วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 19 : รุกคืบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 328
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 ก.ย. 61


 

 

 

 

 

ตอนที่ 19

รุกคืบ

 

 

 

 

 

“เรื่องโรงเรียนอนุบาลของคุณ มีเด็กมาสมัครบ้างหรือยัง?” พูดเข้าเรื่องที่อยากพูดเสียที

“พอมีบ้างค่ะ”

“เยอะไหม? สักเท่าไหร่?”

“ก็ประมาณสิบกว่าคนได้แล้ว”

“สิบคน ชั้นเรียนหนึ่งยังเปิดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

“แต่อีกนานกว่าจะเปิดเทอมใหม่ พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กๆ คงยังไม่ทันได้หาโรงเรียนให้ลูกกันหรอกค่ะ” ยิ้มอย่างให้กำลังใจตัวเอง

“ว่าได้หรือ โรงเรียนอนุบาลเดี๋ยวนี้เห็นเปิดแข่งกันตั้งหลายที่ ธุรกิจเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องอาศัยการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันทั้งนั้น”

“ฉันก็ทำอยู่นะคะ” แย้งเขาไป ไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นพวกที่มัวแต่นั่งรอคอยชะตากรรมแต่เพียงอย่างเดียว

“โดยวิธีไหน ปากต่อปากงั้นหรือ?”

“นั่นก็เป็นวิธีโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่หรือคะ?” รีบแย้ง

“มันก็ใช่ แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้จัก ชื่ออนุบาลอุ่นรัก ผมยังไม่เคยได้ยินจากใครเลยด้วยซ้ำ นอกจากคุณปู่กับนายวาคิม”

คำพูดของวิศรุตทำให้เธอได้คิด มันอาจจะจริงอย่างที่เขาว่า ลูกหลานใครใครก็รัก การที่จะฝากฝังไว้ให้ใครดูแลก็ต้องเชื่อมั่นว่าจะสามารถดูแลลูกหลานพวกเขาได้เป็นอย่างดี เธอคิดถึงการทำโรงเรียนอนุบาลในแง่ที่ตัวเองเป็นคุณครู และอยากสานต่อความฝันของผู้เป็นยาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เธอทำ ก็อยู่ในวงจรของธุรกิจ

“ผมพอจะทราบมาว่า ทางโรงเรียนติดหนี้ธนาคารก้อนใหญ่”

ใบหน้าขาวใส หันขวับมามองอย่างอึ้งๆ

อ้อ! ที่คุณมานี่ ถ้าคิดจะมาเป็นนายหน้าให้เพื่อนนักธุรกิจเรียลเอสเตทคนไหน กลับไปเถอะค่ะ เสียเวลาเปล่า” น้ำเสียงกระด้างว่าขึ้นมาทันที

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก” รีบบอกออกไปก่อนเจ้าหล่อนจะควันออกหูขึ้นมาอีก

“ผมเห็นแล้วว่าคุณตั้งใจและทุ่มเทกับโรงเรียนอนุบาลขนาดไหน ผมเห็นใจนะ และก็อยากช่วย”

อยากช่วย ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินคำนี้จากปากเขา เธอคงไม่ได้หูฝาดไปหรอกนะ

“ช่วยหาเด็กมาเรียนให้มากขึ้น”

“ช่วยยังไงล่ะคะ?” เพราะเธอทำเอง คิดหัวแทบแตกยังคิดไม่ออก

 “เอาน่า ผมมีวิธีก็แล้วกัน”

“ฉันยังไม่คิดจะหาหุ้นส่วนตอนนี้”

“แล้วถ้าผมจะช่วยให้ฟรีๆ ล่ะ”

ของฟรีไม่มีในโลก...เคยมีคนบอกเอาไว้...ดวงตากลมใหญ่หรี่ลงมองคนตรงหน้า ตอนเดินมาถึงที่หน้าบ้านพอดี เธอจะเชื่อคำพูดเขาได้สักแค่ไหนกัน

“แล้วคุณจะได้อะไร?”

