MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 9 : 08 :: ผู้ประสบภัยความเหงา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37,329
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,696 ครั้ง
    22 ม.ค. 61



ตอนที่ 8

ผู้ประสบภัยความเหงา

 

            หลังเดินออกจากคาเฟ่ด้วยความมึนงง ผมก็ไม่ได้แวะไปไหนกับไอ้ริวต่อนอกจากขอตัวกลับ ความจริงก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน เพราะหลังจากเจอไอ้ยุคแล้วความรู้สึกบางอย่างเล่นจู่โจมเข้ามาอย่างจัง มันเป็นความรู้สึกอึดอัดผสมความรู้สึกผิดไปด้วย เมื่อได้เห็นหน้าหงอยๆ ของมันที่ถามทำนองว่า ไม่ยักรู้ว่าสนิทกับไอ้ริว

            จริงๆ มันก็สิทธิ์ของกูมั้ยว่าจะสนิทกับใคร แต่ทำไมถึงรู้สึกไม่สบายใจด้วย

แม่ง...แทนที่จะได้ออกไปเที่ยวข้างนอกให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ กลายเป็นตอนนี้ต้องกลับมาเหงาที่ห้องคนเดียวอีกแล้ว งานเอ๋ย โปรดติดต่อมาเถอะ เงินก้อนนี้หมดก็ไม่เหลืออะไรให้กินแล้วนะ

            เหงาก็เหงา เพื่อนก็มีโลกส่วนตัวของตัวเอง ส่วนผมเหรอ มีเหงาเป็นเพื่อนไง นับจากพามันไปคอนเสิร์ตครั้งก่อนเหงาก็เรียกร้องกับผมมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกรำคาญ มันทักมาแทบตลอดเวลา ดีหน่อยที่ช่วงหลังมีไอ้ยุคเข้ามาในชีวิต ผมกับเหงาเลยเว้นระยะห่างให้กันอยู่บ้าง

            ไอ้ยุค...

            สุดท้ายผมก็นึกถึงมันอีกจนได้

“ไม่คิด ไม่คิด! เราต้องไม่คิดถึงมัน”

            เวลาที่คนเราอยู่คนเดียวแม่งชอบคิดฟุ้งซ่านแบบนี้แหละ ผมเลยต้องสลัดเรื่องที่อยู่ในหัวทิ้งโดยการเดินไปหยิบแล็ปท็อปที่วางอยู่ตรงปลายเตียงขึ้นมา กดดูโน่นนี่นั่นไปเรื่อย เว็บที่เข้าอยู่เป็นประจำก็มีไม่กี่อย่าง

            เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ เน็ตฟลิกซ์ เว็บหนังโป๊ขาประจำ

            ผมใช้เวลาที่แสนเหลือเฟือของตัวเองไปค่อนข้างฟุ่มเฟือย ในหัวเองก็ตันจนคิดงานใหม่ไม่ออกเพราะไม่มีความหวังว่ามันจะขายได้อีก

            หลังหายใจทิ้งไปกับโลกโซเชียลอยู่หลายชั่วโมง เทรนด์ทวิตเตอร์ชื่อหนึ่งที่คุ้นเคยก็ขึ้นมาติดเทรนด์อย่างไม่ทราบสาเหตุ ใจของผมเต้นตึกตัก ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เดาได้คร่าวๆ ว่าอาจจะเป็นลางร้าย

            เหยดเขร้! #YukYinCouple กลับมาหลอกหลอนกูอีกแล้ววววววววว

            ด้วยไม่อยากจินตนาการไปคนเดียวจนเป็นบ้า ผมกดเข้าไปในแท็กดังกล่าวด้วยความเร็วเหนือแสง

            ผ่าง! โอ้โหแม่เจ้าโว้ยยยยยยยยยยย มีหน้ากูกับไอ้ยุคถูกแปะเต็มไปหมดเลย น้ำตาผมไหลอีกครั้งเมื่อเห็นยอดรีทวิตมหาศาลที่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ข้อความแต่ละอันก็โคตรจิรานันท์ มโนแจ่มซะเหลือเกิน

           

            วันนี้คุณนักเขียนเป็นเด็กเสิร์ฟนะคะ แต่ดูท่าว่าจะงอนกับคุณนักแต่งเพลงอยู่ เขาเล่นมากับคุณหมอซะขนาดนั้น

 

            แต่ดูท่าแล้วจะแม่งจะงอนผมจริงว่ะ เพราะขนาดคนอื่นยังรับรู้ได้เลย

           

            คิดว่าหลังไมค์คงเคลียร์กันแล้วค่ะ

ถ้าเคลียร์กันบนเตียงก็คงจะดีไปอีกแบบนะ

           

            “เตียงอารายยยยยยยยยยยย”

            ผมสบถออกมาเสียงดัง ก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนเล่นแล็ปท็อปอยู่บนเตียงจริงๆ เพียงแต่ว่าตรงนี้มีแค่ผมคนเดียวที่อยู่ในห้อง

            นอกจากนั้นในแท็กยังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคาเฟ่เป็นฉากๆ อย่างละเอียดยิบ บางฉากผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า แต่เหมือนทุกคนจะปักใจเชื่อ ที่สำคัญ พวกเขาดูจะชอบมากซะด้วย

            ผมไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเสียใจอะไรหรอก แค่ตกใจในช่วงแรก และเมื่อลองอ่านไปสักพักผมก็ค้นพบว่ารูปที่ถูกถ่ายตอนเผลอนั้นก็ดูดีไปอีกแบบ เออว่ะ รู้สึกตัวเองแม่งก็หล่อไม่เบา แต่ถ้ารูปไหนมีไอ้ยุคอยู่ในเฟรมด้วยกูจะดูเหียกไปในทันที

           

            ‘Hey! My boss ตอนแรกอัพแล้วนะคะ ขอฝากเรื่องนี้ไว้กับสาวก #YukYinCouple ด้วยค่ะ

 

            เลื่อนๆ ไปสายตาก็ดันเจอเข้ากับนิยายเรื่องใหม่ที่แปะอยู่ในแท็ก ไม่อยากจะพูดเลยว่าเรื่องเก่าก็ทำเอาเข็ดขยาดไปพักใหญ่ นี่มีเรื่องใหม่มาอีกแล้วเหรอ

            แต่เนื่องจากความเสือกที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์นั้น ผลักดันให้ผมต้องกดเข้าไปในลิงก์ที่แปะเอาไว้ และหน้าจอใหม่ก็แทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            “อะไรวะ” ผมพูดกับตัวเองเมื่อหน้าเว็บดังกล่าวปรากฏขึ้น

            ไวอากร้าของแท้ ยาเร่งเสียว จิ๋มกระป๋องนำเข้า เดี๋ยวนะ! เดี๋ยวววววววววว

            ตอนแรกนึกว่าเจอแจ็กพอตโดยสปายแวร์เข้า แต่พอเลื่อนไปๆ มาๆ ถึงรู้ว่ามันคือเว็บลงนิยาย โถ...ภาพลักษณ์ของไอ้ชยินที่ทุกคนพูดถึง

            ตัดประเด็นนี้ไปก่อน มันไม่สำคัญเท่าไหร่แล้วเพราะสิ่งที่ควรจดจ่อจริงๆ มันคือนิยายเรื่องนี้ต่างหาก คนเขียนเพิ่งอัพตอนแรก ผมแค่อยากรู้ว่าตัวเองทำอาชีพอะไร เพราะเรื่องก่อนที่ท้องไปกูก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว

            ผมกวาดตามองตัวหนังสือมากมายตรงหน้า ก่อนเริ่มต้นอ่านอย่างจดจ่อ

            เหมือนเรื่องนี้จะเริ่มโดยที่คุณศตวรรษเป็นประธานบริษัทเพลงแห่งหนึ่ง หึ! ให้เดาผมคงเป็นนักแต่งเพลงเหมือนชีวิตจริงนั่นแหละ

            “ฟู่~

            ผมถอนหายใจออกมาทันทีเมื่อเห็นชื่อของตัวเองในบรรทัดต่อมา และผม...เป็นนักแต่งเพลงอย่างที่คาดเอาไว้ ลาก่อนลูกในท้อง ลาก่อนการตั้งครรภ์อ่อนๆ ถุย!

            ‘โอ๊ย ผมเจ็บนะ คุณ...คุณผลักผมทำไม

            เนื้อเรื่องดูเข้มข้นราวกับละครหลังข่าว ผมถูกผลักลงกับพื้น จากนั้นไอ้ยุคก็ย่างสามขุมมาหาด้วยใบหน้าเหี้ยมโหด ก่อนใช้มือเชยคางของผมขึ้นมาอย่างแรง

            ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ จี้สัด!

            ชีวิตจริงมีใครทำแบบนี้บ้างวะ แต่ไม่เป็นไร นิยายย่อมมีความไม่สมจริงอยู่ในนั้นเสมอ ผมตั้งหน้าตั้งตาอ่านต่ออย่างนึกสนุก

            เพราะนายมันร่านไง!’

            หืม เป็นนักแต่งเพลงที่ร่านด้วย ไม่เบาๆ

            ผม...รักคุณ

            ‘แต่ฉันไม่เคยรักนาย ออกไปซะ แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก

            น้ำตากามเทพเหี้ยๆ ผมอ่านฉากเปิดตัวที่ออกจะดราม่าอย่างนึกขำ ในฉากเล่าอย่างละเอียดว่าตัวเองต้องคลานไปกับพื้น ยึดขาของประธานหนุ่มเอาไว้และอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ

            ได้โปรดให้ผมอยู่ต่อเถอะ’           

            ‘…’

            ‘ถึงจะลำบากแค่ไหนผมก็จะไม่ปริปาก ขอแค่...คุณยังให้ผมเป็นทาสเซ็กซ์ของคุณต่อไป

            ว่าไงนะ...

            เรื่องก่อนท้อง เรื่องนี้กูเป็นทาสเซ็กซ์

            ว็อทเดอะฟ้าคคคคค ทำไมชีวิตไอ้ชยินถึงได้ต่ำตมถึงขนาดนี้ คิดแล้วเศร้า ขอพี่ปิดก่อนนะครับ ทำใจอ่านต่อไม่ได้จริงๆ เพราะแค่ตอนแรกก็อ้อนวอนขนาดนี้แล้ว ตอนหลังผมไม่ต้องโดนโซ่ แซ่ กุญแจมือเลยเหรอ

            อิจฉาไอ้ยุค เรื่องก่อนเป็นนักเขียน เรื่องนี้เป็นท่านประธาน ที่สำคัญได้กดผมด้วย โฮร่ลลลลลล ผมอยากกดชาวบ้านเขาบ้างทำไมถึงทำไม่ได้ ใจร้าย คนพวกนี้ใจร้ายกับหัวใจผมมากเกินไป

            ผมจะฟ้องแม่จ๋า แต่เพราะรู้ว่าแม่ต้องด่าสวนกลับมาว่าปัญญาอ่อนเลยระหกระเหินพาตัวเองไปนั่งเก้าอี้หน้าคอม ล็อกอินเข้าไปยัง MSN เพื่อจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้หมีใหญ่ฟัง

            ผมคิดว่าไอ้ริวอาจให้คำปรึกษาที่ดีได้ แม้เรื่องราวในแท็ก #YukYinCouple ชื่อของมันจะกลายเป็นมือที่สามระหว่างผมกับไอ้ยุคก็ตาม

            ก๊อกๆๆ

            อาจเพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลาเที่ยงคืนที่หมีใหญ่จะออน ผมจึงทำได้แค่ทิ้งข้อความมหาศาลเอาไว้ ซึ่งเป็นเวลาประจวบเหมาะกับที่เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ผมลากเท้าออกไปที่ประตู ตัดสินใจหมุนลูกบิดประตูเพื่อเผชิญหน้ากับคนด้านนอก

            แทนที่จะเห็นใครบางคนยืนอยู่ พื้นที่ตรงหน้ากลับว่างเปล่า มีเพียงถุงซูปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่เท่านั้นที่ถูกแขวนไว้ด้านนอก

            ยุค...

