เล่ห์ร้าย สายใยสวาท

ตอนที่ 16 : คือความรับผิดชอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,047
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    24 มี.ค. 61



“ผมโตแล้วนะครับป้าแจ่ม อะไรดี...ไม่ดี...ควร...ไม่ควรผมรู้ครับ ผมแค่อยากใกล้ชิดกับนายภีมให้มากๆ สงสารที่แกกำพร้าตั้งแต่เล็ก อยากให้แกคุ้นเคยกับผม คุ้นเคยกับคนในบ้าน ส่วนแม่ของแกผมก็ไม่ไว้ใจให้เลี้ยงดูคนเดียวลำพังที่บ้านโน้น  ถ้าวันหนึ่งเธอมีทางไปของเธอ ผมก็อยากให้นายภีมอยู่กับพวกเราได้”

 

คนฟังยิ้มออกมาได้ ยกมือลูบอกอย่างเบาใจเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มคิดวางแผนไว้ว่ายังไงบ้าง

 

“ได้ฟังอย่างนี้ก็โล่งใจ...คุณน่ะไม่เคยมีแฟน ป้ากลัวจะไม่ทันเกมเอา ผู้หญิงสมัยนี้ทั้งไวไฟ ทั้งเจ้าเล่ห์มารยาสาไถ ไว้ใจไม่ได้ น่ากลัวค่ะ”

 

ภูวฤทธิ์หัวเราะขำ โคลงศีรษะไปมา เพราะป้าแจ่มจะมารู้อะไร ว่าสมัยอยู่ต่างประเทศ เขาน่ะประวัติโชกโชนและขึ้นชื่อเรื่องผู้หญิงขนาดไหน  พอกลับมาเมืองไทย ก็ไม่ได้ทิ้งลายเสือ

 

 เพียงแต่ว่างานใหญ่ยักษ์ที่หล่นลงมาบนตักให้ต้องรับผิดชอบ ไม่ให้เวลาเขากระดิกกระเดี้ยวไปไหนได้ อาจจะต้องอาศัยเวลาอีกสักพักใหญ่ ให้งานที่บริษัทเข้าที่เข้าทาง พอจะไว้วางใจให้ใครเข้ามาช่วยแบ่งเบา เขาก็คงจะคิดเรื่องของตัวเอง

 

“ถ้าเป็นเรื่องนี้ อย่าห่วงเลยครับป้า ตอนนี้ผมไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นเลยจริงๆ ทีนี้ไปนอนได้รึยังครับ?”

ถามยิ้มๆ

 

“ค่า...ค่อยนอนตาหลับหน่อย”

 คุณแม่บ้านยิ้มแฉ่งก่อนจะเดินจากไปอย่างโล่งหัวอก

 

ภูวฤทธิ์มองตามไปอย่างขันๆ เขาไม่ได้นึกกังวลในเรื่องที่ป้าแจ่มเป็นห่วง คนอย่างเขาไม่สนใจผู้หญิงที่เอาตัวแลกเงิน

 

และที่สำคัญ ระหว่างบัวชมพูกับเขามีฐานะอันไม่เหมาะไม่ควรเป็นกำแพงใหญ่ยักษ์ขวางกั้นอยู่ ให้เรื่องชู้สาวที่ป้าแจ่มกังวลไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้

 

บัวชมพูหลบวูบเมื่อป้าแจ่มเดิมสวนออกมา เธอตั้งใจแค่จะลงมาหาน้ำดื่ม แต่บังเอิญมาได้ยินว่าทั้งสองคนคุยเรื่องอะไรกัน ลำคอถึงกับตีบตัน ใบหน้าชาราวกับถูกตบไม่ยั้งด้วยคำพูดที่ได้ยินว่าพวกเขาคิดยังไงกับเธอ

 

แม้รู้ว่าคนในบ้านนี้ไม่ได้มองเธอดีนัก แต่การถูกตั้งป้อมรังเกียจกล่าวหาว่าเธอเป็นไก่แก่แม่ปลาช่อนที่กำลังจ้องตาเป็นมันจะจับลูกเลี้ยงมาทำสามี ช่างทิ่มแทงหัวใจ และเหยียบย่ำความรู้สึกกันเหลือเกิน

 

 

“สวัสดีค่ะ มาติดต่ออะไรคะ?”

