วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 24 : จูบแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    1 ต.ค. 61


 

 

 

 

ตอนที่ 24

จูบแรก

 

 

 

 

 

หลังโรงเรียนเลิก แพรวพิชชาตั้งใจจะกลับบ้านทันที แต่ช่างที่มาติดตั้งคอมพิวเตอร์ทั้งสามสิบตัว ขอให้เธอไปดูแลความเรียบร้อย จากครึ่งชั่วโมง เป็นหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมงจนมืดค่ำ เธอไม่คิดว่าจะต้องใช้เวลานานขนาดนี้เหมือนกัน

“โอเคครับ เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย ไม่มีอะไรที่คุณแพรวไม่พอใจนะครับ”

เธอยิ้มนิดๆ พยักหน้า อยากจะบอกว่าเธอเห็นมันเสร็จเรียบร้อยมานับชั่วโมง แต่เหมือนกับว่าพวกเขาพยายามจะถ่วงเวลาเธออยู่ หากแพรวพิชชาก็ไม่ได้พูดไป ช่วงนี้เธอเครียดไปหมดกับหลายเรื่อง อาจจะคิดมากไปสักหน่อย

“ช่างกลับหมดแล้วหรือครับหนูแพรว?” ลุงสมยศที่เดินมาเยี่ยมๆ มองๆ อยู่หลายรอบถามขึ้น เมื่อเห็นทีมติดตั้งคอมพิวเตอร์พากันกลับไป

“ค่ะ คุณลุง”

“มืดค่ำเลยนะครับ ดูท่าจะทำยากเนาะคอมพิวเตอร์” ลุงสมยศว่าดูตื่นเต้นไปด้วย ที่โรงเรียนมีอะไรแปลกใหม่เพิ่มขึ้น

เธอได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบว่ากระไร เพราะถ้าอธิบายไปต้องยาวแน่ๆ และก็ไม่แน่ใจว่าลุงสมยศจะอยากรู้จริงๆ หรือเปล่า

“แพรวรบกวนลุงช่วยปิดประตูโรงเรียนให้เรียบร้อยด้วยนะคะ”

“ครับ แล้วในห้องนั่นปิดฟืนปิดไฟ ถอดปลั๊กอะไรเรียบร้อยแล้วนะครับ?”

“ค่ะ แพรวเช็กแล้ว เหลือแค่ปิดประตูโรงเรียน”

“ได้ครับได้ เดี๋ยวลุงจัดการเอง หนูแพรวรีบกลับไปบ้านเถอะ มืดค่ำแล้ว” ลุงสมยศบอก

แพรวพิชชาจึงรีบกลับบ้าน เพราะนึกเป็นห่วงคุณยงยุทธอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อไปถึงแล้วต้องประหลาดใจ เพราะเห็นไฟปิดมืด ผ้าม่านปิดทึบ ใจเธอหายวาบ เกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้เป็นตาอีก

“คุณตาคะ...คุณตา” เธอตะโกนเรียกท่านสุดเสียง รีบเปิดประตูเข้าไปข้างใน

แล้วจึงได้เห็นว่าในบ้าน สว่างไสวไปด้วยแสงเทียน โดยมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร ไม่ใช่คุณยงยุทธ...แต่เป็น

“คุณวิศรุต” เอ่ยชื่อเขาออกจากปากอย่างคาดไม่ถึง ทั้งคนที่จู่ๆ ก็โผล่มา ทั้งยังจะบรรยากาศรอบกาย

ร่างสูงลุกขึ้นยืน ยิ้มให้ แล้วเดินมาหาเธอ แพรวพิชชาเหลียวซ้ายแลขวาพยายามมองหาตาของเธอ แต่ก็ไม่พบ

“ปู่ยงยุทธออกไปทานข้าวข้างนอกกับปู่ของผม”

“คะ”

เธองงงันไปหมดแล้ว กวาดตามองโต๊ะที่ปักเชิงเทียน และจัดตกแต่งสวยงามเหมือนโต๊ะดินเนอร์ตามภัตตราคารดังๆ แต่ตอนนี้มาตั้งอยู่ในบ้านเธอด้วยความแปลกใจ

“นี่มันอะไรกันคะ?”