            มีไม่กี่คนหรอกที่จะทำอะไรแบบนี้ ผมมองซ้ายมองขวาเพื่อหาคนตัวสูงแต่ก็ไร้วี่แวว เลยตัดสินใจปิดประตู เดินตรงไปยังครัวเล็กๆ เพื่อดูของที่บรรจุอยู่ในถุง

            สิ่งแรกที่สะดุดตาเลยก็คือหนังสือของมูราคามิที่ห่างหายจากการได้รับมาค่อนข้างนาน ผมหยิบมันออกมา เปิดดูเนื้อความข้างในโดยคร่าว เผื่อว่าจะเจอข้อความที่แฝงเอาไว้ แต่ก็ไม่เจออย่างที่คิด

            นี่กูหวังอะไรอยู่วะ

            นอกจากนี้ในถุงยังมีนม น้ำผลไม้ ขนมปัง และของสดอีกสองสามอย่างที่พอประทังชีวิตเหี่ยวแห้งได้อีกหลายวัน ผมอยากถามเหตุผลจากไอ้ยุคว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ ทั้งที่ผมไม่ใช่คนดีอะไร ที่สำคัญก็ยังไม่รับรักเจ้าตัวเลยด้วยซ้ำ จะบอกว่าทำดีเพื่อหวังว่าผมจะชอบมันก็เป็นไปไม่ได้อีก

            ผมไม่ได้รักทุกคนที่ทำดีด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มานั่งเหงาเหมือนทุกวันนี้หรอก ความจริงจะเอ่ยตัดสัมพันธ์ไปเลยก็ได้ แต่มันยังมีบางอย่างที่ผมไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจ รู้แค่ว่า...ลึกๆ ก็ไม่ได้อยากตัดขาดอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

            งงตัวเองฉิบหาย ขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่เวลามาหาความกระจ่างเท่าไหร่ ผมสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วหันไปจัดของสดในถุงใส่ตู้เย็น ยอมรับเลยว่าตั้งแต่มีไอ้ยุค ผมก็ไม่เคยรู้จักคำว่าอดอยากอีกเลย

            ติ๊ง!

            มือถือดังขึ้น ผมหันไปสนใจมันประมาณ 0.3 วินาทีก่อนจะกลับมาจัดเรียงของต่อ แต่...

            คือมึ๊งงงงงงงง เห็นแว๊บๆ ทางหางตาว่าจะมีข่าวดี กูรีบเตะปิดประตูตู้เย็นเสียงดังปังก่อนจะเอื้อมมือมาคว้ามือถือที่วางอยู่ตรงโต๊ะกินข้าวอย่างเร็วรี่

            ก่อนเปิด ขอพี่สวดบริกรรมคาถาเพื่อชีวิตที่ร่ำรวยสักสามนาทีก่อนเถอะ หากสายตาไม่พร่ามัวหรือกำลังฝันอยู่ ข้อความที่เด้งเข้ามาใหม่ต้องมาจากอีเมลแน่นอน และส่วนใหญ่ร้อยละ 99.99% มักเกี่ยวข้องกับเรื่องงาน

            ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก กดมือแสนสั่นเทาลงไปที่หน้าจอมือถือแตกร้าว แล้วกวาดตาอ่านข้อความที่เพิ่งส่งถึงไม่นานด้วยใจเต้นรัวราวกับเต้นซุมบ้า

            เกร้ดดดดดดดดดด แม่เจ้าโว้ยงานเข้า ไอ้ชยินมีงานแล้วววววววว

            แทบจะวิ่งไปบอกคนทั้งคอนโด ดีใจจนต้องยืนเต้นโชว์หน้าเตาเพื่อบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่า นี่นะ...นักแต่งเพลงที่เฟื่องฟูแห่งยุคกำลังจะกลับมาแล้ว แถมคราวนี้งานงอกถึงสองงาน ด้วยเหตุผลที่พี่เขาได้อธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ว่า

            ชยินในทวิตเตอร์กำลังเป็นกระแส และผู้ใหญ่อยากให้ผมออกมาแต่งเพลงเพื่อดึงคนฟังกลุ่มหนึ่ง ถึงจะรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่เขาไม่มองที่ความสามารถ แต่ผมก็บ่หยั้น กับเงินเราจะไม่พูดเยอะจ้ะ

            พี่โปรดิวเซอร์สุดที่รักของผมได้ส่งรายละเอียดของงานมาให้ งานแรกคือโปรเจ็กต์ของนักร้องในสังกัดคนหนึ่งที่มีแพลนจะทำอัลบั้ม โดยส่วนนี้จะมีทีมทำดนตรีอยู่แล้ว หน้าที่ของผมก็แค่แต่งเนื้อร้องใส่เข้าไป ซึ่งงานมันก็ไม่ได้ด่วนมาก สามารถทำไปอย่างชิลๆ ช่วยอาการแก้เหงาของมนุษย์ฟรีแลนซ์อย่างผมได้ดีทีเดียว

            งานที่สองเป็นงานที่รอให้ผมเป็นฝ่ายเริ่มต้น เป็นซิงเกิ้ลสำหรับนักร้องสายประกวดคนหนึ่งที่กำลังมีเพลงเป็นของตัวเอง แล้วเขารีเควสมาว่าอยากได้ผมเป็นคนแต่งเพลงให้ แต่ผมมีเวลาแค่ไม่กี่วันในการทำส่วนของดนตรี และต้องส่งเข้าให้ที่ประชุมเคาะอนุมัติ หากผ่านก็จะได้แต่งเนื้อร้องต่อไป

            พี่โปรดิวเซอร์ถามว่าเวลากระชั้นแบบนี้จะรับมั้ย ตอบเลยว่ารับจ้า!

            นี่วิ่งไปหยิบกีตาร์มาแล้วนะคะที่รัก

            เข้าสู่ช่วงไม่เลือกงานไม่ยากจน

            ยิ่งโจทย์ของเพลงที่ต้องเกี่ยวกับการตกหลุมรักใครสักคนด้วยแล้วนี่ยิ่งเป็นของถนัด พี่แถแด๊ดๆ มานักต่อนักแล้ว สุดท้ายขายดีเป็นเททิ้งเทขว้าง ขึ้นไปติดชาร์ตสูงๆ ตั้งหลายสัปดาห์

            เพลงอกหักก็ยิ่งแต่งได้ดี แต่พอดีเขาไม่ได้ขอมาเลยอยากโม้ให้ฟังนิดหน่อย

            “พี่กลับมาแล้วแฟนเพลงทั้งหลาย” สร้างกำลังใจให้ตัวเองเสร็จก็เดินกลับไปหยิบกาแฟกระป๋องออกมา จัดเตรียมของกินรองท้องเสร็จสรรพก่อนจะตั้งท่าเปิดสมุด และหยิบกีตาร์ขึ้นมาอย่างทะมักทะแมง

            นักแต่งเพลงบางคนอาจจะถนัดใช้เปียโนในการทำเดโม่ แต่กับบางคนก็ถนัดใช้กีตาร์มากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดของใครของมัน

            เคยมีคนบอกว่าผมเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ของนักแต่งเพลง บางครั้งไม่ต้องเค้นอะไรทุกอย่างก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวเต็มไปหมด เมื่อก่อนผมแต่งเพลงได้เร็วมาก งานเผาคืนเดียวที่เคยทำก็ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดยี่สิบกว่าปีหยิบมาเขียนอะไรได้เยอะแยะมากมาย

            ดังนั้นมันจึงไม่ยากเลยที่จะแต่งเพลงสักเพลงหนึ่งขึ้นมา โดยมีเงินเป็นของหวานสำหรับความพยายาม

            “เพลงเป็นเชิงโพสสิทีฟ” ผมก้มลงอ่านโน้ตที่เขียนแปะเอาไว้ ก่อนเริ่มเกากีตาร์ไปพลางๆ อยู่เกือบชั่วโมง ลองผิดลองถูกไปอย่างนั้น

            เที่ยงคืนก็เปลี่ยนอิริยาบถไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะคอม ล็อกอินเข้าไปคุยกับหมีใหม่และอวดโม้ถึงงานที่เพิ่งได้มาจนดึกดื่น เช้าวันต่อมาผมเริ่มลูปเดิมอีกครั้ง

            ดีจริงที่เมโลดี้มันหลั่งไหลออกมาจากหัวราวกับน้ำไหล แค่หนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันมันก็เสร็จจนสามารถส่งให้ที่ประชุมได้แล้ว ช่วงเย็นของวันเดียวกันผมได้รับข่าวดีทางอีเมล งานของผมผ่านครึ่งทางไปอย่างฉลุย เลยกะเขียนเนื้อเพลงต่อทันที

            แต่...

            บุญมีแต่กรรมบังจริงๆ เลยกู เพราะต่อให้เขียนยังไงก็ไม่ถูกใจสักที คำโดนๆ ที่อยากเอามาใส่ในท่อนฮุกก็ว่างเปล่าเหมือนกระเป๋าสตางค์แบนๆ ที่ถูกโยนอยู่มุมห้อง ทั้งที่เพลงของคนมีความรักมันโคตรเป็นอะไรที่เบสิค แต่ผมกลับคิดไม่ออกสักที

            ตอนกลางคืนผมตัดสินใจปรึกษาปัญหานี้กับหมีใหญ่ ซึ่งมันก็พอแนะนำให้ว่าต้องใช้เวลาในการเข้าถึงอารมณ์อยู่บ้าง แต่คืองานมันกระชั้นเข้ามาแล้วไง เอาเวลาที่ไหนให้กูดื่มด่ำก่อนเสพงานเหรอ

            สุดท้ายตัดประเด็นไป ผมยังคงดั้นเขียนเพลงต่อเหมือนคนหลงทาง ได้เนื้อเพลงมาในระดับที่พอถูไถเลยลองส่งให้ทางทีมดู ผลสรุปอีกวันเคาะเพลงไม่ผ่าน คือถ้าผ่านนี่ปาฏิหาริย์ในรอบพันปีเลยเถอะ

            ผมได้งานกลับมาแก้ใหม่ แต่รอบนี้ไม่มีใครคอนเฟิร์มว่าถ้าหากไม่ผ่านรอบสองอีก งานอาจจะหลุดมือไปในที่สุด คิดแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา เจ็บกว่าอ่านนิยายที่ตัวเองท้องหรือเป็นทาสเซ็กซ์หลายเท่าก็คราวนี้แหละ

