MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 4 : 03 :: ศตวรรษบุคคลเหนือโลก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36,948
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,446 ครั้ง
    29 ธ.ค. 60



ตอนที่ 3

ศตวรรษบุคคลเหนือโลก

 

            หลังคุณนักเขียนหัวจรวยเผ่นแน่บเข้าห้องน้ำไป ก็ถึงคราวที่ผมจะได้เฉ่งมันให้ไอ้ท็อปฟังได้เต็มที่ สงสัยชาติก่อนผมคงเคยทำกรรมหนักกับมันมาก่อน ชาตินี้เจ้าตัวถึงได้ตามมาเอาคืนจนแทบกระอักเลือด

            “นักเขียนมีเป็นร้อย ทำไมไม่รู้จักเชิญมาสัมภาษณ์วะ” พูดแล้วก็ขึ้น อยากเดินไปตบกะโหลกคนกวนประสาทนั่นสักทีสองที ติดอยู่อย่างเดียวคือไม่มีความกล้าพอที่จะทำเนี่ยแหละ ปากดีไปวันๆ เท่านั้นล่ะกู

            “ก็คนนี้กำลังดังไง อีกอย่างเขาก็เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทีนึง มึงก็ใจเย็นๆ หน่อย” ไอ้ท็อปตอบหน้าตาย ไม่ได้รู้สึกสำนึกเลยสักนิดที่พาผมมาให้ใครไม่รู้เชือดถึงที่

            “มึงควรรับผิดชอบกูด้วยมั้ย”

            “เรื่องอะไร”

            “เรื่องที่ทำให้วันดีๆ ของกูอับเฉาไง”

            “ปกติชีวิตมึงน่าจะเหี้ยกว่านี้อีก เอาน่า...ทนหน่อย กว่ากูจะนัดเขามาได้เล่นเอาเลือดตาแทบกระเด็นเลยนะเว้ย”

            “คิวแน่นขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

            “หึ! เขาไม่มีอารมณ์อยากเจอ”

            เหยดเขร้! ให้มันได้อย่างนี้สิ เคยคิดมาตลอดว่าตัวเองก็อินดี้ระดับหนึ่งแล้ว ไม่นึกไม่ฝันว่าวันนี้จะเจอคนอาการหนักกว่าหลายเท่า แถมดูเหมือนมันก็ไม่ค่อยจะแคร์ใครเท่าไหร่เลยด้วย

            “งั้นมึงรีบสัมภาษณ์กูได้มั้ย ไม่อยากอยู่นานกว่านี้ว่ะ”

            “แป๊บนึงสิวะ”

            “สรุปมึงจะสัมภาษณ์กูชาตินี้หรือชาติหน้า นี่กูพลาดเอาเบอร์ให้คนแปลกหน้าไปแล้วมึงไม่เดือดร้อนแทนกูหน่อยเหรอ” ไอ้ท็อปชะงักมือจากการเรียงสคริปต์แล้วเงยหน้าขึ้นมามองผมอีกครั้ง

            “บล็อกสิ”

            “ทำไมมึงฉลาดจังวะ” ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ก่อนหน้าที่โดนขอรหัสผ่านก็ยอมบอกไปง่ายๆ เพราะไม่รู้จะปฏิเสธยังไง รู้ตัวอีกทีปากก็สั่นผั่บๆ บอกรหัสผ่านให้คนแปลกหน้าซะเรียบร้อย

            “กูไม่ได้ฉลาด มึงแค่โง่”

            “สึด” หลังอดีตเพื่อนต่างห้องเสนอแนวคิด ผมก็ไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมากดไปที่เบอร์โทรเข้าล่าสุด แล้วจัดการบล็อกอีกฝ่ายอย่างทันท่วงที

            คิดจะเล่นกับชยิน รอชาติหน้าตอนบ่ายๆ เถอะครับ

            “บล็อกแล้วใช่มั้ย ถ้าเสร็จแล้วกูรบกวนมึงเดินไปสั่งเครื่องดื่มให้คุณยุคหน่อย”

            “ทำไมต้องกู”

            “กูจะสัมภาษณ์เขาก่อนจะได้ไม่เสียเวลา นะ! ช่วยดูแลเขาหน่อย” ไม่พูดอย่างเดียว แม่งเล่นกะพริบตาปริบๆ เป็นการอ้อนวอนอีกต่างหาก

            ไอ้ท็อป กูไม่น่าเรียนโรงเรียนเดียวกับมึงเลยแสรดดดดด

            “เออสั่งให้ก็ได้ แต่เดี๋ยวรอมันกลับมาก่อนแล้วกัน” ดีหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องนั่งกวนประสาทกันสักห้านาที

            “นั่นไง มาแล้ว” ผมหันไปมองร่างสูงที่กำลังสาวเท้ากลับมายังโต๊ะ ก่อนตัวเองจะรีบลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และยิงคำถามใส่อีกฝ่ายซึ่งยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้อย่างไวว่อง

            “คุณ ผมจะไปสั่งเครื่องดื่มให้ อยากกินอะไรครับ”

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปสั่งเอง”

            “เอ่อคุณยุคครับ ผมกะว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ตอนนี้เลย ให้ชยินสั่งให้เถอะครับ” ไอ้ท็อปเป็นฝ่ายแทรกขึ้น คนตรงหน้าจึงหันเหความสนใจมาที่ผมอีกครั้ง

            “คุณว่าแบบผมชอบกินอะไร” เอ้า! ถามกูอีก

            “ผมจะไปรู้เหรอ ก็อาจจะเป็นเอสเพรสโซ่หรืออเมริกาโน่มั้ง” ดูจากการแต่งตัวในคราบนักฆ่าของมัน ยังไงซะก็คงหนีไม่พ้นกาแฟเข้มๆ อีกตามเคย แต่ดูคำตอบมันครับ...