“มื้อค่ำไง หรือคุณไม่หิว?”

ใครจะไม่หิว เธอถูกถ่วงเวลาอยู่ที่โรงเรียนตั้งนาน และพอมาเห็นอย่างนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นแผนการของเขา

“ค่ะ มื้อค่ำ แต่ทำไมต้องปิดไฟ จุดเทียน และเหลือเราแค่สองคน” มือหนาถือวิสาสะเกี่ยวเอวเธอแล้วโอบเดินไปด้วยกัน แพรวพิชชาขืนตัวไว้นิดหน่อย แต่ต้านทานแรงเขาไม่ไหว

“ผู้ใหญ่ท่านก็มีเรื่องอยากคุยกันตามประสา และก็ปล่อยให้เด็กๆ อย่างเราคุยกัน”

คุยกัน...เรื่องอะไรที่ผู้หลักผู้ใหญ่คิดว่าเธอมีจะคุยกับเขางั้นหรือ?

วิศรุตพาเธอมาถึงโต๊ะอาหาร ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ให้

“ขอบคุณค่ะ แต่แพรวก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมต้องจัดสถานที่อย่างนี้ด้วย ไม่ใช่โอกาสพิเศษอะไรสักหน่อย”

แพรวพิชชาอดจะเก้อเขิน กระดากขึ้นมานิดๆ ไม่ได้ ที่เขาทำให้เธอรู้สึกราวกับเป็นคนพิเศษ และบรรยากาศรอบตัวก็ช่างชวนวาบหวามใจเสียนี่กระไร ยิ่งรู้ว่าเหลือเธอกับเขาอยู่กันเพียงลำพังแค่สองคนในบ้านนี้

“ทานก่อนเถอะจ๊ะ หิวไม่ใช่หรือ? เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

วิศรุตตัดบท ก่อนจะตักอาหารให้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมนูที่คัดสรรสำหรับภัตตราคารชั้นนำ เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะฉลองให้กับโอกาสอะไร...หรือจะเสนอตัวเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโรงเรียนอนุบาลอย่างเป็นทางการ ถึงได้ต้องลงทุนลงแรงทำถึงขนาดนี้

แพรวพิชชาคงไม่ได้เข้าใจผิดไปว่า การทานอาหารค่ำด้วยกันคืนนี้ วิศรุตช่างเอาอกเอาใจเธอเป็นพิเศษ เขาชวนทาน ตักอาหารให้ กระเซ้าเย้าแหย่ให้เธอได้ยิ้มและหัวเราะอย่างเบิกบานใจ จนลืมเรื่องขุ่นเคืองก่อนหน้านี้ไปเสียหมดอย่างแทบจะไม่เชื่อว่า เธอหัวเสียและขุ่นเคืองเขามาหลายชั่วโมง...บทเขาจะเอาอกเอาใจ ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ โรแมนติกแสนดี...วิศรุตก็ทำมันออกมาได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว

กระทั่งเมื่อจัดการมื้อเย็นเสร็จ หนุ่มสาวก็เดินออกมาย่อยอาหารด้วยกันที่สวนภายในบ้าน อากาศกำลังเย็นสบาย อยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย

“ผมรู้ว่าตอนนี้สถานะทางการเงินของโรงเรียนไม่ค่อยดีนัก และผมก็อยากจะช่วยคุณทำให้โรงเรียนดำเนินกิจการต่อไปได้...หมายถึงว่าให้มันประสบความสำเร็จกว่านี้” เขาเอ่ยขึ้นมา เป็นการเป็นงานนิดๆ และมันก็เป็นอย่างที่เธอคาดคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

“แล้วคุณคิดจะทำยังไงคะ อยากจะมาเป็นหุ้นส่วนงั้นหรือคะ?” ใบหน้าอ่อนใสเอียงคอถามอย่างฉงน