            ไอ้ยุคหายไปสารบบของผมหลายวันโดยไม่โผล่หน้ามา ไอ้ริวโทรมาหาเป็นครั้งคราวพยายามชักชวนให้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกเผื่อจะคิดอะไรออก แน่นอนว่าผมทำตามข้อเสนอนั้น โดยไม่คิดปริปากพูดความจริงที่ได้ล่วงรู้ว่ามันคือหมีใหญ่ และยังคงทำเนียนเป็นคนโง่ๆ ต่อไป

            เราแยกย้ายกันเมื่อไอ้ริวต้องลงไปอยู่เวรที่ ER ส่วนผมก็ขอตัวกลับมานั่งแต่งเพลงต่อ นิดหน่อยก็พอถูไถไปได้ แต่ก็ยังคิดว่ามันไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก ความจริง...ผมอาจจะไม่อินกับความรักก็ได้ มันนานจนจำไม่ได้แล้วว่าความรู้สึกของการเริ่มต้นความสัมพันธ์เป็นยังไง

            นี่อาจเป็นเรื่องยากที่สุดในการแต่งเพลงนี้ออกมา

            “เบื่อๆๆ” บ่นกับตัวเองจบก็ทำได้แค่เดินวนไปเวียนมาจนปวดหัว ผมไม่สามารถล้มตัวลงนอนและข่มตาหลับได้ เนื่องจากภาระที่หนักอึ้งนี้กำลังทับตัวจนหายใจไม่ออก

            เที่ยงคืนผมแชทคุยกับไอ้ริวผ่านทาง MSN อีกรอบ มันเป็นผู้ฟังที่ดี เวลาผมบ่นอะไรมันก็จะนิ่ง ไม่พิมพ์ตอบกลับมา แค่รับรู้ว่าเจ้าตัวยังคงอ่านทุกข้อความที่พิมพ์ถึงอยู่ ผมก็รู้สึกอุ่นใจแปลกๆ

            เช้าวันรุ่งขึ้นผมลืมตาขึ้นมาด้วยสภาพร่างกายเมื่อยขบ ลำคอแห้งผาก ตาสองข้างลืมแทบไม่ขึ้นแต่ก็ยังฝืน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเผลอหลับไปตอนไหน รู้แค่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้นอนอยู่บนเตียง แต่ฟุบหลับไปกับเศษกระดาษมหาศาลบนพื้นจนถึงเช้า

            “โอ๊ยยยยยย ไอ้เหี้ยโอ๊ยยยยยยยย” ผมโวยวายทันที

            ตะคริวแดกตูด เชี่ย โอยยยยยยยยยย

            ต้องโก่งตูดเพื่อคลายเส้นอยู่นานกว่าจะหาย สัด! งานเร่งมันทรมานอย่างนี้นี่เอง

            ผมไม่กินข้าวเช้า ดื่มแค่น้ำแล้วเดินไปล้างหน้าให้หายง่วง จากนั้นก็กลับมานั่งหาไอเดียในการแต่งเพลงต่อ จากนาทีเป็นชั่วโมง จากชั่วโมงเคลื่อนผ่านเป็นวัน ผมจมจ่อมกับความว่างเปล่าของกระดาษโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย

            ในหัวเริ่มหนักอึ้ง ผมอยากหลับ แต่ก็พยายามส่ายหัวไปมาเพื่อให้ร่างกายยังคงตื่น นาฬิกาฝาผนังบ่งบอกว่ามันกำลังเวียนมาถึงเที่ยงคืนอีกครั้ง ผมเดินไปที่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ กดเปิดมันด้วยความรู้สึกตึงเครียดเพื่อหวังจะให้ตัวเองได้ระบายมันออกมา

            เอ็มเอสเอ็นยังเป็นสิ่งเดียวที่ผมมีอยู่ หลังกดล็อกอินเข้าไปผมก็เห็นว่าไอ้หมีใหญ่ออนไลน์อยู่ก่อนแล้ว แปลกมาก แม่งโคตรผิดวิสัยของคนที่มักมาตอนเที่ยงคืนเป๊ะๆ แต่คืนนี้กลับมาก่อนถึงสิบนาที

            ผมไม่รอช้า พิมพ์ข้อความทักทายมัน

           

          Chayin says…             ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ๆ อะไรดลใจให้มึงออนก่อนเวลาวะ

          0 8 3 2 / 6 7 6 say…  จะมาอยู่ปลอบใจมึง ได้ข่าวว่าเครียด ใกล้ตายยัง

            Chayin says…          มึงสิตาย!

 

          ผมว่าผมเจอเรื่องเครียดกว่าการแต่งเพลงละ กวนตีนกูไม่ดูหน้าเลย

 

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  อ่ะ กูเอากำลังใจมาให้ ช่วยเปิดวิทยุไปที่คลื่น 102.789 หน่อย

            Chayin says…          มีอะไร ตื่นเต้นๆ >//<

          0 8 3 2 / 6 7 6 say…  กูโทรไปขอเพลงมึงกับทางสำรวยเรดิโอ มึงจะได้มีแรงแต่งเพลงต่อ

            Chayin says…          ตื้นตันใจฝุดๆ

 

          ถุย สำรวยเรดิโอนี่ใช่วิทยุชุมชนมั้ยวะ ทำไมเกิดมากูไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วคือมีจัดอันดับเพลงฮิตติดชาร์ตมั้ย กลัวต้องไปแย่งตำแหน่งพี่ๆ นักร้องค่ายอื่นมาก

            แต่สิ่งที่กลัวที่สุดของวิทยุชุมชนสำหรับผมเลยก็คือการขอเพลง แม่งไม่อยากเปิดมาเจอน้องกิ๊ฟหนองจอก ขอเพลงให้พี่ก้องบ้านใต้อะไรแบบนี้ คนจีบกันผ่านวิทยุไม่ผิด แต่ผิดที่กูไม่อินไง

            สรุปผมก็ไม่ได้เปิดไปฟังเพลงตามที่ไอ้หมีใหญ่บอก แต่เลือกใช้เวลาทั้งหมดกับการพิมพ์เถียงมันแทน

 

          Chayin says…           กวนตีนกูเสร็จแล้วก็รีบออฟไลน์ไปเลย ตอนนี้งานล้นมือมาก แต่ที่คุยกับมึงได้

                                      เพราะเจียดเวลามาคุยนะเนี่ย

          0 8 3 2 / 6 7 6 say…  ชยิน มึงแม่งเพ้อเจ้อว่ะ

            Chayin says…          -_-

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  ยังคิด lyrics ไม่ได้สินะ

            Chayin says…             รู้ดีอย่างกับเป็นเจ้ากรรมนายเวรกูเลย

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  ขอบคุณที่ชม

 

          ไอ้เหี้ย กูด่ามึงอยู่สัด

 

            Chayin says…           ที่กูมาคุยกับมึงก็เพราะหวังว่ามึงจะช่วยอะไรได้บ้าง

                                      แต่แม่งสุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ถามจริง มึงเกลียดอะไรกูวะ

 

          ไม่มีข้อความอะไรตอบกลับมา ความรู้สึกผิดเริ่มจู่โจมฉับพลันหลังเกิดอารมณ์ชั่ววูบจนเผลอพิมพ์ข้อความก่อนหน้านั้นออกไป ยอมรับเลยว่าเครียดมาก แต่จะให้ทำไงวะ

            คำว่า ขอโทษถูกพิมพ์ค้างไว้ แต่ก็ยังไม่ได้กดส่ง

            พลันข้อความจากอีกฝ่ายเด้งขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน ผมกวาดตามองตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั้น ก่อนมือที่จับคีย์บอร์ดจะสั่นขึ้นมาดื้อๆ

 

          0 8 3 2 / 6 7 6 say…  กูไม่ได้เกลียดมึง ชยิน จริงๆ แล้ว...

                                      กูชอบมึงนะ

           

          กูชอบมึงนะ

            กูชอบมึงนะ

           กูชอบมึงนะ!

            เหยดดดดดดดดดดดด เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้

            ผมอ่านทวนข้อความตรงหน้าอยู่หลายรอบ แต่ก็ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดถึงขนาดอ่านตัวหนังสือพวกนั้นผิดไป จิตใจยังคงสั่นรัว มือไม้ที่พาดอยู่บนคีย์บอร์ดปัดป่ายสะเปะสะปะ

            พยายามพิมพ์ข้อความมากมายมาหักล้างแต่ก็ลบ ทำแบบนี้อยู่ซ้ำๆ กระทั่งตัดสินใจพิมพ์ข้อความว่า ล้อเล่นหรือเปล่ากลับไป แต่โปรแกรม MSN กลับไม่ส่งให้ตามที่หวัง

            “เป็นเหี้ยอะไรอีกวะเนี่ย”

            พูดไม่ทันขาดคำ หน้าต่างใหม่ก็เด้งขึ้นมา เป็นสัญญาณลาขาดของหมีใหญ่แบบตลอดกาล

            ครบรอบ 30 วันของการใช้โปรแกรมทดลอง MSN เวลาเวียนกลับมาที่เที่ยงคืนพอดิบพอดี และต่อไปผมจะไม่ได้คุยกับ 0832/676 อีก

            มันเป็นความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมด ทั้งเสียใจ อึดอัด ตึงเครียด และสับสนงุนงง เพราะก่อนหน้าผมเพิ่งพิมพ์ข้อความเหวี่ยงๆ ไปให้ ก่อนจะได้รับข้อความบอกรักตอบกลับมา แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่พิมพ์มานั้นเป็นเรื่องจริงหรือล้อเล่น

            ผมถามหาคำตอบนั้นจากหมีใหญ่ไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเลยไม่รอช้ารีบคว้าโทรศัพท์ต่อสายหาเพื่อนรักอย่างไอ้เบิร์ดทันที

            [โทรมาทำไมดึกดื่นวะ] มันแม่งก็โมโหใส่กูแบบนี้ตลอด

            “เมพ โปรแกรมมึงหมดอายุแล้วว่ะ มีวิธีไหนทำให้กูกลับไปคุยกับคนใน MSN ได้อีกมั้ยวะ” ผมอยากถามให้หายคาใจ จากนั้นก็ถือว่าจบกัน

            [ไม่ได้แล้ว กูทำไว้แค่นั้นแหละ]

            “แต่กูอยากรู้คำตอบ กูจะนอนไม่หลับถ้ามันยังค้างคาอยู่แบบนี้”

            [ถามจริง มึงคุยอะไรกับใครมา อาการหนักไม่เบานะเนี่ย]

            ผมสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนกรอกเสียงลงไปทีละคำอย่างเน้นๆ

            “ฟังนะ ไอ้-ริว-บอก-ชอบ-กู”

            [อะไรนะ! แม่เจ้าโว้ยยยยยยยยยย มึงฝันเหรอชยิน]

            “ฝันก็ดีสิ กูถึงอยากรู้คำตอบไงว่าที่บอกว่าชอบเนี่ยจริงหรือเล่น”

            [มึงไปเค้นเอากับตัวจริงเลย แต่ถามหน่อย มั่นใจใช่มั้ยว่าหมีใหญ่คือไอ้ริว] น้ำเสียงนั้นดูคลางแคลงใจเล็กน้อย

