MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 14 : 13 :: ความเหงากลับมาทักทาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31,266
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,326 ครั้ง
    27 มิ.ย. 61



ตอนที่ 13

ความเหงากลับมาทักทาย

 

            ผมรู้แล้วว่าโลกนี้ยังมีสิ่งที่มนุษย์เราต้องเผชิญอีกเยอะ

            ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าเมื่อโตขึ้นเราจะต้องเก่งกล้ามาก ต่อให้มีสิ่งที่น่ากลัวแค่ไหนเข้ามาสุดท้ายก็คงผ่านมันไปได้ในที่สุด แต่ใครจะคิด สิ่งที่คาดหวังกับความเป็นจริงมันต่างกัน

            บางอย่างเราควบคุมมันไม่ได้ น้ำ ลม ฝนฟ้าอากาศ โชคชะตา หรือแม้แต่ความรู้สึกของคน

            “ชยิน อย่าคิดไปเอง ตอนนี้คุณต้องตั้งสติก่อน” คำพูดของคนตัวสูงทำให้ผมชะงักนิ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ด้วยซ้ำ

            “ผมขอโทษ ผมงี่เง่าเอง”

            “มันไม่ใช่แบบนั้น แต่ตอนนี้คุณช่วยกลับไปก่อนได้มั้ย”

            “...”

            “แล้วผมจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง”

            “ก็คง...ต้องเป็นอย่างนั้น”

            ผมไม่ใช่ผู้ฟังที่ดีเท่าไหร่นัก แต่ก็อยากให้โอกาสตัวเองได้ฟังคำอธิบายอะไรสักอย่างจากปากของเขา เพื่อที่บางทีจะได้เข้าใจว่าสถานะที่เราเป็นอยู่นี้มันควรหยุดลงหรือดำเนินต่อ

            “เดี๋ยวผมลงไปส่ง”

            “ยุค” ยังไม่ทันหมุนตัว เสียงหนึ่งก็หยุดความมีน้ำใจของคนตัวสูงเอาไว้ ผมหันไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ

            หลายอย่างไม่จำเป็นต้องพูดตอนนี้ ต่อให้อยากรู้หรือไม่เข้าใจกับมันมากแค่ไหนก็ควรเก็บเอาไว้ในใจ ผมไม่ได้อยากดูแย่ในสายตาของใครหลายๆ คน ทว่ากว่าจะอดกลั้นให้สงบนิ่งได้ขนาดนี้มันไม่ง่ายเลยสักนิด

            สองเท้าติดสั่นก้าวออกมานอกห้อง เดินไปตามทางอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกสับสน ในใจกำลังหวังอะไรบางอย่างที่ดูเป็นไปได้ยากแต่ผมก็ยังคิด ช่วยตามออกมาได้มั้ย หรือบอกอะไรก็ได้ให้รู้สึกใจชื้นกว่านี้หน่อย ช่วยบอกว่าผมเข้าใจผิด บอกว่าผมคิดไปเอง อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การกลับไปรอความหวังลมๆ แล้งๆ เหมือนที่กำลังทำอยู่

            ทำไมถึงพูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะแคร์เธอมาก กลัวว่าเธอจะเสียใจเหรอ แล้วตัวผมล่ะ

            ตอนที่ตัดสินใจจะรักเขา ผมทิ้งความกลัวทั้งหมดออกไป

            โดยลืมนึกไปว่า ความผิดหวังก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวเหมือนกัน

            ผมสะกดจิตตัวเองไม่ให้หันไปมองด้านหลัง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกของตัวเอง เพราะเมื่อหันไปความหวังที่สร้างมาก็พังทลายไม่เป็นท่า ยุคไม่ได้ตามออกมา ประตูห้องยังคงปิดสนิท ต่อให้ยืนรอนานกว่านี้อีกเป็นชั่วโมงมันก็ยังเหมือนเดิม

            การกลับมารอที่ห้องอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด ผมรู้ดีว่าคงไม่สามารถทำอะไรต่อได้อีกแล้วนอกจากทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เฝ้ารอเวลาให้ผันผ่านไปแต่ละวินาทีอย่างมีความหวัง

            หนึ่งวินาที...สองวินาที...สามวินาที...

            ผมเกลียดการเฝ้ารอ เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของยุคในวันนั้น ผมปล่อยให้เขาจมจ่อมอยู่หน้าห้องนานนับชั่วโมง นี่หรือเปล่าที่ทำให้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อผมเริ่มเปลี่ยนไป

            ผมผิดเอง ขอโทษ ผมผิดเอง...

            อยากบอกแบบนี้มาตลอดแต่ก็ไม่มีโอกาสได้ทำ อีกนานแค่ไหนกว่าเวลาจะผ่านพ้น เพราะผมคงทนไม่ได้ที่ตัวเองรู้สึกอ่อนแอลงทุกที ผมไม่ใช่ชยินคนเดิมที่ยอมรับกับเรื่องเลวร้ายทุกอย่างในชีวิตได้อีกแล้ว นั่นเป็นเพราะเขาได้เปลี่ยนทุกอย่างของผมไป

            นาฬิกายังคงเดินของมันตามปกติ มีแต่ผมที่คิดว่าแม่งโคตรช้า นอนก็ไม่หลับ ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่งเพลงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำได้แค่พลิกตัวไปมา มองดูแสงสว่างที่ลอดผ่านหน้าต่างค่อยๆ เปลี่ยนสี ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว

            แสงในช่วง Afterglow ผลักความรู้สึกหดหู่นั้นให้ยิ่งหนักเข้าไปอีก

            หนึ่งทุ่มผมลุกเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาก่อนกลับมากดมือถือ เลื่อนไปยังหน้าคอนแท็กซึ่งมีชื่อของคนที่เฝ้ารออยู่หลายครั้ง ผมอยากโทรไปหาเขา แต่ก็รู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็ไม่มีทางรับ ทำได้อย่างเดียวคือรอต่อไป เขาบอกให้รอก็ต้องรอ ต่อให้ไม่รู้ว่ารอไป...สุดท้ายเขาจะมาหรือเปล่าก็ตาม

            Rrrr...!

            เสียงเรียกเข้าดังขึ้นในเวลาสามทุ่มกว่า ผมรีบคว้าโทรศัพท์อย่างเร็วรี่ แต่ก็ต้องใจเสียอีกครั้งเพราะคนที่โทรมาไม่ใช่ยุค และคนเดิมที่ตามติดสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงก็มีเพียงไอ้เบิร์ดแค่คนเดียว ผมกดรับสายอย่างไม่รีรอก่อนกรอกเสียงอ่อยๆ ลงไป

            “ว่าไง”

            [มึงนั่นแหละว่าไง เป็นไงบ้างวะ เคลียร์กันยัง] อีกฝ่ายรัวคำถามเป็นน้ำไหลไฟดับ ส่วนคนฟังน่ะเหรอ พอมีคนสะกิดหน่อยล่ะใจเหลวขึ้นมาทันที

            “ยัง”

            [มึงโอเคหรือเปล่า เสียงแม่งโคตรแย่เลยว่ะ]

            “วันนี้กูไปหายุคแล้วนะ” บางทีผมก็แค่ต้องการใครสักคนที่รับฟัง ไม่ต้องปลอบก็ได้ แค่อยู่ด้วยกันตอนที่ไม่มีใครแบบนี้ก็พอ

            [อืม เจอมั้ย มันว่าไงบ้างล่ะ คือถ้าไม่โอเคกูโทรไปเคลียร์ให้ได้]

            “มันไม่มีประโยชน์หรอก ยุคบอกให้กูกลับมารอที่ห้องก่อน คิดว่าอีกไม่นานคงได้คุยกัน”

            [แล้วทำไมมึงไม่คุยกันตั้งแต่ตอนนั้นวะ]