            “ดาษดื่น”

            “ชอบพวกมัคคิอาโตหรือเปล่าครับ”

            “ไม่”

            “ช็อกโกแลตร้อนมั้ย”

            “ไม่”

            “สรุปจะเอายังไง”

            “ยืนเอาได้มั้ย”

            “...!!

            “แต่ปกติผมก็นอนเอานะ คุณว่าไงอ่ะ”

            โว๊ะ! เชี่ยนี่...

            “ผมขี้เกียจเดาแล้ว รีบบอกมาเลยครับเสียเวลา” ก่อนเส้นเลือดในสมองของไอ้ชยินจะแตกตาย ช่วยสงเคราะห์บอกสิ่งที่มึงอยากแดกออกมาด้วยเถอะ เรื่องมากยิ่งกว่าศาลเจ้าพ่อร่างทรงแถวบ้านกูอีก

            “งั้นผมขอนมสตรอเบอร์รี่ปั่นหนึ่งแก้วแล้วกัน”

            โอ้โห พ่อคุณ สั่งเครื่องดื่มได้ทรยศหน้าตาสัดๆ ไปเลยครับโผ้มมมมมมม กูขอความเข้ากันระหว่างเสื้อผ้าที่มึงใส่กับนมที่มึงแดกหน่อยเถอะ

            “โอเคเดี๋ยวผมไปสั่งให้”

            “ขอเพิ่มวิปครีมด้วยนะ”

            “จ้า”

            ผมรีบหมุนตัวเข้าไปในร้าน จัดการสั่งเครื่องดื่มหวานแหววมาให้อีกฝ่ายอย่างจำใจ แต่หลังรอรับเครื่องดื่มตรงปลายบาร์ ผมกลับได้รับนมสตรอเบอร์รี่ถึงสองแก้ว

            “ขอโทษนะครับ พอดีว่าผมสั่งแค่แก้วเดียวนะครับ” พนักงานซึ่งกำลังง่วนกับการทำเครื่องดื่มอีกแก้วเงยหน้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม พร้อมตอบคำถามด้วยน้ำเสียงหวานสุดๆ

            “ช่วงนี้เป็นโปรโมชั่นของทางร้านค่ะ สั่งนมสตรอเบอร์รี่ซิกเนเจอร์หนึ่งแก้วแถมหนึ่งแก้วค่ะ” ว่าแล้วเธอก็ชี้ไปที่ป้ายเล็กๆ ซึ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ แถมในนั้นยังเขียนข้อความ โปรโมชั่นคู่รักเอาไว้ตัวเบอเร่ออีกต่างหาก

            “งั้นขอบคุณมากนะครับ”

            “ยินดีมากค่ะ”

            ว่าแล้วก็จัดการถือแก้วเครื่องดื่มสีชมพูดเดินออกไปยังสนามหญ้าด้านนอก เห็นไอ้คุณยุคกับไอ้ท็อปกำลังสัมภาษณ์กันอย่างคร่ำเคร่งผมเลยไม่อยากพูดแทรก รีบวางแก้วเครื่องดื่มทั้งสองไว้ตรงหน้าคนตัวสูงกว่า จากนั้นก็จัดการหยิบมือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา

            แต่แล้ว บทสนทนาถามตอบกลับหยุดชะงักลงชั่วครู่

            ผมเงยหน้าขึ้นไปมองสถานการณ์ เห็นมือหนาของอีกฝ่ายกำลังดันแก้วนมสตรอเบอร์รี่มาไว้ตรงหน้าผมอย่างช้าๆ โดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

            “ของคุณ” ผมบอก

            “ผมมีแล้วไง นี่ของคุณ”

            “ผมไม่ชอบกินนม กินแต่กาแฟ”

            “ถึงว่า”

            “อะไร”

            “โดนกาแฟกัดกระดูกจนเตี้ยเลย” โหยสัด! กูจะโกรธมึงยันบรรพบุรุษแล้วนะ

            ร้อยเจ็ดสิบหกนี่บ้านมึงเรียกเตี้ยเหรอ

            แต่ถึงแม้ในใจจะเดือดดาลแค่ไหน สิ่งที่ผมทำได้กลับเป็นแค่การรักษามารยาทด้วยการตอบกลับไปอย่างเข่นเขี้ยวสุดชีวิต

            “ผมก็สูงตามมาตรฐานชายไทยนะครับ มีแต่คนบางกลุ่มเท่านั้นที่สูงผิดมนุษย์มนามากกว่า”

            “ดีนะครับที่ผมไม่ใช่คนกลุ่มนั้น”

            ยัง ยังไม่รู้ตัวอีก

            แล้วที่พูดไปก่อนหน้าว่าไม่กินก็เหมือนจะไม่ฟังกันด้วย เพราะคุณชายศตวรรษแกหันไปหาไอ้ท็อปแล้วเริ่มสัมภาษณ์ต่อ ส่วนผมที่หมดอารมณ์จะเล่นมือถือฉับพลัน ก็เปลี่ยนมานั่งฟังบทสัมภาษณ์ของอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้แทน

            “ตอนนี้คุณอายุยี่สิบห้า มีอะไรในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างครับ” นี่คือคำถามจากไอ้ท็อป

            “ไม่นะ ชีวิตผมเหมือนเดิม มีแค่อายุที่เพิ่มขึ้นซึ่งผมก็คิดว่าจริงๆ แล้วใจของผมก็ยังคงเป็นเด็กอยู่” คำตอบมันทำให้ผมนึกถึงโคนันเวอร์ชั่นรีเวิร์สเลยว่ะ

            ถึงอายุจะเพิ่ม แต่สมองยังปัญญาอ่อนเหมือนเดิม ผมเพราะคือ...

            ศตวรรษ แฮร่!

