MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 17 : 16 :: Musician . Solitude . Novelist (end)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34,737
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,502 ครั้ง
    3 ส.ค. 61




ตอนที่ 16

Musician . Solitude . Novelist

 

            “หงุดหงิดอะไร”

            “คนเขียน No name ไม่ยอมมาต่อนิยายอ่ะ”

            “แล้วต้องทำหน้ายุ่งขนาดนั้นเลยเหรอ”

            “บทกำลังจะพีคน่ะ คุณไม่เข้าใจหรอก” ผมบ่นกระปอดกระแปด นั่งเลื่อนจอมือถือเพื่อเช็กความเคลื่อนไหว สุดท้ายก็พบว่าคนเขียนคนนั้นไม่เคยมาต่อนิยายอีกเลย

            “ผมก็เป็นคนเขียนนิยายทำไมจะไม่เข้าใจ แต่ช่วยกินข้าวให้หมดก่อนได้มั้ยค่อยทำอย่างอื่น” บ่นเป็นพ่อกูเลยครับ ถามว่ากล้าท้าทายมั้ย พูดได้เต็มปากเลยว่า...ไม่!

            วางมือถือลงแล้วจ้วงข้าวใส่ปากนี่งานถนัด จะไม่เถียงให้เสียเวลา นึกถึงตอนทะเลาะกันทีไรมันเจ็บหัวใจทุกที เพราะไม่ง่ายเลยที่ผมจะผ่านแต่ละวันมาได้ ดังนั้นจึงต้องยอมหักยอมงอบ้างเพื่อชีวิตจะได้ดีขึ้น เห้อม

            “วันนี้ออกไปทำงานข้างนอกด้วยกันมั้ย” คนตรงหน้าเอ่ยถาม

            “อ่า...ผมคิดว่าไม่ พอดีเพลงเสร็จแล้วน่ะเลยอยากเอาไปอัดที่สตู”

            “ไม่เห็นคุณเคยบอกเลยว่าแต่งเสร็จแล้ว”

            “ก็บอกนี่ไง”

            “งั้นเดี๋ยวผมไปส่ง”

            “นั่งรถไฟฟ้าไปได้น่า”

            “เดี๋ยวผมไปส่ง”

            “มันจะรบกวนคุณเปล่าๆ”

            “เดี๋ยวผมไปส่ง” จบกัน เถียงสู้ไม่ได้ก็จำเป็นต้องล่าถอย

            เรากินอาหารเช้าตัวด้วยเสร็จ ยุคล้างจาน ผมเช็ดโต๊ะ สายๆ หน่อยเขายัดแล็ปท็อปใส่กระเป๋า จากนั้นก็พาผมไปส่งถึงค่ายเพลง ส่วนตัวเองก็ปลีกวิเวกไปทำงานที่คาเฟ่สักแห่งเหมือนที่มักทำประจำ

            “ลมอะไรหอบมาวะเนี่ย จริงๆ ส่งงานทางเมลก็ได้มึงจะได้ไม่เหนื่อย” โปรดิวเซอร์หน้าประจำที่ร่วมงานมาตั้งแต่ยังแบเบาะอย่างพี่เกมทักขึ้น ผมยิ้มให้เขา วางกระเป๋าลงแล้วถามหน้าอ้อนนิดหน่อยเผื่อแกจะได้เห็นใจ

            “คือพอดีจะมาขอใช้ห้องอัดหน่อยอ่ะครับ”

            “ห้องอัด? เดี๋ยวนะ มึงจะเอาดีทางด้านนักร้องแล้วเหรอ เฮ้ยดีเลยแม่งปั้นง่าย หน้าอย่างมึงนี่ไม่นานก็ดัง แฟนคลับตรึมจนซื้อบ้านซื้อรถได้ตั้งแต่ปีแรกแน่” เอ่อ...พูดไปนิดเดียวแกรัวมาเป็นกลองยาวเลยครับ

            “ผมไม่ได้จะเป็นนักร้อง แค่เอาเดโม่มาให้พี่ฟังแล้วขออัดเสียงให้มันดีขึ้นนิดหน่อย”

            “อ้าว อะไรยังไงกูงงไปหมด”

            “คือเพลงนี้ผมไม่ได้กะขายให้ค่ายน่ะ”

            “ไอ้น้องเวร มึงจะเอาไปให้ค่ายอื่นเหรอวะ”

            “ไม่ใช่นะพี่ คือ...ผมแต่งเพลงให้คนๆ นึง เลยอยากให้เป็นของขวัญน่ะ”

            “อ๋อ เก็ตละ งั้นมึงเอาเดโม่มาให้กูฟังหน่อย อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง” ผมยื่นแผ่นซีดีที่อัดเสียงเอาไว้คร่าวๆ ให้กับเขา พี่เกมรับไปเปิดฟังเงียบๆ ก่อนจะเงยหน้ามองผมด้วยท่าทางที่ดูแปลกไปเล็กน้อย

            “โคตรเพราะเลยชยิน กูว่าเพลงนี้ดังชัวร์ ขายให้ค่ายเถอะ สาบานได้ว่าผู้บริหารเคาะแน่ๆ บางทีอาจได้เรทที่มากกว่าค่าตัวปกติของมึงก็ได้” เจ้าตัวพูดตาเป็นประกาย แต่ใจผมนี่สิที่เริ่มห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ

            เป็นคนขี้ใจอ่อนด้วยไง โดนใครยุหน่อยล่ะใจเหลวทันที ยิ่งเอาเงินมาล่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปกติติดสปีดสี่คูณร้อยตอบตกลงไปทันที ทว่าคราวนี้ไม่เหมือนกัน...

            “ผมคิดเอาไว้แล้วว่าจะไม่ขายครับ”

            “เหอะน่า มึงก็ขายให้ด้วย แล้วก็ส่งไปเป็นของขวัญให้คนพิเศษของมึงด้วยไง”

            “ผมไม่อยากได้เงินครับ” ถึงช่วงนี้จะอดอยากปากแห้งไปบ้าง เชื่อว่าในอนาคตผมจะสามารถเขียนเพลงได้อีกเป็นสิบเป็นร้อยเพลงเพื่อหาเงินประทังชีวิต แต่เพลงๆ นี้มันจะเขียนอีกเป็นครั้งที่สองหรือสามไม่ได้แล้ว ต่อให้หาเพลงใหม่ที่ตั้งใจยังไงมันก็แทนกันไม่ได้อยู่ดี

            มันอยู่ที่ความรู้สึก ณ ขณะนั้นมากกว่า

            “โคตรดื้อเลยมึงอ่ะ ปกติไม่เป็นแบบนี้ ถามหน่อยมึงแต่งให้ใคร” พี่เกมถามอย่างสงสัย ผมเองก็ไม่ได้ปิดเป็นความลับอะไรเลยบอกไปตรงๆ

            “ให้คนรักครับ”

            “อ่า ใช่คนที่ทำมึงอกหักจนหนีงานหนีการป่ะ หรือว่านี่คนใหม่”

            “เปล่าครับ เป็นคนเดียวกัน พอดีว่าเข้าใจผิดนิดหน่อยเรื่องมันเลยบานปลาย”

            “แฟนมึงคงจะดีใจเนาะ เอาเถอะในเมื่อไม่อยากขายก็เรื่องของมึง” เขาลุกจากเก้าอี้ทำงาน เดินไปหยิบกุญแจห้องอัดเสียงแล้วโยนมาให้อย่างไม่ถนอมนัก “รีบอัดรีบไป”

            “ผมต้องจ่ายค่าห้องเท่าไหร่”

            “ประสาทน่า งานนี้ไม่มีเก็บตังค์ ถือว่ากูช่วยเป็นค่าพยานรักให้มึงทั้งสองคนแล้วกัน”

            “หูยยยยยย โคตรใจว่ะ”

            “ใจขนาดนี้ก็ขายเพลงให้ค่ายเถอะ”

            “เอ่อะ!” กูไม่น่าพูดเลย ผมรีบเดินดุ่มๆ โดยไม่หันกลับไปมองด้านหลัง ไม่คิดเลยว่าจะถูกเรียกเอาไว้ซะก่อน

            “ชยิน”

            “คะ...ครับ” บอกตามตรงว่ากลัวโดยตื๊อให้ลำบากใจฉิบหาย

            “กูอยากให้มึงอัพโหลดเพลงนี้ลง Youtube ดู อย่างน้อยคนจะได้ฟังในสิ่งที่กูได้ยิน มันไม่ใช่ธุรกิจแต่เพลงดีๆ ก็สมควรให้คนอื่นได้ฟังบ้าง”

            “จะลองกลับไปคิดดูครับ”

            ผมใช้เวลาทั้งวันในการอัดเสียง เริ่มตั้งแต่เล่นกีตาร์ จากนั้นก็มาร้องซ้ำซากวนเวียนอยู่ในท่อนเดิมๆ จนกว่าจะพอใจ สุดท้ายเพลง ไม่เคยลืมเลือนก็จบลง

            ไม่มีมิวสิกวิดีโอ ไม่มีการเผยแพร่โฆษณาหรือโปรโมท มีแต่เสียงของผมและกีตาร์ที่อยากสื่อให้ใครคนหนึ่งได้ฟังเท่านั้น โรแมนติกป่ะ ชีวิตไม่เคยทำอย่างนี้ให้ใครเลยนะเว้ย

            นายศตวรรษควรภูมิในตัวผม

            ช่วงเย็นคนตัวสูงถ่อมารับที่หน้าตึก ผมขอบคุณพี่เกมเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่แกก็ยังหาเรื่องมาส่งผมถึงรถเพื่อจะได้ดูหน้าสารถีที่ขับรถมารับอย่างเต็มตา

            “ฮั่นแน่! ฮั่นแน่! กิ๊กกับนักเขียนทำไมไม่บอกกู” แม่งรู้จักไอ้ยุคด้วย จะบ้าตาย

            “พี่เลิกล้อเถอะน่า ผมกลับแล้วนะ”

            “ฮั่นแน่ เขินเหรอ”

            “โว้ย ไม่เถียงกับพี่แล้ว กลับล่ะ!” ว่าแล้วก็โบกมือหยอยๆ แล้วสับเท้าเข้าไปในรถซึ่งมีกลิ่นอายเดิมๆ ที่แสนคุ้นเคย ใบหน้าหล่อเหลาหันมามองเสี้ยวหนึ่ง เขายื่นถุงขนมมาให้แล้วบอกอย่างใส่ใจ

            “กินซะ ดูเหมือนจะไม่ได้กินอะไรทั้งวัน”

            “คุณรู้ได้ไง” แม่งนั่งทางในมาเสือกกูแน่ๆ

            “มองตาก็รู้แล้วคุณ ไม่เคยจะดูแลตัวเองอ่ะ”

            “คุณกลับไปทำของกินอร่อยๆ ให้ผมกินที่ห้องหน่อยสิ” ผมพูดเป็นเสียงอ้อนๆ  

            “เด็กน้อยนี่มันเด็กน้อยจริงๆ แต่ก่อนกลับห้องผมต้องแวะไปที่นึงก่อน”

            “ที่ไหนอ่ะ”

