วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 18 : เปิดโอกาส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 ก.ย. 61


 

 

 

 

 

ตอนที่ 18

โอกาสเปิด

 

 

 

 

 

แผนกำจัดนายวาคิมไปให้ไกลหูไกลตาประสบผลสำเร็จ เมื่อเขาและน้องชายเข้าไปพบเจ้าสัววิชาญพร้อมกัน และอ้างเหตุผลที่ยกแม่น้ำร้อยสายขึ้นมา สุดท้ายท่านก็ไม่บังคับจิตใจใคร

“ให้นายวาคิมไปดูงานอีกคน เผื่อจะต้องสลับหน้าที่กันดูแล ยังไงเสียผมกับเขาก็ต้องช่วยงานคุณปู่อยู่แล้วนี่ครับ”

เจ้าสัวเห็นพ้องด้วยว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าอาจจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนงานให้หลานๆ ไปดูแลบริษัทต่างๆ ในเครือ ควรที่ทุกคนจะทำงานทุกอย่างให้เป็น ไม่มีใครสักคนระแคะระคายแผนการร้าย และท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างที่แทบจะเรียกได้ว่า จากหน้ามือเป็นหลังมือ เลยทีเดียว

หนึ่งเดือนที่วาคิมออกไปจากประเทศไทย ถือว่าเป็นโอกาสทองของเขาที่จะต้อนแม่สาวเฉิ่มนั่นให้เข้าสู่แผนการอันแยลยลที่วางแผนมาอย่างดีแล้ว

แพรวพิชชาทำหน้าประหลาดใจยิ่ง ที่จู่ๆ ก็ได้เห็นคนที่เธอไม่หวังจะได้เห็นอีก ปรากฏตัวในตอนเย็นหลังโรงเรียนเลิก และก็ไม่เหลือใครอยู่แล้ว นอกจากเธอ ลุงสมยศที่คงอยู่บ้านพักหลังโรงเรียนกับป้าขจิต ส่วนแม่องครักษ์สองสาวอย่างกุ้งนางและกวางน้อยก็ไปเรียนหนังสือยังไม่กลับ

“ผมขอคุยกับคุณหน่อยจะได้ไหม?”

คำขอสุภาพ ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกังวาน หากกลับทำให้เธอไม่อยากไว้วางใจนัก เพราะครั้งก่อนที่เขามา วิศรุตฝากวีรกรรมอะไรเอาไว้ เธอยังไม่ลืมหรอกนะ

“ถ้าไม่นานนักก็ได้ค่ะ ฉันต้องรีบกลับบ้าน”

“บ้านคุณ?” เลิกคิ้วสูง “ดูเหมือนว่าจะอยู่ในซอยนี้ใช่ไหม? ไปที่นั่นก็ได้นะ ผมอยากแวะไปกราบปู่ยงยุทธอยู่เหมือนกัน”

ใบหน้าขาวใสราวกับสาวรุ่นไม่ใช่คุณครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลฉายชัดความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด ผู้ชายคนนี้จะมาไม้ไหนกัน

“ว่าไงครับ คุณแพรว?”

เล่นเรียกกันอย่างให้เกียรติและสุภาพจนแทบนึกถึงเมื่อครั้งก่อนตอนเขามาไม่ออก แล้วเธอจะไปขัดอะไรได้ คุณตาของเธอเองก็ดำริอยากเห็นหลานรักคนนี้ของเพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เจอสักครั้ง

“ไปสิคะ” ว่าพร้อมกับเดินไปหยิบกระเป๋าในห้องพัก แล้วเดินมาปิดประตูโรงเรียน เป็นเวลาเดียวกับที่ลุงสมยศมาพอดี จึงรับหน้าที่ต่อแทนให้

“แล้วตกลงว่าคุณมีธุระอะไรกับฉัน?” รีบถามก่อนจะเข้าไปในบ้าน เพราะถ้าเป็นธุระทะเลาะแบบครั้งก่อน จะได้รีบทำเสียให้จบๆ ที่ตรงนี้

“ให้ผมได้เข้าไปกราบปู่ยงยุทธก่อน แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องนั้นกัน” เขารีบออกตัว ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดประตูเล็กๆ ข้างรั้วเข้าไปข้างในบ้าน ซึ่งมีอาณาบริเวณใหญ่โตกว้างขวางและร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิด

ถึงแม้ว่ากิจการของโรงเรียนอนุบาลอุ่นรักจะกำลังย่ำแย่ แต่ก็ดูเหมือนว่าแพรวพิชชาจะมีอสังหาริมทรัพย์ในครอบครองอีกหลายรายการ เจ้าหล่อนไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกนักหรอก แต่ที่ยังไม่ขายเอาเงินมาใช้หนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะหวงสมบัติเก่าเอาไว้