“ถ้าผมอยากทำอย่างนั้น คุณยินดีไหมล่ะ ให้เราได้เป็นหุ้นส่วนกัน?” หยั่งเชิงถาม พร้อมกับมองหน้าด้วยแววตาที่ทำให้คนถูกมองหวามหัวใจไม่น้อย

“ฉันไม่คิดจะทำอนุบาลอุ่นรักเป็นธุรกิจหรอกนะคะ แต่มันคือความรับผิดชอบ คือสิ่งที่ฉันอยากจะทำ ถึงมีนักเรียนไม่มาก เราก็จะอยู่กันอย่างพอเพียง”

“คุณต้องเข้าใจนะแพรวว่าไม่ว่าจะทำอะไรเดี๋ยวนี้ มันก็เป็นธุรกิจกันไปหมด ต่อให้คุณมีอุดมการณ์แรงกล้า อยากทำโรงเรียนอนุบาลในฝัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมว่ามันมีการแข่งขันกันสูง อนุบาลอุ่นรักจะดำเนินกิจการไปได้อีกนานเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช้การตลาดเข้ามาบริหาร”

เขาพูดถูก นั่นมันก็จริง เธอคิดอย่างคุณครูผู้มีอุดมการณ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้ากิจการของโรงเรียนดีกว่านี้ ทุกอย่างก็น่าจะดีกว่านี้ด้วยเหมือนกัน

“แล้วถ้าเกิดมาเป็นหุ้นส่วน คุณคิดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น และก็อำนาจในการตัดสินใจไว้ยังไง?” เธออยากฟังรายละเอียดตรงนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจ

“ผมยินดีจะช่วยสนับสนุนเรื่องเงินทุนทั้งหมด โดยให้คุณถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ อำนาจการตัดสินใจทุกอย่างอยู่ที่คุณคนเดียวเท่านั้นแพรวพิชชา”

หญิงสาวมองเขาอย่างอึ้งๆ ไปกับข้อเสนอที่ได้รับ ทั้งหน้าตาท่าทางและน้ำเสียง ไม่ได้บอกว่าวิศรุตกำลังพูดเล่นแต่อย่างไร

“ผมไม่เก่งเรื่องนี้ ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย แต่ถ้าคุณต้องการทีมพีอาร์ การตลาด คุณปรึกษาผมได้ แต่เรื่องการเรียนการสอน การบริหารภายใน ผมเชื่อว่าคุณเก่งกว่าผมแน่นอน”

“คุณจะออกเงิน และให้อำนาจสิทธิ์ขาดฉันในการบริหาร แล้วคุณจะได้อะไร ส่วนแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ ควรจะบอกชัดเจนกว่านี้นะคะ”

เธอไม่เชื่อหรอกว่านักธุรกิจอย่างเขาจะยอมลงทุนโดยไม่หวังผลกำไรใดๆ ตอบแทน

“ก็เอาไว้ให้ผลประกอบการออกมา เราค่อยมาดูกันอีกที ถ้าผมขอสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ คุณคิดว่าโอเคไหมล่ะ?”

เชื่อเถอะว่า เขาไม่เคยยื่นข้อเสนองามๆ อย่างนี้ให้ใครมาก่อน แต่เพราะเขาหวังผลมากกว่ากำไรขาดทุนที่จะได้จากโรงเรียนอนุบาลนั่นต่างหากล่ะ

ตำแหน่งใหญ่ในบริษัท อำนาจที่จะอยู่ในมือ การยอมรับและสนับสนุนจากคุณวิชาญ...แน่นอนว่าจะมาพร้อมกับคำตอบที่เขาอยากได้จากแพรวพิชชาในคืนนี้

“เอ่อ! แล้วคุณจะได้อะไรกัน?” เงยหน้าขึ้นถามเขาแววตาสับสน

วิศรุตคว้ามือเรียวเล็กมาจับไว้ ผู้เป็นเจ้าของมันอึ้งไป แต่ก็ไม่ได้สลัดทิ้ง หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นมา