            “เดี๋ยวคุณก็รู้เอง”

            แล้วผมก็ได้คำตอบในที่สุดเมื่อเราทั้งคู่กำลังเดินเข้ามาในร้านหนังสือมือสอง เป็นร้านเก่าๆ ที่ไม่มีคนเลยนอกจากเจ้าของร้านที่ดูจะสูงอายุมากแล้ว หนังสือมากมายมหาศาลกองทับกันเป็นตั้งๆ ไปจนถึงเพดาน ผมอดทึ่งกับภาพที่เห็นไม่ได้เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่จะก้าวเข้ามาในร้านหนังสือมือสองแบบนี้

            “คุณอยากได้อะไร” ผมตั้งคำถาม

            “หนังสือ”

            จ้า ใช่แล้วจ้า มาร้านหนังสือมึงคงมาถามซื้อลาบหมูไปแดกอยู่หรอก

            “หนังสืออะไร”

            “ของมูราคามิ” ถึงกับต้องชะงักเท้า คว้ามือคนตรงหน้าเอาไว้จนเจ้าตัวต้องหันกลับมามอง

            “ที่ห้องเรามีแล้ว”

            “ยังไม่มี Hear the wind sing นั่นเป็นเล่มแรกของเขา และเป็นเล่มสุดท้ายของคุณในปีนี้” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมา พาเอาความรู้สึกอิ่มเอมอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาเนิ่นนานให้หวนกลับมาอีกครั้ง

            ความจริงผมแทบจะลืมไปด้วยซ้ำว่ายังขาดหนังสือเล่มสุดท้ายของมูราคามิ นับตั้งแต่วันที่บากหน้าไร้ยางอายไปขอเขาถึงหน้าห้องจนได้รับการปฏิเสธ ผมก็ไม่นึกถึงมันอีกเลยจนกระทั่งวันนี้

            “ความจริงถ้ามันหายากคุณไม่ต้องเหนื่อยหามาให้ผมก็ได้”

            เขาเดินไปตามกองหนังสือมากมายมหาศาล เอื้อมมือแตะไปตามสันเหล่านั้นพร้อมกับตอบเสียงเอื่อย

            “ทุกครั้งก่อนผมแวะไปที่ห้องคุณ ผมจะตามหาหนังสือเล่มที่อยากได้มาเก็บไว้ก่อน เคยคิดเหมือนกันว่าคุณจะชอบมั้ย แต่มันคงดีถ้าเราได้มาเลือกด้วยกันสักครั้ง”

            “ผมชอบหนังสือทุกเล่มที่คุณให้”

            “ทั้งที่บางเล่มยังอ่านไม่จบอ่ะนะ” คำพูดที่เจือไปด้วยเสียงหัวเราะผลักให้ผมเกาหัวแกรก

            “ก็อ่านจบเดี๋ยวคงชอบเอง”

            อีกฝ่ายคว้าข้อมือให้เดินตามไปในซอกหลืบของหนังสือนับพันเล่ม ดูเหมือนเขาจะรู้ว่างานเขียนของใครอยู่มุมไหน จากนั้นก็ดึงเอาหนังสือหน้าปกสีดำ abstract เล่มหนึ่งออกมา

            มันเขียนว่า ‘Hear the wind sing : Haruki Murakami’

            “ได้แล้วเด็กน้อย มันเป็นของคุณ” เขายื่นให้กับมือ ผมถือไว้ก่อนเดินซอกแซกออกไปยังชั้นหนังสือโดยที่เรายังจับมือกันอยู่

            “ทำไมคุณถึงต้องเลือกงานของมูราคามิให้ผม” ครั้งหนึ่งเราเคยคุยกันนานแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะความเหงาที่ทำให้เราตกหลุมรักในงานของใครสักคน

            “ความจริงคุณอาจจะรู้คำตอบดี”

            “ผมแค่อยากฟังความคิดเห็นจากคุณ”

            “งานของเขาแปลกประหลาด ใช้คำนี้น่าจะถูก แต่มันก็คืออัตลักษณ์ที่ใครคงไม่เหมือน ตัวเอกในเรื่องส่วนใหญ่จะเหงา ไม่เหงาก็โดดเดี่ยว เป็นคนธรรมดาที่อยู่ในโลกวุ่นวาย ส่วนนางเอกของทุกเรื่องก็ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ทุกคนต่างมีข้อบกพร่อง จริงๆ มันเหมือนกับคุณ”

            “แน่นอนสิ ผมนี่ไกลจากคำนี้มากเลย จนมากด้วย”

            “แต่ในความไม่เฟอร์เฟ็กต์ของทุกคนบนโลก ผมชอบคุณที่สุด”

            “...”

            “วันที่เจอกัน เราต่างเคยชินกันความเหงาด้วยกันทั้งคู่เลยไม่อยากหนีจากมันเหมือนคนอื่นๆ คุณมีความสุขในโลกของตัวเอง ผมก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าวันนั้นคุณแค่ทำให้ผมอยากหนีออกมาจากโลกที่เป็นอยู่แค่นั้นเอง”

            “นี่เป็นคำบอกรักป่ะ” ทำไมถึงรู้สึกว่ามันหวานเกินกว่าจะเป็นคำอธิบายเหตุผล

            “ถ้านี่เป็นคำบอกรัก คุณคงนับมันไม่ได้แล้วเพราะผมบอกคุณไปเยอะมาก”

            “...”

            “หน้าแดง”

            “เปล่า”

            “หิวหรือยัง กลับไปกินข้าวเถอะ”

            หนังสือถูกวางลงบนเคาน์เตอร์สีขาวเก่ากลางใหม่ ธนบัตรแบงค์ร้อยสองใบถูกวางลงบนโต๊ะ เรากลับเข้ามาในรถ ผมกอดหนังสือเล่มสุดท้ายที่ได้รับจากเขาเอาไว้แนบแน่น

            ขณะรถเคลื่อนตัวออกไป ผมจดจำทุกคำพูดของเขาจนสลักเอาไว้ในความรู้สึก

            เพราะเขา...ผมถึงทิ้งความกลัวทุกอย่างแล้ววิ่งออกมาจากโลกของตัวเอง เพื่อลองใช้ชีวิตในโลกของเขา ไม่ว่าสุขหรือเศร้า ผมในตอนนี้ก็ผูกพันกับโลกใบใหม่

            จนไม่อยากกลับไปในโลกเดิมๆ ที่เคยอยู่อีกแล้ว...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ข่าวดีแรกของวันนี้คือผมสามารถอัดเพลงที่แต่งได้จนเสร็จภายในวันเดียว

            ข่าวดีที่สองคือการที่ยุคพาผมไปซื้อหนังสือเล่มสุดท้ายของมูราคามิที่ยังขาดไป

            และข่าวดีที่สาม...นิยายเรื่อง No name ที่เขียนโดย No name กลับมาอัพเดตอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานจนรู้สึกหงุดหงิด

            ใครบอกว่า 25 คือปีชงกัน ตอนนี้ผมมองเห็นความโชคดีหลังผ่านเรื่องแย่ๆ มาทั้งหมดแล้ว

            “ยิ้มอะไร” คนตัวสูงถามขึ้น เขายืนอยู่ตรงปลายเตียง มือข้างหนึ่งถือผ้าขนหนูพยายามเช็ดหัวตัวเองไปมา ขณะที่ผมอยู่ในชุดนอนและพร้อมหลับได้ทุกเมื่อ ถ้าไม่ติดว่าคนเขียนคนนั้นไม่โผล่มาซะก่อน

            No name มาต่อแล้ว เนี่ยเพิ่งเห็น เพราะอัพไปเมื่อชั่วโมงก่อน”

            “เดี๋ยวนี้ต้องจริงจังขนาดนั้น”

            “คนกำลังติดน่าคุณ เห็นเขาบอกว่าอีกไม่กี่ตอนก็จบแล้ว ใจหายเลย”

            “มีเรื่องใหม่มาแนะนำ คุณกระต่ายน้อย Lovely Bunny เห็นคร่าวๆ ว่าคุณใส่ชุดเมด โคตรน่าหยิกก้นเลย”

            “แม่ม...”

            คนกำลังอารมณ์ดียังมาหลอกให้กูโมโหอีกนะ ผมไม่ชอบที่ตัวเองทำอะไรน่าอายแบบนั้น ไม่ว่าจะท้องได้ เป็นกะหล่ำปลี ใส่ชุดเมด หรือทาสเซ็กซ์สุดสยิว อีกอย่างก็กลัวว่าคนอื่นจะติดภาพนั้นจนพาลให้ไม่อยากฟังเพลงที่ผมแต่งเข้าไปอีก

            “โอเคไม่กวนละ คุณอ่านนิยายให้มีความสุขเถอะ”

            “ยุค มานี่” เขาหันมามองผมแบบงงๆ “จะเช็ดผมให้ เดี๋ยวคุณไม่สบาย”

            “รู้สึกดีเลยที่คุณเห็นผมสำคัญกว่านิยายที่กำลังรออ่าน” กูล่ะอยากเบะปากใส่ ตัวละครในจินตนาการมันจะสู้ตัวจริงได้ไง ถึงแม้ไอ้ตัวจริงมันจะกวนตีนฉิบหายก็ตาม

            “มันสนุกมากเหรอโนเนมเนี่ย” กายสูงคลานขึ้นมาบนเตียง ผมเอื้อมมือไปรับผ้าขนหนูสีขาวพร้อมกับเริ่มต้นเช็ดผมอีกฝ่ายอย่างเบามือพลางตอบคำถาม

            “สนุกนะ เท่มากๆ ด้วย ไม่มีฉากเซ็กซ์เลย”

            “เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

            “รอจบก่อนผมถึงค่อยเล่า”

            “แล้วถ้าเขาไม่มาต่อจนจบล่ะ”

            “คุณก็อย่าพูดสิ เดี๋ยวแม่งก็เป็นจริงหรอก” ยิ่งกลัวๆ อยู่ด้วย “แถมคนในแท็กยุคยินก็ยังติดกันงอมแงม ถ้าคนเขียนหายไป รับรองว่าต้องมีการสืบหาตัวเพื่อจะไปบึ้มระเบิดถึงหน้าบ้านแน่”

            “หวังว่าเขาจะมาต่อจนจบแล้วกัน”

            “ยุค”

            “หืม...”