            “ยุคไม่สะดวกคุยน่ะ” ผมไม่ได้เล่าทั้งหมดให้ไอ้เบิร์ดฟัง อาจเพราะกลัวว่าตัวเองจะคิดไปเอง ประกอบกับไม่อยากให้ใครมองยุคไม่ดีเลยเลือกพูดแค่บางอย่างที่พูดได้เท่านั้น

            [เอาเถอะ พอเข้าใจ เดี๋ยวก็ได้เคลียร์กันแล้ว ว่าแต่มึงเถอะกินอะไรหรือยัง]

            “กูไม่หิว” เสียงพรูลมหายใจดังเข้ามาในสาย ซูปเปอร์เนิร์ดเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนกรอกเสียงตอบกลับมา

            [ถ้ากูยังอยู่ไทย แม่งจะขับรถไปตีก้นมึงให้หนักเลยจริงๆ ไปหาอะไรกินซะ]

            “เบิร์ด...” ผมแทบไม่สนใจคำขู่ของมันด้วยซ้ำ นอกจากถามสิ่งที่คิดอยู่ในหัวตลอดทั้งวันออกไป

            [ว่าไง]

            “ถ้าสมมติกูกับยุคไปด้วยกันไม่รอด มึงว่ากูควรทำยังไงต่อไปวะ”

            [ทำเหมือนที่มึงเคยจบกับแฟนเก่ามึงไง]

            “ไม่เหมือนกัน อันนั้นเราต่างหมดรักกันไปแล้ว แต่ตอนนี้กู...กูยังรักมันอยู่”

            ตอนแรกที่เจอกันผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา ครั้งที่สองและสามก็เหมือนกัน

            ขนาดตอนที่ได้ยินคำสารภาพรักครั้งแรกผมยังรู้สึกเฉยๆ ยังถามตัวเองอยู่เลยว่าตายด้านหรือเปล่า ครั้งแรกไม่ได้ชอบก็จริง ทว่าวันนี้ผมไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าตัวเองได้รักเขาจนไม่เผื่อใจสำหรับความเจ็บปวดไปหมดแล้ว

            [ชยิน ทุกความสัมพันธ์ไม่ได้จบแค่คำว่าแฟนนะเว้ย มึงสองคนยังเป็นเพื่อนกันได้] ผมส่ายหัวทันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว

            “กูไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับยุค”

            […]

            “ถึงใครจะเป็นได้ แต่สำหรับกูมันไม่มีวันเป็นแบบนั้นแล้ว”

            ผมไม่เคยเตรียมใจไว้ว่าต้องผิดหวัง ในจินตนาการมันมีแต่เรื่องที่เราคบกันและจะใช้ชีวิตประจำวันด้วยกันยังไงมากกว่า แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นผมควรทำยังไง

          เป็นเพื่อนก็ไม่ได้ จะรักก็ไม่ได้ บางทีคงเป็นได้แค่...ความทรงจำ

           

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมวางสายจากเพื่อนสนิทที่อยู่ไกลคนละซีกโลกในเวลาเกือบสี่ทุ่ม ก่อนจะกลับมาเฝ้ารอใครบางคนอย่างมีความหวัง เกือบสิบชั่วโมงแล้วที่ยังอยู่ที่เดิม ยึดเตียงเป็นที่พักพิงใจแล้วสะกดจิตตัวเองซ้ำๆ ว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างจะดีขึ้น เดี๋ยวเขาก็มา เดี๋ยวเสียงประตูห้องก็ดังอย่างใจหวัง

            เที่ยงคืน จิตใจที่เคยสงบเริ่มกลับมากระวนกระวายอีกครั้ง ผมเดินไปทั่วห้อง หยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดและตัดสินใจต่อสายหาคนตัวสูงโดยไม่กลัวว่าจะถูกมองแย่ยังไง

            หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...

            จู่ๆ น้ำตาก็ไหลลงมา ผมไม่ควรเป็นแบบนี้ ไม่ควรต้องเจ็บปวดกับการมีความรัก ทั้งที่เคยบอกตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่เริ่มต้นกับใครง่ายๆ อีก สุดท้ายผมก็กลืนน้ำลายตัวเอง

            หากจะโทษใครที่ทำให้เจ็บ คงเป็นตัวผมเองที่ก้าวออกมาจากกำแพงทั้งที่รู้ดีว่าอยู่ในนั้นแม่งก็ดีอยู่แล้ว

            ตีหนึ่ง...

            ยังคงพลิกตัวไปมาบนเตียง ร่างกายไม่รู้สึกถึงความหิวแม้ลำคอจะแห้งผากไปแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันความกระวนกระวายที่เกาะกุมจิตใจก็ยังไม่หายไปไหน ได้แต่ข่มตานอนซึ่งรู้ดีว่ามันคงไม่ต่างอะไรกับการนอนนิ่งๆ เหมือนในคราแรก

            ตีสอง...

            ผมตัดสินใจเดินออกมานั่งรออยู่ตรงโซฟา เผื่อเสียงเคาะห้องดังขึ้น ผมจะได้รีบเดินไปเปิดโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายรอนาน ระหว่างนี้ก็พยายามลดความฟุ้งซ่านของตัวเองลงด้วยการหยิบกีตาร์มาเล่นไปพลางๆ

            การเพ่งสมาธิไปที่จุดใดจุดหนึ่งช่วยได้มาก ทว่ามันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นแหละ

            ตีสาม...

            ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง การเปิดโอกาสเป็นเรื่องที่ดีแล้วเหรอ ถ้าให้เลือกย้อนเวลากลับไปได้ผมยังอยากสานสัมพันธ์กับยุคอยู่มั้ย คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ

            เวลาตีห้า ผมรอข้ามคืนด้วยความหวัง แต่ผลตอบแทนกลับมานั้นมันโคตรว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่เฝ้ารอ ไม่มีเสียงเคาะประตู ไม่มีคำอธิบายใดๆ ที่ทำให้รู้สึกใจชื้นเลยสักนิด ผมไม่อยากคิดไปไกลแต่มันก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี

            การมีแฟนเก่าอยู่ในห้องว่าเจ็บแล้ว แต่ที่เจ็บยิ่งกว่าคือสภาพของผู้หญิงคนนั้น มันอดเชื่อได้ยากว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            ยุคกับดรีมเคยคบกัน เขาเคยรักกันมาก่อน

            พอคิดว่าทุกอย่างที่เขาเคยทำดีกับผม ครั้งหนึ่งเขาก็เคยทำให้เธอ แม่งก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาทันที ไม่มีหรอก คนที่ทำดีกับเราแค่คนเดียวในโลก มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ต้องมารับผิดชอบความรู้สึกไม่พอใจของผมสักหน่อย เป็นผมเองต่างหากที่ต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเองให้ได้

            หกโมงเช้าผมอาบน้ำแปรงฟัน หาของกินง่ายๆ รองท้องแม้จะไม่รู้สึกอยากเท่าไหร่นัก เมื่อจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จจึงย่างเท้าเข้ามายังห้องนอน เก็บเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋า ในหัวผมไม่รู้หรอกว่าควรทำอะไรหรือตัดสินใจจะไปที่ไหน รู้แค่ว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้นานนัก

            ผมเป็นคนไม่มีเพื่อนมาก จะหวังพึ่งใครก็กลัวว่าเขาจะอึดอัดเลยเลือกแบกทุกอย่างไว้กับตัวเอง

            ในบัญชีมีเงินอยู่เล็กน้อย มันพอสำหรับค่าเดินทาง ค่าที่พัก รวมถึงค่าอาหารในระยะเวลาหนึ่ง แย่หน่อยที่ผมเลือกหนีปัญหา แต่เชื่อเถอะว่ามันดีสำหรับตอนนี้ที่สุดแล้ว

