วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 14 : รู้เขารู้เรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 317
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ก.ย. 61


 

 

 

 

 

ตอนที่ 14

รู้เขา รู้เรา

 

 

 

 

 

“รูปนี้ถ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่?”

นิ้วยาวแกร่งชี้ลงไปยังรูปของหนุ่มนักบิดที่มีหญิงสาวในชุดยีนส์ทะมัดทะแมงซ้อนท้าย ดูเหมือนทั้งคู่กำลังมีความสุขอยู่บนถนนที่สองข้างทางคือธรรมชาติอันงดงามที่ไหนสักแห่ง

“เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ”

“พวกเขาไปไหนกัน?”

“ที่เขาใหญ่ครับ แต่ไปแบบไปเช้าเย็นกลับ เพราะว่าคุณแพรวพิชชาจะไม่ทิ้งคุณปู่เธอ หรือที่โรงเรียนไปไหนนานๆ”

คำรายงานจากนักสืบที่เขาให้เฝ้าติดตามเป้าหมายอธิบายเพิ่มเติม

ก็ควรอยู่หรอก เจ้าหล่อนหัวโบราณขนาดไหน ได้ข่าวว่าคุณยงยุทธและภรรยาเลี้ยงหลานสาวคนเดียวมาอย่างกับไข่ในหิน

ไม่ต้องดูอื่นไกล การแต่งตัวของเธอนั่นปะไรล่ะ...เฉิ่ม...เชย...สมกับเป็นคุณครูอนุบาลเสียจริง

วิศรุตหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดู ฝ่ายหญิงกำลังหัวเราะร่าอย่างมีความสุข ในขณะที่ฝ่ายชาย แม้เห็นไม่เต็มหน้า แต่จากแววตา ก็รู้ว่าหมอนี่กำลังตกหลุมรักผู้หญิงที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์อยู่เข้าอย่างจัง

อันที่จริงจะว่าไปแล้ว แพรวพิชชาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนักหรอก  เพียงแต่เจ้าหล่อนไม่ได้เย้าตายวนใจ หรือดึงดูดให้เขาสนใจก็เท่านั้น แทบไม่มีรูปไหนในภาพเกือบร้อยใบตรงหน้า ที่ผู้หญิงคนนั้นแต่งแต้มเครื่องสำอางบนหน้าเลยสักรูป

“ชอบจืดๆ หรอกหรือ?” เขาพึมพำ พร้อมกับเบ้ปาก

รสนิยมของนายวาคิมช่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา ต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง เขาชอบผู้หญิงที่เห็นแว่บแรกก็สวยสะดุดตาสะดุดใจอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ก็นั่นแหละ ลางเนื้อชอบลางยา ว่ากันไม่ได้เรื่องของรสนิยม

“แล้วตอนนี้พวกเขาสองคนตกลงคบกันเป็นแฟนแล้วหรือ?” พฤติกรรมต่างๆ ที่ได้เห็นจากภาพถ่าย ทั้งทานข้าวด้วยกัน ไปซื้อของด้วยกัน และยังไปเที่ยวด้วยกันมันน่าสงสัย

แต่ก็ออกจะเร็วไปถ้าใช่ขึ้นมาจริงๆ จำได้ว่าทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่เดือน ถึงวาคิมจะเป็นหนุ่มนักเรียนนอกหัวสมัยใหม่ แต่ฝ่ายหญิงก็ดูไม่ใช่พวกไวไฟคงยากสักหน่อย

“อื้ม! อันนี้ก็ตอบยากครับ เพราะรูปที่ได้ก็ถ่ายจากโรงเรียนเสียส่วนใหญ่ เห็นไกลๆ และก็ไม่เคยเห็นทั้งสองคนจับมือถือแขน หรือแสดงความรักต่อกันเลย อาจจะกำลังเริ่มต้นคบหาศึกษาดูใจกันก็ได้นะครับ” นักสืบออกความเห็นตามความคิด หลังจากที่เฝ้าติดตามและสอดส่องทั้งคู่มาสักพักใหญ่

ถ้าจำไม่ผิด เจ้าสัววิชาญเอ่ยปากอยากหมั้นหมายเขากับยัยจืดนี่ก่อนที่วาคิมจะทันได้ทำความรู้จักเจ้าหล่อนเสียอีก  แต่เจ้าน้องต่างแม่ดันดอดไปใกล้ชิดสนิทสนม โดยที่เขาเป็นฝ่ายอนุญาตเองแหละ