            “คืนนี้...คืนนี้ถ้ารู้สึกไม่ดีบอกผมนะ” มีเรื่องหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวมาหลายวันและไม่เคยสลัดออกได้สักที ผมครุ่นคิดจนแทบเอาตีนก่ายหน้าผาก บางคืนหรือตอนเช้าเวลาที่ต้องเห็นเขาทรมานแล้วมันก็เลยรู้สึกไม่ดีไปด้วย

            ไอ้นี่มันหื่นกามครับ แค่เห็นหน้าผมแม่งก็บอกว่าเกิดอารมณ์ละ บ้าบอคอแตก

            และทุกคืนเราก็ผ่านไปแบบทุลักทุเล ไม่เขาหนีเข้าห้องน้ำ ก็กอดผมไว้แน่นจนกว่าจะหลับไป ผมไม่เคยช่วยเขาเลยสักครั้ง อาจเพราะเจ้าตัวเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมท่าเดียวเรื่องถึงได้จบลงแค่นั้น

            “ยังไง” เขาเงยหน้าถาม ไม่นานก็ทิ้งตัวลงนอนบนตักอย่างเนียนๆ

            “คือว่า...ผะ...ผมใช้มือเก่งมาก”

            “รู้ได้ไงว่าตัวเองเก่ง”

            “ไม่รู้ล่ะ บางทีอาจทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น”

            “แค่ได้นอนกอดคุณมันก็รู้สึกดีแล้ว” ไม่ใช่ของขึ้นหนักกว่าเดิมเหรอวะ

            “ตอนนั้นที่เราปล่อยให้มันเกิดขึ้น มันไม่ได้แย่ซะทีเดียว ผม...ผมไม่ได้เจ็บขนาดนั้น แล้วคือจริงๆ ก็รู้สึกดีด้วย” จู่ๆ หน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีที่พูดประโยคแสนทะลึ่งตึงตัง อาจเพราะอยู่ด้วยกันสองคนด้วยล่ะมั้งถึงได้เอาความกล้าทั้งหมดที่มีออกมาใช้

            “เด็กน้อย คุณอาจต้องใช้เวลา”

            “ผมไม่เข้าใจ”

            “เราต่างยินยอมให้มันเกิดขึ้นก็จริง แต่ความรู้สึกของคุณตอนนั้นมันไม่ดีเท่าไหร่ แถมผมก็เป็นฝ่ายเอาเปรียบคุณ ผมอยากให้เซ็กซ์ของเราเกิดจากความรักและความพร้อมของคุณจริงๆ ไม่อยากให้คุณฝังใจและเจ็บกับความรู้สึกในวันนั้นอีก”

            “ผมไม่เป็นไร”

            “แน่นอนคุณจะไม่เป็นไร แต่วันนี้ผมขอนอนหนุนตักคุณสักชั่วโมงได้มั้ย”

            “อือ”

            “คุณอ่านนิยายต่อได้” เขาบอกอีก

            “ได้เหรอ กลัวทำมือถือตกใส่ดั้งคุณ ครั้งก่อนก็เขียวเลย”

            “อ่านไปเถอะ ตกอีกเดี๋ยวด่าเอง” เป็นแบบนี้ประจำแหละครับ รอยถูกต่อยจากไอ้ริวหายไป รอยใหม่จากผมก็เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อยๆ

            พูดถึงริวช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เจอมันเท่าไหร่ เห็นบอกว่าเรียนหนัก คนไข้เยอะ ความจริงแล้วอาจเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากัน ผมยังอยากเก็บความสัมพันธ์แบบเพื่อนของเราเอาไว้ ทิ้งระยะห่างที่พอเหมาะแต่ก็ไม่เคยหายไปไหน ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็คงจะดี

            ทว่าตอนนี้คงอยู่ในช่วงทำใจ คิดว่าอีกหน่อยอะไรๆ ก็คงจะดีขึ้น

            ถึงแม้เขาจะพยายามหลบหน้าผม แต่แปลกดีที่ยุคกลับได้เคลียร์ปัญหากับริวจนหมด แถมจบลงอย่างสวยงามตามประสาลูกผู้ชายใจนักเลง แต่ทำไมกูถึงเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เคลียร์วะ

            “คุณ พรุ่งนี้ผมกลับไปที่ห้องได้มั้ย” ไม่ได้กลับมาเป็นอาทิตย์ กลัวว่าจะมีโจรบุกปล้น แม้รู้ดีว่าในนั้นจะไม่มีของมีค่าอะไรเลยก็ตาม

            “ได้ เดี๋ยวไปส่ง ตอนเย็นจะกลับมานอนนี่หรือให้ผมไปนอนที่โน่น”

            แหมมมมมม ไม่มีชอยส์ให้กูเลือกอยู่คนเดียวเลยนะ

            “ถ้าคุณไม่ขี้เกียจเก็บของก็ไปนอนห้องผมได้”

            “โอเคตกลงตามนั้น แต่ช่วงกลางวันผมเข้าออฟฟิศแป๊บนึง มีเรื่องคุยกับ บ.ก.”

            “ผมก็มีเรื่องต้องจัดการเหมือนกัน”

            ช่วงเช้าไอ้คุณยุคยังทำหน้าที่เป็นพ่อบ้านที่แสนดีด้วยการทำกับข้าว ส่วนผมมีหน้าที่หนักหนาสาหัสที่มักได้รับมอบหมายในทุกเช้านั่นคือการเทนมใส่แก้ว คิดแล้วก็จะร้อง มึงเห็นกูอ่อนแอขนาดนั้นเลยเหรอวะ

            เขาขับรถมาส่งผมที่คอนโดก่อนจะแยกไปทำงาน ส่วนกูนั้นรีบวิ่งจ้ำเอ้าขึ้นห้อง เปิดคอมด้วยความไวแสง แล้วจัดการอัพโหลดไฟล์ที่อัดเสียงเรียบร้อยลงบนเครื่อง

            ใช้เวลาคิดมานานพอสมควรระหว่างที่แต่งเพลง ไม่เคยลืมเลือนว่าจะตัดสินใจมอบเพลงนี้ให้อีกฝ่ายตอนไหน และยิ่งปวดหัวหนักขึ้นเป็นเท่าตัวตอนถูกพี่เกมโปรดิวเซอร์สปอยด์ให้อัพโหลดเพลงลงยูทูบ

            เมื่อคืนนี้เลยนอนพลิกไปพลิกมาและใช้ความคิดอยู่นาน สุดท้ายผมตัดสินใจจะลงเพลงให้คนได้ฟัง แล้วทิ้งลิงก์เพลงเอาไว้ให้คุณชายศตวรรษตามไปร้องไห้น้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งทีหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะซึ้งหรือเปล่านะ เกิดทำหน้าตายกลับมาก็จบเห่กันพอดี

            เนื่องจากเป็นห้องของฟรีแลนซ์จนๆ สายแลนทุกตัดขาด ไวไฟก็กากเป็นชีวิตจิตใจ เพราะฉะนั้นเพลงเดียวที่อัพโหลดลงไปจึงใช้เวลาปาไปเกือบห้าชั่วโมงทั้งที่ไม่มีวิดีโอหรือขนาดไฟล์ที่กินพื้นที่อะไรขนาดนั้นเลย ผมใช้ยูสเซอร์ ‘ChayinOfficial’ เป็นตัวกลางในการสื่อสาร

            ตั้งแต่สมัครและล็อกอินเข้ามาใช้ ผมก็ไม่ได้ลงไฟล์เพลงเป็นจริงเป็นจังสักครั้ง อาจเพราะแต่งเพลงให้คนอื่นเป็นซะส่วนใหญ่ เพลงเดี่ยวก็ไม่เคยมีมันจึงมีคนติดตามไม่มากนักถ้าเทียบกับแฟนเพจในเฟซบุ๊ก

            ผมมองดูคำบรรยายข้างใต้วิดีโออยู่เนิ่นนาน

 

            ChayinOfficial

            Song : ไม่เคยลืมเลือน

          Artist : Chayin (ชยิน)

          To : คนที่ทำให้โลกของผมไม่เหงาอีกต่อไป (0832/676)

 

          ยี่สิบนาทีหลังเพลงอัพโหลดเป็นสาธารณะ ผมก็ไม่ได้โปรโมทหรือวางลิงก์เพลงไว้ในแฟนเพจให้ใครตามไปดู เพราะหวังให้คนเข้ามาฟังให้น้อยที่สุดก่อนที่ใครคนนั้นจะเปิดเข้ามา

            ทว่าแผนการกลับคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ตรงที่คน Subscribe ชาแนลของผมเป็นฝ่ายนำเพลงไปแชร์ซะเอง รู้ตัวอีกทีคนก็เข้ามาฟังเป็นพันแล้ว แถมคอมเมนต์ยังหลั่งไหลเข้ามาแบบล้นหลาม

 

            โคตรชอบ

          เจ๋งฉิบหาย รู้สึกว่าไม่ได้ฟังเพลงที่โดนขนาดนี้มานานแล้ว

          พี่ชยินที่แต่งเพลงรักที่เธอเคยมีหรือเปล่า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่แต่งเพลงรักได้ซึ้งขนาดนี้

          เดอะนิวชยิน

          มีใครคนหนึ่งเคยบอกว่า เราไม่มีทางลืมคนที่รักเราไปได้แม้สุดท้ายเราจะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ก็ตาม

          โมโลดี้โคตรสวย ฟังแล้วอิน

          ‘A little bliss แม่งหนาวแล้ว เจอคนจริง

 

            และอีกหลากหลายข้อความที่ปรากฏขึ้นเป็นวินาที ผมยิ้มจนแก้มแทบแตก ลืมหมดแล้วว่าอยากเซอร์ไพรส์ใครแถมตอนนี้ยังตอบคอมเมนต์ขอบคุณจนตัวแทบลอย

            หรือผมคิดผิดที่ไม่ขายเพลงนี้ให้ค่ายวะเนี่ย

            ไม่ดิ! ถ้าไอ้ยุครู้ว่าผมคิดแบบนี้กูโดนตีตายแน่เลย

            ข้อความที่ตอบกลับส่วนใหญ่ก็จะเป็นอะไรที่สั้นๆ กระชับเช่นประโยค ขอบคุณมากครับหรือ ดีใจที่ชอบนะอะไรประมาณนี้ แต่ถ้าข้อความไหนโดนใจหน่อยก็กดถูกใจเพิ่มเข้าไป จนตอนนี้ระบบยูทูบก็ค่อยๆ คัดคอมเมนต์ที่มีคนกดถูกใจมากที่สุดขึ้นมาเป็นความเห็นด้านบนสุด

            สองชั่วโมงให้หลัง Top comment กลายเป็นของวง A little bliss ที่เข้ามาแสดงความยินดี

           

          ชยิน แต่งเพลงแบบนี้ให้วงบ้าง ดีที่สุดในโลก

          ป.ล. แอบอิจฉาใครคนนั้นนะ เขาได้ฟังเพลงหรือยัง

 

            ผมตอบกลับสั้นๆ

 

          ยังเลย เขาคงกำลังทำงานอยู่

 

            ห้าชั่วโมงแรกยอดคนดูมากกว่าหนึ่งหมื่นซึ่งเกินความคาดหมายไปเยอะมาก จากที่คิดว่าอาจจะมีคนหลงมาฟังสักร้อยหรือสองร้อยคน แต่การแชร์และกระจายข่าวสารมันโหดกว่านั้น

            ด้วยจมอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ค่อนข้างนานทำให้กระเพาะเริ่มส่งเสียงร้อง ผมพักสายตาครู่หนึ่ง เดินไปยังตู้เย็นเพื่อหาอะไรง่ายๆ มากิน พร้อมกับอ่านข้อความที่ยังคงฝุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งข้อความของใครคนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า

            หัวใจที่เต้นรัวด้วยความสุขมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

            ผมมองอยู่นาน ขยี้ตาหลายครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ความฝัน

 

            0 8 3 2 / 6 7 6

            ตั้งแต่มีคุณผมก็ไม่เคยเหงาเหมือนกัน

           

            เป็นข้อความสั้นๆ ที่ไม่ได้หวาน ไม่โรแมนติก แต่รับรู้ได้ถึงความเรียบง่ายและจริงใจของเขา เป็นศตวรรษคนเดิมที่ตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ภาพจำของเขาสำหรับผม ไม่เคยลืมเลือน’ …

           

 

 

 

 

 

 

            เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน คนเขียนนิยายเรื่อง No name หายไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทิ้งความสงสัยให้คนอ่านเอาไว้เพราะไม่ยอมมาต่อตอนสุดท้ายที่เป็นบทสรุปของตัวละครสักที

            ส่วนงานของผมตอนนี้มีคนกดเข้าไปฟังเพลงในยูทูบเกินสิบล้านแบบงงๆ ท็อปคอมเมนต์ที่มีคนกดถูกใจและแสดงความเห็นเพิ่มเติมมากที่สุดก็ยังคงเป็นของนาย 0832/676 ที่โผล่มาทีเล่นเอาแจ้งเตือนผมแทบแตก

            หลายค่ายยังพยายามติดต่อขอซื้อเพลงจนต้องปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม

            บอกเลยว่าเงินซื้อผมไม่ได้หรอกถ้าไม่มากพอ นี่คิดว่าค่ายต่อไปถ้าจ่ายหนักหน่อยผมก็ขายแล้วนะ

            อ่ะล้อเล่น!

