วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 36 : หลังงานแต่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 ต.ค. 61


 

 

 

 

 

ตอนที่ 36

หลังงานแต่ง

 

 

 

 

 

“คุณไม่ต้องกลับบ้านไปอยู่กับเมียคุณหรือคะ?”

เวสิตารู้ดีว่านี่คือเวลาส่วนตัวของสองเรา ไม่ควรเอาเรื่องผู้หญิงคนอื่นมากวนใจ แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ เพราะตั้งแต่คืนวันแต่งงาน วิศรุตก็มาค้างคืนกับหล่อน แถมเพิ่งพากันไปพักผ่อนที่ชายทะเล ชดเชยที่เขาไม่ได้พาไปมัลดีฟตามคำสัญญา คล้ายจะยืนยันคำพูดก่อนหน้าที่บอกหล่อนไว้ว่าเขาแต่งงานเพียงในนาม เพียงเพื่อให้ผู้ใหญ่สบายใจเป็นเรื่องจริง

แต่หล่อนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้หญิงอย่างไหนกันถึงยอมให้สามีตัวเองไปนอนค้างอ้างแรมที่อื่น ตั้งแต่คืนเข้าหอจนเวลาเลยล่วงมาตั้งสี่ห้าวันโดยไม่คิดติดตามหา ขนาดว่าโทรศัพท์ยังไม่มีโทรเข้ามาสักสายเลย

วิศรุตหันไปมองหน้าคนถาม ขณะที่กำลังติดกระดุมที่แขนเสื้อ พอเวสิตาเห็นอย่างนั้น เจ้าหล่อนก็ลุกมาช่วยติดกระดุมให้

“ทำไม? คุณเบื่อหน้าผมแล้วหรือ?”

“เปล่าค่ะ สิตาจะเบื่อคุณได้ยังไง”

ว่าแล้วก็จัดปกเสื้อให้ แล้วเงยหน้าขึ้นจูบที่ริมฝีปากของเขา วิศรุตจูบตอบกลับมาอย่างเร่าร้อนต้องการ เวสิตาเป็นงาน จูบของหล่อนพาลจะทำให้เขาอาจจะเสียงานเสียการได้ แตกต่างจากใครอีกคนหนึ่งชนิดที่เรียกว่าเทียบกันไม่ติด

“พอล่ะ..ผมต้องไปทำงาน” เขาถอนใบหน้าออก พร้อมกับหอมที่แก้มของหญิงสาวเพื่อชดเชยแทน

จะว่าไปแล้ว การแต่งงานก็ดีอย่างหนึ่ง ตรงที่เขาสามารถมาค้างอ้างแรมกับเวสิตาได้ โดยที่ไม่ต้องถูกคุณฤดีนาถโทรตามจิก หรือถูกเจ้าสัววิชาญจับผิดบนโต๊ะอาหาร เพราะหลังจากแต่งงานเขาก็แยกบ้านมาอยู่กับเมียตีทะเบียน เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งในเขตรั้วเดียวกับบ้านคุณยงยุทธ

คิดถูกจริงๆ ที่หลังแต่งงานแล้ว เขาเลือกที่จะอยู่บ้านของแพรวพิชชา เพราะว่าจะไปจะมา จะทำอะไร ก็ไม่เป็นที่สนใจหรือถูกใครจ้องจับผิด

ตอนนี้วิศรุตนึกสงสัย ว่าเมียของเขาจะทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้สินะ ต่างคนต่างอยู่ ต่างใช้ชีวิตไป ไม่ก้าวก่ายกัน

เงินยี่สิบล้านบาท แลกกับค่าสงบหูและทำอะไรได้ตามอำเภอใจอย่างอิสระ แถมยังได้ตำแหน่งหลานรักคนโปรดของคุณวิชาญกลับคืนมาดังเดิม...นี่มันช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ

 

 

“เจ้าวาคิมหายหน้าไปไหนตั้งหลายวัน ได้บอกไว้ไหมว่าจะไปไหน?”