            ไปที่ไหน ฉิบหายวายวอดที่นั่น

            “คุณเขียนนิยายมาค่อนข้างเยอะ สิ่งที่คุณหลงรักในตัวของมันคืออะไร”

            “ผมหลงรักตัวหนังสือของผม” เหยดแหม่ คำตอบมึง Positive thinking เว่อร์ เรื่องคิดเข้าข้างตัวเองกูให้มึงชนะเลิศ พอก่นด่าในใจได้ไม่นาน เจ้าตัวก็รีบขยายความต่อทันที “มันเหมือนเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ และผมจมจ่อมกับมันได้ไม่มีเบื่อ”

            “คุณดูเป็นคนจริงจังมากกับการทำงาน แล้วชีวิตประจำวันของคุณล่ะ จริงจังขนาดนี้มั้ย”

            “ภายนอกผมดูเป็นคนสบายๆ ใช่มั้ย แต่ภายใต้คำว่าอะไรก็ได้มีความเยอะแฝงอยู่ เอาจริงๆ ผมก็เป็นคนเลือกเยอะคนหนึ่งแหละ”

            “ที่พูดนี่หมายถึงความรักใช่หรือเปล่า” ไอ้ท็อปถามนอกประเด็น ซึ่งแน่นอนว่ามันมีความเชื่อมโยงกับคำตอบของไอ้คุณยุคค่อนข้างมาก

            เออ กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าแฟนมึงเป็นคนแบบไหน กูจะได้ไว้อาลัยให้ล่วงหน้า

            เกิดมามีกรรมนะเราอ่ะ

            “ก็ประมาณนั้นมั้งครับ”

            “คุณยังไม่มีแฟนเหรอ”

            “ใช่ครับ”

            “แล้วเคยคิดมั้ยว่าอยากหาใครสักคนมาเป็นเพื่อนคู่คิด หรือมองหาความสัมพันธ์เรียบง่ายแทนการอยู่คนเดียว” ถ้าคำถามนี้เป็นของผม ผมคงรีบตอบว่าคิดครับ

            กูอยากมีเมีย เพราะความเหงามันไม่เข้าใครออกใครเลยจริงๆ ผมคิดว่าคนหลายคนที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงานล้วนคิดคล้ายกัน แต่เชื่อมั้ย คำตอบที่ได้จากไอ้ศตวรรษกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

            “ผมไม่เคยคิด ไม่เคยกังวลว่าจะต้องหาแฟนหรือแต่งงาน ไม่ต้องวางแผนว่าวันนี้จะออกไปหาแฟนที่ไหน หรือเวลาเจอคนน่ารักสักคนแล้วต้องเดินเข้าไปจีบเพื่อให้ตัวเองหายเหงา ผมไม่ชอบแบบนั้น มันเหมือนกับว่าเรากำลังฝืนตัวเอง”

            คำตอบนั้นเสียดแทงเข้ามาที่ใจผมอย่างจัง

            “ผมชอบความสัมพันธ์ที่ว่า ถ้าวันหนึ่งเราเจอคนที่ใช่เราก็จะรู้เอง ไม่ต้องไปเร่งมัน ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องเป็นแค่คนนี้”

            เชี่ยยยย รู้สึกเท่ว่ะ

            ขอจดมุกนี้ไปแต่งเพลงหน่อยซิ

            “แล้วคุณเคยมีความคิดจะเขียนนิยายเกี่ยวกับความรักบ้างมั้ย” ไอ้ท็อปยังคงถามต่อ

            “ไม่ครับ มันดูเวิ่นเว้อ นิยายรักอย่างน้อยก็ต้องมีความโรแมนติกอยู่บ้าง ซึ่งผมไม่ใช่คนโรแมนติก”

            ใช่! มึงเป็นคนเหี้ย

            “แล้วจริงๆ ความรักของคุณยุคหน้าตาเป็นแบบไหน”

            “มันไม่มีอะไรตายตัว บางครั้งอาจจะดูงงๆ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด อธิบายรูปร่างไม่ได้แต่อาจรับรู้ด้วยความรู้สึก”

            “แปลกประหลาดนี่เหมือนชยินมั้ย”

            พรวด! ผมพ่นน้ำใส่กระดาษของไอ้ท็อปทันที ไอ้ยุคเลยรีบหยิบทิชชูมาให้พร้อมกับแก้ต่างอย่างรวดเร็ว

            “สเป็กผมเป็นคนนะ”

            “...”

            “แต่เขา...ไม่เหมือนคน”

            กูร้องไห้ในใจหนักมาก ไอ้เหี้ย! ลากกูไปฆ่าเหอะว่ะ

            “แหม คุณยุคคิดว่าผมเป็นเทพบุตรสินะครับ” เงียบอยู่นานสุดท้ายก็ต้องยอมเปิดปากโต้เถียงกลับไป มึงมีสิทธิ์อะไรมาว่ากูไม่เหมือนคนวะ!

            “ถ้าคิดแบบนั้นแล้วสบายใจก็แล้วแต่นะ”

            กูทำหน้างอใส่แม่งเลยสัด

            “ผมล้อเล่นน่า” โหยที่พูดมานี่มึงใช้คำว่าล้อเล่นเหรอ ขี้ตีนกูนี่ แต่สิ่งที่ตอบกลับไปได้ก็มีแค่...

            “ขี้เล่นนะเราอ่ะ”

            “เราก็ขี้เหร่เหมือนกันนะเนี่ย”

            “ต่อยกันเถอะจะได้จบๆ”

            “ไม่ต่อยครับ เสียมือ”

            “อ่ะเอ่อ...เดี๋ยวก่อนนะทั้งคู่ อย่าเพิ่งตบมุกก๊านนนน ฮ่าๆ” ไอ้ท็อปรีบเบรกเราเอาไว้ แม้จะหัวเราะแกนๆ แต่ในแววตาของมันนั้นผมสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้า มึงกำลังร้องไห้ในใจอยู่สินะ กูเองก็ไม่ต่างจากมึงนักหรอก ฮือ

            แล้วดูคนก่อเรื่องซะก่อน เล่นนั่งดูดน้ำสตรอเบอร์รี่สบายใจเฉิบ ไอ้คนจิตใจหยาบช้า

            หลังเพื่อนท็อปนั่งลูบน้ำลายของผมที่พ่นลงบนกระดาษให้อยู่ในสภาพที่พอใช้งานได้ มันจึงกระแอ่มไอสองครั้งเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มใหม่