จะว่าไป...แพรวพิชชาคือผู้หญิงที่ผู้หลักผู้ใหญ่หมายตาหมายใจไว้กับเขา ก็ถือว่าเป็นสมบัติของเขากรายๆ สินะ

อันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะเป็นมารความสุขของใคร แต่ตอนนี้วาคิมชักจะล้ำหน้าไปไกลเสียแล้ว

และก่อนที่ตำแหน่งหลานชายคนโปรดจะกระเด็นจากเขา ตกไปเป็นของน้องชายต่างแม่อย่างแท้จริง รวมถึงอย่างอื่นที่จะตามมา หากว่าทั้งคู่ตกลงปลงใจคบหาหรือว่าแต่งงานกันจริงๆ

บางที เขาอาจจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว

อะไรที่ทำให้หมอนั่นรู้ว่า...ไม่มีทางที่จะขึ้นมาเทียบคนมาก่อนและสำคัญกว่าอย่างเขาไปได้

 

“สวัสดีค่าคนเก่ง วันนี้คุณพ่อมาส่งหรือคะ?”

รอยยิ้มหวานหยดพร้อมดวงตาเปล่งประกายแห่งความสุข ยามที่รับนักเรียนตัวน้อยจากมือผู้ปกครอง ก่อนจะส่งต่อให้คุณครูประจำชั้นที่ดูแลเด็กแต่ละห้องรับช่วงไปดูแลต่อ

ทุกเช้าแพรวพิชชาจะมาถึงโรงเรียนเป็นคนแรก เพื่อรับเด็กๆ ด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้ปกครองอุ่นใจว่าลูกหลานอยู่ในความดูแลอย่างดีเยี่ยมของทางโรงเรียนและเธอจะอยู่เป็นคนสุดท้าย เพื่อส่งพวกแกกลับไปสู่อ้อมอกของพ่อแม่ผู้ปกครอง นี่จึงเป็นกิจวัตรประจำวันที่เธอทำมาตลอดหลายปีด้วยความเคยชินตั้งแต่เข้ามารับช่วงบริหารต่อโรงเรียนอนุบาลอุ่นรัก

ตอนนี้จำนวนนักเรียนที่มีอยู่เหลือไม่ถึงสองร้อยคน ในสามระดับชั้นที่รับดูแลอยู่

เมื่อเทียบสัดส่วนรายได้กับค่าใช้จ่ายแล้ว เรียกว่าเสมอตัว และเธอก็ยังมองไม่เห็นลู่ทางไหนที่จะประคับประคองให้โรงเรียนอนุบาลอุ่นรักเปิดกิจการต่อไปได้ในเมื่อดอกเบี้ยธนาคารที่เป็นหนี้อยู่ ทบต้นและดอกสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนจะแตะแปดหลักอยู่รอมร่อ ชวนให้อ่อนอกอ่อนใจเสียจริง

ตั้งแต่เรียนจบมา แพรวพิชชาก็เริ่มต้นทำงานที่นี่เลย ความผูกพันจึงไม่ใช่เพียงเพราะเป็นคุณครูมาสามปี แต่เธอเห็นที่นี่มาตั้งแต่ลืมตาเกิดมา

ตั้งแต่จำความได้ โรงเรียนนี้ก็เป็นเหมือนบ้าน เป็นความฝันของคุณพิศมัย ของคุณเพชรแพรวาแม่ของเธอ และรายได้จากโรงเรียนแห่งนี้ ที่ทำให้เธอมีกิน มีใช้ ได้เล่าเรียนจนจบมหาวิทยาลัย และได้กลับมาดูแลรับผิดชอบ เป็นเจ้าของมันอีกครั้งหนึ่ง

ที่นี่เข้มข้นไปด้วยความทรงจำ ความรัก ความผูกพัน ความรับผิดชอบ เป็นบทเรียนสอนและสั่งสมประสบการณ์ชีวิตหลากหลายให้เธอ และเธอก็จะไม่ยอมสูญเสียมันไปเด็ดขาด

เด็กตัวเล็กตัวน้อยทยอยออกมาเข้าแถวกันหน้าเสาธง ก่อนจะเคารพธงชาติ ร่วมกันสวดมนต์เสียงเจื้อยแจ้ว ท่องบทแผ่เมตตา แล้วร้องเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีก่อนจะต่อแถวกันกลับเข้าห้องเรียน การดูแลเด็กเล็กวัยตั้งแต่ 3- 6 ขวบ ก็ไม่ต่างจากการจับปูใส่กระด้งดีๆ นี่เอง