เขาอยากได้อะไรนะหรือ?

ที่หนึ่งที่เคยเป็นของเขา ชนะและอยู่เหนือทุกคน ซึ่งนั่นเธอต้องไว้ใจและให้ความร่วมมือกับเขาเสียก่อน แต่เรื่องอะไรจะพูดไปแบบนี้

“คุณมีอะไรให้ผมบ้างล่ะ?” คิ้วเข้มปื้นหนาเลิกสูงตั้งคำถามกลับชนิดที่ทำเอาคนฟังถึงกับชะงักงันหน้าค้างไปทีเดียว ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ให้เข้าใจว่าเขาพูดเล่น

“ผมก็ไม่อยากได้อะไรนี่”

สายตาเธอมองมาอย่างไม่เชื่อ ในเมื่อเขาเป็นนักธุรกิจ คิดตัวเลขกำไรขาดทุนอย่างไวในหัวสมอง สิ่งที่วิศรุตพูดดูจะเหลือเชื่อเกินไป แต่ถ้าเป็นวาคิมพูดล่ะไม่แน่ เธออาจจะเชื่อก็ได้

“โอเค...เอาเป็นว่าถ้าวิธีของผมได้ผล คุณค่อยพิจารณาก็ได้ว่าเราจะมาหุ้นกันทำหรือเปล่า? ผมจะจ่ายหนี้ส่วนที่ติดธนาคารให้ ถือว่าเป็นทุนก้อนแรก และจะหาวิธีประชาสัมพันธ์เจ๋งให้มีเด็กมาสมัครเรียนเยอะๆ”

แพรวพิชชายังมองอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก

“ไว้รอดูก็แล้วกัน ว่าวิธีการของผมมันได้ผลหรือเปล่า”

พูดอย่างอารมณ์ดี แหงนหน้ามองฟ้ามองต้นไม้ รู้สึกสดชื่นและโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อแผนการที่วางเอาไว้ กำลังดำเนินไปด้วยดี โดยที่ไม่มีใครระแคะระคายสักคน ไม่ว่าจะเป็นวาคิม หรือแพรวพิชชา...ไม่มีใครที่จะแยบยลและเก่งกาจฉลาดเท่าทันเขาหรอก

วิศรุตคิดอย่างผยอง

 

 

“จ่ายวันสมัครครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือจ่ายตอนมอบตัวเด็กในวันเปิดเทอมวันแรกค่ะ”

แพรวพิชชาอธิบายหลังจากมีผู้ปกครองสนใจมาสอบถามและพาบุตรหลานมาสมัครเข้าเรียนในเทอมการศึกษาหน้า

“ดีจังเลยค่ะ งั้นดิฉันจองไว้ให้ลูกสองคนเลยนะคะ”

“สองคน กี่ขวบกับกี่ขวบคะ?”

“สามขวบฝาแฝดชายหญิงน่ะค่ะ อ้อ! ตอนจัดห้องขอให้อยู่ห้องเดียวกันนะคะ”

“ได้ค่ะ...เดี๋ยวคุณแม่เชิญกรอกรายละเอียดในใบสมัครนี้ได้เลยนะคะ”  ยื่นใบสมัครเข้าเรียนให้กับผู้ปกครองที่มาจองชั้นเรียนให้กับลูกตัวน้อย

“นี่ค่ะปากกา” ว่าพร้อมกับยื่นปากกาให้ รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองหลายต่อหลายคน ไว้วางใจที่จะนำบุตรหลานมาเรียนที่อนุบาลอุ่นรัก

แพรวพิชชายิ้มด้วยดวงตาปลาบปลื้มใจ เพราะในหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเด็กมาสมัครเข้าเรียนถึงยี่สิบรายแล้ว เธอไม่รู้หรอกว่าวิศรุตไปทำวิธีไหน แต่แผนการของเขาได้ผลจริงๆ

ก็อก...ก็อก...