            ผมเคยพูดเรื่องนี้กับไอ้เบิร์ด บอกมันถึงข้อสันนิษฐานต่างๆ ที่หมีใหญ่อาจจะเป็นไอ้ริวตามคาด แต่เพื่อนเมพก็ยังไม่ปักใจเชื่อเท่าไหร่ นอกจากบอกให้รอพิสูจน์ความจริง

            บอกตามตรงเลยนะว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของผมยังไงก็คิดว่าเป็นไอ้ริวเนี่ยแหละ ไม่อย่างนั้นตลอดหลายวันที่ผ่านมาที่ผมเครียดเรื่องแต่งเพลง มันจะออกตัวชวนผมไปหาแรงบันดาลใจข้างนอกทั้งที่ตัวเองก็ยุ่งขนาดนั้นทำไมวะ มันดูเป็นไปไม่ได้เลย

            “กูมั่นใจ” เอ่ยตอบกลับไปยังปลายสายด้วยเสียงหนักแน่น

            [ถ้ามั่นใจก็หาโอกาสถามมันเองเถอะ หน้าที่ของโปรแกรมจบลงแล้ว เหลือก็เป็นส่วนของมึงแล้วล่ะ]

            นั่นเป็นประโยคยืดยาวของไอ้เบิร์ดก่อนสายจะตัดไป

            ผมเดินวนอยู่ในห้อง คิดเรื่องราวสารพัดในหัว ก่อนกลับมานั่งตรงหน้าจอคอมอีกครั้งเพื่อกดตกลงในการปิดโปรแกรมโดยถาวร

            จู่ๆ ก็ใจหายขึ้นมาเฉยเลยว่ะ ลาก่อนหมีใหม่ ลาก่อน 0832/676

            ชีวิตจริงจะมีสักกี่ครั้งที่เราจะเจอดวงดาวที่ห่างไกลขนาดนี้ ได้คุยกันแต่เหมือนอยู่คนละโลก และวันหนึ่งก็ต้องแยกย้ายไปอยู่ในโลกของตัวเอง

            ผมยังจำวันแรกที่เราคุยกันได้ดี มันบอกกับผมด้วยข้อความสุดกวนตีน ไม่ชอบบอกชื่อกับคนแปลกหน้าว่ะแต่วันสุดท้ายที่ได้คุยกัน แม่งกลับบอกว่า กูชอบมึงเฉย

            สองประโยคนี้อึ้งเหมือนกัน แต่ความรู้สึกต่างกันฉิบหาย

            สุดท้ายแล้ว...ผมก็ไม่รู้ชื่อของมันผ่านทางเอ็มเอสเอ็นอยู่ดี

            “เชี่ย...ฮาร์ทแอทแท็กว่ะ”

            จู่ๆ ประโยคบางอย่างก็พุ่งกระแทกใส่หัวอย่างจัง ผมรีบวิ่งไปที่สมุดจดเนื้อเพลง ขีดเขียนข้อความบางอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว ความคิดต่างๆ พรั่งพรูออกมาไม่หยุดจนผมกลัวว่ามันจะปลิวหายไป

            เนื้อเพลงที่หายไปจากความรู้สึก สิ่งที่ผมพยายามเค้นอย่างหนักตลอดหลายวันแต่กลับสูญเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้มันจะกระจ่างชัด

            ผมบอกว่าไอ้หมีใหญ่ช่วยอะไรผมไม่ได้เลย แล้วดูตอนนี้...มันต่างหากที่ช่วยผม

            เราไม่เคยรู้จักความรัก

            เราเดินมาทำความรู้จักมันเหมือนที่คนอื่นอยากรู้จัก

            ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันคือรักจริงๆ ใช่มั้ย

            แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป เรากลับเข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่า...

            เราไม่ต้องรู้จักกับความรักก็ได้ แค่เราได้รู้จักคุณก็พอ

            นี่คือคอนเส็ปที่ผมอยากเขียน ก่อนจะร้อยเรียงทุกประโยคนั้นให้ออกมาสวยงาม

            ผมอยู่กับกระดาษ สมุด ดินสอ และกีตาร์ตลอดหลายชั่วโมงก่อนเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายจะถูกเขียนจบ มันเป็นความรู้สึกที่โคตรมหัศจรรย์ แสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ผมบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนลงมืออัดเสียงในเวอร์ชั่น Acoustic บีบอัดไฟล์ แล้วส่งเดโม่ไปทางอีเมล

            วินาทีนี้ไม่สามารถข่มตาหลับได้อีกจนกว่าจะได้ทราบผล หัวสมองแม้หนักอึ้งจากการอดนอนมานานไม่ได้ทำให้ผมถอดใจ ยังคงนั่งรออีเมลอย่างจดจ่อ จากเช้าเปลี่ยนเป็นเที่ยง แล้วตอนเย็นกำลังผ่านพ้น

            ร่างกายเหนื่อยจนหมาหอบแดด สองทุ่มไม่มีข้าวตกถึงท้อง ผมรออย่างมีความหวัง

            ติ๊ง!

            กระทั่งอีเมลฉบับใหม่ถูกส่งเข้ามา ผมรีบกดเปิดข้อความนั้นก่อนจะดีใจอย่างลิงโลดเมื่อเพลงที่พยายามแต่งมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ได้รับการอนุมัติ

            “ดีฉิบหายเลย” ผมพูดกับตัวเอง ชมตัวเอง ขอบคุณตัวเอง

            วันนี้จะนอนให้เต็มอิ่ม กินให้หายอยาก จะทำทุกอย่างที่อยากทำ เมื่อคิดแล้วก็ตั้งท่าจะก้าวไปยังห้องครัว หากแต่ภาพตรงหน้ากลับฉายภาพไม่ชัดนัก มันโคลงเคลงไปมา พร่ามัวในบางครั้งจนรู้สึกว่าสองขาที่กำลังทรงตัวอยู่นั้นกำลังหมดเรี่ยวแรงทีละนิด

            ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก

            ห้ามรักงานมากเกินไป...

            ตุบ!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            เดี่ยวศตวรรษ...

            ผมยืนอยู่หน้าห้องของคนที่คุ้นเคย ในมือถือถุงซูปเปอร์มาเก็ตติดมาด้วย หลายวันมานี้ผมไม่ได้คุยกับชยินเท่าไหร่นอกจากในเอ็มเอสเอ็น เพราะไม่อยากกวนเวลางานเลยทำได้แค่แวะเอาของมาแขวนไว้ตรงประตูเท่านั้น

            และเมื่อวานหลังรู้ว่าโปรแกรมกำลังหมดอายุ ผมจึงรวบรวมความกล้าบอกความรู้สึกกับเขาอีกครั้ง

            แม้ไม่ได้คำตอบแต่ก็ยังดีที่ได้บอก

            เดาว่าเขาคงส่งเพลงให้กับค่ายไปแล้ว วันนี้เลยกะมากวนประสาทสักหน่อย อยากเห็นหน้า อยากฟังเสียง อยากดูปากเล็กๆ นั้นเถียงฉอดๆ ไม่หยุด คิดแล้วก็ตลกดี ด้วยไม่อยากเสียเวลานักจึงลงมือเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง

            แต่คนด้านในกลับไม่ขานตอบ ผมเคาะใหม่ และคำตอบก็เหมือนเดิม

            ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้งจนต้องตัดสินใจกดเบอร์โทรศัพท์ไปหาเจ้าตัว ผมได้ยินเสียงเรียกเข้าจากด้านใน ไฟในห้องก็ยังคงเปิด แต่ทำไมถึงไม่มีคนรับสาย พยายามอยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่าชยินคงไม่ได้อาบน้ำแน่เลยตั้งใจลงไปข้างล่างเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่แล้วประตูห้องก็เปิดออกซะก่อน

            “ชยิน”

            “ฮือ จะโทรมาทำไมนักหนา ผมรำคาญนะ” เขาบอกเสียงแหบแห้ง ดวงตาแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง แม้แต่สองเท้าก็ยืนแทบไม่มั่นคง

            “เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า” ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ ผมเอื้อมมือข้างที่ว่างไปแตะหน้าผากก่อนจะเลื่อนลงไปมาที่ลำคอขาว ซึ่งก็พบว่าชยินตัวร้อนราวกับโดนไฟลวก

            “ง่วง”

            “ไม่ง่วงก็หิวมีอยู่สองอย่างแค่นั้นแหละ ตอนนี้คุณป่วย ไปหาหมอมั้ย”

            คนตรงหน้าส่ายหัวไปมา ผมเลยดันตัวเข้ามาภายใน วางถุงของสดไว้บนโต๊ะก่อนจูงมือคนตัวเล็กกว่าให้กลับไปนอนในห้อง

            สภาพห้องที่เห็นตอนนี้เต็มไปด้วยกระดาษที่ถูกขยำทิ้ง สมุดจดเพลงหลายเล่ม ขี้ดินสอ ปิ๊กกีตาร์ และขยะอีกมากมายที่ทิ้งเกลื่อนอยู่เต็มพื้น หากแต่เจ้าของห้องกลับไม่คิดใส่ใจ เดินเหมือนละเมอแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน

            “ก่อนหน้านั้นผมล้มด้วยแหละ อือ เจ็บตูดไปหมด” เจ้าตัวปรือตาขึ้น ขยับปากฟ้องเหมือนกับเด็กๆ

            ผมทิ้งตัวนั่งข้างเตียง เลื่อนมือไปจับซีกหน้าที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้ก่อนเอ่ยถาม

            “ไม่ได้นอนมากี่วัน”

            “ตั้งแต่เมื่อวาน จริงๆ ก็นอนหลับไม่เต็มอิ่มมาเป็นอาทิตย์แล้ว”

            “วันนี้ได้กินข้าวมั้ย”

            “ไม่”

            “ที่ผ่านมากินอะไร”

            “กาแฟ”

            “โคตรน่าตีเลย”

            คนนอนเบะปากใส่ ผมเลยทำเป็นไม่สนใจเดินไปหาผ้าขนหนูมาชุบน้ำหมาดๆ เพื่อเช็ดตัว ก่อนจะหาข้าวและยามาให้คนป่วยกิน สาบานได้ว่าถ้าวันนี้ผมไม่แวะมาหาที่ห้องชยินอาจจะนอนซมโดยไม่มีใครดูแลไปทั้งคืน

            แค่คิดในใจมันก็ว้าวุ่นไปหมด ผมบิดผ้าขนหนูในมืออย่างหมาดๆ สาวเท้าไปหาร่างบางที่นอนหอบหายใจอยู่บนเตียง

            “ขอผมเช็ดตัวคุณหน่อย” คนฟังกะพริบตาปริบๆ แต่ก็ยอมนอนนิ่งให้ผมใช้ผ้าขนหนูเช็ดไปตามร่างกาย เริ่มตั้งแต่ใบหน้าและลำคอ

            “เพลงผมผ่านแล้วนะ” ชยินเอ่ยเสียงแผ่ว ริมฝีปากคลี่ยิ้มราวกับมีความสุขหนักหนา

            “ยินดีด้วย แต่ต่อไปถ้าไม่ดูแลตัวเองแบบนี้ก็ไม่ต้องแต่ง”

            “แล้วผมจะเอาอะไรกินอ่ะ”