            ที่พีคสุดคือไม่เคยลืมเลือนดันขึ้นไปติดชาร์ตอันดับหนึ่งแฟตเรดิโอติดต่อกันถึงสองสัปดาห์แล้ว ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายกับเพลงหนึ่งเพลงที่ตั้งใจแต่งให้คนที่รักที่สุด แถมประเด็นใหญ่ยังตกไปอยู่ที่ ผมแต่งเพลงให้ใครซะนี่

            ทุกข้อความที่ถามเข้ามาในแฟนเพจล้วนเป็นคำถามซ้ำๆ เดิมๆ จนขี้เกียจตอบ ความจริงก็ไม่ได้อยากเล่นตัวอะไรหรอก แต่ผมกับยุคตกลงกันไว้แล้วว่าอยากใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องรู้จักตัวตนของเราให้มาก ซึ่งผมเห็นด้วยเพราะใช่ว่าชื่อเสียงจะทำให้เรารักกันยาวนาน

            Rrr..!

            ช่วงนี้มีสายเข้ามาบ่อยจนแทบไหม้ ส่วนใหญ่ก็มาจากโปรดิวเซอร์และพี่ๆ ที่เคยร่วมงานกัน ไอ้ชยินช่วงนี้เนื้อหอมมากครับ ใครๆ ก็อยากจีบ ผมก็เลยคอนเฟิร์มรับงานแม่งให้หมดเนื่องจากกระเป๋าสตางค์แบนมาหลายเดือนแล้ว

            ทว่าคราวนี้ไม่ได้มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนทุกครา เพราะชื่อที่เด่นหราอยู่บนหน้าจอเป็นชื่อเพื่อนสนิทซึ่งอยู่ไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง ซูปเปอร์เนิร์ดเมพเบิร์ดของชยิน

            “ว่าไง”

            [ช่วงนี้ดังแล้วลืมเพื่อนเลยนะมึง] ดูมันพูดเข้า ได้ข่าวว่าเพิ่งคุยกันไปเมื่อสามวันก่อน

            “ต่อไปมึงให้กูทำไวนิลเป็นหน้ามึงติดไว้ตรงประตูเลยมั้ย ถ้าไม่อยากให้ลืมขนาดนั้น” ผมพูดเป็นเชิงประชดประชัน กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะขบขันตอบกลับมา

            [ตั้งแต่มีผัวนี่ขี้ประชดจังนะ]

            “มึงนั่งเครื่องมาเลย กูจะไปต่อยมึงถึงสุวรรณภูมิเดี๋ยวนี้แหละ”

            [โถ...คิดถึงกันก็บอก อยากให้กูกลับมาล่ะสิ] นอกจากขี้เสือกแล้วมันยังหลงตัวเองอีกครับ

            “เอาที่สบายใจนะ สรุปแล้วโทรมามีไร หรือจะแค่หาเรื่อง”

            [ก็ที่เคยบอกมึงไปเมื่ออาทิตย์ก่อนไง กูส่งแผ่นโปรแกรม MSN ฉบับปรับปรุงมาให้ สรุปมึงได้ยัง] ผมหันไปมองกองพัสดุมากมายมหาศาลที่วางอยู่บนเตียงพลางถอนหายใจ

            “คิดว่าน่าจะถึงแล้วล่ะ แต่ช่วงนี้กูแค่ไม่ได้ทยอยเอามาเช็ก”

            [ฮอตอะไรปานนั้น]

            “ชีวิตดีก็เงี้ยะ”

            ตั้งแต่เพลงไม่เคยลืมเลือนเริ่มเป็นกระแส ผมก็ได้รับพัสดุจากแฟนเพลงมาค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นของที่มาเป็นคู่ เช่นเสื้อคู่ บัตรแดกหมูกระทะฟรี หรือแม้กระทั่งเซ็กซ์ทอยแม่งก็ยังส่งมาให้ ถามจริ๊ง! คิดว่ากูจะใช้เหรอ แม่ม!

            [ลืมบอกไปอย่าง โปรแกรมนี้หลังจากลงแล้วจะอยู่ได้แค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้นนะ]

            “ทำไมมันสั้นจังหวะ นี่เหรอฉบับปรับปรุงของมึง”

            [เออน่ะ มันสร้างมาเพื่อมึงก็แล้วกัน แล้วตอนนี้อยู่ไหนเนี่ย] ปลายสายถามกลับ

            “ห้อง”

            [ห้องใคร]

            “ห้องตัวเอง”

            [อ้าวแล้วไอ้คุณยุคอ่ะ ไม่อยู่ด้วยเหรอ แปลกว่ะ] คำว่าแปลกที่ไอ้เบิร์ดพูดถึงมันก็จริง คือปกติแล้วเวลาเกือบเที่ยงคืนอย่างนี้เราจะอยู่ด้วยกันตลอด หากแต่วันนี้แตกต่างออกไปตรงที่ยุคขอตัวไปนอนออฟฟิศในรอบหลายปี เห็นบอกว่ามีงานเร่งจากโรงพิมพ์นิดหน่อยเลยต้องอยู่เฝ้า

            ผมก็เลยเออออห่อหมกรับฟังแล้วกลับมานอนที่ห้องนี่แหละ

            “ยุคไม่อยู่ ติดงาน”

            [อ๋อ นึกว่าทะเลาะกัน จะได้เปิดแชมเปญฉลอง]

            “ตบปากตามอายุตัวเองเดี๋ยวนี้เลย”

            [กลัวอะไรขนาดนั้น ฮ่าๆ หลงเขามากนะมึง]

            “มันต่างหากที่หลงกู โด่...” วันไหนไม่ได้กอด ไม่ได้จูบ ไม่ได้กัดคอเป็นหมาบ้าคงนอนไม่หลับ ไม่รู้วันนี้จะเป็นยังไงบ้าง แอบห่วงเหมือนกันกลัวว่ามันจะนอนไม่สบาย

             [เอาล่ะ กูไม่อยากเถียงมึง เมียแม่งตามไปกินข้าวเที่ยงแล้วเนี่ย ยังไงอย่าลืมค้นโปรแกรมกูมาใช้ด้วยนะ รับรองว่ามึงจะชอบฉบับปรับปรุงอันนี้แน่]

            “เออๆ กินข้าวให้อิ่ม”

            [มึงก็ฝันดีนะเว้ย ไว้คุยกันใหม่]

            เวลาและความห่างไกลไม่ใช่อุปสรรคสำหรับผมกับเบิร์ด เราคุยกันแบบนี้ประจำ แล้ววันนี้หลังวางสายผมก็มีภารกิจอันยิ่งใหญ่นั่นคือการควานหากล่องพัสดุที่ส่งตรงจากอเมริกา ท่ามกลางกล่องพัสดุนับสิบที่กองอยู่บนเตียง

            แน่นอนว่านั่งเขี่ยไปเขี่ยมาไม่ถึงห้านาทีผมก็เจอจนได้

            ในกล่องไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าแผ่นโปรแกรมในตลับใส่หนึ่งแผ่น กับข้อความที่แปะผ่านโพสต์อิทสั้นๆ

 

            To…Ma best friend, Chayin

 

            ผมหยิบกระดาษแผ่นสีเหลืองไปแปะตรงหัวเตียง จากนั้นก็ดึงแผ่นโปรแกรมออกมาใส่ตรงช่องของ CPU ก่อนหน้าจอคอมพิวเตอร์จะปรากฏข้อความเดิมๆ ที่ทำให้ผมหวนนึกถึงอีกครั้ง

            Welcome back to Windows live messenger.

          โปรแกรมฉบับปรับปรุงนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนัก นอกจากพื้นหลังที่เปลี่ยนสีไปมา กับเพลง Will you marry me? ซึ่งถูกเล่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

            อะไรของเมิ๊งงงงงงงงง ให้กูเล่นกับใคร พูด!

            คอนแท็กที่ผมมีในตอนนี้ล้วนออฟไลน์ไปแล้วทั้งสิ้น แหงล่ะ...ไม่มีใครเล่น MSN อีกแล้ว ที่สำคัญผมก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้เบิร์ดได้ส่งโปรแกรมนี้ไปให้ใครอีกบ้าง

            แต่ในเมื่อเปิดขึ้นมาแล้วเลยอดอ่านข้อความเดิมๆ ที่เคยพูดคุยกับคนในอดีตไม่ได้ ทุกข้อความที่อ่านพาผมย้อนกลับไปในความทรงจำอีกครั้ง ตั้งแต่สมัย ม.ต้น หลังเลิกเรียนต้องวิ่งกลับมาเปิดคอมพ์พร้อมกับแชตไปหาเพื่อนสนิททั้งที่เราเพิ่งแยกจากกันไม่ถึงชั่วโมง

            ช่วงเวลาที่ผมได้จีบสาวและมีแฟนคนแรก ผมจำหน้าโมเมไม่ได้แล้ว แต่ยังจำความรู้สึกตอนอกหักได้เป็นอย่างดี เธอเลิกกับผมเพราะหนีไปคบกับเดือนดาวองก์ ฮ่าๆ

            เดี๋ยวนะ!

            คุ้นๆ เหมือนมีอะไรทะแม่งๆ เกิดขึ้น

            ผมใช้เวลาอ่านข้อความที่เคยสนทนากับแฟนเก่าอีกครั้ง กวาดตามองย้ำๆ อยู่อย่างนั้นหลายตลบก่อนจะกดเข้าไปยังยูสเซอร์หนึ่งซึ่งกำลังออฟไลน์อยู่

            0 8 3 2 / 6 7 6

            หมีใหญ่...