 

เจ้าหน้าที่สาวของโรงเรียนอนุบาลชื่อดังยกมือไหว้ทักทายชายหญิงที่เดินเคียงคู่มาด้วยกัน

 

หลังจากไปส่งภีรภัทรที่โรงเรียน ภูวฤทธิ์ก็พาเธอมายังโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน เพื่อติดต่อเรื่องย้ายน้องชายมาเรียนที่นี่ แม้เธอจะยืนยันว่าจะมาจัดการด้วยตัวเอง แต่เขาก็ไม่ยอม และนั่นทำให้ป้าแจ่มยิ่งมองเธออย่างไม่ชอบหน้าเข้าไปใหญ่ ถึงจะไม่สบายใจแต่ใครเล่าจะไปขัดภูวฤทธิ์ได้

 

“ดิฉันต้องการจะย้ายลูกชายมาเรียนที่นี่น่ะค่ะ”

 

“น้องอยู่ชั้นอะไรคะ?”

 

“อนุบาลสองค่ะ”

 

“ค่ะ...งั้นเดี๋ยวเชิญคุณพ่อคุณแม่ทางนี้เลยนะคะ”

เจ้าหล่อนผายมือให้ พร้อมกับเดินนำคุณพ่อคุณแม่ที่หันมามองหน้ากันอัตโนมัติ

 

บัวชมพูรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เธอไม่โทษเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เกรงว่าชายหนุ่มอาจจะไม่พอใจที่ถูกเข้าใจผิด ช่วยไม่ได้เขาเป็นคนยืนยันที่จะมาติดต่อขอย้ายโรงเรียนให้ภีรภัทรพร้อมกับเธอเอง

 

 แม้เธอบอกแล้วว่าเกรงใจไม่อยากให้เขาต้องปลีกเวลางานมาทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ คำพูดของเขากับป้าแจ่มเมื่อหลายคืนก่อนยังวนเวียนอยู่ในหัวกวนใจ เธอพยายามแล้วที่จะอยู่ให้ห่างจากเขา

 

เรื่องของน้องชายทั้งคน ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆ หรอก...นายภีมสำคัญกับผม

 เมื่อเขาย้ำคำหนักแน่นอย่างนั้น เธอจะไปว่าอะไรได้

 

“เขาเชิญแล้วไง ไปสิคุณ” ใบหน้าที่เดาไม่ออกว่าคิดยังไงพยักพเยิดตามเจ้าหน้าที่ไป

 

“เดี๋ยวช่วยกรอกเอกสารนี่ให้หน่อยนะคะ”

 เจ้าหน้าที่ยื่นแบบฟอร์มการสมัครเข้าเรียนให้ เมื่อเธอกับภูวฤทธิ์ไปนั่งที่โต๊ะเรียบร้อย บัวชมพูรับมาก่อนจะบรรจงกรอกข้อมูลลงไปในแบบฟอร์ม 

 

ชายหนุ่มมองตัวหนังสือสวยเป็นระเบียบเรียบร้อยก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของลายมือเป็นคนที่เข้มงวดมีระเบียบ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่สาวก็ได้แจกแจงรายละเอียดรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ

 

 ภูวฤทธิ์ตั้งใจฟัง เขาอยากมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลภีรภัทรอย่างเต็มที่เพื่อชดเชยเวลาหลายปีที่ไม่เคยรู้ตัวว่ามีพี่น้องร่วมสายเลือดอยู่ กระทั่งบัวชมพูยื่นเอกสารคืนให้เจ้าหน้าที่

 

“คุณบัวชมพู กับคุณภูมิชาตินะคะ”

 

เจ้าหล่อนอ่านรายชื่อจากในใบสมัคร

 

“เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ...ฉันบัวชมพู ส่วนนี่คุณภูวฤทธิ์”

 

“อ้อ คุณพ่อเปลี่ยนชื่อหรือคะ หรือว่าเอ่อ...”