            “ผมเลี้ยงคุณเอง”

            “ตลกน่า” ผมเลื่อนมือเช็ดไปตามแขน ก่อนสอดเข้าไปใต้เสื้อเพื่อเช็ดหน้าอก

            คนใต้ร่างกุมหน้างุด เม้มริมฝีปากแน่นและเอาแต่นอนตัวเกร็งจนน่าสงสาร ผิวที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้ก็ยิ่งแดงขึ้นอีกเป็นเท่าตัวจนเหมือนจะสุก เห็นแล้วแม่งแทบอดใจไม่ไหวจับลากลงเตียงแล้วพาไปบรรเลงเพลงให้มันรู้แล้วรู้รอด

            “ชยินไม่ต้องเกร็ง ผมไม่ได้จะทำอะไรคุณ” แม้ใจอยากจะทำก็ตาม

            “ก็มันไม่เคยมีใครเช็ดตัวให้นานแล้วอ่ะ ไม่ชิน”

            โอ้โหทั้งน้ำเสียงและแววตา แม่มึงเอ๊ยยยยยยย ผมล่ะอยากกัดให้จมเขี้ยว ฟอนเฟ้นให้เละคามือ น่ารักเกินไปแล้วมนุษย์เด็กน้อย

            ถึงแม้ในใจจะคิดเลวเอาไว้แค่ไหน แต่ภายนอกก็ทำได้เพียงคีพลุคเคร่งขรึมเอาไว้เท่านั้น

            “งั้นก็เริ่มชินได้แล้ว หันหลังให้ผมหน่อย” คนตัวเล็กกว่าทำตามอย่างว่าง่าย เปิดโอกาสให้ผมสอดผ้าเข้าในลูบไล้แผ่นหลังเนียนเรียบ

            ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอ โป่งพองแล้วหนอ

            แข็งขึ้นมาใครจะรับผิดชอบวะ กับคนป่วยก็ไม่อยากจะเว้นเลยจริงๆ

            ช่วงบนเสร็จแล้วคราวนี้มาต่อที่ช่วงล่างบ้าง ดีหน่อยที่ชยินสวมกางเกงขาสั้น มันเลยง่ายต่อการเช็ดตัว เริ่มตั้งแต่ปลายเท้าระเรื่อยขึ้นมาจนถึงน่องและส่วนของข้อพับ ขาที่ขาวสะอาดนั้นปลุกเร้าอารมณ์คนมองได้ไม่เบาเลย เช็ดไปอารมณ์ก็เริ่มเตลิด จนมือเผลอไปโดนส่วนกลางลำตัวของอีกฝ่ายเข้า

            เจ้าของร่างสะดุ้งเฮือก ก่อนห่อตัวเหมือนกุ้งแล้วบอกเสียงสั่น

            “ไม่เอาแล้ว ไม่เช็ดแล้ว” ผมหัวเราะอย่างนึกขำ ก่อนเอ่ยแซวตามประสา

            “แค่มือแตะโดนนิดเดียวตัวคุณก็แดงไปหมด เร่าร้อนไม่เบานะเรา”

            “ไปเหี้ยไกลๆ ไป”

            “โอเค เช็ดตัวอีกรอบเสร็จก็จะไปเหี้ยไกลๆ ให้” บอกแค่นั้นแล้วจึงผละออกไปยังห้องน้ำ เพื่อซักผ้าขนหนูและกลับมาเช็ดคนป่วยอีกรอบ

            ตัวชยินก็แดงแล้วแดงอีกจนเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพิษไข้หรืออายกันแน่ ผมมองใบหน้าของคนบนเตียงแน่นิ่ง ส่วนเจ้าของดวงตากลมก็ไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใด นอกจากปรือตามองกลับ

            “หน้ามีรูขุมขนป่ะ” ผมถาม

            “ก็หล่ออ่ะ”

            “น่ารักต่างหาก”

            “ผมไม่ชอบคำนี้”

            “ชยินน่ารัก”

            “ไปไกลๆ เลยโว้ย”

            “น่ารัก น่ารัก น่า...”

            ปั่ก!

            พูดไม่ทันจบประโยคตีนขวาแม่งถีบผมเข้าให้ ความแรงของมันพอๆ กับการถูกที่กั้นรถไฟฟ้าหนีบเข้าอย่างจัง จนผมต้องดึงกางเกงลงมาเล็กน้อยท่ามกลางเสียงโวยวายของคนตรงหน้า

            “จะทำอะไร ถอดกางเกงทำไม”

            “รับผิดชอบเลยคุณ” ผมชี้ให้อีกฝ่ายดูรอยแดงตรงสะโพกที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ

            “ทำตัวเองอ่ะ”

            “ตีนคุณไง”

            “ก็คุณพูดคำว่าน่ารัก”

            “ก็คุณน่ารักจริงอ่ะ”

            ไม่มีการโต้เถียงกลับ ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รับฟังอะไรอีกแล้ว เพราะเล่นตลบผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวเพื่อหลีกหนีการพูดคุย ผมเลยเดินไปดึงออกเพื่อให้เจ้าตัวหายใจได้สะดวกขึ้น แล้วเปลี่ยนไปปิดไฟในห้องนอนเพื่อลดแสงแยงตาแทน 

            ชยินครางอืออาได้สักพักก่อนจะเงียบไป

            ผมเผลอยิ้มออกมาก่อนจะปลีกตัวไปที่ครัวเพื่อทำอาหารง่ายๆ ให้คนป่วย ดีที่วันนี้ติดโจ๊กสำเร็จรูปมาด้วย สิบนาทีให้หลังอาหารจึงเสร็จเร็วตามคาด

            ส่วนยาลดไข้หรือยาแก้ปวดที่ห้องก็ยังพอมีเลยไม่ต้องลำบากลงไปซื้อข้างนอกอีก ผมถือวิสาสะเดินกลับไปยังห้องนอนอีกครั้ง กดสวิตช์เปิดไฟจนทั่วบริเวณสว่างจ้า แน่นอนว่ามันรบกวนการนอนของเขา แต่ผมก็คงให้เจ้าตัวหลับไปทั้งที่ไม่มีอาหารในท้องไม่ได้

            “ชยินตื่นมากินข้าวกับยาก่อนเดี๋ยวค่อยนอนต่อ” ร่างบางดิ้นขลุกขลักไปมาก่อนจะปรือตาขึ้น สีหน้าดูไม่พอใจเล็กน้อย

            ริมฝีปากได้รูปแห้งแตก ผมยกหลังมือขึ้นมาแตะหน้าผากเพื่อเช็กอุณหภูมิอีกครั้ง แล้วก็พบว่าอาการยังคงไม่ดีขึ้น

            “ผมไม่หิว”

            “คุณไม่สบาย ไม่หิวก็ต้องกิน”

            “ไม่”

            “คงไม่อยากหายสินะ” ตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นผู้ปกครองที่กำลังตะล่อมให้เด็กกินข้าวหรือผักให้หมดจานเลยว่ะ

            “ป่วยได้ก็หายเองได้” ว่าแล้วร่างบางก็พลิกตัวหันหลังใส่

            “หันมาคุยกันหน่อยสิ”

            “ไม่”

            “ชยินอย่าดื้อ”

            “...”

          “เด็กน้อยมองหน้าผมหน่อย”

            สิ้นสุดประโยคนั้นผมไม่รอให้คนป่วยทำตามคำสั่ง นอกจากรั้งไหล่บางให้กลับมานอนหงายแล้วลูบแก้มเจ้าตัวอย่างนึกเอ็นดู

            “กินข้าวและกินยา แล้วเดี๋ยวคุณก็จะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม เข้าใจมั้ย”

            “ขะ...เข้าใจ” น้ำเสียงบางเบานั้นแทบปลิดปลิวไปในอากาศ สำหรับผมมันเป็นเสียงที่เพราะมาก จนต้องห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำอะไรบุ่มบ่ามนอกจากรั้งให้เจ้าตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง วางโต๊ะญี่ปุ่นเอาไว้พร้อมกับอาหารที่เพิ่งทำเสร็จ

            “อันนี้โจ๊ก แล้วนี่ก็น้ำกับยา” ผมบอกเสียงเรียบ

            “ขอบคุณนะ” ชยินเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม เอื้อมมือไปจับช้อนด้วยตัวเอง

            “เราย้ายมาอยู่กินด้วยกันเลยมั้ย”

            “เป็นบ้าเหรอ”

            “คุณไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ ทำอาหารไม่เป็นผมก็จะไม่ว่า”

            “คุณจะทำให้หรือไง”

            “เปล่า ซื้อกิน”

            “ชีวิตดีมาก เชิญกลับเอาไปฝันที่บ้านเลยครับ ผมไม่เอาด้วยหรอก” ก็ไม่หวังจะได้รับการตอบรับอยู่แล้ว

            ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการคะยั้นคะยอให้คนตรงหน้าค่อยๆ กินโจ๊กทีละคำจนเริ่มพร่อง หลังจากนั้นก็ป้อนยาและจัดให้เขาได้นอนในท่าที่สบายขึ้น ส่วนตัวเองก็หันมาจัดการพื้นที่ตรงครัว เก็บของสดทุกอย่างใส่ตู้เย็นเอาไว้ ความจริงจะหนีกลับเลยก็ได้ แต่ใจก็นึกห่วงว่าคนที่นอนป่วยอยู่ในห้องจะไม่สบายกลางดึก จึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นี่

             นอนพื้นข้างเตียงเงียบๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรำคาญ

            “ยังไม่กลับอีกเหรอ” แต่เหมือนผมจะเสียงดังเกินไปจนทำให้เขาตื่น และเพราะห้องค่อนข้างมืด ผมเลยไม่รู้ว่าเขากำลังทำหน้ายังไงอยู่

            “ผมอยากเฝ้าคุณ กลัวไข้ขึ้นอีกจะไม่มีใครดูแล”

            “แล้วนอนทำไมตรงนั้น”

            “จะใจดีให้ผมขึ้นไปนอนบนเตียงกับคุณเหรอ”

            “จ้างล้านนึงผมก็ไม่ให้คุณขึ้นมานอนบนเตียงผมหรอก” เราต่างคนต่างเงียบไปอึดใจหนึ่ง ทว่าก็ผมก็ยังตัดสินใจจะบอกให้เขาสบายใจขึ้น

            “คุณไม่ต้องกลัว ผมไม่มีความคิดจะทำอะไรไม่ดีกับคุณทั้งนั้น”

            “ไม่ได้คิดแบบนั้นซะหน่อย”

            “...”

