆ ก็ได้ว่ามาแบบตัวเปล่า นายก็เห็นนี่” จี๊ดเอ่ยพลางแบมือทั้งสองข้างให้เขา

       “ถึงอย่างไรผมต้องซื้อให้ภรรยาอยู่แล้ว คุณจะสนเรื่องราคาไปทำไม อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลย เราจะไปกันหลายวันนะ อย่าลืมซื้อเสื้อกันหนาวด้วย นี่เดือนตุลาคมแล้ว บ้านผมหนาวแล้วนะ”

       คำว่าภรรยาของเขาฟังดูสุภาพกว่าคำว่าเมีย ทำให้เธอเก้อเขินและแอบซึ้งใจเล็กๆ แต่ถ้าจะรักกันมาก่อน หรือเพียงรู้สักนิดว่าเขาก็มีใจให้ คงจะทำให้วันนี้เป็นวันที่เปี่ยมสุขที่สุดของเธอ เพราะเพียงแค่คำที่ให้เกียรติคำนี้มันก็ทำให้เธอรู้สึกปลื้มเสียเหลือเกิน ถึงแม้มันจะมีความขมขื่นปนอยู่มากมายก็ตาม จี๊ดเบือนหน้าแดงก่ำหลบสายตา แล้วเดินไปดูเสื้อผ้าบนชั้นอื่นที่วางโชว์อยู่

       นิพิธจึงมีโอกาสได้มองจี๊ดอย่างเต็มตาอีกครั้ง คนตรงหน้าดูสวยคมขำ ผิวละเอียดเนียน ตาคมแฝงรอยหวานยามที่เธอสะเทิ้นอาย รอยยิ้มใสๆ ไม่มีจริตกับฟันสวยเก๋มีเขี้ยวเล็กๆ เธอสดใสร่าเริง คำพูดของเธอบ่งชัดถึงความฉลาดล้ำลึก แม้จะห้าวแต่เขาก็ชอบความแข็งแกร่งและความเป็นตัวของตัวเองอย่างยากที่ใครจะมาชักจูงได้ ทว่าเมื่อคืนเธอคงกลัวพวกเสือหาญ เลยจำต้องโอนอ่อนผ่อนตาม ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มีทางได้เผด็จศึกเธอหรอก จะว่าเธอมีใจให้ เขาก็ไม่แน่ใจนัก จี๊ดเก็บความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม อยากรู้ใจผู้หญิงคนนี้เหลือเกินว่าเธอคิดยังไงกับเขา

การช็อปปิ้งเสื้อผ้าจบลงด้วยการที่นิพิธใช้บัตรเครดิตรูดซื้อของให้จี๊ด จากนั้นเขาก็ขับรถตรงไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต ชายหนุ่มคะยั้นคะยอให้จี๊ดซื้อทุกอย่างเท่าที่ต้องการโดยให้เหตุผลว่าเขาแทบไม่เคยใช้เงินเดือนเลย เพราะบ้านก็ไม่ได้เช่า ข้าวก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เลยมีเงินเหลือเก็บ นอกจากนี้ชายหนุ่มยังหยิบข้าวของเครื่องใช้ของผู้หญิงให้เธออีกหลายอย่าง ตั้งแต่ครีมอาบน้ำ โลชั่นทาผิว ครีมกันแดด หมวก แว่นตากันแดด รวมถึงขนมขบเคี้ยวอีกหลายถุง ซึ่งของทั้งหมดนิพิธรับอาสาถือเอง และเพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้นข้าวของก็เต็มรถ

       “ไปแค่ไม่กี่วัน แต่ขนซื้อมากมายก่ายกอง ทำอย่างกับหนีตามกันมาและจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตงั้นแหละ” จี๊ดบ่นเบาๆ

       เขามองหน้าจี๊ดนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเรียบๆ ในขณะที่ขนของใส่ท้ายรถ

       “ก็ซื้อไว้เยอะๆ เผื่อว่าแป้นแล้นเปลี่ยนใจอยากอยู่กับผมไปจนตลอดชีวิตไงล่ะ”

        น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเหงาจนคนฟังรับรู้ได้ จึงปรายตามองเขานิดหนึ่ง ดวงตาของผู้ชายคนนี้พูดได้ เขาชอบที่จะสื่อสารด้วยดวงตาสวยเศร้าเสมอ และเธอเชื่อว่าเขาไม่มีอารมณ์ซับซ้อนอะไร เพียงแต่เป็นคนที่มีอารมณ์ปรวนแปรอ่อนไหวง่าย เขาเลยถูกชักจูงอย่างง่ายดาย