เจ้าสัววิชาญถามหาหลานชายคนรองที่หายหน้าหายตาไปไม่เห็นหน้าอีกเลยตั้งแต่คืนงานแต่งของพี่ชาย ไอ้คนควรไปกับอยู่ ไอ้คนควรอยู่กับไป ท่านเริ่มตะหงิดๆ สงสัย

วิศรุตพอจะรู้ว่าน้องชายหายไป แต่เขาไม่ได้สนใจไถ่ถาม หมอนั่นคงหลบไปพักเลียแผลใจที่ไหนสักแห่งกระมัง

“ไม่ทราบครับ คุณปู่ถามหาวาคิมทำไม?”

“ก็จะคุยเรื่องงานบายเออร์ที่สิงคโปร์ ตั้งแต่กลับมาจากอเมริกา ปู่ยังไม่ได้คุยกับเจ้าวาคิมเป็นจริงเป็นจังเลย เพราะมัววุ่นๆ อยู่กับงานแต่งของแก” สีหน้าของเจ้าสัวดูจะกังวลตรึกตรอง

“แล้วเราหาออฟฟิศได้แล้วหรือครับ?”

“ให้ไตรเมศไปจัดการแล้ว นี่ก็ส่งมาให้ดูอยู่สองสามที่ แต่ปู่ยังไม่ค่อยถูกใจ ยังไงก็คงจะต้องถามวาคิมอีกที เพราะเขาจะเป็นคนไปอยู่ที่นั่น”

วิศรุตเพียงแค่ผงกหน้ารับฟังเท่านั้น

“แล้วแกล่ะเป็นไงเจ้ารุต ชีวิตแต่งงาน” จู่ๆ ท่านก็เลี้ยวกลับมาเรื่องของเขา

“ก็ดีครับ” พูดพร้อมกับยิ้มนิดๆ

“หนูแพรวล่ะเป็นยังไงบ้าง? หายเหนื่อยแล้วหรือยัง?” น้ำเสียงถามถึงดูเป็นห่วงเป็นใย

“ครับ ก็ไม่มีอะไรต้องเหนื่อย”

“ว่าได้หรือ? ต้องปรับตัวเป็นแม่บ้าน คอยดูแลแกอีกคน ยังไงก็อย่าเรื่องมาก เอาใจยากนักล่ะ แค่งานที่โรงเรียนเขาก็เหนื่อยมากพอแล้ว” ดูเหมือนเจ้าสัวจะห่วงหลานสะใภ้ยิ่งกว่าหลานในไส้อย่างเขาเสียอีก

“ครับ ผมไม่ทำอะไรให้เขาต้องเหนื่อยเพิ่มแน่นอน” พูดพร้อมกับยิ้มที่มุมปากอย่างรู้ดี

แพรวพิชชาจะว่าอะไรได้ เจ้าหล่อนแสนสบายแค่ไหน ได้ชื่อว่าแต่งงานกับผู้ชายเงินถังอย่างเขา

ได้เงินก้อนใหญ่ไปจ่ายหนี้ แถมมีเหลือเก็บไว้กินไว้ใช้อย่างสบายๆ แล้วยังไม่ต้องทำหน้าที่เมียให้เพลียทั้งกายทั้งใจอีก

“แล้วนี่วางแผนครอบครัวกันไว้หรือยัง? จะว่าไป แกกับหนูแพรวก็พร้อมแล้ว น่าจะมีลูกกันเลยนะ ปู่รออุ้มเหลนอยู่” คนอยากอุ้มเหลนเร่งเร้าอย่างใจร้อน

“ครับ ผมจะพยายาม แต่เรื่องอย่างนี้มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมคนเดียวนี่สิ” ตอบไปแบ่งรับแบ่งสู้

เขาวางแผนการเอาไว้แล้ว ว่าสักสองสามปี หากยังไม่มีลูก ก็จะหาเรื่องหย่าโทษฐานที่ภรรยาไม่สามารถมีทายาทให้ได้ ถึงเวลานั้น ทุกอย่างภายในบริษัทก็คงอยู่ในมือเขาทั้งหมด รวมถึงเรื่องคู่ครองที่คงไม่มีใครจะมากะเกณฑ์คาดหวัง