            มันเป็นไปได้ยากมากที่คนไม่รู้จักกันจะมีอีเมลของกันและกัน หมายความว่าผมต้องได้คอนแท็กของเขาจากใครคนหนึ่งเพื่อสืบหาคนที่เป็นมารหัวใจระหว่างผมกับโมเม ไม่ผิดแน่!

            สมมติถ้าเป็นจริงขึ้นมากูควรรู้สึกยังไง อดีตแฟนเก่าดันเคยคบหากับแฟนคนปัจจุบันของผมมาก่อน       

            กูร้องไห้แล้ววววววว ขอให้ไม่จริงนะ

            เดือนดาวองก์มีตั้งหลายปี อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคนอื่น ยุบหนอ พองหนอ ใจเย็นๆ นะชยิน

            ผมนั่งปลอบใจตัวเองอยู่ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์

            เนิ่นนานที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลยหนีไปหาของกินมื้อดึกเพื่อบำรุงกระเพาะ ก่อนแว๊บไปอาบน้ำให้สดชื่น กลับมาอีกทีหน้าจอที่เปิดโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นเอาไว้ก็มีผู้ใช้รายหนึ่งกำลังขึ้นสถานะ Available อยู่

            Mr.galaxy676@xxxmail.com

            ผมยิ้มออกมาทันทีเมื่อเห็นชื่ออีเมลนี้อีกครั้ง นานมาแล้วที่บทสนทนาของเรายังต่อไม่จบ หลังได้อ่านประโยคบอกรักแล้วโปรแกรมก็หมดอายุไป คราวนี้มันอยู่ได้แค่ 24 ชั่วโมง แต่ผมดีใจจริงๆ ที่เขาคือหนึ่งในนั้นที่กลับมาออนไลน์

            0832/676 หมีใหญ่ คัลลิสโต ศตวรรษ

            ไม่ว่าจะชื่ออะไรผมก็ยังตกหลุมรักแค่เขา ตกหลุมรักตัวตนของคนเพียงคนเดียว

           

          Chayin says…           ไหนบอกว่าทำงานไง ทำไมถึงมาเล่นเอ็มได้

 

          สองมือพิมพ์ข้อความเริ่มต้นทักทาย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาเมื่อเขาตอบกลับอย่างรวดเร็ว

 

          0 8 3 2 / 6 7 6 say… เบิร์ดบอกให้เล่น

          Chayin says…             แล้วคุณก็เชื่อมัน

            0 8 3 2 / 6 7 6 say… ทีคุณยังเชื่อเลย ว่าผมได้เหรอ

 

            กวนตีนละพ่อ ถ้าอยู่ด้วยกันตรงนี้กูจะถีบเปรี้ยงให้ตกเก้าอี้

 

            Chayin says…             หมีใหญ่ ถามอะไรหน่อยสิ ทำไมผมถึงมีคอนแท็กคุณใน MSN

            0 8 3 2 / 6 7 6 say… จะไปรู้เหรอ

            Chayin says…             เดี๋ยวถามก่อน ที่คุณเคยบอกว่าเคยมีแฟนตอนมัธยมคนนึง

                                      คนนั้นชื่ออะไรนะ

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  ถามทำไม

            Chayin says…           ถามก็ตอบสิ

            0 8 3 2 / 6 7 6 say… ชื่อโมเม

 

            เหยดดดดดดดดดดเข้!!!

 

            Chayin says…             นั่นแฟนผม คุณแย่งแฟนผม!

            0 8 3 2 / 6 7 6 say… เดี๋ยวนะชยินใจเย็นๆ

            Chayin says…             คุณเป็นเดือนดาวองก์ที่แย่งโมเมไปจากผม คุณทำให้ผมอกหัก

                                      ต้องใช่แน่ๆ ที่ผมมีเมลคุณเพราะต้องการจะสืบว่าใครมาแย่งโมเมไป

                                      หมีใหญ่คุณมันคนนิสัยไม่ดี กลับมาเดี๋ยวนี้นะ ผมจะต่อยให้ตายคามือ

 

          ข้อความมากมายมหาศาลถูกพิมพ์ระรัวจนแป้นพิมพ์แทบหัก ความรู้สึกเดิมๆ ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ไม่ใช่เพราะโกรธหรือเสียใจ แต่มันอึ้งจนเสียสติไปแล้วต่างหาก

            ตรงข้ามกับอีกฝ่ายที่เงียบไปนาน ปล่อยให้ผมได้โวยวายจนพอใจเขาถึงตอบกลับมา

 

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  เหนื่อยหรือยังเด็กน้อย

            Chayin says…           อยากด่าอีก อย่าด่าเยอะๆ คุณทำให้ผมป่วยเพราะมัวแต่ร้องไห้แล้วตากฝน

                                      แม่ตีผมแรงมากก็เพราะคุณ

            0 8 3 2 / 6 7 6 say… ผมไม่รู้ว่าทำให้คุณเสียใจ ขอโทษนะ

          Chayin says…           ไม่ต้องมาทำเป็นคนดี โกรธอ่ะ โกรธ!!

          0 8 3 2 / 6 7 6 say…  มองอีกแง่นึงมันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ

                                      คุณเคยเจ็บปวดเพราะความรัก ผมเองก็เคยผิดหวังไม่ต่างกัน

                                      เราผ่านอะไรมาเยอะกว่าจะได้รักกัน จริงๆ คุณควรขอบคุณอดีตที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

 

            นั่งเอนตัวไปบนพนักเก้าอี้ จ้องมองตัวอักษรยาวพรืดที่พิมพ์กลับมาไม่นาน

            ในใจเริ่มสงบลงทีละน้อย หัวสมองเริ่มคิดถึงสิ่งต่างๆ ตามความคิดของเขา พอนึกย้อนไปตอนสมัยเด็กแล้วอดขำไม่ได้ ผมในตอนนั้นมีความรักเพราะอิจฉาที่คนอื่นเขามีเลยอยากมีตามบ้าง นั่นจึงเป็นความรักที่เกิดขึ้นเพียงผิวเผิน

            ต่อให้ร้องไห้เสียใจและเจ็บปวดแค่ไหน ตอนนี้ได้มองย้อนกลับไปมันช่างเล็กน้อยจนไม่ต้องเก็บมาใส่ใจด้วยซ้ำ เวลานี้ผมโตขึ้น เป็นชยินที่ไม่เหมือนวันก่อน มีความรัก ได้เริ่มต้นกับใครสักคนอย่างที่อยากเริ่มจริงๆ โดยไม่มีสังคมหรือปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

            ผมไม่ควรคิดโมโหกับอดีตที่ผ่านมาแล้วด้วยซ้ำนอกจากเรียนรู้ ปัจจุบันต่างหากที่สำคัญ

           

            Chayin says…           โอเคผมโง่เองที่ด่าคุณ

            0 8 3 2 / 6 7 6 say… ปกติคุณก็โง่อยู่แล้วหนิเด็กน้อย

         

          สัด!

 

            Chayin says…           ออกจากโรงพิมพ์เดี๋ยวนี้เลย จะเตรียมไม้หน้าสามรอฟาดอยู่ที่ห้อง

            0 8 3 2 / 6 7 6 say… (ΘεΘ;)

 

            วอนตีนเก่ง

            หลังจากนั้นผมก็พิมพ์ข้อความกับเขาไปอีกยืดยาว ไม่คิดเลยว่าจะเจอเซอร์ไพรส์จากไอ้เบิร์ดที่เสือกฝังโค้ดส้นตีนอะไรไม่รู้มากับแผ่น

            หน้าต่างใหม่เปิดขึ้นมา มันเป็นวิดีโอหนังโป๊เกย์จาก Pornhub นับสิบเรื่อง ผมช็อกจนแทบตกเก้าอี้ แต่ที่น่าโมโหกว่าคือไอ้หมีใหญ่ดันกดเปิดแล้วส่งลิงก์มาให้กูดูด้วยนี่แหละ

            ผมอาละวาดไปเกือบชั่วโมง โทรไปด่าไอ้เบิร์ดอีกยาวเหยียดจนมันต้องยื่นมือถือให้เมียช่วยพูดแทนเรื่องถึงได้จบ ข้อดีอย่างเดียวที่ได้จากแผ่น MSN ในครั้งนี้ คงมีแค่การเติมเต็มความค้างคาใจในอดีตจนหมด ก่อนที่โปรแกรมจะหมดอายุลงในวันพรุ่งนี้

            ไม่มีคำถาม ไม่มีข้อสงสัย แม้แต่คำบอกรักในอดีตวันนั้นก็กระจ่างจนหมดแล้ว

            ผมปิดคอมพิวเตอร์ กระโดดขึ้นเตียงแล้วกอดหมอนข้างหลับไปด้วยความรู้สึกคิดถึงคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ ผมไม่สามารถฝืนความง่วงงุนได้จริงๆ

            ใครจะคิดว่าหลังจากตื่นขึ้นมา ผมจะเห็นคนตัวสูงทำอาหารเช้ารอไว้ก่อนแล้ว

            “มาตั้งแต่เมื่อไหร่” ความสงสัยจู่โจมฉับพลัน ดูเหมือนว่ายุคจะยังอยู่ในเสื้อผ้าตัวเดิมกับที่เจอเมื่อวาน เดาได้ว่านอกจากจะไม่ได้นอนแล้วคงไม่ได้อาบน้ำด้วย

            “ก่อนหน้าคุณตื่นชั่วโมงกว่าๆ”

            “ยังไม่ได้นอนใช่มั้ย เดี๋ยวกินข้าวแล้วค่อยอาบน้ำนอนนะ”

            “งั้นเราอาบน้ำก่อนเถอะ แล้วค่อยออกมากินข้าว” ผมพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ได้คิดเลยว่าอาบน้ำของเขาจะหมายถึงการอาบพร้อมกัน ไอ้บ้า!

            หายทะลึ่งไปนานแม่งกลับมาหื่นอีกแล้ว

            กว่าจะพาสังขารระโหยแรงแรงออกมากินข้าวได้ตัวผมก็เกือบเปื่อยไปหมดเพราะแช่น้ำอยู่นาน ไม่รู้จะขัดอะไรนักหนา ดังนั้นหลังกลับมานั่งประจำที่โต๊ะกินข้าวผมเลยทำหน้างอคอหักตลอดเวลา

            “กินข้าว ทำหน้างอแบบนี้ไม่น่ารักเลย” เขาพูดไปตักข้าวใส่ปากไป

            “ใครอยากน่ารักกัน”

            “นี่ผมไม่ได้ทำอะไรคุณเลยนะ แค่ช่วยอาบน้ำ”

            “ต่อไปไม่ต้อง!

            เราไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งก็จริง แต่ไอ้เรื่องถึงเนื้อถึงตัวภายนอกนี่ไม่เหลือ ผิวหนังไม่มีส่วนไหนไม่แดงเถือกจากการสัมผัส ถ้าไอ้ท็อปมาเห็นอีกคงโดนมันล้อไปทั้งวัน

            “หรือคุณอยากให้ทำอย่างอื่น”

            “คุณไม่ทำหรอก” พูดออกไปด้วยความมั่นใจ

            “บางทีมันอาจจะถึงเวลาที่ผมกล้าทำอะไรบางอย่างแล้วก็ได้”

            “อืมๆ”

            รับฟังไปงั้นแหละ ไม่ใส่ใจหรอกว่าเขาหมายถึงอะไรเพราะโง่เกินกว่าจะเข้าใจ เราต่างกินข้าวกันเงียบๆ ก่อนคนตัวสูงจะเอ่ยถามในเรื่องที่ไม่คาดว่าจะได้ยิน

            “คุณยังรอนิยายเรื่องนั้นจบอยู่มั้ย”

            “หมายถึงเรื่องไหน”

            “เห็นอ่านอยู่เรื่องเดียว”

            “อืม เขาไม่มาต่อ และผมคิดว่าเขาคงไม่มาแล้วล่ะ”

            หนังสือเล่มหนึ่งถูกวางไว้บนโต๊ะ ก่อนมือหนาจะออกแรงดันมันมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม หัวใจที่เคยเต้นอย่างสงบรัวกระหน่ำ เอาแต่จดจ้องมองใบหน้าหล่อเหลากับหนังสือที่มีชื่อ No name ปรากฏอยู่ไปมา

            “คุณ...”

            “อยากให้คุณได้อ่านตอนจบก่อนใคร”

            “คุณเขียนเหรอ”

            คราวนี้เจ้าตัวไม่ยอมตอบนอกจากเบี่ยงประเด็น

            “ลองอ่านดูสิ บทสุดท้ายที่คุณยังไม่ได้อ่าน” ด้วยความที่วันนี้เขาสวมเสื้อแขนยาวเลยไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวินาทีที่อีกฝ่ายเอื้อมมือมา ผมถึงได้เห็นรอยสักบาร์โค้ดที่เคยสักไว้ก่อนหน้ามีตัวเลขและตัวอักษรสมบูรณ์แล้ว

            มันคือข้อความ A C 1 1 8

            รหัสเดียวกับนักล่าค่าหัว ซึ่งก็คือผมที่เป็นตัวละครในเรื่อง

            “ยุค”

            “ลองอ่านก่อน” ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังร้องไห้ เปิดหนังสือไปยังบทสุดท้ายทั้งที่สายตาเต็มไปด้วยม่านน้ำจนมองไม่ชัด มือหนาเอื้อมมาเกลี่ยน้ำตาให้พร้อมกับปลอบอย่างอ่อนโยน

            “ทำไมเด็กน้อยขี้แย”

            “ผมเปล่านะ”

            No name ที่เขียนโดย No name จริงๆ แล้วไม่ใช่คนห่างไกลที่ไหน แต่กลับเป็นคนที่ล้มตัวลงนอนบนเตียงและบอกฝันดีทุกคืน เขาเก็บเรื่องนี้เอาไว้โดยไม่บอก กว่าจะรู้ความจริงนิยายก็เดินทางมาถึงตอนจบแล้ว

           

            No name เล่าเรื่องราวของผู้ชายสองคนที่บังเอิญมาเจอกันในคุก เรื่องเริ่มต้นขึ้นในโลกดิสโทเปียแห่งหนึ่งที่ประชากรมีจำนวนล้นโลก รัฐบาลก่อตั้งองค์กรลับแห่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อกำจัดคนชั่ว โดยมีนักล่าค่าหัวซึ่งทำงานใต้ดินมารับหน้าที่ร่วมกับรัฐบาล

            ประชาชนไม่เคยรับรู้ว่ามีเรื่องเลวทรามนี้เกิดขึ้น ทว่าในทุกวันจะมีคนชั่วที่เคยก่อคดีหนักๆ ตายลงวันละหลายพันคน ผมคือหนึ่งในคนที่ทำให้เกิดเรื่องเหล่านั้น

            AC118 เป็นรหัสที่ใช้เรียกผม เนื่องจากมีกฏเหล็กอย่างหนึ่งคือคนในองค์กรจะไม่ทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้ง เราไม่รู้ข้อมูลของกันและกันแม้กระทั่งชื่อจริง สิ่งที่ใช้เรียกแทนได้เลยมีแค่รหัสที่ถูกสักเอาไว้บนบนหลังคอและสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา

            ผมฆ่าคนเลวมาแล้วนับร้อยนับพันชีวิต แต่วันหนึ่งดันพลาดท่าเผลอฆ่าคนที่ไม่มีความผิดเข้าเลยถูกขับออกจากองค์กร และพาไปขังในคุกใต้ดิน ที่นี่ไม่มีกฎหมายรองรับ มันเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ผมใช้ชีวิตในทุกๆ วันเพื่อหวังว่าจะได้ออกไปแก้ตัวเมื่อพ้นโทษ แต่โชคชะตาไม่เคยปรานี

            เมื่อได้รับรู้กฎเหล็กข้อหนึ่งที่ไม่เคยเปิดเผยให้นักล่าค่าหัวคนไหนได้ยิน นั่นคือถ้าพลาด เราจะเจอบทลงโทษที่แสนเจ็บปวดนั่นคือการลบความทรงจำแล้วถูกส่งกลับไปยังพื้นที่สีแดง ทำหน้าที่เป็นคนงานเหมืองจนกระทั่งตายไปในที่สุด

            ความจริงแล้วมันไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลยก็แค่เรื่องลบความทรงจำ

            ชีวิตซึ่งเกิดมาจนถึงวันที่ได้รหัส AC118 ผมไม่เคยผูกพันกับใคร พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเด็ก ครอบครัวก็ไม่มี เติบโตและอาศัยอยู่กับหัวหน้ากองโจรจนกระทั่งเติบใหญ่ถึงได้เข้ามาทำงานลับให้กับรัฐบาล ผมไม่เคยมีความรัก จิตใจโหดเหี้ยม ไม่เคยอ่อนข้อหรืออ่อนโยนต่อใคร

            AC118 ไม่เคยอ่อนไหว ทว่าหัวใจกลับเย็นเยียบและโดดเดี่ยว

            ในวันที่ 20 เดือน 12 นักล่าค่าหัวคนหนึ่งถูกส่งเข้ามาในคุก

            ที่หลังคอของเขามีรหัส แต่กลับถูกเสื้อคลุมปิดเอาไว้ตลอดเวลาจนไม่สามารถรู้ได้ว่าควรเรียกเขาว่าอย่างไร ผมจึงแทนชื่ออีกฝ่ายด้วยคำว่า ‘No name’

            เขาสวมเสื้อฮู้ดสีดำสนิท คาดแมสก์สีเดียวกัน แล้วก็รู้ในวินาทีนั้นว่าชะตากรรมของตัวเองจะเป็นอย่างไรจึงยอมจำนนโดยไม่ขัดขืน ไม่คิดเลยว่าสุดท้าย No name จะพาผมหนีออกมา

            นั่นเป็นเรื่องราวตลอด 19 ตอนที่ผมได้อ่านผ่านเว็บ ช่วงเวลาที่คนสองคนทำเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกแม้ตัวเขาจะเล็กกระจ้อยร่อยแค่ไหนก็ตาม หนึ่งวันผ่านไปอย่างยากลำบาก AC118 และ No name ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ตลอดเวลา นอนไม่เคยเต็มอิ่ม กินไม่เคยอิ่มท้อง แต่นับวันความสุขกลับยิ่งเพิ่มพูน

            ความสุขที่เกิดขึ้นจากความผูกพัน

            คนที่ไม่เคยมีความรักมาตลอดชีวิตรู้สึกมีค่าขึ้นเมื่อใครคนหนึ่งเดินเข้ามา No name ไม่ใช่คนดี แต่เป็นคนที่เข้าใจเขาที่สุด ตอนที่ 19 จบลงเมื่อเดือนก่อน ผมอ่านถึงบรรทัดสุดท้าย เขาสองคนตัดสินใจที่จะเดินทางหนีไปสุดขอบฟ้าเพราะรัฐบาลส่งคนมาตามล่าตัวและคนทั้งคู่กำลังจนมุม

            ผมเปิดกระดาษพลิกไปยังบทที่ 20 เริ่มอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกอย่างตั้งใจ

            บรรยากาศของเรื่องยังเต็มไปด้วยความตึงเครียด No name ถูกยิงที่ต้นแขน แต่เขาก็ยังปกป้องผม เราหลบเข้าไปอยู่ในซากรถเก่าๆ คันหนึ่งที่อยู่ใกล้กับปากเหว เสื้อผ้าสีดำขาดหวิ่นจากการเกาะเกี่ยวทุกสรรพสิ่ง ตอนนั้นเองที่ผมได้เห็นหลังคอซึ่งไม่มีสิ่งใดพันธนาการจนเต็มตา

            ไม่มีรหัสหรือรอยสักใดๆ ปรากฏอยู่บนนั้น ผิวของเขาสะอาด ไร้ซึ่งร่อยรอยขีดข่วน

            ผมสับสนไปหมด ตะโกนถามเขาด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะรู้ความจริงว่า No name ไม่ใช่นักล่าค่าหัว แต่เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่อยากช่วยเหลือผมโดยไม่บอกเหตุผลอื่นใด

            เขาบอกแค่ว่าอยากช่วย ทั้งที่รู้ดีว่าจุดจบต้องเป็นเช่นไร

            ถ้าถูกจับได้ ผมจะถูกลบความจำ ขณะที่ No name จะต้องถูกฆ่าทิ้งเพราะทำความผิดโทษฐานพานักโทษหลบหนี เรามีจุดจบที่ต่างกันแต่เจ็บปวดเท่าๆ กัน

            ในหน้าสุดท้ายที่ผมเปิดอ่าน ความรู้สึกต่างๆ ประเดประดังเข้ามา ความเจ็บปวด หวาดกลัว ความขลาดเขลา ผมพาตัวเองเข้าไปอยู่ในเรื่องทั้งหมด หากเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นจริงมันจะเป็นยังไงกัน จะตัดสินใจเหมือนกับตัวละครในเรื่องมั้ย

            ตัวหนังสือมากมายหลั่งไหลเข้ามาในความรู้สึก ผมสะกดกลั้นอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้และตั้งใจอ่านทุกตัวอักษร

 

            ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย การจากลาขยับเคลื่อนเข้ามาเฉียดลมหายใจของคนทั้งคู่

          “ด้านนอกมีคนของรัฐบาลล้อมไว้หมดแล้ว เรามีแค่สองทางให้เลือก” นั่นคือคำพูดของโนเนม

          “มีอะไรที่เราพอเลือกได้บ้าง” AC118 ถามกลับ

          หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนนั่งแทบไม่ติดเบาะ เขามองตามสายตาคมเข้มไปยังประตูฟากหนึ่งของรถ หากเปิดออกไปพวกเขาทั้งคู่จะตกลงไปยังก้นเหวลึก ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก

          AC118 รู้ทางเลือกในข้อแรก เขาส่ายหัวแล้วถามย้ำอีกครา

          “ทางเลือกที่สองล่ะ”

          ชายในชุดดำคลี่ยิ้มก่อนตอบด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก

          “ยอมให้พวกเขาจับเราไป”

          “ไม่นะ”

          “นี่คือทางออกที่ดีที่สุด 118 คุณเป็นคนฉลาด ถึงจะถูกลบความจำแต่ผมก็เชื่อว่าคุณจะสามารถหลบหนีและมีชีวิตรอดจากเหมืองนั่นไปได้ เพราะงั้นจงมีชีวิตอยู่”

          “แล้วคุณล่ะ”

          “ผมเลือกแล้ว เลือกตั้งแต่แรกที่จะมาเจอคุณ” เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อชิดกับประตูรถยนต์ ที่ซึ่งเป็นประตูเบิกทางสู่นรกโดยแท้จริง

          “ไม่ ผมไม่ปล่อยให้คุณไป โนเนมมันต้องมีทางออกสิ”

          “ความตายสำหรับผมไม่ได้น่ากลัว”

          “ผมก็เหมือนกัน”

          “ไม่เหมือน”

          “มันจะต่างอะไรกันหากต้องมีชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งความทรงจำ ในอดีตผมเกิดมามีชีวิตเหมือนหุ่นยนต์คอยทำตามคำสั่งเจ้านาย ไม่เคยหัวเราะ รักใครไม่เป็น” เขาพูดอย่างตัดพอ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาไม่ขาดสาย ขณะริมฝีปากแตกระแหงยังคงเอื้อนเอ่ยไม่หยุด

          “ผมมีช่วงเวลาที่ได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ มีความสุขและความเศร้า ได้เป็นมนุษย์ที่เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ มันจะดีเหรอหากลืมทุกอย่างไปแล้วผมไร้ความรู้สึกเหมือนในอดีตอีก ไม่เลย...”