เสียงเคาะส่งสัญญาณที่หน้าประตู เมื่อเงยหน้ามอง ก็เห็นคุณครูน้ำหวานยิ้มแฉ่ง

“ผู้ปกครองท่านนี้สนใจ จะเอาลูกมาสมัครเข้าเรียนที่นี่ค่ะ”

“อ้อ...เชิญค่ะเชิญนั่งเลยค่ะ” ลุกขึ้นยืนผายมือเชื้อเชิญเป็นอย่างดี

“น้องอายุกี่ขวบคะ?”

“กำลังย่างเข้าสี่ขวบแล้วค่ะ ตอนนี้เรียนโรงเรียนแถวบ้าน พอดีได้ยินว่าที่นี่มีโปรโมชั่นดีๆ ก็เลยสนใจอยากมาสอบถามเรื่องค่าเทอม ค่าใช้จ่าย”

เธอสะดุดหูกับคำพูดที่ได้ยิน

“โปรโมชั่นดีๆ อะไรหรือคะที่ทำให้คุณแม่สนใจ?”

“ก็ถ้าเรียนสามคน จ่ายสองคน และยังได้เรียนภาษาต่างประเทศจากคุณครูเจ้าของภาษา ติวพิเศษภาษาที่สามวันละหนึ่งชั่วโมง และเรียนคอมพิวเตอร์ฟรีอาทิตย์ละสี่ชั่วโมง มีรถรับส่งถึงบ้าน”

“คะ?” ดูเหมือนว่าที่ผู้ปกครองท่านนี้พูดมา เธอจะยังไม่รู้เลยว่าที่โรงเรียนของตัวเอง มีโปรแกรมเรียนแบบนี้ด้วย

“นั่นสิคะ โปรโมชั่นดี๊ดี น่าสนใจนะคะ นี่ฉันก็พาลูกแฝดมาสมัคร เดี๋ยวจะชวนน้องสะใภ้ให้พาหลานมาเข้าที่นี่อีกคน คนที่สามนี่ถือว่าฟรีใช่ไหมคะ?”

แพรวพิชชาทำตาปริบๆ ไม่รู้ว่าคุณแม่ทั้งสองท่าน ไปได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาจากไหนกัน

“ใช่ค่ะใช่ นี่ไงคะ ในโฆษณาเขียนไว้อย่างนี้” ว่าพร้อมกับหยิบแผ่นพับในกระเป๋าออกมากางดู

“เอ่อ! ขอดิฉันดูหน่อยได้ไหมคะ?” ว่าพร้อมกับยื่นมือไปขอ

“ได้ค่ะได้ ดิฉันขอใบสมัครด้วยนะคะ”

หญิงสาวจำยื่นใบสมัครเรียนต่อให้กับคุณแม่ท่านนั้นไป พร้อมกับรับแผ่นพับใบประกาศนั่นมาอ่าน

·        สมัครเรียนสองคน คนที่สามฟรี พี่น้องคนละปีกันได้

·        เรียนภาษาต่างประเทศกับคุณครูเจ้าของภาษา

·        ติวพิเศษภาษาที่สามวันละหนึ่งชั่วโมง พร้อมคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์ฟรี

·        มีรถรับส่งถึงบ้าน ฟรีในรัศมีสิบกิโลเมตรจากโรงเรียน

เริ่มต้นวัยเรียนสดใสให้ลูกหลาน เป็นรากฐานที่มั่นคงของชีวิต คิดถึงอนุบาลอุ่นรัก

นี่มันอะไรกัน?

แพรวพิชชากวาดตาอ่านซ้ำอีกครั้ง แถมด้านหลังแผ่นพับยังมีภาพถ่ายของห้องคอมพิวเตอร์ สระว่ายน้ำ และห้องเรียนภาษาที่กำลังจะเปิดขึ้น

หญิงสาวนึกรู้ได้ในทันทีว่าเป็นฝีมือใคร

ให้ตายสิ! นี่เขาคิดจะมาปรึกษาเธอก่อนไหม? 

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น