            ผมให้เวลา ผมเฝ้ารอ ทว่าความอดทนของคนเรามีวันสิ้นสุดเสมอ

            ถ้ายุคแคร์ผมจริงเขาคงวิ่งมาอธิบายทุกอย่างให้เข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว ทำไมถึงปล่อยให้ผมรอนานขนาดนี้ อย่างน้อย...โทรมาบอกสักนิดก็ได้ว่าคืนนี้คงไม่มา ว่างวันไหนค่อยคุยกันมันก็อาจจะดีกว่า

            ผมส่งข้อความไปหาที่บ้าน บอกกับเขาด้วยประโยคสั้นๆ ว่าขอหนีเที่ยวสักสัปดาห์ จากนั้นช่องทางการติดต่อทุกอย่างก็ถูกปิด หวังว่ามันคงเพียงพอสำหรับการทบทวนสิ่งต่างๆ เพียงลำพัง

            โชคดีที่เมื่อสองเดือนก่อนผมได้รับอีเมลชวนให้ไปคอนเสิร์ตต่างจังหวัด ตอนแรกคิดว่าคงไม่มีเวลาว่างพอจะไป ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ ชีวิตก็อยากหาอะไรทำขึ้นมาซะงั้น

 

          ยุค

          ว่า...

          คุณชอบผมเพราะอะไร จะบอกว่าผมหล่อก็คงไม่ใช่มั้ง เงินก็ไม่มีด้วย แถมคอนโดยังผ่อนอยู่เลย ผมไม่เคยทำดีเพื่อคุณสักอย่างแต่ทำไมคุณถึงชอบผม

          เพราะคุณทำให้ผมเติบโต และเพราะคุณอีกเหมือนกันที่ทำให้ผมกลายเป็นเด็ก

          ‘…’

          ผมเกลียดการเป็นผู้ใหญ่เพราะต้องแบกรับหน้าที่อะไรหลายๆ อย่าง ผมอยากเป็นเด็กที่ไม่ต้องคิดอะไรนอกจากใช้ชีวิตไปวันๆ แต่กาลเวลาเอาความเป็นเด็กกลับมาไม่ได้

          ‘…’

          ตอนที่ผมได้เจอคุณครั้งแรก มันทำให้ผมคิดว่าผมอยากเป็นผู้ใหญ่ อยากดูแลคุณ อยากแบกรับภาระทุกอย่างที่มีคุณอยู่ ขณะเดียวกันความสดใสของคุณ ความคิดเด็กๆ ของคุณมันทำให้ผมได้รับช่วงเวลาวัยเด็กกลับมาพร้อมๆ กัน คุณเป็นมันทุกอย่าง

 

            ยังจำได้ดี

            ประโยคสารภาพรักในคืนนั้น เขาบอกชอบผม ชอบทุกอย่างที่เป็นตัวตนของคนชื่อชยิน นี่อาจเป็นคำปลอบใจที่ดีที่สุดที่สามารถบอกกับตัวเองได้

            สิบโมงเช้าผมแบกกระเป๋าออกจากห้องหลังสำรวจความเรียบร้อยเสร็จสรรพ แต่ก็ยังไม่หมดความพยายามต่อสายหายุคไปพลางๆ แน่นอนว่าคำตอบก็เป็นอย่างที่รู้กันดี เขาปิดเครื่องไปแล้ว เหมือนกับความสัมพันธ์ของเราที่คงต้องจบลงไปพร้อมกันด้วย

            ถ้ารู้ว่าแพ้ผมก็จะถอย คงไม่ดันทุรังให้ใครต้องรู้สึกอึดอัดอีก

            “มึงอยู่คนเดียวได้เว้ยชยิน มึงอยู่กับความทรงจำได้” ผมพูดปลอบใจตัวเองขณะเดินแบกกระเป๋าเป้ไปตามทาง

            ก็แค่กลับไปเป็นเหมือนเดิมคงไม่มีอะไรยาก เมื่อก่อนเหงาแค่ไหน โดดเดี่ยวแค่ไหนทำไมถึงอยู่ได้ ผมดูหนังคนเดียวเป็นประจำ กินข้าว ปั่นเรือเป็ด หรือแม้กระทั่งไปดูคอนเสิร์ต ทุกอย่างที่ทำผมมีความสุขดี คราวนี้ก็คงไม่ต่าง...

            ชีวิตเคยมีเขาเข้ามา วันหนึ่งเขาไม่อยู่แล้ว มองในแง่ดีครั้งหนึ่งเราก็เคยอยู่ด้วยกัน ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหนก็เรียกร้องอะไรกลับมาไม่ได้หรอก

            ทำได้แค่พาคำว่ารักของเขาเดินทางไป ทั้งที่ตอนนี้อาจไม่เหลือความรักอยู่แล้วก็ตาม

            “ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร...”

            “...”

            “เก่งแล้วชยิน เก่งมาก”

            วันแรกของการเดินทางมาต่างจังหวัดในรอบหลายเดือน ผมไม่ได้ติดตามข่าวสารทางโซเชียลใดๆ เพราะปิดมือถือและไม่ได้พกแล็ปท็อปติดตัวมาด้วย ช่วงเวลานี้จึงเป็นการแค่พักผ่อนโดยไม่มีอะไรมารบกวนอย่างแท้จริง

            การอยู่ในกำแพงเหงาก็จริง แต่ถ้าแลกกับการไม่เจ็บปวดอีกมันก็คุ้มค่า

            โฮมสเตย์ที่เข้าพักค่อนข้างสะอาด และราคามิตรภาพเหมาะสำหรับคนกินแกลบประจำอย่างผม อาหารอร่อย บรรยากาศก็ดี ผมพกหนังสือของมูราคามิเล่มที่ยังไม่ได้อ่านติดตัวมาด้วย เลยไม่มีเวลาว่างแบ่งไปคิดถึงเรื่องอื่น แค่ถ่ายรูปกับอ่านหนังสือหนึ่งวันก็ผ่านไปแล้ว

            วันที่สองผมยังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิม มีแค่หนังสือที่ไม่ได้หยิบมาด้วยเนื่องจากตะบี้ตะบันอ่านแก้อาการนอนไม่หลับจนจบเล่มภายในคืนเดียว เลยเปลี่ยนไปใช้เวลาเที่ยวละแวกนั้น หาไอเดียแต่งเพลงเลี้ยงปากท้องเหมือนที่ชอบทำแบบเมื่อก่อน

            ใกล้ค่ำหน่อยก็กลับมาหาข้าวกิน เวลาดึกผมนอนดูดาวอยู่ตรงระเบียงห้อง ที่ตรงนี้เห็นดาวชัดแจ๋ว สวยไม่ต่างจากดาดฟ้าคอนโดที่กรุงเทพฯ เลยสักนิด

            ผมไม่ได้มีกำหนดว่าจะอยู่ที่นี่ไปถึงเมื่อไหร่ คิดว่าเงินหมดก็คงต้องกลับ ซึ่งข่าวร้ายก็คือมันคงพอให้ผมได้ดูคอนเสิร์ตในวันสุดท้ายเท่านั้นแหละ เกิดมาจนจะแย่ ทำตามความฝันบางทีก็แดกไม่ได้ แถมมีความรักกับเขาทั้งทีก็ต้องมาเจ็บปวดเพราะไม่สมหวังอีก

            ผมเลยพยายามตัดใจ

            แต่มันไม่ง่ายเท่าไหร่เพราะยังคิดถึงเขาอยู่ ยุคจะคิดเหมือนกันบ้างมั้ย ผมตั้งคำถามแบบนี้ซ้ำๆ ทว่าก็ไม่เคยรู้คำตอบอยู่ดี

            บรรยากาศในวันคอนเสิร์ตพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ผมยื่นนิ่งๆ กวาดตามองบรรยากาศโดยรอบ บางคนมากับเพื่อนกลุ่มใหญ่ บางคนมากับคนรัก บางคนมากับเพื่อนสนิท หรืออีกหลายๆ คนก็ฉายเดี่ยวด้วยความแกร่งกล้า ผมคือหนึ่งในนั้น