            “เอาใหม่นะครับ สรุปสเป็กคุณยุคเป็นแบบไหน”

            “สำหรับผมมันไม่มีอะไรตายตัว เชื่อสิ พอถึงเวลาคุณจะลืมสเป็กทุกอย่างที่เคยคิดไว้ แล้วใช้ความรู้สึกของคุณแทน”

            เช่นความรู้สึกที่อยากกระโดดกัดหูมึงในตอนนี้สินะ

            จากนั้นการสัมภาษณ์ก็เป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา แม้ผมจะถูกแซะและพูดถึงอยู่บ้างแต่ก็พอข่มใจยอมรับได้ ไอ้ท็อปจัดการบันทึกเสียงและจดบทสัมภาษณ์บางอย่างใส่สมุดจนครบ กระทั่งมันเบี่ยงตัวมาหาผมเล็กน้อยพร้อมกับเริ่มบันทึกเสียงใหม่

            “คราวนี้ตามึงแล้วชยิน”

            “โอเค” ผมนั่งตัวตรง จัดคอเสื้อให้เป็นระเบียบ

            “มึงจัดเสื้อทำไม กูอัดเสียง ไม่ได้จะอัดวิดีโอ”

            “ก็แล้วทำไม” อย่างน้อยก็ขอมีภาพลักษณ์ดีๆ ต่อหน้าไอ้ศตวรรษไม่ได้หรือไง แค่นี้มันก็เกทับผมจนไม่เหลืออะไรให้สู้แล้วเนี่ย

            บทสัมภาษณ์ตอนเริ่มต้นนั้นไม่รู้ว่าเหมือนไอ้นักเขียนกวนตีนนี่มั้ยเพราะตอนเริ่มผมไม่ได้ฟัง แต่ก็ตอบทุกอย่างที่พอจะตอบได้ทั้งหมด กระทั่งเนื้อหาเริ่มเข้าสู่ความเป็นจริงเป็นจังขึ้น

            “ตอนนี้คุณชยินเป็นนักแต่งเพลงสังกัดค่ายไหนครับ”

            “ผมเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ได้สังกัดใครครับ” และตอนนี้กำลังว่างงานอยู่ด้วย แต่กูไม่บอกหรอก เดี๋ยวแพ้!

            “เพราะเพลงที่คุณแต่งดังมากหลายเพลง และได้รับการยอมรับในวงการ รู้สึกกดดันบ้างมั้ยกับการแต่งเพลงใหม่ๆ ในตอนนี้รวมถึงอนาคต”

            “เรื่องกดดันมันก็มีอยู่นิดหน่อย เพราะเราเคยทำไว้ดีมาก หลายคนคาดหวังว่ามันต้องดีแต่บางครั้งผมก็ไม่อยากโฟกัสมัน ผมสนแค่ว่าตอนนั้นผมมีความสุขกับการแต่งอะไรมากกว่า”

            จริงๆ สนแค่ตังค์และปากท้อง แต่กูไม่พูดหรอกเดี๋ยวไม่หล่อ

            “มีคนในวงการบอกว่า คุณคือนักแต่งเพลงสายติสต์ ประโยคนี้คือความจริงของคุณมั้ย”

            “ผมไม่ได้ติสต์ครับ ก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป” แค่เป็นคนขี้เหงา

            “ระหว่าง Passion กับความรับผิดชอบ คุณคิดว่าคนทำงานสายนี้ควรมีอะไรมากกว่ากัน” ผมหันไปมองคนตัวสูงที่นั่งไขว่ห้าง แกว่งตีนไปมาอย่างยียวน

            พยายามเดาคำตอบว่าถ้าเป็นคนถามของมัน แม่งจะตอบว่ายังไง

            “สำหรับผมความรับผิดชอบควรมาเป็นอันดับหนึ่งครับ การที่คนเราจะทำงานอะไรสักอย่างให้สำเร็จลุล่วงก็ควรมีความรับผิดชอบในงานชิ้นนั้นก่อนเสมอ”

            และนี่คือคำตอบของผม ซึ่งไอ้นักเขียนข้างๆ ก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรนอกจากเอื้อมหลอดยาวๆ ของมันมาตักวิปครีมตรงแก้วผมไปแดกแบบไร้ยางอาย ซึ่งผมก็ทำได้แค่ตวัดสายตามองเท่านั้น

            “เพลงที่คุณแต่งส่วนใหญ่มักเป็นเพลงรัก คุณได้แรงบันดาลใจมาจากไหน หรือจริงๆ แล้วแต่งมาจากชีวิตของตัวเอง” ดูสคริปต์ไอ้ท็อปเข้า กล้าถามมาได้ยังไงว่ามาจากชีวิตกู โสดจนเหี่ยวขนาดนี้ไม่น่าจะเดายากนะ

            “ผมก็ได้ไอเดียมาจากคนรอบตัว เพลงต่างๆ ที่ได้ฟัง หนังที่ได้ดู หรือหนังสือที่เคยอ่าน หลายอย่างเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการแต่งเพลงครับ”

            “ตอบแบบนี้แสดงว่าคุณชยินยังไม่มีแฟนใช่มั้ยครับ”

            “ใช่ครับ”

            “แล้วเคยมีความคิดว่าถ้าเกิดวันนึงคุณมีความรักกับใครสักคนขึ้นมาจริงๆ คุณอยากแต่งเพลงให้คนที่รักมั้ย”

            “แน่นอนครับว่าผมต้องทำแบบนั้น”

            “คุณเป็นคนมีพรสวรรค์ ถ้าหากได้รับงานแต่งเพลงเกี่ยวกับคนคนหนึ่งที่คุณไม่รู้จัก คุณจะแต่งได้มั้ย” ผมหันไปมองไอ้ศตวรรษ ก่อนคลี่ยิ้มอย่างคนเหนือกว่า

            ตั้งแต่ได้รู้จักมัน กูเกทับชาวบ้านเขาเก่งขึ้นมากเลย

            “ได้สิครับ อย่างเช่นคุณยุคนี่ผมก็แต่งให้ได้นะ เอาเป็นเพลงอกหักโดนทิ้งดีมั้ย” ใบหน้าคมเลิกคิ้วสูง ก่อนสวนกลับมาทันควัน

            “งั้นผมจะตอบแทนด้วยการเขียนเรื่องฆาตกรรมให้คุณเรื่องนึง คุณอยากตายศพแบบไหนขอมาได้เลย”

            “คุณเก็บความหวังดีเอาไว้ใช้กับตัวเองเถอะครับ”

            “ศพที่แล้วก็เคยพูดแบบนี้”

            “...”