            “แค่กลัวว่าคุณจะติดไข้ผมต่างหากล่ะ”

            น้ำเสียงอู้อี้ให้ความกระจ่าง ไม่นานหมอนใบหนึ่งก็ถูกโยนลงมาใส่หน้า พร้อมกับผ้าห่มที่เคยอยู่บนเตียง ตอนนี้ส่วนหนึ่งของมันพาดผ่านลงมาด้านล่าง คล้ายกับต้องการแบ่งปันอย่างเต็มใจ

            “ในห้องมีผ้าห่มผืนเดียว ก็...แบ่งๆ กันนอนเถอะ”

            ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงยิ้ม ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกมีความสุขจนหัวใจพองโต ผมชอบคนน้อยมาก คบกับใครก็น้อยมาก แต่กับคนคนนี้มันอธิบายไม่ได้จริงๆ

            ชยิน ผมชอบคุณเพราะคุณคือชยิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ไข้ของชยินลดลงในตอนเช้า อาการเจ้าตัวเริ่มดีขึ้นมากจนสามารถเถียงผมฉอดๆ ได้ ตอนเช้าผมทำอาหารและหายาให้ ตอนกลางวันผมถูกไล่กลับห้องก่อนเพราะเด็กน้อยโวยวายลั่นห้องว่าอยากอยู่คนเดียว อีกวันต่อมาผมแวะมาหาเขาใหม่ คราวนี้แผลงฤทธิ์ได้แล้ว

            อาการป่วยไม่หลงเหลืออีกต่อไป ผมเลยวางใจไปเปราะหนึ่ง แล้วปล่อยให้เขาได้มีเวลาส่วนตัวในการทำงาน ประจวบกับไอ้ท็อปกำลังอยู่ข้างนอกพอดี เลยถือโอกาสออกไปกินข้าวเที่ยงกับมันแก้เบื่อ

            ไม่คิดว่าสองชั่วโมงให้หลังพี่สาวของผมจะโทรเข้ามาพร้อมกับประโยคสั้นๆ ว่า คนที่แกชอบมากับหมอริวอีกแล้วและในเมื่อสายข่าวรายงานความคืบหน้าขนาดนี้มีหรือที่กูจะไม่บึ่งรถไปที่คาเฟ่โดยมีไอ้ท็อปตามติดไม่ห่าง

            ไม่น่าเชื่อว่าพอไปถึงจะเห็นคนที่เคยบอกว่าอยากทำงานอยู่ในห้องกำลังนั่งอยู่ตรงนี้พร้อมกับศัตรูคู่แค้น

            “เฮ้ยยุค” ไอ้ริวทักทายพลางยักคิ้วให้ ผมจึงพยักหน้าเป็นคำตอบแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์

            “น้องสะใภ้มากับหมออีกแล้ว” พี่สาวผมพูดเป็นเสียงกระซิบ แน่นอนว่าเธอรู้ว่าผมคิดอะไร เพราะมันก็ไม่ได้มองยากเท่าไหร่นัก

            “อืม”

            “ไม่หึงเหรอ”

            “มีสิทธิ์อะไรไปหึงเขา ผมไปนั่งกับไอ้ท็อปนะ เดี๋ยวมาช่วยเสิร์ฟ”

            “ไม่ต้องๆ แกจะทำอะไรก็ทำเถอะ” เป็นครั้งแรกที่ถูกเรียกมาร้านและไม่ถูกใช้

            ผมก้าวเท้ากลับไปนั่งกับไอ้ท็อปในระยะที่ยังพอเห็นคนทั้งคู่ในสายตา ชยินหันหลังให้ผม ดังนั้นมันเลยดีที่เขาไม่ต้องรู้สึกอึดอัดอีก บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่ามันถูกแล้วเหรอที่บอกชอบออกไป

            เอาเถอะ เวลาแม่งย้อนไม่ได้แล้วนี่หว่า

            “ไหนบอกเพิ่งหายป่วยไง ทำไมมากับไอ้ริวไรนั่นได้วะ งงใจนะเนี่ย” ไอ้ท็อปเริ่มปั่นหัวผม

            “กูก็งงเหมือนกัน” บอกตามตรงคิดว่าที่ผ่านมาเขามีใจ แต่ไม่ใช่ไง ชยินอาจจะทำดีกับทุกคนเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ แต่เป็นผมเองที่คิดไปไกล

            “จริงๆ หน้าอย่างมึงหาคนที่ดีกว่านี้ได้นะเอาจริง ไม่ต้องมาตามจีบตามเอาใจเหมือนที่ผ่านมาด้วย”

          “แต่คนที่ดีกว่านี้ไม่ใช่ชยิน”

            “รับได้มั้ยที่วันนึงเขาเลือกคนอื่น” คนตรงหน้าถามอย่างจริงจัง

            “ให้กูได้ลองก่อนมั้ย”

            “...”

            “ถ้าเขาไม่ชอบเดี๋ยวกูเจ็บเอง”

            “พระรองเหี้ยๆ หมอเขามีกาวน์ วิศวะอ่ะมีเกียร์ มึงเป็นนักเขียนมีเหี้ยอะไรไปสู้เขา”

            “อ่อจ้ากูมีเงินจ้า”

            “ยอมแล้วจ้าาาาาา”

            เปย์หมดจนหยดสุดท้าย

            ไอ้ท็อปหันไปมองด้านหลัง เฝ้าดูการกระทำของคนทั้งคู่พักหนึ่งก่อนจะหันกลับมาพูดกับผมต่อ

            “ไอ้ยุคมึงอย่าป๊อด มึงสู้ไอ้ริวได้ทุกอย่างเว้ยไม่ว่าจะเป็นหน้าตา”

            “หล่อสัดๆ ไปเลย” ผมรีบสนับสนุนคำพูดของมันทันที

            “การแต่งตัว”

            “ชยินบอกกูเหมือนนักฆ่า”

            “การศึกษา”

            “สินกำนี่สู้หมอได้ถูกมั้ย”

            “เงินทอง”

            “กูขับฮอนด้าซิตี้”

            “โอ้โห แค่นี้ก็ดูดีมากแล้ว”

            “มันขับออดี้”

            “สัด”

            หมดกันเส้นทางของสายเปย์

            ไอ้ท็อปเงียบทันทีเมื่อสบถคำสุดท้ายออกมา กลับมามองแล้วผมไม่สามารถสู้ไอ้ริวได้เลย ถ้าชยินจะเลือกใครก็ควรยินดีถูกมั้ย

            ผมเคาะนิ้วไปบนโต๊ะเพื่อระบายความกังวลที่อยู่ในใจ สายตาก็มองแผ่นหลังบางของใครบางคนไปด้วย นั่นยิ่งทำให้ผมคิดฟุ้งซ่าน สุดท้ายเลยลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วเดินออกจากร้านไป

            “พี่ผมกลับก่อนนะ” แยมไม่ทักท้วงอะไรนอกจากพยักหน้า ส่วนไอ้ท็อปก็ยิ้มแหยรีบยกมือไหว้แล้วเดินตามออกมา คืนนี้เราคงหมดเหล้าไปอีกหลายขวด

            “ไม่รอคุยกับเขาก่อนเหรอวะ”

            “เขามากับคนอื่น ไม่ได้มาหากูสักหน่อย รีบขึ้นรถเถอะคืนนี้ไปเมากัน”

            ผมออกมาจากร้านโดยไม่ได้หันกลับไปมองชยินแม้แต่เสี้ยว นึกแล้วกูก็เหมือนพระเอกละครน้ำเน่าเหมือนกัน รู้ว่าไม่มีสิทธิ์แต่กูงอนไปแล้วจะให้ทำยังไง

            คนที่เราให้เวลาเขาได้ทำงานส่วนตัว ไม่ก้าวก่ายและวุ่นวายให้เขารู้สึกอึดอัด สุดท้ายออกมากับคนอื่นทั้งที่เพิ่งเจอกับเราได้ไม่นาน พล็อตชีวิตโง่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ

            “คืนนี้ร้านไหนดี” คนที่นั่งเบาะด้านข้างถาม

            “ร้านประจำเรามั้ย”

            “จัดไป แต่ตอนนี้ไปส่งกูเอารถก่อน”

            Rrrr..!

            ขับได้ไม่ถึงครึ่งทางโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น ไอ้ท็อปเป็นคนหยิบมันขึ้นมาให้ ก่อนจะบอกด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “ชยิน”

            “เอามาให้กูคุย” ผมยื่นมือไปรับ แต่อีกฝ่ายกลับชักมือกลับ

            “คีพหยิ่งไว้มึง เดี๋ยวกูคุยเอง อะแฮ่มๆ ฮัลโหลชยินเหรอ ตอนนี้ไอ้ยุคไม่ว่างคุยมีอะไรค่อยโทรมาใหม่นะ” ผมเหลือบตามองคนข้างๆ จิตใจไม่ได้สนท้องถนนแล้วเพราะมันกำลังจดจ่ออยู่กับปลายสายมากกว่า

            “เหรอ สำคัญมั้ย อืม ไม่สำคัญเหรอ งั้นเดี๋ยวกูให้มันโทรกลับแล้วกัน” เชี่ยท็อปพูดไปเบะปากจะหัวเราะไป ผมทนไม่ไหวเลยขยับปากให้มันเปิดสปีกเกอร์โฟน

            [แล้ว...แล้วนี่มึงจะไปไหน] ผมจำเสียงนี้ได้ดี ทั้งน่าฟังและติดหู

            “อ๋อกูจะไปดื่มกับไอ้ยุคน่ะ”

            [กลับดึกมั้ย]

            “มึงตลกป่ะ ใครจะไปรู้วะ เมาเมื่อไหร่ก็กลับ”

            [อยากคุย]

            “อะไรนะไม่ได้ยินเลย”

            [อยากคุยกับยุค ขอคุยกับยุคหน่อยได้มั้ย]

            โอ้โห สิ้นสุดประโยคนั้นกูตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางเลยจ้าาาาาาาา

            ไอ้ท็อปก็เหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ดีเลยกดปิดสปีกเกอร์โฟนแล้วให้ผมได้คุยกับปลายสายอย่างเต็มที่ ผมสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนกรอกเสียงลงไป

            “มีอะไรหรือเปล่า” ต้องบอกว่าพยายามอย่างมากที่จะไม่เอ่ยเสียงสั่นๆ ออกมา

            [ผมมาหาหมอริว เพราะว่าเขาโทรชวน] ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเว้าวอนจนน่าเอ็นดู พอฟังแล้วก็อยากจะแกล้งให้ร้องไห้แม่ง

            “แล้วไง มันไม่ได้เกี่ยวกับผมซะหน่อย”

            [แล้วตอนนี้ผมก็จะกลับแล้ว]

            “ริวไปส่งเหรอ”

            [ไม่ๆ ผมกลับเอง]

            “โอเค กลับดีๆ ล่ะ แค่นี้ใช่มั้ย”

            [เดี๋ยวก่อนคุณ คือมะรืนนี้ A little bliss จัดไลฟ์สดกันภายในกับแฟนคลับจำนวนหนึ่ง ผมจะไปร่วมร้องเพลงกับเขาด้วย เผื่อว่า...เผื่อว่าคุณอยากจะไป] ใจผมเต้นโครมครามและเผลอกลั้นยิ้มอย่างไม่รู้ตัว

            “ขอดูก่อนแล้วกัน ผมยังไม่มีบัตร”

            [ผมมี ไม่ต้องเอาอะไรมาเลย บัตรก็ไม่ต้องซื้อ]

            “...”

            [ขอแค่คุณมาก็ดีแล้ว]

            ปุ้ง!!

            บอกจะงอนๆ ตอนนี้กูไม่งอนแล้วแสรดดดดดดด รักเลย รออะไรล่ะคราวนี้ ตอบตกลงสิ!