       เขากับนังผู้หญิงกร้านโลกคนนั้นมีอะไรลึกซึ้งกันหรือเปล่านะ อยากรู้จังแฮะ

       “นี่นาย คนทำมาหากินนะ ไม่ได้นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง ที่จะไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ หรืออยากจะอยู่กับใครต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหา ขืนทำอย่างนั้นบริษัทคงไล่ฉันออก แล้วฉันจะกินอะไรล่ะ แค่ลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่งเขาก็ไม่พอใจแล้ว เผลอๆ โบนัสปลายปีก็คงแห้ว” เธอเอ่ยขึ้นลอยๆ

        “ผมหาเลี้ยงคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องกลับไปทำงานอีก แต่คุณจะพอใจกับความเป็นอยู่ที่พอมีพอกินตามอัตภาพ ไม่มีอะไรเลิศหรูหรือเปล่าล่ะ”

        “แบบเศรษฐกิจพอเพียง แต่เอาเข้าจริงก็เกิดความไม่พอเพียงจนต้องมาทะเลาะเลิกกันทีหลังน่ะเหรอ” จี๊ดเอ่ยพร้อมกับปรายตามองเขาเหมือนจะค้อนให้ด้วย

        “ผมเป็นคนบ้านนอกนะจี๊ด อยู่แบบพอเพียงมาตลอด มีแค่ไหนก็กินใช้แค่นั้น ผมไม่ได้เป็นคนเมืองแบบคุณที่คงอยู่แบบพอเพียงไม่ได้” เขาเอ่ยขึ้นเหมือนจะประชด

       “นายรู้จักฉันดีพอแล้วเหรอ ถึงพูดอย่างนี้ อย่ามาพูดมั่วๆ นะ” จี๊ดเอ่ยอย่างรู้สึกฉุนขึ้นมาทันทีเหมือนกัน

จริงสินะ เรายังไม่รู้เรื่องของเธอเลยสักอย่าง นอกจากว่าเธอเป็นเพื่อนของมินตรา ขณะที่ตัวเธอเองก็ไม่เคยรู้อะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องของเรา ผัวเมียเพียงข้ามคืนเป็นเรื่องที่ฟ้าดินกำหนดหรือไงนะ แต่ในเมื่อโชคชะตากลั่นแกล้งให้คนแปลกหน้าสองคนมาพบกัน แล้วทำไมไม่ประทานความรักความเข้าใจมาให้กันด้วยล่ะ

นิพิธนิ่งคิด ก่อนจะเรียกสติตัวเองกลับคืนมาแล้วเอ่ยเย้าหยอกพลางทำสีหน้าทะเล้นใส่

       “เล่าเรื่องของเมียให้ผัวฟังบ้างได้ไหมจ๊ะที่รัก”

       จี๊ดไม่ตอบแต่กลับใช้เล็บแหลมจิกต้นแขนเขา จนนิพิธต้องร้องลั่น

      “ผู้หญิงอะไร...เขี้ยวเล็บมากมายสารพัด โหดเหี้ยมกับผัวตั้งแต่วันแรกเลย สงสัยต่อไปคงข่มผัวให้อยู่ใต้อำนาจเลยสินะ” เขาเอ่ยบ่นด้วยสีหน้าขำๆ

       “ถูกต้อง แล้วยังอยากจะมีอีกไหมล่ะ”

       “อย่าพูดอย่างนั้นสิจี๊ด ตอนนี้เรื่องของเราไม่ได้อยู่ที่อยากมีหรือไม่อยากมีแล้วนะ แต่เรามีกันและกันแล้วต่างหาก ผมไม่มีวันลืมการกระทำของตัวเองหรอก และมันก็ไม่ใช่แค่ความต้องการที่จะรับผิดชอบเท่านั้น ผมอยากให้คุณเป็นคนที่อยู่เคียงข้างผมไปตลอดชีวิต ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ นะ”