            “ผมหมายถึงในหนังสือน่ะ”

            “เพลงก่อนหน้าที่ผมเคยแต่งพระเอกก็อกหักจนฆ่าตัวตายเหมือนกัน แย่เลย” จะไม่ยอมแพ้ ยังไงก็ต้องมีสักเรื่องหนึ่งแหละที่ผมชนะ “แต่ถ้าเป็นเคสอย่างคุณผมอาจจะแต่งให้ตายง่ายๆ เช่น สำลักนมสตรอเบอร์รี่ตาย”

            “เสียใจว่ะ”

            “ไม่อยากตายใช่ม้า”

            “ไม่น่ามาเจอคนติงต๊องอย่างคุณเลย มีที่ไหนพระเอกสำลักนมตาย” ก็มึงไงไอ้ฟายยยยยยย กูแช่งอยู่เนี่ยรีบตายๆ ซะ        

            “ผมสมมติมั้ยล่ะ”

            “เคๆ สมมติก็ได้”

            “...”

            “แต่ทำไมถึงทำหน้างออย่างนั้นอ่ะเรา”

            “ผมไม่ได้หน้างอ”

            “เถียงไม่ออกแล้วเหรอ”

            “เออ”

            “แพ้ซะละ”

            “เออยอม”

          “ขอโทษครับ”

            เจ้าตัวพูดแค่นั้นก่อนจะวางฝ่ามือไว้บนหัวของผมพร้อมกับขยี้ไปมา แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการกระทำแบบนี้มันทำให้ผมแพ้อย่างจริงจัง แพ้ราบคาบเหมือนทุกที...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            การสัมภาษณ์จบลงในเวลาต่อมา ไอ้ท็อปเริ่มเก็บสคริปต์ใส่กระเป๋า แต่สุดท้ายก็ไม่ลืมเอ่ยถามกับนักเขียนสุดกวนตีนที่กำลังจ้องหน้าผมอยู่ตอนนี้ด้วย

            “ก่อนแยกย้าย ผมอยากขออนุญาตนำรูปของคุณยุคใส่ลงในนิตยสารด้วยได้มั้ยครับ” คำถามนี้ไอ้ท็อปมันเคยถามผมแล้ว แต่เพราะผมไม่อยากเปิดเผยตัวตนเลยแก้ปัญหาโดยการตัดรูปพระเอกกับนางเอกเอ็มวีมาใส่แทน

            แต่รายนี้...

            “ได้ครับ ถ่ายตอนนี้เลยก็ได้” อุ๊แหม่...ดูเหมือนเป็นคนหวงตัวแต่สุดท้ายก็ไม่ใช่นี่หว่า

            ผมมองดูคนตัวสูงนั่งดึงปีกหมวกลงมาปิดหน้ามากขึ้น จากนั้นก็หยิบแมสก์สีดำมาใส่ตามสเต็ป ทำขนาดนี้มึงก็ไม่ต้องลงรูปหรอกไอ้ควาย เล่นปิดหมดโผล่มาเห็นแค่ลูกตา ถ้ากูเป็นคนอ่านคงนึกว่านี่คือบทสัมภาษณ์คนกรีดยางทางใต้มากกว่าจะเป็นนักเขียนอาชญากรรม

            “เอ่อคุณยุค ให้ผมถ่ายแบบนี้จริงๆ เหรอครับ”

            “อ้าว ไม่ได้เหรอครับ” เจ้าตัวถามเสียงเรียบ

            “ได้ก็ได้ครับ”

            สุดท้ายไอ้ท็อปก็ได้รูปนักฆ่าในสวนยางมาประกอบคอลัมน์อย่างสมบูรณ์

            “วันนี้สนุกมากเลยครับ”

            ดูมันพูดเข้า กูไม่สนุกกับมึงด้วยเลย

            สิบนาทีให้หลังเราต่างแยกย้ายคนละทาง เพื่อนรักต่างห้องเผ่นแน่บไปก่อนเนื่องจากมีงานต่อ ผมให้เลขบัญชีมันไปเรียบร้อยสำหรับโอนเงินค่าสัมภาษณ์ อย่างน้อยก็พอประทังชีวิตได้อีกหลายวัน

            ตอนนี้คงเหลือผมกับไอ้นักเขียนตัวสูงเท่านั้นที่กำลังลุกจากเก้าอี้ ก่อนกลับก็ไม่ลืมแวะจ่ายค่าเครื่องดื่มที่หน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งก็พบว่าคนขายาวกว่าเดินนำหน้าไปก่อนแล้ว ดังนั้นผมจึงทำได้แค่ยืนต่อคิวอยู่ข้างหลัง

            “ของคุณลูกค้า 80 บาทค่ะ” เสียงพนักงานพูดอย่างสุภาพ

            “คิดรวมของคุณผู้ชายที่มากับผมด้วยครับ”

            “เฮ้ยคุณไม่ต้อง ผมจ่ายเอง” ความรู้สึกเหมือนโดนข่มแบบนี้ใครจะยอม

            “นี่ผมไม่ได้จ่ายให้ฟรี”

            “ทำไม”

            “แลกกับการปลดบล็อก คุณบล็อกเบอร์ผม” ทำไมแสนรู้จังวะ

            “ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

            “ปลดบล็อกด้วยครับ”