            “งั้นมะรืนผมไปก็ได้ แล้วเจอกัน”

            [อืม]

            หลังกดวางสาย ผมกับไอ้ท็อปก็แทบจะจุดพลุฉลองในรถ แม่ครับลูกสะใภ้แม่น่ารักเหี้ยๆ กูนี่ดีใจจนรถโยก คนข้างนอกคงนึกว่าเล่นท่ายาก แถมคราวนี้ไอ้ท็อปยังวิเคราะห์สถานการณ์ให้เสร็จสรรพ

            “มีใจชัวร์ เห็นทีฮอนด้าซิตี้จะสู้ออดี้ได้ก็ตอนนี้แหละ”

            “นี่ขนาดชยินชวนไปงานนะ สมองกูคิดเรื่องแต่งงานละ ของชำร่วยเป็นอะไรดี แต่มึงได้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวแน่ไม่ต้องห่วง”

            “ไอ้ห่ายุคใจเย็น”

            “มึงว่าออกแบบการ์ดที่ไหนดีวะ”

            “ยุค ตื่นไอ้ควายตื่น ก่อนการ์ดจะเสร็จกูว่าใบสั่งมาก่อนแน่ๆ รีบไป!

            ท่ามกลางเสียงบีบแตรดังสนั่น ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเสียงที่ไพเพราะที่สุดของวันเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            A little bliss party

            งานสำหรับผู้ประสบภัยความเหงา

            A little bliss เป็นวงดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟที่ต้องบอกว่าค่อนข้างเข้าถึงคนฟังส่วนใหญ่ เพลงที่คุ้นหูและเป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของอัลบั้มมักเป็นเพลงเศร้าและอกหัก ดังนั้นหลายคนจึงมักให้ฉายาว่าเป็นวงของผู้ประสบภัยความเหงาอย่างแท้จริง

            ชยินเคยแต่งเพลงให้กับวงอยู่หลายเพลง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ขึ้นเวทีในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงท่ามกลางผู้คนจำนวนหนึ่งในร้านเหล้าที่เปิดให้แฟนคลับของวงและคนที่มีบัตรเข้ามาเท่านั้น

            โต๊ะของผมมีไอ้ท็อปกับเบิร์ดมานั่งให้กำลังใจด้วย ส่วนชยินอยู่ข้างหลังร้านพร้อมกับสมาชิกในวง ผมเองก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเข้าไปก้าวก่ายเลยนั่งอยู่หน้าเวทีเพื่อรอให้วงขึ้นแสดง

            ระหว่างนี้ต่างคนก็ต่างนั่งจิบเบียร์ไปพลางๆ บรรยากาศภายในร้านเริ่มคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนแน่นถนัด กระทั่งสี่ทุ่มตรงอะลิตเติ้ลบลิสก็เริ่มการแสดงบนเวที

            “สวัสดีผู้ประสบภัยความเหงาทุกคนค่า”

            “กรี๊ดดดดดดดดด”

            สมาชิกในวงมีสี่คนและก็เป็นผู้หญิงล้วน ดังนั้นจึงมีแฟนเพลงที่เป็นผู้ชายค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้หญิงภายในร้าน

            “วันนี้เป็นไลฟ์แบบปิดครั้งแรกของปี ขอบคุณทุกคนที่มาเจอกัน วันนี้รับรองว่าสนุกแน่นอนค่ะ”

            “วิ้ดวิ้ว!

            “พร้อมจะสนุกและเศร้าไปด้วยกันหรือยัง”

            “พร้อม!

            “ไม่ได้ยินเลย”

            “พร้อม!!

            “เธอ...เธอคือรักใช่หรือเปล่า...” เพลงแรกเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเสียงร้องของแฟนคลับที่ดังกระหึ่มไปทั้งร้าน แม้แต่ไอ้ท็อปเองก็ไม่น้อยหน้า เก็บทุกท่อน จำได้ทุกคำ แฟนบอยสัดๆ ไปเลยมึง

            ส่วนเบิร์ดที่หนีไปอยู่อเมริกานานก็ไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทยเท่าไหร่ มันจึงทำได้แค่ยักไหล่ไปตามจังหวะเพลง บางทีก็ชวนผมคุยเรื่องอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องผู้หญิงนมใหญ่โต๊ะข้างๆ หรือไม่ก็เรื่องเบียร์ผสมน้ำแข็งที่มันบอกไทยแลนด์โอลี่เท่านั้น

            หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ไลฟ์สดของวงได้ทำให้คนฟังแหกปากจนเสียงแห้ง หรือบางคนก็เต้นจนเหงื่อโซมกาย นักร้องนำเลยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ทรงสูงตัวหนึ่ง ก่อนจะพูดผ่านไมค์ด้วยเสียงหอบเหนื่อย

            “ทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาที่ได้ตกหลุมรักใครสักคน ใช้เวลาอยู่กับมัน มีความสุขกับมัน แต่แล้ววันหนึ่งมันกลับผ่านไป เริ่มต้นเรามีความสุข ไม่น่าเชื่อว่าตอนจากเราจะเจ็บปวดขนาดนี้”

            “ช่ายยยยยยยยย ฮือออออ”

            ตายไปแล้วหนึ่งศพ เดาว่าคงเพิ่งถูกทิ้งมาไม่นาน

            “วันนี้เป็นวันพิเศษที่ A little bliss จะมีนักร้องเพิ่มขึ้นมาอีกคน”

            “กรี๊ดดดดดดดดดด”

            “คนแต่งเพลงนี้ รักที่เธอเคยมี”

            “ชยินนนนนนนนน” ทุกคนตะโกนเรียกชื่อพร้อมกัน ก่อนเสียงปรบมือและโห่ร้องจะดังขึ้นเมื่อเจ้าของชื่อเดินออกมายืนตรงหน้าเวที

            “แม่เจ้าโว้ยยยยยย ขาวมากครับ มีแฟนยัง ขอจีบได้หรือเปล่า”
            “ชยินคร้าบบบบบบ ชอบนะครับ”

            “น่ารักจังเลย ขอเบอร์หน่อยสิ”

            “เมียจ๋า เค้าอยู่นี่~

            เพล้ง!

            ผมปาแก้วลงพื้นด้วยความไม่พอใจ หลังได้ยินคำพูดแทะโลมชยินที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ทุกเสียงเงียบลงก่อนมองมาที่โต๊ะผมเป็นตาเดียว จนไอ้ท็อปเริ่มลนลานรีบแก้ต่างทันควัน

            “จริงๆ เล้ย มือลื่นอีกแล้วอ่ะ ขอแก้วใหม่ด้วยครับน้อง”

            “...”

            “ขอโทษทุกคนด้วยครับ พอดีเพื่อนผมเพิ่งไปถูสบู่ในส้วมมา นี่แน่ะไอ้มือไม่รักดี” มันตีมือผมฉาดใหญ่ก่อนจะนั่งลงที่เดิม รอจนเด็กเสิร์ฟเอาแก้วมาให้ใหม่ถึงได้เริ่มรินเบียร์

            ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจนอกจากจดจ่อกับคนตรงหน้า วันนี้ชยินสวมเชิ้ตสีขาว กลัดกระดุมถึงแค่อกเผยให้เห็นผิวขาวของเขาที่สะท้อนแสงไฟบนเวที กางเกงยีนส์สีอ่อนเข้ากับรูปร่าง และทรงผมยุ่งๆ ที่ดูยังไงก็แปลกตาไปอีกแบบ

            ในมือถือกีตาร์คลาสสิกเอาไว้ เขานั่งลงตรงเก้าอี้ทรงสูงเคียงข้างนักร้องนำ โดยมีไมค์จ่ออยู่ตรงริมฝีปาก

            “ถ้าใครร้องได้ช่วยกันร้องด้วยนะครับ กับเพลง...รักที่เธอเคยมี”

            ดนตรีในจังหวะอะคูสติกเริ่มบรรเลง ทุกคนเริ่มร้องตามเสียงทุ้มนุ่มของชยินไปเรื่อยๆ ก่อนตัดสลับกับนักร้องนำอย่างเข้ากันดี บรรยากาศกรุ่นไปด้วยความอบอุ่น แอลกอฮอล์ เสียงเพลง แสงไฟ กับคนที่ชอบตรงหน้า

            ผมพอแล้ว...

            “อะไรวะ ไอ้ริวมาด้วยเหรอ” เบิร์ดเอ่ยออกมา ก่อนชี้ไปยังร่างสูงของเพื่อนเก่าที่ยืนถือช่อดอกไม้เอาไว้อีกฟากของโต๊ะ มันยิ้มให้ชยิน และ...

            ชยินก็ยิ้มตอบ หมดกัน หึงขึ้นมาอีกละ

            เพิ่งรู้ในตอนนี้ว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่อีกฝ่ายชวน แต่กับคนอื่นก็ได้สิทธิ์นั้นเหมือนกัน

            “เอาไงดีวะไอ้ยุค” ไอ้ท็อปถามความเห็น

            “ก็ไม่เอาไง กูมาฟังชยินร้องเพลง ไม่ได้จะมาแข่งกับมัน”

            “อืม จำไว้ ฮอนด้าซิตี้สู้ออดี้ได้เว้ย”

            เหี้ยนี่ก็ย้ำจัง กูจะแพ้ก็ตอนที่มึงพูดเนี่ยแหละ

            ชยินร้องเพลงแรกจบพร้อมกับเสียงปรบมือและการให้กำลังใจอย่างล้นหลาม เพลงที่สองเริ่มต้นขึ้น เป็นเพลงที่เขาแต่งขึ้นเมื่อปีก่อน ผมจำได้ดีเพราะตามไปฟังจนร้องได้ขึ้นใจ

            ผมคิดเสมอว่าจะชอบกับคนที่อยากชอบ คนที่ทำให้รู้สึกดีแม้อธิบายไม่ได้ ซึ่งชยินเป็นคนแรกที่ผมรู้สึกอย่างนั้น ผมไม่มองด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร เพศไหน อายุเท่าไหร่ ผมมองแค่ว่าเขาคือชยิน และผมชอบเขาจนหัวปักหัวปำ

            “โคตรมีเสน่ห์เลยว่ะ กูรู้ละว่าทำไมมึงถึงชอบมัน” ท็อปยังพูดอีก เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนหน้า

            “อือ เสียงเพราะด้วย”

            “โคตรอวย”

            เพลงที่สองจบลง เขาค้อมตัวให้กับคนดู ทุกคนเลยลุกขึ้นยืนปรบมือให้อย่างชื่นมื่น มีเพียงเสี้ยววินาทีที่เขาหันมามองผม ยิ้มให้ และผมหวังว่าเขาจะเดินมาตรงนี้

            “ชยิน ทางนี้โว้ย มาฉลองกัน” เบิร์ดกวักมือเรียกหยอยๆ

            แต่ชยินกลับทำตรงข้าม เมื่อเขาเดินไปอีกฟากของเวที ก้าวเท้าลงบันไดไม่กี่ขั้นไปทีละก้าวก่อนหยุดยืนหน้าไอ้ริวและรับดอกไม้ไป

            “โห่วววววววว วิ้ดวิ้ว!