พันตรียงยุทธต้อนรับขับสู้หลานชายของเพื่อนรักอย่างดี แม้ว่าค่ำนี้แพรวพิชชาจะไม่ได้โชว์ฝีมือในการทำอาหารอย่างที่วาคิมชอบอวดให้เขาฟังอยู่บ่อยๆ ถึงเสน่ห์ปลายจวักของเจ้าหล่อน แต่เขาก็ได้ทานเมนูหนึ่งซึ่งเธอเป็นคนทำ

“มะปรางลอยแก้ว ลองชิมดูสิหลานชาย” คุณยงยุทธคะยั้นคะยอ เมื่อหลานสาวเจ้าของบ้านขอตัวขึ้นไปอาบน้ำหลังจากที่ทานมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อย

ดวงตาคมพิจารณามะปรางสีส้มสุกในน้ำเชื่อมใสแจ๋วกลิ่นเย้ายวนเชิญชวนให้ชิม

“แพรวพิชชาเป็นคนทำหรือครับ?”

“ใช่...หนูแพรวเป็นคนทำ ในบ้านนี้ก็มีแต่เขานี่แหละที่ใจเย็นประณีตบรรจงทำอะไรอย่างนี้”

มะปรางลูกโต ริ้วขึ้นลายเส้นชัดเจน คว้านเมล็ดข้างในออกเรียบร้อยแล้ว ดูท่าว่าเจ้าหล่อนจะเป็นแม่บ้านแม่เรือนใจเย็นและมีน้ำอดน้ำทน แต่ที่เขาเจอครั้งก่อนมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

วิศรุตตักของหวานล้างปากลองชิมดู แล้วต้องตาโตกับรสชาติที่ลิ้นได้สัมผัส เพราะมันอร่อยสมคำเชิญชวน เนื้อมะปรางรสเปรี้ยวอมหวานเคี้ยวหนึบ น้ำเชื่อมหวานหอมพอดีไม่หวานจนบาดคอ

เริ่มจะเข้าใจว่าทำไมนายวาคิมถึงติดอกติดใจชอบมาทานอาหารที่นี่อยู่บ่อยๆ แต่หมอนั่นคงจะอดไปอีกสักพักใหญ่ทีเดียว

เขานั่งคุยกับคุณยงยุทธอยู่ครู่ใหญ่ เพื่อนรักของเจ้าสัววิชาญคะยั้นคะยอให้ทานมะปรางลอยแก้วอีก แต่เห็นว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้าฟิตเนสรีดเหงื่อสร้างกล้ามเนื้อเพราะมีหลายเรื่องให้จัดการ อย่าว่าแต่ไปเข้าฟิตเนสเลย ขนาดว่ากับเวสิตา เขายังไม่ค่อยได้เจอหน้า หญิงสาวเองก็มีละครที่รับไว้ถึงสองเรื่อง จึงทำให้ห่างจากดาราสาวไปโดยปริยาย แต่กระนั้นก็ยังได้คุยโทรศัพท์กันอยู่ทุกวัน ให้รู้ว่าความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม

“หนูแพรวลงมาพอดี เดี๋ยวปู่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะพ่อรุต” คำเรียกขานด้วยความเอ็นดูเช่นเดียวกับเรียกวาคิม ทำให้แพรวพิชชาชักสงสัยว่าวิศรุตร่ายมนต์อะไรใส่คุณปู่ของเธอกัน

“ครับคุณปู่ วันหลังผมเห็นทีต้องมาที่นี่บ่อยๆ คุยกับคุณปู่สนุกและได้ความรู้ด้วย” บทจะพูดเอาใจคนแก่ เขาก็ทำได้ดีไม่แพ้น้องชาย

“หนุ่มๆ สาวๆ คุยกันไปก่อนนะ ถ้าไม่ง่วงไปเสียก่อน เดี๋ยวปู่ลงมาคุยด้วย” บอกทิ้งท้ายพร้อมกับยิ้มอย่างชื่นบาน

แพรวพิชชามองคนหน้าเป็นที่ยิ้มระรื่นส่งจนคุณยงยุทธขึ้นข้างบน

“ฉันนึกว่าคุณกลับไปแล้วเสียอีก”

“รีบไล่ผมจัง ตอนนายคิมมา ก็เห็นว่ากลับค่ำมืดกว่านี้อีกไม่ใช่หรือ?”

แพรวพิชชาหรี่ตาลงมองคนพูดอย่างแปลกใจนิดๆ ทำไมทุกเรื่องที่เอ่ยมา เขาจะต้องพ่วงชื่อน้องชายเข้ามาในบทสนทนา เปรียบเทียบกันอยู่ตลอดเวลา

เธอพาเขาออกมาเดินย่อยที่สวนด้านนอก เพราะให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายกว่าอุดอู้อยู่ในบ้าน

“คุณอยู่บ้านนี้กับปู่ยงยุทธแค่สองคนหรือ?”