            “หา”

            “ไม่ต้องทำหน้างง ไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่” ฉลาดไม่เกรงใจหมาที่บ้านแม่กูเลออออ

            “รู้ได้ไงอ่ะ”

            “ผมลองกดหาคุณในห้องน้ำ ไม่ยักกะติด”

            “จะเอาเบอร์ผมไปทำไมล่ะ ยังไงเราก็ไม่ได้เจอกันอยู่แล้ว”

            “คุณบอกว่าอยากต่อยกับผมหลังเซเว่นปิด”

            “พูดเล่นมั้ยล่ะ”

            “แต่ผมจริงจัง” แต่ละคำชัดๆ เน้นๆ จนน้ำลายแปะเต็มหน้า

            สุดท้ายก็จำต้องทำตามอย่างแย้งไม่ได้ ไอ้ศตวรรษทำหน้าพอใจ หลังจ่ายเงินเสร็จผมก็เตรียมรับอิสรภาพอย่างเต็มที่ จะติดก็ตรงกรรมเก่าแล่นเข้ามาแทรกแซงซะก่อน

            “ชยินคุณมายังไง”

            “นั่งรถไฟฟ้ามา”

            “กลับด้วยกันมั้ย”

            “ไม่ดีกว่า ผมเกรงใจ”

            “คอนโดคุณเป็นทางผ่านของผมอยู่แล้ว”

            “รู้ได้ไง”

            “ถามคุณท็อป” จบเห่ ไอ้เพื่อนนรก! “สรุปกลับด้วยกันนะ รถผมจอดอยู่นี่เอง” ว่าแล้วร่างสูงก็สาวเท้าตับๆ ไปยังรถยนต์สีดำคันหนึ่ง ไอ้ศตวรรษมันก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งนั่นแหละครับ ทำงานเป็นนักเขียน แต่งตัวเหมือนนักฆ่า ขับรถสัญชาติญี่ปุ่น และกินนมสตรอเบอร์รี่เหมือนชาวบ้านเขาทั่วไป

            เออ หรือคนธรรมดาจะไม่แต่งตัวเหมือนนักฆ่าวะ

            “ขึ้นมาสิ” เสียงทุ้มเอ่ย ก่อนผมจะได้สติจำใจแทรกตัวเข้าไปในรถยนต์ซึ่งมีน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นโคล่าอบอวลไปทั่วพื้นที่ ผมเกลียดกินนี้มากครับ ไม่ใช่เพราะมันเหม็นนะ แต่มันทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาทันที

            “คุณกลั้นหายใจทำไม”

            “เปล่า”

            “ไม่ชอบกลิ่นโคล่าเหรอ”

            “เวลาผมได้กลิ่นของกินทีไรผมจะหิว”

            “ดูเป็นคนมีปฏิกิริยากับทุกอย่างเนาะ เหมือนเด็กเลยคุณ”

            “ใครเด็ก”

            “คุณ”

            “ผมไม่เด็ก”

            “ส่วนผมก็ไม่เล็ก”

            “...”

            “เนี่ย ทำหน้างอแบบนี้เรียกนิสัยแบบเด็กๆ” ผมเม้มปากแน่น ไม่คิดโต้กลับเพราะถึงยังไงก็คงไม่ชนะอยู่ดี

            รถเคลื่อนตัวออกไป จากตรอกเล็กสู่ถนนสายใหญ่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ภายในรถของไอ้คุณยุคไม่มีของอะไรมากนักนอกจากหนังสือสองสามเล่มที่อยู่บนคอนโซล และวางระเกะระกะตรงเบาะหลังสมกับอาชีพของมัน

            “คุณชอบมูราคามิเหรอ” เห็นส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น

            “ใช่ ความจริงเรียกยุคเฉยๆ ก็ได้ คนกันเอง”

            ใครกันเองกับมึง กูไม่ได้อยากสนิทด้วยสักหน่อย

            “ผมก็ชอบมูราคามินะ” เพราะเดดแอร์ผลักดันให้ผมต้องพูด สุดท้ายก็หยิบเรื่องหนังสือเนี่ยแหละขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา

            “จริงดิ ปกติงานของเขาคนชอบก็ชอบไปเลย คนเกลียดนี่เกลียดเข้าไส้ แล้วคุณชอบเรื่องอะไร”

            “ก็เยอะนะ อย่าง Norwegian wood ก็ชอบ South of the border, west of the sun หรืออย่าง Sputnik sweetheart แบบนี้”

            “คุณเหงาใช่มั้ยเนี่ย”

            “ทำไม...” ทำไมมันรู้วะ

            “ก็เรื่องที่คุณชอบบรรยากาศมันโคตรเหงาเลย”

            “เหรอ อาจจะนิดหน่อยมั้ง แล้วคุณล่ะ”

            “ชอบทุกเรื่องที่คุณพูดมา หรืออาจจะมากกว่านั้น” เจ้าตัวยังคงจดจ่ออยู่กับการมองถนน ผมหยิบหนังสือของมูราคามิเล่มหนึ่งขึ้นมาดู มันชื่อ 1Q48 ซึ่งผมยังไม่เคยอ่าน

            “เล่มนี้ดีมั้ย”

            “มีสามเล่มจบ แต่ไม่ทำให้รู้สึกเหงาแล้วกัน”

            “มีเล่มไหนแนะนำอีก เผื่อตามไปซื้อ”

            “ทั้งหมดอ่ะ”

            “หายากฉิบหาย ฉบับภาษาอังกฤษบางเรื่องยังไม่มีขายในไทยเลย”

            “ก็คุณมันกากไง” เอาอีกละ กวนตีนมันเข้าไป

            เราเงียบไปอึดใจหนึ่ง กระทั่งตัดสินใจพูดต่อ

            “ที่ให้สัมภาษณ์ไปอ่ะจริงเหรอ แบบ...หน้าตาอย่างคุณแต่ยังโสดอยู่” ถามไปเพราะคาดหวังกับตัวเอง ขนาดไอ้คนข้างๆ หน้าตาดีขนาดนี้ยังไม่มีเมีย แล้วอย่างผมจะหาได้เมื่อไหร่เชียว