      “พูดได้น่าฟังดีนี่” เธอแดกดันเขาพร้อมทั้งปรายตาค้อน

      “ผมคงดูแย่ในสายตาคุณมากเลยสินะ ผมเหงา ว้าเหว่ และต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง แต่มันไม่ใช่ใครที่ไหนก็ได้หรอกนะ มันมีความรู้สึกที่มากกว่านั้น ถ้าผมจะบอกว่ารัก ผมก็รู้ว่าคุณคงไม่เชื่อ แต่ผมมีความรู้สึกดีๆ กับคุณจริงๆ นะ มันอธิบายไม่ถูกน่ะ ตอนนี้ผมกำลังคิดหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่ ที่บอกกับคุณได้ในตอนนี้ก็คือผมรู้สึกผูกพันกับคุณตั้งแต่ที่เรามีอะไรกัน ความรู้สึกนั้นมันเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว พอคุณบอกว่าอยากกลับกรุงเทพฯ ผมก็ใจหายทันที เฮ้อ...” เขาเอ่ยบอกความรู้สึกของตนเองออกมาตรงๆ พร้อมกับถอนหายใจ

     เราก็ไม่ได้ต่างจากเขาเลย ปากบอกว่าจะกลับกรุงเทพฯ แต่เราเองก็ใจหายเหมือนกัน มันเหมือนเกิดสิ่งผูกพันบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก แต่ถ้าเขาจะมีความรู้สึกเปี่ยมสุขเหมือนกับเราในตอนนี้บ้าง ก็คงจะดีสินะ

จี๊ดคิดและปรายตามองหน้าเขา เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาปรายตามองหน้าเธอเช่นกัน กระแสความรู้สึกในใจของคนทั้งคู่ดูเหมือนจะจูนเข้าหากันได้อย่างรวดเร็ว เขาเอื้อมมือมาจับมือเธอไปกุม ตายังมองตรงไปข้างหน้า แต่ก็เอ่ยบอก

       “ผมรู้สึกอบอุ่นใจยังไงก็ไม่รู้นะแป้นแล้น ที่มีคุณมาด้วย”

       แล้วเขาจะรู้ไหมว่าเรารู้สึกยังไง ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนยังไม่เคยเลยสักครั้งที่จะมีความรู้สึกวาบหวามหวั่นไหวกับใครได้มากเท่าเขา ตั้งแต่วันแรกที่พบกันจนกระทั่งวันนี้มันก็เพิ่มพูนขึ้นทุกทีกับความรู้สึกที่เรียกว่ารัก

สักวันหนึ่งฉันจะบอกคำคำนี้กับนายนะ ถึงแม้ว่าวันนั้นเราอาจจะต้องจากกันแล้วก็ตาม

 

       รพีคิดไม่ตกว่าจะทำยังไงกับอาการหวาดกลัวของมินตรา เขารู้ว่าสองคืนที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่ยอมนอนและมีอาการหวาดระแวงอยู่ตลอด สุดท้ายเขาตัดสินใจให้ลูกปลามาจัดเสื้อผ้าของเธอลงกระเป๋าเดินทาง ในขณะที่เธอนั่งมองเฉยๆ ไม่พูดไม่ถามอะไร จากนั้นก็ลงไปสั่งแม่ปลิกให้ดูแลบ้านเพราะจะพามินตราไปอยู่ที่รีสอร์ตของเขา

การที่เขาตัดสินใจเช่นนี้เพราะคิดว่าอาการหวาดผวาของเธอน่าจะเกี่ยวเนื่องกับหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในไร่แห่งนี้ ตั้งแต่เรื่องนีน่า เรื่องของแพง และยังเรื่องโจรที่เธอเข้าใจผิดในคืนนี้ อีกทั้งเธอยังเห็นอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดของเขา แล้วเขาก็ออกปากไล่ตบตีทำร้ายเธอ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอกลัวและหวาดระแวงเขา

หรือว่าเธอยังมีอะไรในใจนอกเหนือจากนี้อีกนะรพีครุ่นคิดอย่างหนักใจ

        เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย รพีก็ขับรถพาเธอมายังรีสอร์ตที่ถูกสร้างบนเนินเขา บรรยากาศที่นี่สงบเงียบ มองลงไปเห็นธรรมชาติที่งดงาม เขาตั้งใจว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้น แววตาเศร้าสร้อยที่ปรากฏบนใบหน้าเรียบเฉยของมินตราตลอดสองวันที่ผ่านมาทำให้เขาอึดอัดจนแทบจะเป็นบ้าแล้ว