“ก็มีป้าบานเย็นอีกคนหนึ่งค่ะ แกคอยดูแลคุณตาตอนกลางวัน แต่แกมีเรือนพักแยกไปต่างหากด้านหลัง”

วิศรุตผงกหน้า เขาเห็นแล้วล่ะ แม่บ้านที่มาเสิร์ฟอาหารให้ แล้วก็หายหน้าไปเลย

“อยู่กันสามคน บ้านหลังออกใหญ่โต” ว่าพร้อมกับกวาดตา มองไปรอบๆ ในบริเวณมีบ้านหลังใหญ่อีกหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

“แล้วบ้านนั้นล่ะ บ้านใคร?”

แพรวพิชชามองตามใบหน้าคร้ามที่พยักพเยิดไป ก่อนแววตาจะวูบสลดลงนิดหนึ่งเมื่อนึกถึงผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น

“บ้านของคุณพ่อกับคุณแม่ฉันเองค่ะ แต่ท่านเสียนานแล้ว ตั้งแต่ฉันสิบขวบ” น้ำเสียงฟังดูเศร้า ทำให้คนถามรู้สึกผิด

“ผมขอโทษ”

“ขา” แพรวพิชชาเงยหน้าขึ้นมามองอย่างประหลาดใจ ที่ได้ยินคำขอโทษ “ขอโทษทำไมคะ?”

“เอ่อ...ก็ที่ทำให้คุณไม่สบายใจเรื่องที่ผมถาม”

เธอยิ้มให้เขา ไม่คิดว่าเขาจะเซ้นซิทีฟกับความรู้สึกที่ทำให้คนเสียใจได้เหมือนกัน

“ฉันไม่ได้ไม่สบายใจ เพียงแค่คิดถึงพวกท่านขึ้นมานิดหน่อยน่ะค่ะ”

“แล้วคุณไม่คิดจะให้ใครเช่าบ้านหลังนั้นหรือไง? ดีกว่าปล่อยไว้เปล่าๆ” เขาคิดอย่างนักธุรกิจ ว่ามันควรจะสร้างมูลค่ามากกว่าจะปล่อยให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ทำไมเธอถึงเลือกที่จะเก็บไว้ให้เสียเปล่า

“ฉันไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับที่นั่น และอีกอย่างก็ไม่มีเวลาดูแลด้วย คนเช่าจะเป็นใคร นิสัยยังไง ขี้เกียจมาปวดหัวทีหลังน่ะค่ะ”  เพราะแค่งานที่โรงเรียนอนุบาลก็เหนื่อยหนักพอแล้ว

“อยู่กันแค่สามคน บ้านหลังออกจะใหญ่โตแค่คนแก่กับผู้หญิง คุณไม่คิดว่ามันจะไม่ปลอดภัยหรือ?” เขาถามในเรื่องที่นึกห่วงขึ้นมา

แพรวพิชชาชักงงๆ กับท่าทีที่เปลี่ยนไป วันนี้วิศรุตดูเป็นคนดีและเป็นห่วงเป็นใย นิสัยเขาเริ่มเข้าเค้ากับน้องชายและผู้เป็นปู่ ซึ่งผิดกับวันแรกที่เจอกันที่โรงเรียนเหมือนกับไม่ใช่คนเดียวกัน

“ฉันอยู่มานาน ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอะไรนะคะ โจรขโมยก็ไม่มี” อาจจะเป็นได้ที่เมื่อก่อนที่บ้านนี้จะมีทหารรับใช้อยู่ด้วย แต่เมื่อปลดประจำการ และพวกเขาต้องกลับบ้านไปดูแลครอบครัว เธอก็ไม่ได้ขอใครให้มาช่วยงานที่บ้านอีก

อยากอยู่กันเงียบๆ สงบๆ มีเหตุฉุกเฉินอะไรก็เรียกลุงสมยศได้ จะว่าไปแล้วเมื่อก่อนบ้านนี้มีคนอยู่เต็มบ้าน เป็นทหารที่ถูกส่งมาช่วยดูแล และเด็กรับใช้อีกหลายคน ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปทำงานที่อื่นบ้าง บ้างก็ออกไปมีครอบครัว กลับบ้านเกิดไปบ้าง เมื่อมารู้อีกที ที่นี่ก็เหลือแค่เธอ คุณยงยุทธ และป้าบานเย็นคนเก่าคนแก่เท่านั้น

และอีกอย่าง กำลังทรัพย์ที่หาได้ตอนนี้ ก็ไม่ได้จะเหลือเฟือพอที่จะดูแลคนมากๆ เหมือนแต่ก่อนด้วย

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น