          ถึงตอนนี้เขาต้องเลือก ระหว่างจากไปทั้งที่ยังรู้สึก หรือมีชีวิตอยู่เพื่อหลงลืมทุกสิ่งอย่าง

          No name เปิดประตูเพื่อบ่งบอกการตัดสินใจที่แน่วแน่ของตัวเอง ภาพข้างล่างเต็มไปด้วยความน่ากลัว หุบเขาและน้ำลึกผลักดันให้ร่างกายของคนทั้งคู่สั่นเทาราวกับลูกนก

          “ผมต้องไปแล้ว คุณอยู่ต่อเถอะนะ” เจ้าของเสื้อคลุมสีดำเอ่ยย้ำ

          จากที่เกิดมาไม่เคยกลัว กลับหวาดหวั่นที่สุดเมื่อต้องจากคนที่รักไป

          “โนเนม” AC118 ร้องเรียก สองมือคว้าแขนอีกฝ่ายเอาไว้ในสภาพน้ำตานองหน้า เขาเค้นเสียงจากลำคออย่างยากลำบาก ทว่าในที่สุดก็เอ่ยถามออกมาด้วยเสียงสะอื้น “คุณชื่ออะไร”

          คนที่กำลังตกลงไปเบื้องล่างถูกร่างบอบบางกว่ายื้อไว้ ใบหน้าที่เปราะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดฉีกยิ้ม เขาตอบสั้นๆ สะท้านหัวใจทั้งดวงของคนฟัง

            “ผมรักคุณ”

          No name ช่วยบอกชื่อคุณกับผมได้มั้ย”

          “ผมรักคุณ”

          จวบจนร่างสูงร่วงลงลงไปยังด้านล่าง เขาก็ไม่เคยได้คำตอบนอกจากประโยคบอกรักเพียงประโยคเดียว

            ชื่อไม่เคยสำคัญ ความรู้สึกต่างหากที่ยังคงอยู่

 

            น้ำตามากมายหยดลงบนกระดาษ

            ผมเงยหน้ามองไปยังคนตัวสูงที่กำลังจ้องมองด้วยสายตาอ่อนโยน

            “จะ...จบแล้วเหรอ” คราวนี้ยุคส่ายหัว ก่อนจะอธิบายอย่างกระจ่างอีกครั้ง

            “คุณเลือกตอนจบได้ เป็นฉากสุดท้ายที่ผมไม่ได้เขียน”

            “ทำไม”

            “เพราะมันคือการตัดสินใจของคุณ”

            ผมนั่งนิ่ง มองกระดาษเลอะน้ำตาพร้อมกับใช้ความคิด No name จากไปแล้ว ผมเหลือเพียงสองทางเลือกคือยอมให้เขาลบความทรงจำแล้วกลับไปเป็นคนเดิม กับสอง...

            “ยุค ผมเลือกตอนจบของเรื่องนี้ได้แล้ว”

            “อืม...”

            “ให้ AC118 ตามเขาไปได้มั้ย ไกลแค่ไหนก็ให้ตามไป”

            “ทำไมถึงเลือกแบบนั้น”

            “คนเราไม่ได้อยู่เพื่อหายใจไปวันๆ เราอยู่เพื่อเก็บความทรงจำและความหวังต่างหาก ผมคิดว่า 118 ได้รับมันทั้งหมดแล้ว เพราะงั้น...พอแล้วล่ะ ให้เขาได้อยู่กับคนที่รักเถอะ”

            “โอเค ผมจะเขียนตอนจบแบบนั้น”

            เป็นตอนจบที่สมบูรณ์และเรียกน้ำตาได้มากมายมหาศาล

 

            มันเหมือนกับชีวิตจริงที่ผมได้เลือกแล้วว่าจะอยู่กับเขาจนวินาทีสุดท้าย

 

            ไม่รู้ว่าคนตัวสูงลุกจากเก้าอี้อีกฝั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีผมก็ถูกกอดจากด้านหลังอย่างแนบแน่นแล้ว

            ริมฝีปากร้อนพรมจูบไปบนซอกคอก่อนจะเลื่อนคนมาบนใบหน้า เสียงทุ้มนุ่มของเขากระซิบปลอบใจตรงข้างใบหูจนกว่าจะคลายจากอาการสะอื้น เขาเอ่ยประโยคเดิมๆ ที่แสนธรรมดาแต่กลับมีค่ากับคนฟังอย่างประเมินค่าไม่ได้

            “ผมรักคุณ”

            “...”

            “รักคุณ”

            “ครับ ผมก็รักคุณ อย่า...อย่าไปไหนเลยนะ”

            “ไม่ไปหรอก ผมจะทิ้งเด็กน้อยได้ไง”

            ในบรรทัดหนึ่งของมูราคามิระบุเอาไว้ว่า เราต่างก็อยากเป็นคนที่มีความหมายจริงๆ ในชีวิตของใครบางคน และขณะเดียวกันก็อยากมีคนที่มีความหมายจริงๆ ในชีวิตของเราเช่นกัน

            ผมเจอแล้ว เจอเขาในวันนั้น ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

            เขาสวมแมสก์สีดำ เสื้อผ้าและกางเกงคุมโทนในสไตล์นักฆ่า ผมได้คุยกับเขา มองเห็นใบหน้าหล่อเหลาในระยะประชิด ผมไม่เคยใจเต้นแรงแบบนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว แต่นั่นแหละความทรงจำ...

            ยุคอุ้มผมมานั่งตรงโซฟา สองแขนอบอุ่นโอบกอดผมไว้ทั้งตัว เราต่างปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่าเนิ่นนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกเบื่อ

            “ทำไมคุณถึงสักชื่อ AC118” ผมถามเสียงอู้อี้ ทั้งที่ในเรื่องมันหมายถึงผม

            “เพราะอยากสลักคุณเอาไว้ในร่างกายล่ะมั้ง”

            “แต่ผมไม่ได้ชื่อนี้สักหน่อย”

            “อยากรู้เหตุผลของมันมั้ย” เสี้ยววินาทีที่คำถามนั้นจบลง ผมพยักหน้าอย่างอยากรู้ “PC 0832/676 เป็นดวงดาวที่ห่างไกลที่สุดในระนาบดาราจักร และเพราะมันไกลจากโลกดังนั้นจึงห่างไกลจากผู้คน”

            “...”

            “ผมชอบความสันโดษ ที่ผ่านมาเลยอยู่ห่างจากคนบนโลกค่อนข้างมากเหมือนดาวดวงนี้ แต่ก็หวังว่าวันหนึ่งจะได้เจอดวงดาวที่คล้ายๆ กัน อยู่ห่างไกล โดดเดี่ยว แล้วรอวันที่เราจะได้โคจรมาเจอกันสักครั้ง”

            ผมรับฟังอย่างเงียบๆ ตื่นเต้นที่จะได้ยินสิ่งที่อยู่ในใจของเขา

            “ส่วน AC118 เป็นดาวฤกษ์ดวงเดี่ยวที่ห่างไกลที่สุดเท่าที่คนบนโลกได้ค้นพบ มันเหมือนความรักในใจผม หาได้ยาก และไม่แน่ใจว่าชั่วชีวิตนี้จะได้เจอหรือเปล่า แต่โชคดีจริงๆ ตอนนี้...ผมค้นพบแล้ว”

            “...”

          “นั่นคือคุณ”

            “...”

            “ชยิน”

            “หืม...” เกลียดตัวเองที่ร้องไห้อีกจนได้

          “เรา...คบกันเถอะนะ”

            “ครับ ผมจะคบกันคุณ”

            ความจริงเราคบกันนานแล้วแค่ไม่มีใครเอ่ยปากออกมาก่อน ทว่าในช่วงเวลาที่ดวงดาวโดดเดี่ยวสองดวงได้โคจรมาพบกัน เราก็ได้เอ่ยทักทายอีกครั้งด้วยการ...ขอเป็นแฟน

 

 

- END -

 

 

เรามักจะจดบันทึกวันเวลาเอาไว้ตอนที่เริ่มลงนิยายเรื่องใหม่

สำหรับ MSN มันถูกเขียนและเผยแพร่ในวันที่ 18 กันยายน 2560

นับดูแล้วก็เป็นเวลาเกือบปีเลยทีเดียว เนื้อเรื่องไม่ยาวมากแต่ทำไมเขียนนานหว่า สงสัยตัวเองมากๆ

คนอ่านหลายคนอาจจะยังไม่รู้ MSN ย่อมาจากคำว่า Musician, Solitude และ Novelist

ความหมายก็ตรงตัวคือคนสองอาชีพที่รักในความสันโดษแต่บังเอิญได้มาเจอกัน

จุดเริ่มต้นของเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อนนัก เพราะมันมาจากคำว่า เหงาตัวโตๆ

เรียนจบใหม่ กลับมาอยู่บ้าน เพื่อนทุกคนแยกย้าย เราก้าวสู่วัยทำงาน

ถึงแม้ที่ผ่านมาจะแฮปปี้และใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้อย่างไม่มีปัญหา แต่มันไม่เหมือนกัน

นี่คงเป็นความรู้สึกของคนที่กำลังก้าวสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว

เราเลยเขียนมันขึ้นมา เป็นนิยายธรรมดาที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่เคยเขียน

อย่างน้อยก็เพื่อจดบันทึกและแชร์ความทรงจำระหว่างเรา

หวังอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้จะเป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับคนอ่านในบางครั้ง

ใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้สลัดความรู้สึกเหงาออกไปได้จริงๆ สักที