มินตราเดินเข้ามาในหลังเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างทันสมัย และยังมีอีกหลายหลังที่ปลูกอยู่ห่างๆ กันแต่ก็มีรูปแบบเหมือนกัน ทว่าเรือนหลังนี้จะพิเศษกว่าเรือนหลังอื่นก็ตรงที่อยู่สูงกว่าทุกหลัง คงเป็นที่สำหรับพักผ่อนของเขาโดยไม่ได้ให้ใครเช่าเพราะมีรั้วรอบขอบชิด เธอเดินไปยังหน้าต่าง ก่อนจะหันหน้ามามองเขานิดหนึ่ง แล้วเอ่ยถาม

       “จะขังมินไว้ที่นี่เหรอคะ”

       “มิน ที่นี่เป็นบ้านของเรานะ ที่นี่จะปลอดภัยที่สุด มินไม่ต้องกลัวใครมาทำร้ายอีก เราจะอยู่ที่นี่สักอาทิตย์หนึ่ง รอให้ผมสะสางงานเรียบร้อยแล้วผมจะพามินเข้ากรุงเทพฯ นะ ผมขอให้คุณย่าไปคุยกับคุณแม่เรื่องงานแต่งแล้ว ท่านอาจจะไปวันนี้ก็ได้ มินจะได้อุ่นใจว่าผมรักมินจริงๆ”

       มินตรามองเขานิ่งๆ อยู่ครู่ใหญ่ น้ำตาก็ไหลพรากลงมา เธอสะอื้นน้อยๆ ไม่พูดอะไรอีก และนั่งเงียบๆ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง รพีหงุดหงิดกับอาการนี้เหลือเกิน จึงหยิบโทรศัพท์ออกไปนอกตัวเรือน แล้วกดโทร.หาเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ก่อนจะเล่าเหตุการณ์สั้นๆ ให้คนปลายสายฟัง และตบท้ายด้วยการเอ่ยวิงวอน

“ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้วว่ะ แกช่วยมาที่นี่หน่อยได้ไหม ขับรถมาเลย แค่สามชั่วโมงเอง แกจะเรียกค่าบริการหรือค่าอะไรเท่าไรก็คิดมา แต่ช่วยมาดูเมียฉันหน่อย”

       แทนที่จะตอบรับ คนปลายสายกลับย้อนถาม

       “ที่เขาเกิดอาการแบบนี้มันต้องมีสาเหตุมากกว่าที่แกเล่าสิวะ เล่ามาให้ละเอียดหน่อยสิเพื่อน”

สุดท้ายรพีก็จำต้องเอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนปลายสายฟัง และเมื่อเขาเล่าจบ อีกฝ่ายก็ตอบกลับมา

       “อืม...อาการน่าเป็นห่วงว่ะ งั้นเอาอย่างนี้ ก่อนเที่ยงฉันไปถึงแน่ และจะโขกค่าบริการแกให้จมเขี้ยวเลยละ”

     “คิดมาเลย ฉันยังไม่อยากพาเขาไปโรงพยาบาล เดี๋ยวจะคิดว่าฉันไปว่าเขาเป็นบ้า แล้วมันจะยิ่งไปกันใหญ่ เขายิ่งบื้อๆ อยู่ด้วย และฉันอาจจะเป็นบ้าไปเสียก่อน”

      หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อย รพีก็วางสายและเดินกลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง จึงเห็นร่างบางของมินตราหลับสนิทคุดคู้อยู่บนโซฟานอนตัวยาว

      คงจะง่วงสินะ แทบจะไม่ได้นอนมาสองคืนแล้วนี่

       เขามองเธอและนิ่งคิดด้วยหัวใจที่หดหู่

      เราทำบ้าอะไรลงไปนะ ใครจะยอมรับสภาพได้ แม้แต่แม่ปลิกเห็นอาการของมินตรายังเอ่ยบ่นกับเราเลย

    ‘คุณพีคะ อิฉันสงสารคุณมินจังค่ะ เธอเหมือนคนเสียขวัญเลยนะคะ แค่ได้ยินเสียงรถผ่านหรือว่ามาจอด เธอก็ทำท่าผวาแล้วละค่ะ

     ‘ปลิก ฉันผิดเอง ฉันโมโหจนลืมตัว ฉันไม่รู้ว่าฉันทำรุนแรงขนาดไหน ปลิกบอกฉันทีสิ ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน

    ‘คุณพีทำท่าน่ากลัวมากเลยค่ะ แม้แต่ลูกปลายังกลัวจนตัวสั่นวิ่งหลบไปอยู่ข้างล่าง คุณพีเขย่าตัวคุณมินจนหัวสั่นหัวคลอนตั้งหลายครั้งและยังตบเธอจนคว่ำ แล้วคุณพียังมีปืนอยู่ในมือ ทำเอาคุณมินหน้าซีดตัวสั่น หลังจากที่คุณพีพูดโทรศัพท์กับคุณจี๊ดเสร็จก็ขว้างโทรศัพท์ลงกับพื้น อิฉันยังตกใจเลยนะคะ แล้วคนขวัญอ่อนอย่างคุณมินจะรับไหวได้ยังไง

     จริงสินะ มินตราเหมือนหวาดผวา เธอเหมือนจะตื่นทั้งคืนไม่ยอมหลับยอมนอน ไหนจะท่าทางคุดคู้นอนห่มผ้าหันหลังให้เขาจนสุดริมขอบเตียง

 

     นายแพทย์อาทิตย์ซึ่งเป็นจิตแพทย์มาถึงรีสอร์ตในจังหวะที่มินตราตื่นขึ้นมาพอดี สีหน้าโรยๆ เมื่อเช้าเหมือนจะแจ่มใสขึ้น รพีจึงแนะนำเธอให้รู้จักกับเพื่อนของเขา

     “มินจ๊ะ นี่หมออาทิตย์ เพื่อนของผมเอง พอดีหมอมาเที่ยวที่นี่น่ะจ้ะ ผมเห็นมินไม่ค่อยสบายใจ ก็เลยให้หมอมาคุยด้วย มินคุยกับหมอนิดหนึ่งนะ”

      เธอไหว้ทักทายนายแพทย์หนุ่ม แล้วยิ้มเซียวๆ ให้อีกฝ่าย

    “มินไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะหมอ เพียงแค่นอนไม่หลับเท่านั้น แต่ตอนนี้ก็นอนหลับแล้วนะคะ มาถึงที่นี่ก็รู้สึกง่วงแล้วหลับเลยค่ะ”

       หมออาทิตย์สบโอกาสเลยรีบเอ่ยถาม

      “คุณมินกังวลใจอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้นอนไม่หลับ”

      เธอทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบไปมองรพี แล้วเอ่ยตอบ

    “มินเหมือนได้ยินเสียงรถมาจอดอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ และรู้สึกว่ามีคนมาคอยอยู่ข้างล่าง เตรียมจะเข้ามาทำร้ายน่ะค่ะ มินรู้สึกระแวงอย่างนั้นจนนอนไม่หลับ”

     “มีอย่างอื่นอีกไหมครับที่ทำให้คุณมินกังวล”

     เธอนิ่งอึ้งก้มหน้าลงทันที หมออาทิตย์ซึ่งรู้เรื่องทั้งหมดจากรพีแล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ

   “กลัวรพีด้วยใช่ไหมครับ บอกหมอมาตามตรงได้เลย เราจะได้รู้สาเหตุของการนอนไม่หลับซึ่งทำให้สุขภาพของคุณแย่ไปด้วย เราต้องเปิดใจคุยกันนะครับ รพีเป็นห่วงคุณมากนะ”

      เธอปรายตามองรพีนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย

      “มินอยากกลับบ้าน มินคิดถึงแม่มากค่ะหมอ มินรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”

      “มันเป็นความรู้สึกเหมือนอ้างว้าง ขาดคนเข้าใจใช่ไหมครับ”

เธอเงยหน้าขึ้นมองหมอทันที

     ใช่ เรามีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ทำไมหมอถึงรู้ล่ะ ตั้งแต่เขาออกปากไล่เพราะข้อหาคบชู้ เราก็รู้สึกอ้างว้าง และมองเขาเหมือนคนแปลกหน้า ราวกับความผูกพันที่เคยมีมันขาดสะบั้นไป และคิดถึงแม่ขึ้นมาอย่างมากมาย

     “เอ่อ...ค่ะ”