            ไม่ต้องแก่ตายไปพร้อมกับความเหงาเหรอวะ

            “อืม”

            “จริงดิ หน้าตาก็ดีสงสัยอันนั้นเล็กแน่ๆ สาวเลยไม่ชอบ” ผมแซวเล่นขำๆ

            “อยากลองมั้ยเล่า”

            “คุณเก็บไปลองกับคนที่ใช่เถอะ” กูขนลุก “แต่บางทีคนที่ใช่นี่มันก็หายากเหมือนกันนะ” มาแล้วครับความเหงา จากกันไปแป๊บเดียวก็กลับมาทักทายอีกจนได้

            “ไปขอศาลเจ้าสิ”

            “คนนะไม่ใช่แม่ย่านาง”

            “อย่าคิดมาก บางทีเนื้อคู่อาจจะรอคุณอยู่ที่ทางสามแพร่งก็ได้นะ”

            “เอ่อ...ทางช้างเผือกมั้ยครับ”

            มันหลอกด่ากูอยู่ป่ะวะ

            “เออใช่ๆ ทางช้างเผือก” แหม รีบแก้ตัวเลยนะพ่อคุณ

            “แล้วช่วงนี้เขียนนิยายเหรอ มีเร่งปิดต้นฉบับมั้ย”

            “ไม่อ่ะ ผมอยากเขียนเมื่อไหร่ก็เขียน อยากหยุดเมื่อไหร่ก็หยุด บางวันอยากออกไปดูหนังก็ดู หรือบางวันอยากนอนโง่ๆ อยู่ที่ห้องก็แค่นอน”

            “ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยคิดอะไรเลยเนาะ” ต่างกับกูมาก เหงาประจำจนบางครั้งก็ต้องออกไปเที่ยวเพื่อคลายความรู้สึกนี้อยู่บ่อยๆ

            “ชีวิตก็แค่นี้ จะคิดอะไรให้มากความ ว่าแต่คุณเถอะ แต่งเพลงเป็นไงบ้าง”

            “ก็ดี”

            “ไม่ใช่กำลังว่างงานใช่มั้ย” โอ้โห! ตรัสรู้กูไปอี๊กกกกกก

            “ไม่นะ ทำแบบชิลๆ เหมือนคุณไง ว่าแต่ช่วงนี้ดูหนังอะไรบ้าง ผมดูช้าหน่อยแต่อยากบอกว่า Blade runner 2049 สุดยอดมาก” ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องให้เร็วที่สุด ก่อนอีกฝ่ายจะรู้ความจริง

            “ชอบเหมือนกัน”

            “เฮ้ยจริงเหรอ”

            “ใช่ ยิ่งตอนโทนี่สตาร์คเหาะตีคู่กับสไปเดอร์แมนนี่ยิ่งชอบ”

            มึงไปดูเบลดรันเนอร์ที่โลกหน้าสินะ

            คุยกับไอ้นักเขียนคนนี้ไม่เคยได้สาระอะไรเลยนอกจากความกวนประสาท ปวดหัวจนอยากขอพาราสักสองเม็ดแล้วหลับไป

            “เดี๋ยวใกล้ถึงแล้ว ให้ผมเลี้ยวเข้าคอนโดคุณเลยนะ”

            “จริงๆ จอดข้างหน้าก็ได้เดี๋ยวผมเดินเข้าไปเอง”

            “ไม่อ่ะ จะไปส่งข้างใน”

            แล้วมึงจะถามกูทำหอกอะไรเนี่ย

            “คุณจอดตรงนี้เลย” รถเลี้ยวเข้ามาจอดถึงหน้าคอนโด ผมปลดเข็มขัดนิรภัยจากนั้นก็หันไปขอบคุณเจ้าของรถอย่างมีมารยาท “ขอบคุณครับที่มาส่ง”

            “คุณอยู่ห้องไหน” เอาแล้วไง มึงเป็นโจรในคราบนักเขียนหรือเปล่าวะศตวรรษ

            “จะ...จะรู้ไปทำไม”

            “ก็แค่อยากรู้”

            “งั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องบอก”

            “ผมไม่ไปบอกให้ใครมาดักปล้นคุณหรอกน่า”

            “ผมอยู่ชั้นสิบเจ็ด”

            “ห้องอะไร”

            “ผมจะได้อะไรจากการบอกคุณในครั้งนี้ครับ”

            “คุณจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากต้องตอบคำถามผมเท่านั้น”

            “ถ้าอย่างนั้นยิ่งไม่จำเป็นต้องบอก”

            “งั้นแลกกัน ผมอยู่คอนโด GF ห้อง 2108”

            “ผมไม่ได้อยากรู้มั้ย”

            “ไม่รู้ล่ะ ผมบอกคุณไปแล้ว แลกกัน” เชี่ยแม่งเล่นจ้องกูซะเขม็งเลย อยากลงรถไปก็ไม่สามารถทำได้เพราะประตูถูกล็อกอยู่ พอจะเอื้อมไปกดเปิดเองก็ถูกมือหนายึดเอาไว้แน่น

            นี่กูกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรวะเนี่ย

            “คุณจะบอกเลขห้องผมดีๆ หรือจะให้ผมโชว์ควงเอว 4G ในรถคันนี้ครับ” เขร้!! กูไม่สู้

            “เออๆ บอกก็ได้ ห้อง 1714 พอใจหรือยัง”

            “ก็แค่เนี๊ยะ”

            “แล้วผมลงไปได้ยังล่ะ”

            “เดี๋ยว เหลืออีกคำถามนึง”

            “รีบเลยคุณ ผมจะขึ้นไปทำงานของตัวเองต่อ” ขืนอยู่ยาวเกรงว่าใครบางคนจะตายเป็นศพอยู่ในรถคันนี้เข้า และแน่นอนว่าฆาตกรคือกูเอง