            ความรู้สึกเดิมๆ ตีวนเข้ามาในความคิด เมื่อก่อนผมอยู่กับความเหงายังไงวะ โคตรเก่งเลย ตอนนี้ก็ไม่ยากนักหรอก เปิดใจ ยอมรับความจริง อีกไม่นานก็ผ่านมันไปจนได้นั่นแหละ

            “ขอเสียงคนรักในเสียงเพลงดังๆ ได้มั้ยคร้าบบบ”

            “โว้วววววววว” เสียงลากยาวจากหน้าเวทีทำให้ทุกคนวิ่งกรูกันเข้าไป

            วันนี้มีวงดนตรีหลายวงมาเล่นที่นี่ มั่นใจว่ายังไงก็ต้องได้ฟังเพลงที่ตัวเองแต่งแน่ๆ เลยเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมตัดสินใจมาดูคอนเสิร์ตไกลถึงต่างจังหวัด ทั้งที่ตัวเองเป็นคนติดห้องจนใครก็ลากออกมาไม่ได้

            งานเริ่มตั้งแต่ห้าโมงเย็นยาวนานจนถึงเที่ยงคืน ผมเดินไปซื้อเบียร์กระป๋อง จากนั้นก็เดินเข้าไปบริเวณเวทีใหญ่และโยกไปตามจังหวะเพลงที่ศิลปินกำลังเล่น

            รักที่เธอเคยมีถูกร้องในเวลาเกือบสี่ทุ่ม เนื่องจาก A little bliss เล่นเป็นวงที่ห้า ทุกคนดูอินกับการร้องคร่ำครวญราวกับเพิ่งอกหักมาหยกๆ ขณะที่อีกหลายคนก็กอดคอเพื่อนเพื่อปลอบใจอยู่ไม่ห่าง

            ไม่มีใครจำผมได้ อาจเพราะทุกคนกำลังโฟกัสไปที่ความสนุกบนเวทีเลยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ซึ่งมันดีแล้ว

            จากเพลงเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นเพลงสนุกสนานในเวลาต่อมา เรากระโดดโลดเต้น แหกปากร้องจนเหน็ดเหนื่อย เหงื่อเม็ดโตผุดซึมเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลัง ผมเดินไปซื้อเบียร์มาอีกกระป๋อง กระดกดื่มจนหมดเนื่องจากแอลกอฮอล์ช่วยให้รู้สึกสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว

            สี่ทุ่มครึ่ง Moving and cut วงดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟอีกวงที่ผมชื่นชอบก็เอ่ยทักทาย ท่ามกลางเสียงกรี๊ดต้อนรับของคนด้านล่าง

            เพลงส่วนใหญ่ของวงมักเป็นเพลงเศร้า ดังนั้นหลายคนจึงเตรียมตัวอย่างดีว่าจะมาน้ำตาหลากกันที่นี่ ก่อนหน้าก็ A little bliss ไปแล้ว ตอนนี้หัวใจคนฟังคงอินไปอีกพักใหญ่

            “นี่เป็นเพลงใหม่ของพวกเรา อาจจะแปลกหน่อยที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยเพลงเร็ว เพียงแต่เราคิดว่าคงมีใครในนี้อีกหลายคนที่มาคนเดียว”

            “วู้วววๆๆๆ”

            “ใครอีกหลายคนที่เพิ่งอกหัก”

            “ช่ายยยยยยยย”

            “ใครหลายคนที่กำลังหนีความจริง และใช่...บางคนเลือกหนีเพื่อที่จะได้รู้สึกดีขึ้น หนี...เพื่อลืมความรักที่จากเราไป เพราะงั้นขอเสียงคนที่กำลังหนีหน่อยได้มั้ยครับ”

            “กรี๊ดดดดดดดดดด”

            เสียงตอบกลับดังไปทั่วพื้นที่ ผมยังคงยืนนิ่ง จ้องมองไปตรงเวที รอคอยจนกระทั่งดนตรีในจังหวะแสนคุ้นเคยดังขึ้นมา

            คืนนี้ผมมาเที่ยวกับความเหงา เราแบกเป้กันมาไกลด้วยความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรบางอย่างในร่างกายที่แหลกสลาย ผมพยายามที่จะรักษาด้วยการหยุดเฝ้ารอ และเลือกเยียวยามันด้วยการทำทุกๆ อย่างเหมือนในอดีต

            ก่อนมีความรักผมทำอะไรบ้าง รู้สึกยังไง มีความสุขแค่ไหน

            ผมไม่ได้โดดเดี่ยว ในวันที่ความเหงาเข้ามาทักทาย ก็แค่ยอมรับความจริงและอยู่ให้ได้เท่านั้น

            “มาช่วยร้องไปพร้อมๆ กันนะครับ Escape…

 

            “ฉันเพียงแค่อยากหนีไป ยังฝืนความรู้สึกไม่ไหว

          เพราะว่าในความหลัง ไม่ได้ทำให้มีความหวัง

          ให้เดินต่อไป...

 

          แต่สุดท้ายฉันยังคงอยู่ที่เดิม

          มีชีวิตเหมือนวันเก่าๆ เสมอ

          ได้แค่ยิ้มให้ความผิดหวัง และคงทำได้เพียงแค่นั้น

          มานานเหลือเกิน”

 

            เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงเศร้า ทั้งที่มันไม่ได้ปลอบประโลมอะไรเรา ตรงกันข้ามกลับทำให้เรายิ่งเจ็บเข้าไปอีก

            จริงๆ แล้วมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยึดติดกับความเจ็บปวดต่างหาก การตอกย้ำว่าเราทรมานแค่ไหนเป็นเหมือนการระบายความอัดอั้นทุกอย่างออกมา หลายครั้งที่คนฟังเพลงเศร้าแล้วร้องไห้ หลายครั้งที่ไม่อาจฝืนยิ้มได้อีกต่อไป และหลายครั้งเหมือนกันที่เราตะโกนแหกปากร้องเพลงฟูมฟายจนแทบเสียสติ

            ถามว่าเจ็บมั้ย ก็ไม่ได้บรรเทาอะไรมาก แต่ในทางความรู้สึกผมคิดว่ามันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย เจ็บปวดเข้าไปอีก แต่ต่อให้เจ็บแค่ไหน เราก็ยังมีความหวังว่าทุกอย่างจะกลับเป็นเหมือนเดิม

 

            “ฉันเพียงอยากขอช่วยทำให้ฉันหายไป

          หายไปในความฝันที่ไม่มีใครสนใจ

          อยู่ตรงนั้นคงงดงาม ฟ้าที่สีคราม ลมที่พัดผ่านไป

          ได้แต่หวังว่ามันคงสวยงาม”

 

            น้ำตาไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ความอดทนที่พยายามมาตลอดพังทลายลงไม่เป็นท่า ท่ามกลางผู้คนมากมาย ผมรับรู้ได้แต่เสียงร้องไห้ของตัวเอง มันดังก้องในใจและยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหยุด

           

            ชยิน

          หืม

          จากวันแรกที่เจอคุณจนวันนี้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่...

          ...