    หมออาทิตย์ซึ่งเป็นจิตแพทย์เข้าใจความรู้สึกในจิตใจของเธอทันที และคิดว่าเขาคงต้องเยียวยาทั้งเธอและเพื่อนรักเสียแล้ว คนหนึ่งก็ใจร้อนบ้าระห่ำและเอาแต่ใจ เวลาโกรธหรือมีปัญหาก็ขาดสติที่จะควบคุมอารมณ์ ส่วนอีกคนก็เปราะบางกับความรู้สึก และถ้าเธอกลายเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมาด้วย ทุกอย่างจะยิ่งยากต่อการแก้ไขและต้องใช้เวลา สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันช่างน่ากลัวนักสำหรับชีวิตคู่ ขณะนี้มีเพียงความรักและความผูกพันที่มีต่อกันเท่านั้นที่จะช่วยพวกเขาทั้งสองได้

     “คุณมินครับ ผมขอถามตรงๆ ต่อหน้ารพีนะครับ ตอนนี้คุณยังรักรพีอยู่ไหม”

   มินตรานั่งนิ่ง ทอดสายตาเหม่อมองออกไปไกล ภาพความหวานชื่นที่บ้านบนเนินเขาภายในสวนภาสกรพงศ์ผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึก เพลงรักหวานแผ่ว กลิ่นเทียนหอมโชยกรุ่นอ่อน ไฟสลัวรางเพียงแค่มองเห็นสายตาหวานกรุ้มกริ่มของเขาที่ยืนอยู่ไม่ห่างนัก อากาศยามนั้นเย็นฉ่ำแต่กายเธอกลับร้อนวูบวาบ หัวใจเต้นระทึก เมื่อรู้ว่าเธอไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว

     เขายืนเด่นอยู่ท่ามกลางแสงสีส้มอ่อนๆ ที่ทาบทาลงมาบนกายเขา ทำให้รพีดูหล่อสมาร์ต พอเขายื่นมือมาให้เธอสัมผัส ประกายตาของเขาก็มีพลังบางอย่างที่ตรึงเธอให้หยุดอยู่กับที่ ยามที่เขาก้าวเดินเข้ามาหา อ้อมกอดของเขาหอมกรุ่นจนเธอต้องซบหน้าลงกับอกกว้าง ยอมให้เขาช้อนกายไปวางบนโซฟา กายอุ่นๆ ของเขาทาบทับ ความรู้สึกหวานหวามแผ่ซ่านไปทั้งกาย และยังแล่นเข้าไปครอบครองหัวใจ

    เพลงรักหวานบอกถึงรักครั้งแรกแทรกซึมเข้าไปในความรู้สึก ถ้อยคำกระซิบหวานของเขายังดังแผ่วอยู่ที่ข้างแก้ม ยามเมื่อเขามอบบทเรียนรักให้ ในความเจ็บปวดก็มีความรู้สึกที่เรียกว่ารักท่วมท้นหัวใจ ความอบอุ่นแผ่ซ่านแทรกซึมไปทุกอณูกาย มันคงเหมือนลูกศรอาบน้ำผึ้งที่แทงทะลุหัวใจ สร้างความเจ็บปวดและหวานละมุนไปพร้อมๆ กัน รอยจูบที่ประทับรับขวัญและเสียงรำพันรักแผ่วหวานยังอบอวลอยู่ในความรู้สึก รักครั้งแรกและผู้ชายคนแรกในชีวิตสาว แน่นอนว่าคงไม่มีวันที่ผู้หญิงคนใดในโลกนี้จะลืมเลือนได้

      มินตราเบือนสายตาจากการเหม่อมองกลับมาที่ใบหน้าของรพี ซึ่งตอนนี้กำลังลุ้นรอฟังคำตอบจากเธอด้วยหัวใจที่เต้นระทึก เพราะอยากรู้ว่าเมียรักมีความรู้สึกเช่นไรกับเขาในขณะนี้


 

       *สองคู่ชู้ชื่นที่ยังไม่อาจจูนเข้าหากันได้ คู่ไหนกันล่ะที่จะประสพความสำเร็จก่อนกัน มาติดตามอ่านกันต่อไปจะลงให้อ่าน70% และจะหาซื้ออ่านในแบบรูปเล่มหรือโหลดอ่านในรูปแบบebookก็ได้แล้วนะคะ *

       สำหรับน้องที่ได้รับรางวัลจะส่งหนังสือให้ในวันจันทร์ที่12พฤศจิกายน สำหรับท่านที่โชคดีแต่ยังไม่ได้ส่งที่อยู่ รีบส่งมาได้ก่อนสิ้นเดือนนี้นะคะ ถ้าเลยเวลาถือว่าสละสิทธิ์*





















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

39 ความคิดเห็น