 

อาจารย์สาวยั้งคำพูดที่สงสัยเกรงจะไม่เหมาะไม่ควร

 

“ผมเป็นผู้ปกครองของแกครับ”

เขาเลี่ยงที่จะบอกว่าตัวเองเป็นพี่ชาย บัวชมพูปรายตามองชายหนุ่มแว่บหนึ่ง ไม่ว่ากระไร

 

“อ้อ ค่ะ พอดีว่าตอนนี้เป็นช่วงปลายเทอมแล้วนะคะ อีกสองอาทิตย์ก็จะปิดเทอม แต่โชคดีที่น้องยังชั้นเล็กอยู่ คงไม่มีปัญหาอะไรในการย้ายโรงเรียน ยังไงคุณแม่กับคุณพ่อ เอ๊ย! ผู้ปกครองสามารถพาน้องมาลองร่วมชั้นเรียนกับเพื่อนๆ ก่อนได้เลยนะคะ”

เธอแนะนำ

 

 

ภูวฤทธิ์โล่งใจที่ทุกอย่างเรียบร้อยดี เขาจัดการจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายให้ภีรภัทรเสร็จเรียบร้อย จึงเดินตามหญิงสาวไปขึ้นรถเพื่อพากลับไปส่งเธอที่บ้าน

 

อันที่จริง บัวชมพูมีรถญี่ปุ่นขนาดกะทัดรัดที่คุณภูมิชาติซื้อให้เพื่อไว้รับส่งลูกชาย แต่หลังจากเห็นเลขไมล์ที่หน้าปัดรถแล้ว ทำให้ภูวฤทธิ์ออกจะอึ้งไปไม่น้อย รถยนต์ซื้อมาได้เกือบห้าปี แต่เลขไมล์ยังอยู่ที่สามหมื่นกิโลเมตรต้นๆ หญิงสาวบอกว่าเธอไม่ได้ขับไปไหนไกล นอกจากรับส่งบุตรชายเท่านั้น ได้ยินเช่นนั้นเขาออกจะพอใจที่เธอไม่ใช่คนชอบเที่ยว และดูไม่ใช้คนฟุ้งเฟ้ออะไร แต่ของอย่างนี้ก็ต้องดูไปนานๆ ภูวฤทธิ์จึงตัดสินใจว่า วันนี้เขาควรเป็นคนขับรถ และให้ลุงเกษมหรือจ่อยมารับส่งเจ้าหนูในวันที่เขาไม่ว่างมาส่งแกแทน แม้บัวชมพูจะบอกว่าเธออยากมาส่งลูกเองก็เถอะ

 

“ที่ผมไม่บอกว่าตัวเองเป็นพี่ชายนายภีม เพราะมันดูแปลกๆ อายุผมห่างจากแกมาก และผมก็ไม่อยากให้ใครมองคุณพ่อผมเป็นตาแก่หัวงูหลอกเด็กด้วย”

 

 เขาออกตัวพร้อมดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดเพื่อความปลอดภัย ยังจำใบหน้าของครูสาวตอนที่รู้ว่าเขาไม่ใช่พ่อของภีรภัทรได้

 

“ทั้งที่ความจริงผมว่าท่านน่าจะเป็นฝ่ายโดนหลอกเสียมากกว่า”

 

ประโยคที่เหมือนเปรยทั่วไปทำเอาคนฟังหน้าชาเพราะคำพูดนั่นคล้ายตีวัวกระทบคราดมาถึงเธอ ใบหน้างามหันขวับมามองเขาไม่พอใจ


ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ



กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น