          ผมชอบคุณมากขึ้นทุกวันเลยว่ะ

 

            เขาคงลืมมันไปหมดแล้ว มีเพียงผมที่ยังคงจดจำได้ขึ้นใจ

            ความทรงจำในอดีตหลั่งไหลราวกับสายน้ำ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวลงทุกขณะจนสุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องทรุดตัวนั่งลงกับพื้น

            เกลียดตัวเองฉิบหายที่ต้องมาอกหักทั้งที่ยังไม่ได้คบ

            “คุณ...คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ใครสักคนย่อเข่าลงตาม มือข้างหนึ่งแตะลงบนไหล่ของผมเบาๆ ราวกับกำลังเป็นห่วง

            “เปล่าครับ ผม...ไม่เป็นไร”

            “มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะคะ”

            “ขอบคุณมากครับ แต่ไม่เป็นไรจริงๆ” ผมกะพริบตาถี่เพื่อไล่น้ำตาร้อนๆ พลางยกแขนขึ้นเช็ดอีกที จากนั้นจึงยืนขึ้นเต็มความสูง ก้มหัวขอบคุณกลุ่มคนตรงหน้าก่อนเบียดเสียดผู้คนเดินออกไปด้านนอก

            ความพยายามที่ทำมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ล้มเหลวไม่เป็นท่า

            วันนี้...ผมคิดถึงเขาอีกแล้ว

            ถึงผมกับยุคจะได้เจอกันในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้ยาวนานนับปีเหมือนใครหลายคน แต่แปลกเหลือเกิน...ตอนที่ความสัมพันธ์จบลงในวันนั้น ความทรงจำทุกอย่างกลับยังคงดำเนินต่อ

            ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ อาจจะหนึ่งเดือน สองเดือน หนึ่งปี ตอนที่มีความรักครั้งใหม่เข้ามาทักทาย หรือบางที...

            มันอาจเป็นตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            กงล้อของความจริงมักหมุนวนกลับมาเร็วเสมอ เพราะต่อให้เราอยากหนีไปนานแค่ไหนท้ายที่สุดแล้วก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับทุกอย่างอยู่ดี

            ผมแบกกระเป๋าเสื้อผ้าเน่าๆ กับเงินที่มีติดตัวโคตรน้อยนิดกลับมายังห้อง ก่อนจะเปิดอีเมลเพื่อเช็กความเคลื่อนไหวของงานผ่านแล็ปท็อปโดยไม่คิดแตะต้องมือถือ ก่อนจะเห็นว่ามีข้อความทวงงานจากพี่โปรดิวเซอร์สนิทเด่นหราอยู่ตรงหน้า

            เราเคยคุยกันเรื่องเพลงที่ตกลงไว้ในตอนแรก แม้ไม่เร่งร้อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสบายใจถึงขั้นอยากส่งเมื่อไหร่ก็ได้ เพลงคือธุรกิจ งานของผมก็ต้องการเงิน ดังนั้นเลยหลีกเลี่ยงกฎข้อนี้ไม่ได้เลย

            ผมกดเปิดโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในรอบหนึ่งสัปดาห์ ข้อความและ missed call มหาศาลถูกส่งเข้ามานับไม่ถ้วน แต่ผมก็ไม่ได้สนใจนอกจากต่อสายหารุ่นพี่ที่ทำงานเป็นอันดับแรก ซึ่งแกก็กดรับอย่างเร็วโดยไม่ปล่อยให้รอนาน

            [ไอ้ชยิน มึงหายไปไหน!] น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดูโมโหไม่น้อย ส่วนผมก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวนอกจากตอบอ้อมแอ้มยอมรับความจริง

            “ขอโทษครับ พอดีผมไปต่างจังหวัดมา”

            [เออดี ชีวิตแฮปปี้แต่คนที่นี่กำลังจะตาย]

            “ก่อนหน้านั้นผม...มีปัญหานิดหน่อย”

            [อกหัก?]

            “...” คราวนี้ผมเงียบไป

            [ก็ไม่ได้บอกหรอกว่าจะให้เคลียร์เรื่องอกหักแล้วมาแต่งเพลง เข้าใจว่าทำได้ยาก แต่ก่อนจะตัดสินใจหายหัวน่ะช่วยเมลหรือโทรมาบอกก่อนได้มั้ย กูจะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อไป]

            “งั้นผมขอแก้ตัวใหม่ได้มั้ยพี่เกม”

            [โทษทีว่ะ งานมึงกูยกให้คนอื่นทำไปแล้ว] อาการช็อก แล้วก็อาฟเตอร์ช็อกแบบไม่รู้จบมันเป็นแบบนี้นี่เอง

            “ได้ไง!

            [ก็มึงไม่อยู่ ติดต่อก็ไม่ได้ งานของค่ายมันก็ต้องเดินหน้าป่ะวะ ถ้าจะให้รอมึงคนเดียวก็ฉิบหายตายห่ากันพอดี]

            “ผมรู้ แค่อยากจะขอโอกาสอีกครั้งได้มั้ยครับ” เงินหมดแล้ว พูดง่ายๆ ว่าไม่มีจะแดก สภาพจิตใจย่ำแย่ สภาพกระเป๋าสตางค์ก็ไม่ต่างกัน

            [ช่วงนี้ไม่มีโปรเจ็กต์อะไรให้มึงทำหรอก]

            “เข้าใจครับ”

            [แต่ถ้าอยากมีงาน มึงเขียนเพลงใหม่ขึ้นมาเลย ทำเองแม่งให้หมด แล้วลองเอามาเสนอดู ได้ไม่ได้เดี๋ยวกูเคาะกับที่ประชุมอีกที] ในข่าวร้ายยังมีข่าวดีแทรกอยู่ ผมยิ้มออกมา ดีใจจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้

            “ไม่มีปัญหาครับ จะให้ส่งวันไหนบอกมาได้เลย”

            [สิ้นเดือนนี้ทันมั้ย]

            “ทันครับ” ผมตอบโดยไม่คิด

            [แล้วเรื่องปัญหาหัวใจอะไรของมึงล่ะ แยกออกจากงานได้เหรอ]

            “ได้ครับ พี่เกมไม่ต้องห่วงเลย ผมทำได้”

            [เออ แล้วอย่าโหมงานจนตายล่ะ อยู่คนเดียวแบบนั้นไม่มีใครไปช่วยหรอกนะ แค่นี้แหละมีงานแทรก ถ้าสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ส่งเมลมาคุยแล้วกัน]

            หลังวางสาย ผมตัดสินใจกดปิดเครื่องมือสื่อสารอีกครั้งก่อนรวบรวมกำลังใจให้ตัวเอง ความจริงแล้วเรื่องงานกับความรู้สึกมันแยกกันได้เว้ย และผมก็คือคนนั้น...

            การอุดอู้อยู่ที่ห้องไม่ได้ช่วยให้งานคืบหน้า เพราะงั้นผมจึงคว้าเอาแล็ปท็อป สมุดจดเพลงพร้อมกับกีตาร์ออกไปหาแรงบันดาลใจข้างนอก ผมมีร้านประจำที่มักมาเสมอจนจำหน้าค่าตาคนในร้านได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมันมีห้องส่วนตัวพอที่จะให้ผมได้แต่งเพลงนอกสถานที่แบบไม่ต้องรบกวนใคร

            ช่วงบ่ายแก่ๆ ผมมาถึงร้าน สั่งกาแฟและของกินเล่นที่ถูกที่สุดมาประทังความหิว ก่อนเริ่มต้นแต่งเพลง

            “กาแฟครับ” เจ้าของร้านเดินเข้ามาเสิร์ฟด้วยตัวเอง

            “ขอบคุณครับพี่”

            “หายไปหลายวันเลยนะ ช่วงนี้เป็นไงบ้าง”

            “ก็...แย่นิดหน่อย”

            “ชีวิตมันก็มีทั้งดีและแย่นั่นแหละ ว่าแต่คนนั้นไม่มาด้วยเหรอ” คนนั้นคงหมายถึงยุค เราเคยมาที่นี่ด้วยกัน แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจด้วยกัน ซึ่งมันจะไม่มีอีกแล้ว

            “คงไม่มาแล้วครับ”

            สีหน้ายิ้มแย้มนั่นดูสลดลงเล็กน้อย

            “วันนี้ว่าจะเปิดเพลย์สิสต์ที่มีคนแต่งชื่อชยินทุกเพลงเลย”