            “โหยไรว้า มีแฟนแล้วทำไมไม่บอก”

            “อกหักดังเป๊าะเลย”

            หลายคนยังคงบ่นระงม แต่ผมเจ็บกว่านั้น แม่งมันเหมือนมีใครสักคนเอามีดมาแทงที่ใจเลยว่ะ เจ็บ แต่ทำได้แค่ยิ้มปรบมือ นั่งลงจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตรงหน้า

            A little bliss ยังคงเล่นเพลงต่อไป แต่ผมไม่ได้สนใจแล้ว

            “เหมือนไอ้ชยินจะนั่งอยู่ที่โต๊ะไอ้ริวกับเพื่อนว่ะ พวกมึงไปมั้ย” เบิร์ดเอ่ยชวน ไอ้ท็อปหันมาถามความเห็นผมทางสายตา แต่เราต่างรู้กันดี

            “กูๆ แต่ไอ้ยุคมึงนั่งเฝ้าโต๊ะตรงนี้แหละ เคนะ” ทั้งคู่ผละออกไป คงเหลือผมที่นั่งอยู่คนเดียว

            ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่มันนานมากสำหรับการรอ เลยตัดสินใจส่งข้อความไปหาไอ้ท็อปว่าจะขอตัวกลับก่อน

            นาทีต่อมาแทนที่เจ้าของไลน์จะเดินมาที่โต๊ะ ผมกลับเห็นชยินเดินมาแทน

            “จะกลับแล้วเหรอ” ดูเสียงดิ แม่ง จะให้กูโกรธลงได้ยังไงวะ

            เจ้าตัวหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนลากเก้าอี้ใกล้ตัวมานั่ง ดวงตาฉ่ำปรือเล็กน้อยเหมือนดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปหลายแก้ว

            “เมาเหรอ เดินมาผิดโต๊ะหรือเปล่า” ผมถามย้ำ

            “อือเมา”

            “ละเมอด้วย”

            “ใช่ละเมอ”

            “งั้นกลับไปที่โต๊ะเลย โน่นโต๊ะคุณ ดูตามนิ้วผม” ว่าแล้วก็ชี้กลับไปที่โต๊ะไอ้ริวซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกฟาก หากแต่คนตรงหน้ากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ นอกจากนั่งนิ่ง

            “โต๊ะผมอยู่ที่นี่ ผมเป็นคนจอง”

            เขาเอ่ยเสียงเรียบ จ้องมองผมเหมือนจริงจังกับประโยคที่พูดซะเหลือเกิน

            “จองไปกี่โต๊ะล่ะ”

            “จองให้คุณคนเดียว” ตู้ ATM อยู่ไหน! กูจะวิ่งไปกดตังค์มาเปย์เด็กแถวนี้หน่อย

            “แล้วไม่จองให้ริวหรือไง”

            “ริวซื้อบัตรเข้ามา”

            “เพลงนี้เพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้แล้วนะคะ มาเต้นไปพร้อมกันค่า” เสียงนักร้องดังกลบไปทั่วบริเวณ ก่อนเพลงช้าๆ เหล่านั้นจะเลือนหายไป กลายเป็นเพลงจังหวะสนุกสนาน

            “โอเคงั้นคุณนั่งต่อ ผมจะกลับแล้วล่ะ” ผมแทบจะตะโกนบอกให้คนตรงหน้าได้ยิน

            “อะไรนะ”

            “ผมจะกลับแล้ว”

            “จริงๆ ริวชวนผมไปนั่ง เอาดอกไม้มาให้ผมก็เลยรับ ชวนดื่มเหล้าผมก็ดื่มเพราะเป็นเพื่อน คุณโกรธเหรอ” หื้มมมม ดูช้อนตาเข้า น่ารักฉิบหายเลยโว้ยยยยยยยยยย

            ไม่ไหวละ ถ้าไม่ได้เป็นเมียกูปิดถนนประท้วงจริงๆ ด้วย

            “ไม่ได้โกรธ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ”

            “วันนี้ผมร้องเพลงเพราะมั้ย” ท่าจะเมาจริงว่ะ ตาหวานเยิ้มเชียว

            “เพราะ”

            “แล้วชอบมั้ย”

            “อะไรนะ ผมไม่ได้ยิน” ความจริงแล้วได้ยินชัดแจ๋วเลย

            “คุณชอบงานนี้มั้ย” ชยินถามแทบเป็นเสียงตะโกน

            “ชอบ ผมชอบงานนี้”

            “...”

            “เพราะงานนี้มีคุณ”

            ประโยคที่ผมพูดจบลงพร้อมกับเสียงดนตรี ทั่วบริเวณเงียบสงัด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงจอแจหลังงานไลฟ์จบ คงมีเพียงคนตรงหน้าเท่านั้นที่ได้ยินคำพูดจากปากของผมเต็มสองรูหู

            “ชยิน...”

            ผมเรียกชื่อเขา แต่เหมือนร่างบางไม่คิดจะคุยต่อนอกจากลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และวิ่งไปยังหลังเวทีด้วยความเร็วเกินพิกัด

            อีกนิดก็เข้าร่วมโครงการวิ่งไปกับพี่ตูนได้แล้วแม่ง...เร็วยิ่งกว่าแชมป์มาราธอนจากพื้นราบสู่ดอยเต่าเมื่อปีก่อนอีก

            รู้สึกว่าตัวเองคงหมดหวังแล้วจริงๆ ว่ะ พูดขนาดนี้ถึงกับวิ่งหนี บางทีผมควรพิจารณาตัวเอง

            ไอ้ท็อปกับไอ้เบิร์ดเดินกลับมาที่โต๊ะ มันถามหาชยินแต่ผมยังไม่ทันตอบนีน่าที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของ A little bliss ก็เดินมาที่โต๊ะ เบิร์ดเลยถือโอกาสถาม

            “นีน่า เห็นชยินหรือเปล่า”

          “เห็นวิ่งหน้าแดงไปโน่นแล้ว ไม่รู้เขินใคร”

            “เอ้า! อย่างนี้ก็ได้เหรอ ใครเต๊าะมัน”

            “ก็น่าจะแถวๆ นี้แหละ ตอนนี้บิดเป็นเกลียวโปเต้เลย ไปดูหน่อย อาการน่าจะหนักนะ”

            “เหยดดดดดดดดดดดด”

 

 

 

 

 

ถึงเขาจะกวนตีนแต่เขารักของเขามากนะคะ

ให้ตกส้วมแทนก็ยอม~~~~~

ชอบตอนท็อปอยู่กับยุค มันเหมือนจะสนับสนุนเพื่อนนะ แต่ก็เหมือนจะด่าเพื่อนกรายๆ 5555

ขอโทษที่หายไปนานค่ะ กลับมาต่อแล้ว คิดถึงยุคยินและคนอ่านมากจริงๆ

ไว้เจอกันตอนหน้านะคะ #mเอสn

ป.ล. คนอ่านเคยถาม A little bliss มีจริงมั้ย คำตอบคือไม่มีนะคะ ชื่อเพลงก็เป็นเพลงที่คิดขึ้นมาเองค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.696K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3655 rattanalak44 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 15:18
    อ่านเรื่องแล้วเหมือนคนบ้า อ่านไปยิ้มไปหัวเราะไป555555
    สนุกมากเลย 👍👍👍
    #3,655
    0
  2. #3628 May Ling Pcm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 18:24
    ไม่เขินไหวหรอชยิน >/////<
    #3,628
    0
  3. #3603 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 15:47

    เมื่อดวงใจมีรัก ดั่งเจ้านกโผบิน บินไปไกลแสนไกล หัวใจฉันก็ลอยริบไปถึงแดนดินถิ่นใดนะใจ โอ้ดวงใจเจ้าเอ๋ย

    Take care คับ

    #3,603
    0
  4. #3572 North (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 01:22

    อ่านแล้วนึกถึงหยิ่นวอร์ขึ้นมาเลย มันตรง!!

    #3,572
    0
  5. #3538 Nam_127 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 00:01
    ไรท์เล่นกับใจคนเว้ย
    ใจนี้ตอนนี้เต้นแบบอมจีมากเขินมาก
    #3,538
    0
  6. #3508 Londar (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 05:15
    โอ๊ยยยโคดดีย์
    ขอบฉากในรถของท๊อปกับยุคมาก 555555 ยุคโคดน่ารัก
    #3,508
    0
  7. #3502 june6270 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 21:06
    พระเอกโคตร เฮลตี้ เลย
    #3,502
    0
  8. #3441 Masxy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 20:56
    ยุคกับท๊อปอยู่ด้วยกันโคตรฮา

    ตบมถกอย่างกับซิทคอม

    นี่ขำมากขำน้ำตาเล็ด

    ลุ้นช่วยพ่อยุค
    #3,441
    0
  9. #3431 memyselftoy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 02:47
    แปดตอนรวดอ่ะแม่คุณ คนแต่งเค้าทำได้ไง ทำได้ยังไง กรี้ดดดดด หยุดอ่านไม่ได้เลยยยย
    #3,431
    0
  10. #3427 Deuxnxay (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 19:39
    ชอบยุควะ อยากเป็นเมีย แต่แพ้ชยิยฝนวะ 55555
    #3,427
    0
  11. #3412 Stampzzz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 01:11
    งื้อออออออออออออ เขินมาก ชยิ๊นนนนนน!!
    #3,412
    0
  12. #3361 aratre (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 21:04
    เจ็บที่รู้ว่าไม่ได้เป็นคนเดียวที่ถูกเชิญ แต่ฟินตายเมื่อรู้ว่าจองให้คนเดียว เยดเค้
    #3,361
    0
  13. #3335 hello_gik (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:03
    อยากกินโปเต้เลยอะ 55555
    #3,335
    0
  14. #3321 kaim123456 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:05
    โอ๊ยยยยยย ชั้นเป็นชยินชั้นก็เขินค๊าาาาาาา
    #3,321
    0
  15. #3308 Midories (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:23
    ฮื้อออ ช่วยน้องแกะเกลียวโปเต้ก่อน 555
    #3,308
    0
  16. #3294 aemly (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:36

    สสงสารอิพี่ยุค????????

    #3,294
    0
  17. #3275 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:46
    ฮอนด้าซิตีก็สู้ออดี้ได้ว่ะยุค
    #3,275
    0
  18. #3264 ssorunn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 11:15
    ก็แค่ออดี้ปะว้า
    #3,264
    0
  19. #3254 MCVL (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 03:09
    55555555. เอ็นดูมากกขำ
    #3,254
    0
  20. #3249 cchenjj (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 12:00
    ฮอนด้าก็สู้ออดี้ได้ อย่ามาหยองๆ555555
    #3,249
    0
  21. #3222 ThkTheks (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 02:32
    แอแงงงงงง ออดี้จะมาสู้ฮอนด้าซิตี้ได้ไง ปัดโถ๊ะะ
    #3,222
    0
  22. #3209 12311232123312 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 10:57
    น่ารักกกกก
    #3,209
    0
  23. #3191 hh_9094 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 01:16
    ริวอย่าสวมรอยเด้อ ชยินหมีใหญ่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ริวนะ ยุคเหมือนจะงอนแล้วหายเองเก่งมาก555
    #3,191
    0
  24. #3151 beauteous. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 / 00:34
    ออดี้ก็ออดี้เถอะวะ 55555555555555​
    #3,151
    0
  25. #3146 HOBInaenaYING (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 16:19
    ออดี้ก็แพ้ละบอกตรง
    #3,146
    0