            “ชื่อของคุณอ่ะ ชยินหมายถึงอะไร”

            “ทำไม”

            “แปลกดี ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

            “หมายถึงชัยชนะ”

            “แล้วเกิดมาเคยชนะอะไรบ้าง”

            “ทุกอย่างยกเว้นคุณ พอใจยัง” ผมมองหน้าเหมือนหาเรื่อง จริงๆ ตั้งแต่เจอกันผมก็ไม่เคยเถียงชนะอีกฝ่ายเลยสักครั้ง

            “ทำไมต้องประชดผมด้วยเนี่ย”

            “ผมไม่ได้ประชด นี่พูดความจริงเลย”

            “ส่วนผมชื่อศตวรรษ”

            “คุณเคยบอกแล้ว”

            “แปลว่าพ่ายแพ้”

            “ตลกละ”

          “แพ้ให้ชยิน”

            “...!!

            “ก็ชื่อคุณหมายถึงชัยชนะไม่ใช่เหรอ ก็ต้องชนะทุกอย่างสิ”

            โอ้โหกูตายแป๊บ

            “ไปได้แล้วจะทำงานไม่ใช่หรือไง” และผมก็ถูกเฉดหัวลงจากรถ ก่อนยานพาหนะสี่ล้อจะเคลื่อนตัวออกไปไกลเรื่อยๆ จนลับสายตา สองเท้ายังยืนอยู่ที่เดิมเพื่อหาความหมายของชื่อ

            ผมขออนุญาต

            ยืนงงอยู่ตรงนี้...พร้อมกับคำถามที่ว่า

            ชยินชนะทุกอย่างจริงๆ เหรอ ก็เห็นอยู่ว่าผมแพ้มาตลอด อย่างน้อยก็แพ้ให้คนชื่อศตวรรษคนนึงล่ะ เฮ้อ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.446K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3696 softless (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 00:10
    กี้ดดดดดดทำไมฉันเขินอย่างนี้ๆๆๆๆ
    #3,696
    0
  2. #3684 Suchawaandee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 14:32
    คุณยุค จีบใช่มั้ยยย เราดูออก
    #3,684
    0
  3. #3677 kulwaree2547 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 22:08
    อันนี้คือจีบป่ะหรือว่าไง555555
    #3,677
    0
  4. #3665 ยอมแล้วพี่หมี (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 21:53
    งู้ยยยยยย เขาจีบกันแล้วแม่
    #3,665
    0
  5. #3649 rattanalak44 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 17:51
    เฮ้ย..นี่เรียกว่าจีบมั้ย555
    #3,649
    0
  6. #3623 May Ling Pcm (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 14:23
    เจอครั้งแรกก้ยอมแพ้เค้าซะละ เมพยุค 55555
    #3,623
    0
  7. #3598 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 03:34

    พออ่านๆไปก็นั่งหัวเราะอยู่คนเดียวรู้ตัวก็ปาไปตีสามนึกว่าสี่ทุ่มตีสามครึ่งแล้วเหรอเฮ้อดึกไปไม๊

    Take care คับ

    #3,598
    0
  8. #3583 ?bew? (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 20:27

    กวนโอ๊ยยยที่สุด แต่น่าร็อคคอ่าา

    #3,583
    0
  9. #3542 imissyousobad (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 06:34
    ใจหวิวเลยแม่เอ้ยยย อยากได้ท่านดยุคเปงพ่อออออออ
    #3,542
    0
  10. #3541 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 23:51
    แง555555555 ต่อยกันเรยรู้ก55555555
    #3,541
    0
  11. #3539 Mookkeeeee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 13:48
    มันเขินไปหมดเลยอ่าาา
    #3,539
    0
  12. #3527 Nam_127 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 00:21
    ช่วงนี้คือตามอ่านนิยายพี่จิตติแบบบ้าคลั่งระหว่างรอพี่ไฟฟ้าอัพก็อ่านเรื่องนี้ อิตาพี่ยุคโคดกวนตีนชอบบบ
    #3,527
    0
  13. #3525 Saaree6612 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 13:26
    แพ้ให้ชนินนน อร้ายยย เขินนน
    #3,525
    0
  14. #3521 iko_nuch (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 10:05
    เขินนนน
    #3,521
    0
  15. #3504 Londar (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 02:18
    โอ๊ยยยคุณศตวรรษหยอดแรงงงง
    #3,504
    0
  16. #3491 benzsu best (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 11:59
    โง้ยยยยยยยยยย

    พระเอกกวนตรีนมากแต่มัรก็ทำชั้รเขิน เขารุกแบบมึนๆอ่ะ
    #3,491
    0
  17. #3481 samsam4499 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 15:06
    อ่านเรื่องนี้ นึกถึงคู่ มีนกับแปลน
    #3,481
    0
  18. #3476 Chanom313 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 23:28
    ตายเเบบสุดขิตค่ะ คุณจิตติ
    #3,476
    0
  19. #3473 stxk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 01:03
    เขินไม่ไหวㅠㅠ
    #3,473
    0
  20. #3467 namkhang43 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 14:41
    ไม่ๆๆๆนะๆ
    #3,467
    0
  21. #3464 Atchyfone (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 01:17

    ทำไมเขินตอนสุดท้าย งื้ออ

    #3,464
    0
  22. #3435 Masxy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 21:08
    โง่หั้ยหลอกด่าไล่ต้อนจริงๆ ขำ555
    #3,435
    0
  23. #3422 Deuxnxay (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 17:03
    ทำไมเขารุกแรงมากแม่ แรงมากกกก....... ความกวนตีนสูง 5555
    #3,422
    0
  24. #3406 Stampzzz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 17:23
    โอ๊ยยย เขินมาก ยอมความกวนตีนของยุคจริงๆ -หมีใหญ่
    #3,406
    0
  25. #3401 mild5219 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 23:25
    maze runner
    #3,401
    0