            “ปลอบใจกันได้ดีมาก ขอบคุณครับ”

            “รอฟังเพลงใหม่อยู่นะ”

            “อีกนานเลยกว่าจะได้ฟัง”

            “การรอคอยไม่ได้แย่สักหน่อย มองดีๆ มันก็คุ้มที่จะรอเหมือนกัน” มือหนาเลื่อนปิดประตูกระจกให้ ปล่อยให้ผมได้อยู่ตัวเองอีกครั้ง ไม่ถึงสามนาทีเพลย์สิสต์เพลงทุกเพลงที่ผมเคยแต่งก็ดังลอดเข้ามา ซึ่งก็ดีแล้วที่ไม่ต้องอยู่เงียบๆ เพียงลำพัง

            ก่อนหน้านั้นผมทำตัวโง่ คาดหวังถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และบางครั้งก็ค้นพบว่าตัวเองแม่งไร้เหตุผลสิ้นดี ความรักทำให้คนเปลี่ยนไปแต่ไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง จากความคิดที่ว่าจะแต่งเพลงรักหวานแหวว เลยกลายเป็นต้องเบนเข็มมาเขียนเพลงเศร้าอีกตามเคย

            แถมคราวนี้ก็ดูจะอินกว่าทุกครั้ง ลืมเลือน...เพลงที่มีชื่อก่อนเนื้อหาและเมโลดี้

            เพลงที่มีภาพความทรงจำของผมกับใครบางคนก่อนจะจางหายไป

 

            “กลับแล้วเหรอ” รุ่นพี่เจ้าของร้านเอ่ยถามเหมือนทุกครั้ง

            “ครับ”

            “ได้งานมั้ยวันนี้”

            “ไม่ได้อะไรเลยครับ” หลายคนพูดถูก เราไม่สามารถแยกความรู้สึกส่วนตัวกับงานได้จริงๆ

            “ไอเดียดีๆ มันไม่ได้มาทุกวันหรอก อย่ากดดันตัวเอง”

            “ขอบคุณครับ แล้วค่ากาแฟกับขนมเท่าไหร่ครับ”

            “ร้อยห้าสิบ”

            ผมควักเงินออกจากกระเป๋าสตางค์พลางยื่นให้คนตรงหน้า ใช้เวลาอยู่ตรงเคาน์เตอร์ไม่นานก็หอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเดินออกจากร้าน ไม่คิดเลยว่าภาพที่เห็นจะทำให้หัวใจที่เริ่มแข็งแรงกลับมาอยู่ในสภาพย่ำแย่อีกครั้ง

            “ชยิน” นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่เจอยุค แปดวัน...ทว่าในความรู้สึกกลับเหมือนยาวนานนับปี

            “มาทำงานเหมือนกันเหรอ”

            ผมคงทำได้แค่ทักแล้วส่งยิ้มให้ เวลาของเรามันจบลงแล้ว จบลงในวันที่เขาไม่มาตามนัดและปล่อยให้ผมรอข้ามคืนอย่างมีความหวัง

            แถมวันนี้เจ้าตัวก็ไม่ได้มาคนเดียวเสียด้วย ข้างกายเขายังมีใครอีกคน เป็นแฟนเก่าที่ตอนนี้อาจจะเลื่อนความสัมพันธ์มาเป็นแฟนคนปัจจุบัน ผมไม่อยากคิดไปเองหรอก แต่เห็นท่าทางการจับมือแล้วมันก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี

            คงมีแต่ผมที่ร้องไห้ ความคิดเข้าข้างตัวเองมากมายสลายหายไปในพริบตา ตรงหน้านี้ต่างหากที่เป็นความจริง

            “ดรีมเข้าไปรอในร้านก่อนได้มั้ย” คนตัวสูงหันไปบอกผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ก่อนเธอจะพยักหน้าเข้าใจ

            “คือขอโทษนะ แต่ตอนนี้ผมไม่สะดวก ต้องกลับแล้ว” เวลานี้คงไม่มีใจอยากฟังคำพูดแก้ตัวอะไรหรอก ผมเอ่ยลาสั้นๆ จากนั้นก็ย่ำเท้าไปข้างหน้า แต่ยุคไวกว่านั้น เขาคว้าข้อมือของผมเอาไว้และยึดให้หยุดอยู่กับที่

            “เราต้องคุยกัน”

            “ไม่มีอะไรต้องคุยกัน”

            “คุณหายไป ผมติดต่อคุณไม่ได้ รู้หรือเปล่าว่าทุกคนเป็นห่วง”

            “รู้ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ผมจะโทรไปขอโทษเพื่อนๆ เอง แค่นี้ใช่มั้ย”

            “ชยิน”

            “ผม...อยากกลับแล้ว เพราะงั้นคุณช่วยปล่อยมือผมได้มั้ย” ก่อนที่ผมจะทำตัวงี่เง่ามากกว่านี้ ก่อนที่ผมจะร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ

            “เรายังไม่เข้าใจกัน”

            “ใช่ แล้วก็ไม่มีวันเข้าใจด้วย ตอนที่ผมรอคุณเป็นนาที เป็นชั่วโมง รอจนข้ามวันคุณหายไปไหน”

            “...”

            “ผมเจ็บ ฮือออออ พอแล้วได้มั้ย พอเถอะ”

            สุดท้ายก็พ่ายแพ้ ผมร้องไห้อีกจนได้ คิดถึงชยินที่เคยเข้มแข็งในอดีตจริงๆ ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหนก็ไม่เคยร้องออกมา

            “ปล่อยเถอะ ปล่อยได้แล้ว” ไม่นานข้อมือก็ถูกปล่อยเป็นอิสระ

            ในเวลานี้ผมไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าเขา เลยได้แต่หมุนตัวเดินผละออกไป ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิด ยุคไม่ได้ตามผมมาแต่กลับเลือกเดินเข้าไปในร้านเพราะผู้หญิงคนนั้น

            ความรักที่ยังไม่ได้เริ่มต้นตอนนี้จบลงแล้ว...

            เมื่อกลับถึงห้องผมทิ้งข้าวของทุกอย่างไว้กับพื้น ก่อนโถมตัวลงบนโซฟา ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเพื่อหวังว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะร้องไห้ให้เขาอีก

            นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่จมอยู่กับสภาพน่าสมเพช ในหัวจินตนาการไปสารพัดกระทั่งคิดหาทางออกด้วยตัวเองได้อย่างหนึ่ง เลยย่างเท้าไปยังตู้เย็น หยิบกระป๋องเบียร์ทั้งหมดที่มีออกมากระดกดื่ม คิดเสมอว่าแอลกอฮอล์ช่วยคลายความเศร้าได้ และผมอยากหลับไป

            ทุกคืนผมมักจะฝันถึงเขา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เมาผมจะไม่ฝันอะไรอีกเลย ไม่ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดทั้งในความจริงและความฝัน แม้จะเป็นเวลาชั่วครู่แต่ก็ดีกว่าต้องเจ็บอยู่ตลอดเวลา

            กระป๋องเปล่าถูกทิ้งลงบนพื้น ของเหลวที่ดื่มเข้าไปแผ่ซ่านไปตามกระแสเลือด กว่าจะรู้สึกร้อนก็ตอนที่เบียร์กระป๋องที่สามถูกดื่มจนหมด การดื่มรวดเดียวแบบไม่มีพักนี้ทำให้รู้สึกเมาเร็วขึ้นหลายเท่า ทว่าผมก็ยังคิดว่ามันไม่พอ กระป๋องที่สี่และห้าตามมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่มองเห็นชัดเจนเริ่มพล่ามัว ร่างกายคล้ายกำลังโงนเงนแทบยืนไม่มั่นคง ผมแกะเบียร์กระป๋องสุดท้ายที่เหลืออยู่แล้วยกขึ้นดื่ม แต่ยังไม่ทันหมดกระเพาะก็เหมือนจะไม่ยอมรับ เลยเดินโซซัดโซเซกลับไปที่โซฟา