“แล้วนี่ได้พากันไปปรึกษาหมอกันบ้างหรือยังล่ะ เรื่องมีลูก”

“โธ่! ปู่ครับ ผมน่ะหนุ่มแน่นแข็งแรงดี ออกกำลังกายทุกอาทิตย์ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ”

“ว่าได้หรือ? คนเดี๋ยวนี้มีลูกยากกันจะตาย ยิ่งคนที่พร้อมจะมี พร้อมจะเลี้ยงดู เด็กไม่ค่อยมาเกิดด้วยนักหรอก ยังไงถ้าสักสามเดือนยังไม่มีวี่แวว แกควรจะไปพบหมอได้แล้ว” ท่านเอ่ยแนะนำ

“ผมเพิ่งแต่งงานนะครับปู่ ยังอยากอยู่กันสองคน ใช้ชีวิตคู่เรียนรู้กันไปสักระยะก่อน คนเพิ่งมาแต่งงานกัน ยังต้องมีการปรับตัว เรียนรู้จักกันอีกมาก  อย่าเพิ่งเร่งรัดอะไรเลยครับ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า” เขาหาข้ออ้างได้เรื่อยๆ

“อื้ม! เอาอย่างนั้นเหรอ? งั้นก็ตามใจแกละกัน แต่ยังไงเรื่องสุขภาพก็ควรไปไปตรวจเช็กไว้บ้างไม่เสียหลายหรอก นี่ปู่ก็ว่าจะชวนเจ้ายุทธไปตรวจประจำปีเสียพร้อมๆ กัน ไม่ได้เจอหน้ากันเลยหลังงานแต่ง เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้  แกอยู่บ้านเดียวกัน เจอกันทุกวัน ดูเจ้ายุทธมันเป็นยังไงบ้างล่ะ อาการโรคหัวใจดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

“เอ่อ...ครับ” ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ เพราะเขาเองแทบไม่ได้กลับบ้านเลยหลังคืนแต่งงาน

“ยังไงปู่ก็ฝากแกช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลเจ้ายุทธอีกคนก็แล้วกัน เจ้านี่น่ะ มันหัวดื้อ  รั้นตั้งแต่หนุ่มยันแก่ สองคนนั่นเขาก็เหลือกันอยู่เท่านั้นแหละตากับหลาน ปู่ถึงดีใจมากที่แกได้แต่งงานกับหนูแพรว ผู้หญิงดีๆ เดี๋ยวนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ” ทั้งน้ำเสียงและแววตา เวลาท่านเอ่ยถึงครอบครัวนั้น มันทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมมา

วิศรุตนิ่งเงียบไม่ออกความเห็น กลัวว่าเจ้าสัวจะถามอะไรที่เขาตอบไม่ได้อีก

“ว่างๆ แกก็ชวนเขาสองคนไปทานข้าวที่บ้านเราสิ”

“ครับ แล้วผมจะชวนไป” ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไปก่อน

เห็นทีว่าเขาคงจะต้องต้องกลับบ้านเสียบ้างแล้ว เพราะถึงแม้แพรวพิชชาจะไม่มีปากมีเสียงหรือว่ากระไร แต่คุณยงยุทธอาจจะสงสัยได้ แม้ว่าจะแยกบ้านกันอยู่คนละหลัง แต่ก็ยังอยู่ในอาณาบริเวณขอบเขตรั้วเดียวกัน การที่เขาไม่กลับบ้านทุกวัน ท่านต้องถามหรือสังเกตเห็นบ้างละ

เห็นทีว่าวันนี้เขาควรได้กลับไปทำหน้าที่สามีที่ละเลยมาตั้งแต่คืนเข้าหอ เพื่อตอบแทนที่ภรรยาตามกฎหมาย ให้ความร่วมมือ ให้เขาได้ใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ต้องการ

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น