รอยยิ้มบริสุทธิ์ที่ฉายบนใบหน้าเล็กๆ และแววตาไร้เดียงสาที่มองมาที่เธอ ช่วยปลุกปลอบหัวจิตหัวใจที่หม่นเศร้าให้มีความหวังและกำลังใจขึ้นมา  เธอจะไม่มีวันยอมแพ้ หากมีทางไหนที่จะต่อลมหายใจ หรือรักษาโรงเรียนแห่งนี้เอาไว้ได้ แพรวพิชชาจะไม่รีรอลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

ร่างแบบบางยืนกลางแสงแดดอ่อนของยามเช้ากลางสนามหญ้าหน้าเสาธง ถูกจับจ้องมองอยู่เป็นนานจากรถยนต์คันหรูที่จอดนิ่งหน้าโรงเรียนอนุบาลอุ่นรัก

ดวงตาคมกริบเฝ้ามองตั้งแต่ตอนที่เธอยืนรับเด็กตัวเล็กๆ ที่หน้าประตูโรงเรียน กระทั่งทำกิจกรรมยามเช้าหน้าเสาธงเสร็จสิ้น ตอนนี้เริ่มปลอดคนแล้ว และเป้าหมายก็อยู่เพียงลำพัง โอกาสเหมาะเหม็งที่สุด

วิศรุตจับตามองหญิงสาวมาพักใหญ่ อันที่จริงแล้ว เขาควรมาทำความรู้จักเธอก่อนหน้านี้ เพราะเจ้าสัววิชาญก็เพียรพยายามที่จะแนะนำให้เขารู้จักกับหลานสาวของเพื่อนรักมาหลายปี แต่พอรู้ว่าท่านวางแผนจับคู่ให้เท่านั้น เขาก็บ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบมาโดยตลอด

ไม่ใช่ว่าอยากจะงัดข้อหรือขัดใจผู้เป็นปู่เท่านั้น แต่พอได้ยินว่าเป็นคุณครูอนุบาล เขาหมดความสนใจพร้อมล่าถอยในทันที ไม่มีอะไรชวนให้อยากรู้จักหรือสนใจ พอๆ กับการหลอกล่อเด็กให้ไปหาหมอฟันนั่นแหละ

ร่างสูงเปิดประตูแล้วก้าวเดินลงจากรถตรงไปหาร่างแบบบางในชุดเรียบๆ แต่เชยสะบัดในความคิดของเขา เห็นจำนวนเด็กที่มาเข้าแถวกัน ประมาณด้วยสายตาน่าจะสักร้อยกว่าคนได้ ข้อมูลตามที่นักสืบให้มาว่าโรงเรียนกำลังขาดสภาพคล่องทางการเงิน และจากราคาค่าเทอมที่ได้ทราบมา บวกลบคูณหารในใจตามประสานักธุรกิจที่คิดเรื่องเงินเป็นสำคัญ สถานการณ์ทางการเงินของโรงเรียนอนุบาลอุ่นรักในตอนนี้ เรียกว่าน่าเป็นห่วง

“มีเด็กแค่นี้ โรงเรียนจะไปรอดหรือ?”

เสียงที่ดังมาจากข้างหลัง ทำเอาร่างบางสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะหันกลับไปมอง

แรกสายตาปะทะ คือชายหนุ่มหน้าตาคมคายเกลี้ยงเกลาร่างสูง ในชุดสูทเนี๊ยบเรียบกริบที่พอจะเดาได้ว่าเป็นแบรนด์ดัง ท่าทางของเขาภูมิฐาน หน้าตาหยิ่งยโส แววตาอวดดี

“คุณคิดจะทำยังไงต่อไป เพื่อให้โรงเรียนยังเปิดดำเนินการต่อไปได้” จู่ๆ เขาก็ถามความเห็นของเธอขึ้นมา

ดวงหน้าสวยฉงนฉงายด้วยความประหลาดใจไม่น้อยสำหรับคำถามจากคนแปลกหน้า

“ผมว่าสถานการณ์อย่างนี้น่าจะหาใครมาหุ้น แล้วทำพีอาร์ให้คนรู้จัก แต่สำหรับการทำโรงเรียนอนุบาล ประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากน่าจะได้ผลดีสุด”

 

 

 

 

 

 

 

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น