            “หลับได้แล้ว...หลับเถอะ” ทิ้งตัวลงนอนและกล่อมตัวเอง ขณะน้ำตายังคงไหลลงมาไม่ขาดสาย

            อยากผ่านไป แต่เมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง

            ผมข่มตาหลับเนิ่นนาน ซึ่งไม่รู้ว่าผ่านไปในเท่าไหร่ที่อยู่ในสภาพนี้กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ที่มีแต่ความสับสน

            ก๊อกๆๆ

            ผมยังคงไม่สนใจนอกจากนอนนิ่งๆ อยู่ที่เดิม ทว่าคนด้านนอกก็ยังไม่หยุดเคาะ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่ตรงนั้น แต่ในช่วงเวลาที่สมองประมวลผลเชื่องช้าขนาดนี้ ผมก็คิดอะไรไม่ออกนอกจากสะบัดหัวไล่ความมึนเมาออกไปเล็กน้อย ก่อนลากสังขารไปยังหน้าประตู

            ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะถูกจู่โจมด้วยแรงกอดที่รัดแน่นจากคนตัวสูงกว่าในเสี้ยววินาที

            “อืออออออ” ผมร้องอย่างไม่พอใจ พยายามสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถ         “ชยิน” เจ้าตัวเรียกชื่อผม

            “ใคร เป็นใคร”

            “คุณเมาเหรอ” วงแขนอบอุ่นกับกลิ่นกายที่คุ้นเคย คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ชายที่ชื่อศตวรรษ

            “ยุค คุณมา...ที่นี่อีกทำไม” พูดไปก็สะอึกไปจนน่ารำคาญ     

            “...”

            “เราจบกันแล้ว...ไม่...ใช่เหรอ”

            เขาไม่ยอมตอบ แต่กลับยึดหน้าของผมไว้ จากนั้นก็ประกบจูบอย่างเอาแต่ใจ เรียวลิ้นร้อนชื้นแทรกผ่านริมฝีปากเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว เกี่ยวกระหวัดหยอกล้อกับทุกอย่างที่อยู่ภายในโพรงปากจนทำให้ผมแทบหมดเรี่ยวแรงที่จะขัดขืน

            ใจหนึ่งอยากผลัก แต่เมื่อถูกกอดกลับอยากอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมเกลียดความย้อนแย้งในใจของตัวเอง   

            จูบครั้งนี้ไม่ได้หอมหวาน สิ่งที่รับรู้ได้เต็มไปด้วยความขื่นขม ทว่าเขาก็ยังเก่งที่ยังคงทำให้ผมคล้อยตามจนเหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง กว่าจะยอมผละออก สองขาก็แทบทรุดลงกับพื้น หากไม่ได้คนตัวสูงพยุงไว้ตอนนี้ผมคงล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว

            “คุณทำไปเพื่ออะไร” ผมก้มหน้าไม่ยอมสบตา

            “...”

            ไม่อายหรอกที่ต้องร้องไห้ต่อหน้าเขาซ้ำซาก ก็แค่ไม่เข้าใจว่าหากไม่รักกันแล้วทำไมถึงไม่ยอมพูดตรงๆ ต่างหาก

            “ทำไมต้อง...เป็นผมคนเดียวที่เจ็บ ทำไมผม...ต้องรักคุณในวันที่คุณไม่รู้สึกอะไรแล้วด้วย”

            “เมาแล้วเด็กน้อย รอให้คุณโอเคกว่านี้เรามาคุยกันเถอะ” ตัวของผมถูกรวบไปกอดอีกรอบ คราวนี้วงแขนหนาหนักออกแรงรัดแน่นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว แต่ผมส่ายหัว

            “ผมไม่อยากฟัง...ไม่อยากเสียใจที่ต้องรับรู้...ว่าคุณไม่รักกันแล้ว”

            ผมยังคงพึมพำไม่หยุด ไม่นานร่างกายก็ถูกอุ้มขึ้นมา ร่างสูงใช้เท้าเปิดประตูเข้าไปยังห้องนอน ก่อนวางผมไว้บนเตียงอย่างละมุนละม่อมและตั้งท่าจะผละออกไป ความกลัวผลักดันให้ผมรีบคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยขอร้องราวกับคนไม่มีศักดิ์ศรี

            “อย่าไป อย่าเลือกเขาได้มั้ย”

            “ผมไม่ได้ไปไหน แค่คุณเมามาก ต้องเช็ดตัวนะ”

            “ผมไม่เมา ยังรู้สึกตัว” แถมรู้ดีด้วยว่าในเวลาที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เข้าใจดีว่าต้องเจ็บที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ แต่ช่างแม่งเถอะ ผมฝืนความรู้สึกของตัวเองไม่ได้อีกแล้ว

            ความรู้สึกเบื้องลึกผลักดันให้ผมมีความกล้าพอจะทำอะไรบางอย่าง ยางอายถูกสลัดออกไปทันทีที่มือติดสั่นของตัวเองกำลังดึงทึ้งเสื้อยืดที่สวมใส่ออกไปจากตัว

            “ชยินจะทำอะไร”

            “มีเซ็กซ์”

            “ตั้งสติก่อน ชยินตอนนี้คุณไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”

            “ผมรู้”

 

 

CUT

(ฉาก NC ที่เหลือหาอ่านได้ที่เล้าเป็ดนะคะ)

 

 

 

            นาฬิกาฝาผนังบ่งบอกว่านี่เป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว ผมอยู่ในอ้อมกอดของคนตัวสูง มันทั้งอบอุ่น ปลอดภัย และอยากให้เป็นแบบนี้ไปอีกนานๆ

            Rrrr..!

            ไม่คิดเลยว่าโทรศัพท์ของเขาจะดังขึ้นอีกครั้ง ผมแสร้งปิดเปลือกตา แต่กลับรับรู้ทุกอย่างผ่านทางเสียงและสัมผัส ไม่คิดเลยว่าการกระทำของอีกฝ่ายจะทำให้ความหวังที่พยายามหลอกตัวเองมาตลอดพังทลายในพริบตา

            เขาผละออกจากอ้อมกอด ตะเกียกตะกายลงจากเตียงพร้อมกับกดรับโทรศัพท์

            ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องที่กำลังคุยกันนั้นสำคัญแค่ไหน แต่ก็คงสำคัญกว่าผมในตอนนี้

            ยุคผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างลวกๆ เขาใช้เวลากลัดกระดุมเสื้อผ้ารวมถึงสวมกางเกงอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลับมาที่เตียง คว้าเอาอะไรบางอย่างและเปิดประตูออกไป

            แกร๊ก!

            เสียงลูกบิดถูกกดล็อก รอบกายของผมว่างเปล่า ความอบอุ่นที่สัมผัสได้ในคราแรกไม่หลงเหลืออีกต่อไป ผมนอนกอดตัวเอง รู้สึกหนาวยะเยือกราวกับนอนอยู่ในธารน้ำแข็ง ได้แต่สะกดกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อคลออยู่ไม่ให้ไหลลงมาเหมือนทุกที

            ขนาดจะไปยังไม่บอกกันเลยด้วยซ้ำ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าสิ่งที่พยายามทำมันโคตรเปล่าประโยชน์

            เขาหยิบกระเป๋าสตางค์บนหัวเตียง หยิบโทรศัพท์มือถือ เอาทุกอย่างของเขาไปจนหมดแล้วแต่กลับทิ้งผมไว้ในห้องเพียงลำพัง

            จบแล้วใช่มั้ย

            เคยถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งจนกระทั่งได้คำตอบในที่สุด

            ผมรู้แล้ว เจ็บกว่าการอยู่คนเดียว

            คือการที่มีใครบางคนเดินเข้ามา แล้วจากไป...