หรือไม่...ต่อให้สลัดมันออกไปไม่ได้ ก็ขอให้ทุกคนอยู่กับความเหงาอย่างมีความสุขที่สุดก็พอ

 

รักเสมอ...จิตติ

 

 

 

 

เพิ่มเติม : นิยายเรื่องนี้จะมีการตีพิมพ์เป็นหนังสือด้วยนะคะ แต่จะออกเมื่อไหร่หรือยังไงนั้นเราจะตามมาอัพเดตให้ทราบเรื่อยๆ ค่ะ

 

รายละเอียดในเล่ม

1. เนื้อหานิยายบทนำ – ตอนที่ 16 (ตอนจบ)

2. ตอนพิเศษ 3 ตอน

            1. Lovely Bunny

                (ยุคยินฟิคชั่น) นิยายจากแฮชแท็ก #YukYinCouple เรื่องราวของพี่ยุควิศวะที่บังเอิญมาเจอน้องกระต่ายตัวน้อยในร้านนม นั่นทำให้คนหน้านิ่งที่ไม่เคยรักใครเกิดอาการตกหลุมรักจนหัวใจแทบระเบิด

 

                2. ความพยายามของสามีและคุณภรรยา

                เบิร์ดบินกลับมาหาชยินอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังทำตัวเป็นพ่อสื่อพ่อชักแนะนำให้เพื่อนเริ่มต้นอ่อยแฟนตัวเองเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น (18+)

 

                3. Cover by คนของชยิน

                วันเกิดปีที่ 27 ของชยินเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ หนึ่งในนั้นคือการที่ยุคติดงานจนไม่สามารถอยู่ฉลองด้วยได้ แง้

 

 

 



 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.502K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3709 ๐ไร้ตัวตนไปวันๆ๐ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 16:55
    ซื้อหนังสือไว้แต่หาไม่เจอต้องมาอ่านในนี้ งอแงหนักมากกกก
    #3,709
    0
  2. #3704 Harry_Patter (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 13:01
    กลับมาอ่านอีกครั้ง จากที่ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านแล้วเก็บไว้ ขอบคุณนักเขียนนะครับที่ทำให้โลกแห่งจินตนาการสวยงาม ไม่เคยเล่น MSN เลยอาจจะไม่อินเท่าคนที่เล่น แต่คิดว่าน่าจะคล้ายๆ กับ Line การสนทนากันด้วยตัวอักษรสามารถ จินตนาการไปได้กว้างไกลมากจริงๆ
    #3,704
    0
  3. #3702 softless (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 17:01
    มันเป็นความเจ็บปวดที่สวยงาม นิยายคุณจิตติทำให้ร้องไห้ได้ทุกเรื่องเลย55555555555
    #3,702
    0
  4. #3694 rockypim (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 16:07
    เรากลับมาอ่านเรื่องนี้เป็รครั้งที่ 2 แล้ว และคงคิดว่าไม่ครั้งสุดท้าย ขอบคุณที่ทำให้อินทุกครั้งที่กลับมาอ่านนะคะ มันยังคงสนุก และน่าติดตามเหมือนวันแรกที่ได้อ่านอยู่เสมอ ขอบคุณอีกครั้ง และอีกครั้งค่ะ จะกลับมาอ่านทุกครั้งที่คิดถึง ด้วยรัก
    #3,694
    0
  5. #3686 Suchawaandee (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 20:14
    ขอบคุณนะคะที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้มาให้อ่าน ทำให้รู้สึกว่ารักจริงๆแล้วมันก็แค่นี้เอง แค่ได้รัก แค่สบายใจที่จะอยู่ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเพ้อฝันสวีทหวานเวอร์อวดใครเลย :)
    #3,686
    0
  6. #3683 MToctober (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 14:11
    คุณคะ เราอินมาก อินแบบไม่เคยมีนิยายเรื่องไหนทำได้ขนาดนี้มาก่อน ปกติเวลาเศร้า เราจะเสียใจ สงสารตัวละคร แต่เรื่องนี้ทำให้เราเจ็บเหมือนตัวเองกำลังเจ็บอยู่ คุณเก่งมากๆ เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เรารักทุกอย่างของเรื่องนี้ รักแม้แต่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ทั้ง พล็อต ตัวละคร บทสนทนา ทุกอย่างมีความพอดี และดีมากๆ คุณเก่งมากค่ะ ขอบคุณที่เขียนงานนี้มาให้เราได้อ่าน ขอให้คุณประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง ขอบคุณนะ
    #3,683
    0
  7. #3676 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 12:58
    เเกชั้นหน่วงมาก เราเป็นคนหนึ่งที่เวลาอ่านนิยายเราจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนิยายเรื่องนั้นด้วยเหมือนกัน
    #3,676
    0
  8. #3674 เป็ดตอน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 11:53
    เราชอบการเขียนอธิบายตัวละคร การเปลี่ยนแปลงและความเรียบง่ายของนิยายที่ไรต์เขียนมาก เราตามมาจากโยธา หลังอ่านจบก็รู้สึกว่าสนุกดีมากๆ เลยมาตามเรื่องนี้ต่อก็พบว่ายังสนุกเหมือนเคย พล็อตเรืองอาจจะไม่ได้หวือหวาหรือน่าตื่นตาเท่าไหร่ คาดเดาได้ง่าย แต่ที่แตกต่างคือการใช้คำ การอธิบายพัฒนาการของตัวละครในด้านต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เลยคือความมีมุกตลก เราขำทุกตอนเลยที่เขาเถียงกัน ละเจ็บตอนที่ทะเลาะกัน ขอบคุณมากๆที่เขียนนิยายดีๆขึ้นมา เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #3,674
    0
  9. #3668 ยอมแล้วพี่หมี (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 11:42
    เรื่องนี้ทั้งสนุกและตรึงใจเรามากค่ะ อ่านจบแล้วรู้สึกใจเบาหวิว ชอบมากๆ และวันนึงเราจะกลับมาอ่านอีกครั้ง ขอบคุณคุณจิตติมากนะคะ รักค่ะ
    #3,668
    0
  10. #3666 Chocolakungg (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 13:31
    สนุกมากค่ะ🙏🙏
    #3,666
    0
  11. #3663 rattanalak44 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 19:38
    ร้องไห้กับชยินยังไม่พอ มาร้องไห้กับAC118อีก😢😢
    เขียนได้สนุกมากค่ะ ภาษาสวยมาก อ่านเพลิน 👍👍
    #3,663
    0
  12. #3645 Lhilhi Jj (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 09:02
    ขอบคุณที่เขียนนิยายดีๆให้อ่านค่ะ
    #3,645
    0
  13. #3639 syn1/9 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 02:15
    จบแล้ว ฮุ้วววววว สนุกมาก!
    #3,639
    0
  14. #3634 CB_ChanBaek:) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 23:15

    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆแบบนี้นะคร้า.เป็นเรื่องที่ตอนขำก็ขำไม่หยุดตอนเศร้าก็เศร้าไม่หยุดแต่สุดท้ายเขาได้รักกันแบบมีความสุข><
    #3,634
    0
  15. #3633 May Ling Pcm (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 02:22
    ขอบคุณสำหรับนิยายธรรมดาๆที่ทำให้เราหัวเราะและร้องไห้ไปกับมัน
    #3,633
    0
  16. #3618 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 15:27

    เธอทำให้ฉันรู้ ว่ารักจริง จริงมันคืออะไร ฝากเพลง สั่น ให้ไรท์นะคับผมว่ามันเข้ากับชยินดีคับ

    Take care คับ

    #3,618
    0
  17. #3617 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 13:29

    ไรท์คับอ่านวนมาอีกรอบแล้วและอ่านเรื่องอื่นๆด้วยไรท์อย่าลืมไปต่อตอนต่อไปด้วยนะคับชอบงานเขียนของไรท์นะคับ

    Take care คับ

    #3,617
    0
  18. #3610 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 11:42

    รอบที่ผมกลับมาอ่านวนใหม่ผมอาจจะไม่เม้นซ้ำลงมานะไรท์แต่จะกดหัวใจให้กำลังใจแทน555

    Take care คับ

    เซ็ตโชมารู

    #3,610
    0
  19. #3608 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 13:10

    สรุปผมก็อ่านจนจบแบบสมบูรณ์ทั้งเรื่อง ผมชอบเรื่องที่ไม่ยาวเกินไปไม่ใช่ขี้เกียจอ่านนะ แต่ ไม่รู้สิถ้าเป็นเรื่องสั้นๆผมชอบมากกว่าแล้วบางเรื่องผมก็อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกและอีกอย่างชอบที่เรื่องที่ไรเตอร์เขียนจบแล้วเพราะผมเบื่อที่จะรออ่านตอนต่อไปแบบแวะเข้าไปดูแล้วไรท์ยังไม่อัพผมจึงพยายามเลือกเรื่องที่ไรตอร์เขียนกันจบแล้วอ่าน อภัยเถอะผมมันคนใจร้อนและมักมาทีหลังชาวบ้านเสมอคับ

    Take care คับ

    #3,608
    0
  20. #3595 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 17:19

    ผมโดดมาอ่านตอนจบและเม้นให้ไร้ตอร์รู้ถึงความใจร้อนและความบ้าของผมที่มักจะรอไม่ได้ว่าสรุปเรื่องสุดท้ายมันจะเป็นเช่นไรซึ่งผมรู้ดีว่าความรู้สึกที่กระโดดมาแบบนี้จะได้รับอรรถรสในการอ่านน้อยลงแต่ผมก็ยังทำมันอยู่ดีผมชอบอ่านเรื่องที่ผู้เขียนเขียนจบแล้วเพราะผมจะได้อ่านไปเลยยาวๆและมักจะไม่เม้นความรู้สึกของผมมากนักงั้นเวลาเห็นเม้นของผมในแต่ละตอนต่อจากนี้ก็ปลงซะนะคับว่าผมมันบ้า55555มักไม่ออกความเห็นมากนักถึงไม่ออกเลยบางทีก็เม้นเพลงที่น่าจะแซวหรืล้อเลียนแต่ผมก็อยากให้กำลังใจไรเตอร์นะ

    Take care คับ

    #3,595
    0
  21. #3592 armxz (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 01:37
    ขอบคุณค่ะ
    #3,592
    0
  22. #3587 Yเล็กเล็ก (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 22:28
    ขอบคุณค่ะ
    #3,587
    0
  23. #3584 NaPretty (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 23:40

    ขอบคุณค่ะ ได้มาอ่านปี 2563

    #3,584
    0
  24. #3576 farfar0806348906 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 15:28
    จบแล้ว MSN ขอบคุณนิยายเรื่องนี้ที่อยู่กับเรา เวลาเหงา
    #3,576
    0
  25. #3570 pui101127 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 23:04
    อ่านจบแล้วแบบ เอ้ยจบแล้วหรอเนี่ย ยุคยินๆ เถียงกับไปเถียงกันมาได้กันเฉยยยย555 เหงาแหละ ขอบคุณไรท์ที่เขียนนิยายดีๆให้เราอ่านค่ะ 🙏🏻😊
    #3,570
    0