“ผมชอบอุดมการณ์และความฝันของคุณ ถึงอยากให้คุณรักษาโรงเรียนเอาไว้ และบริหารมันต่อไปอย่างที่คุณต้องการ”

แพรวพิชชายิ้มออกมาอย่างรู้สึกซาบซึ้งตรึงในใจความมีน้ำใจอย่างล้นเหลือของเขา พร้อมกับวูบวาบขัดเขินยามเมื่อสบกับดวงตาคมคายที่ทอดมองมาอย่างอ่อนโยน จนต้องหลบสายตาของเขาอย่างเก้อๆ

“และถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากดูแลคุณ”

ครานี้เธอเงยหน้าขวับขึ้นมองเขาอีกหนหนึ่งอย่างพรั่นพรึงไม่อยากเชื่อหูกับสิ่งที่ได้ยิน

ใบหน้าคร้ามลดลงมาหา และก่อนจะทันตั้งตัว เรียวปากร้อนผ่าวก็ประทับลงมาบนกลีบปากนุ่ม ทำให้เธอตกตะลึงพรึงเพริดอย่างคาดไม่ถึง อึ้งงันไปเนิ่นนาน หัวใจเต้นตึ่กระทึกแรง ปล่อยให้วิศรุตจูบเธออย่างอ่อนโยน เปลือกตาคู่สวยจะค่อยๆ พริ้มปิดลงด้วยความรู้สึกคล้ายกับล่องลอยได้ และเธอกำลังฝันไป

ในขณะที่วิศรุตรู้สึกสะดุดอยู่นิดหน่อยที่ เมื่อเขาต้องเป็นฝ่ายรุกหนักอยู่ข้างเดียว ในขณะที่หญิงสาวเงอะๆ งะๆ ทำอะไรไม่ถูกเอาเสียเลย

หล่อนจูบไม่เป็น ให้ตายเถอะ!

นี่อาจจะเป็นจูบแรกของแม่สาวจืดตรงหน้าเสียด้วยซ้ำกระมัง...โธ่ถัง...คุณครูอนุบาล เจ้าหล่อนเป็นครูอนุบาล แล้วเขาจะคาดหวังจูบตอบกลับมาที่ร้อนแรงอย่างนั้นหรือ?...วิศรุตนึกเยาะหยันอยู่ในใจ

เพราะขนาดเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ว่าตัวเองจะทำอะไรเลี่ยนๆ อย่างนั้นลงไปได้ ปกติแล้วบทรักของเขามักเร่าร้อนจนเตียงนอนแทบลุกไหม้ แต่มันคงไม่มีทางเกิดขึ้นกับแม่สาวหน้าจืดคนนี้แน่

หากจูบนี้กลับทำให้เขารู้สึกถึงอำนาจที่เหนือกว่า และเป็นฝ่ายที่ควบคุมเกมเอาไว้ได้ทั้งหมด...ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา รวมถึงหญิงสาวในอ้อมกอด...บอกแล้วไงว่าหล่อนไม่มีทางรอด หากเขาจะลงมือ

แพรวพิชชาขอเก็บคำขอของเขาไปคิดดูก่อน หล่อนหน้าตื่น หล่อนตระหนก แต่เขาเชื่อมั่นว่าหล่อนไม่มีวันปฏิเสธมันแน่ โอกาสที่ดีแสนดี อย่างที่จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ครูอนุบาลหน้าจืด ได้แต่งงานกับนักธุรกิจหนุ่มที่พรั่งพร้อมคุณสมบัติ หล่อ รวย อย่างที่หญิงสาวต้องการ

จากนี้เขาก็แค่รอเวลาที่จะกลับมาผงาดอีกครั้งในฐานะของหลานชายคนโปรดที่จะก้าวขึ้นไปยังตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในบริษัท เมื่อได้พิสูจน์ตัวเองให้คุณวิชาญได้เห็นว่าไม่มีใครจะเหมาะสมไปกว่าเขาอีกแล้ว

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

  1. #4 สีทอง (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 22:47

    แง่มมม คุณรุตร้ายกาจจจจจ

    #4
    0