 

 

คลับฟรายเดย์วันนี้เสนอตอน “รักแท้แพ้ไม่คุย”

แง้ๆๆๆ ขอโทษที่มาช้ามากๆ ค่ะ เป็นบ้ากับการเขียน NC อยู่

คือจะบอกว่าไม่ได้เขียน NC ที่ถูกเล่าจากฝั่งนายเอกมาหลายปีแล้ว นับดูดีๆ ก็สามปี

ไม่ชินมากค่ะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดตรงไหนขอโทษไว้ด้วยนะคะ

ป.ล.ด่าได้แต่อย่าแรง ใจบางค่ะ แง้งงง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.326K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3708 Annabell (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 10:21

    ไม่โอเค. หน่วงจุกมาก. ตอนนี้อินมากถึงกับ อยากจะลากแขนชวินออกมา ป๊ะมากับแม่ แม่จะเปย์หนู จะดูแลหนูเองลูก. ยุคตำแหน่งลํกเขยแกชั้นจะยกให้ริวนะ. ตอนนี้แม่ไม่โอเคมาก

    #3,708
    0
  2. #3700 softless (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 14:20
    ชยินนรตัดใจเลย!!ให้มันจบ ไม่เอาเเล้วๆๆ
    #3,700
    0
  3. #3691 rockypim (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 23:33
    ชยินผิดที่ผลักเขาออกจากชีวิตวันนั้นเว้ย แต่ตอนนี้ยุคมันผิดที่ไม่ยอมอธิบายให้เครียล์อ่ะ อย่างที่บอกว่าใจคนรอมันคิดได้ร้อยแปดพันล้านอย่าง คนเจ็บคือใคร?? เรานี่!!! เราเอง!! คนอ่านนี่ไง555555
    #3,691
    0
  4. #3680 kulwaree2547 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 02:11
    ไม่เคลียร์สีกที!!!!!!!!
    #3,680
    0
  5. #3660 rattanalak44 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 06:25
    ร้องไห้หนักมาก😢😢
    #3,660
    0
  6. #3614 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 06:36

    อยากได้เพลงโดนๆส่งให้ไรท์สักเพลงจังเฮ้อ!!"

    ปากบอกว่ารัก ใจบอกว่าแคร์

    สุดท้ายไม่เหลียวแล ปล่อยฉันเกยตื้นตาย

    Take care คับ

    #3,614
    0
  7. #3575 Amonrat3187 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 22:57
    ถามจริง! -คิดอะไรอยูวะอิยุค!! ปากไม่มีหรอ? ทำไมไม่พูด?
    #3,575
    0
  8. #3557 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 00:59
    อยากด่ายุค คือแบบ เรื่องดรีมอะ ว่าแต่ชยิน
    #3,557
    0
  9. #3545 Mookkeeeee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 17:56
    เอ็นซีอ่านได้ที่ไหนนน
    #3,545
    1
    • #3545-1 kungnangsaichon(จากตอนที่ 14)
      23 พฤษภาคม 2563 / 19:03
      เล้าเป็ดค่ะ
      #3545-1
  10. #3515 Frechii (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 01:30
    สิ่งที่เธอทำอยู่คือการที่เธอทำให้คนที่บอกว่ารักเสียศักดิ์ศรีมากๆเค้าใช้ sex ในการเหนี่ยวรั้งแล้วนี่มันไม่ใช่แล้วอะ
    #3,515
    0
  11. #3514 Frechii (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 01:20
    อ่านnc แล้วร้องไห้งง แต่ยุคไม่ควรทำเลยจริงๆมันยังไม่เคลียแล้วมาทำแบบนี้อีกเธอเป็นคนที่มีสติครบถ้วนนะ คนเมามันไม่มีสติแล้วอะควรทำยังไงให้เค้าหยุดล้วมีสติก่อนค่อยคุยมั้ย
    #3,514
    0
  12. #3498 juralak_5323 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 21:28
    มือสั่นลเวอะ
    #3,498
    0
  13. #3486 Oum-26 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 11:32
    เจ็บมาก สงสารชยินร้องไห้ตามเลย
    #3,486
    0
  14. #3459 Jolly CCP (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 15:30
    คือทำไมยุคไม่พูดไม่อธิบายอะไรมาเลยอ่ะ โทรศัพท์พัง? หรืออะไร มีอะไรทำไมวันนั้นไม่โทรมาบอก รออะไรอ่ะ รอใครมาทำพิธีเปิดฤกษ์เหรอ? นี่มันยุคอะไรแล้วหนุ่ม มีอะไรคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ แหม่ บอกอะไรสักนิดก็ได้ เง้อออออออออออออ
    #3,459
    0
  15. #3447 Masxy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 23:03
    ทำไมต้องหั้ยขยินบ้าบอพร่ำเพ้อขนาดนี้ด้วยอ่ะ สงสารนาง นางยังเด็กอยู่นะ

    หั้ยนางตัดใจได้สักทีเถอะ

    แล้วลงโทษยุคบ้าง

    สงสารเด็กน้อยใจบางๆ
    #3,447
    0
  16. #3418 Stampzzz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 00:27
    อ่านแล้วอินมากจริงๆ รอดูต่อไปว่าชยินจะเป็นยังไง จุดนี้สงสารเด็กน้อย
    #3,418
    0
  17. #3402 mild5219 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 15:59
    อยากให้น้องหายไปจากตรงนี้ ไปเริ่มต้นใหม่กับความเหงาที่อื่น
    #3,402
    0
  18. #3389 Chaval (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 15:09
    เราอินเรื่องนี้มากๆจนเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเรื่องทั้งๆที่จริงมันไม่ควร เราเหมือนเฝ้ามองดูชยินว่าเยาจะตัดสินใจยังไง พอเห็นเขาเสียใจแต่ไม่มีใครที่อยู่รอบๆข้างของเขาก็ยิ่งทำเราเศร้า เศร้าจนคิดว่าอยากให้เขาหายออกไปจากชีวิตของ ยุคไปเลย กลับไปเป็นชยินที่มีความเศร้าเป็นเพื่อนก็ได้เพราะเขาจะได้ไม่ต้องมาร้องไห้และเจ็บมากมายขนาดนี้.
    ไรท์ทำให้เราเข้าใจชยินจริงๆ เข้าใจจนไม่อยากเห็นเขาเศร้าอีกเลย
    #3,389
    0
  19. #3384 Siwaphonnnn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 15:59
    สงสารน้องมาก
    #3,384
    0
  20. #3376 Orangenaa (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 13:42
    อ่านรอบนี้รอบที่​ 4​แล้วนะไรท์​ยังร้องตามอยู่เลยย​
    #3,376
    0
  21. #3368 bellynungning (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 02:30
    ไรท์อ่าาาาแต่งดีอ่ะแล้วคืออินมากก
    ร้องไห้เลยอ่ะไรท์
    #3,368
    0
  22. #3352 rttr (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:09
    ร้องไห้ แอ๋ๆ
    #3,352
    0
  23. #3312 Midories (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:09
    ไรต์เป็นคนที่แต่งฉากเศร้าได้ดีมากๆ เราอินกับน้องแบบจมดิ่งตามน้องไปเลย ฮืออ เจ็บทุกตัวอักษรที่น้องคิด อยากให้น้องหลุดพ้นเร็วๆ ไม่ร้องไห้คนเดียวนะชยิน /ลูบหัวปลอบ
    #3,312
    0
  24. #3280 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:13
    ลูกฉันต้องรอแกไปถึงตอนไหนนนน
    #3,280
    0
  25. #3198 hh_9094 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 23:56
    ชยินหายใจลึกๆ ใจเย็นๆนะลูก สงสารชยินจัง
    #3,198
    0