MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 13 : 12 :: Find yourself and grow

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,735 ครั้ง
    11 มิ.ย. 61



ตอนที่ 12

Find yourself and grow

 

            ตอนนี้ยุคอาจจะโกรธมาก มันคงไม่อยากคุยกับผมหรือเจอหน้ากันอีกแล้ว

            ใช่ ผมปากพล่อยเองที่พูดออกไปแบบนั้น เพราะรู้สึกทนไม่ได้ตอนที่ได้ยินว่าเขาจะไม่ทำทุกอย่างเพื่อผมอีกแล้ว มันเหมือนตัวเรากำลังถูกลดความสำคัญ ผมโคตรจะเห็นแก่ตัว พอได้รับทุกอย่างจากอีกฝ่ายผมก็ยิ่งคาดหวังว่าจะยังได้รับมันเหมือนเดิมหรือมากกว่า

            ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งหากเขาไม่หยิบยื่นทุกอย่างให้แล้วผมจะเป็นยังไง

            ยุคเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันหลังกลับ ภาพที่แสนเลือนรางสุดท้ายก็จางหายไป เหลือตัวผมเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงประตู บางที...เราอาจต้องการเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะจบลงหรือไปต่อข้างหน้าผมก็พร้อมจะยอมรับ

            ลูกบิดประตูถูกหมุน ผมก้าวเท้าเข้าไปภายในห้อง มองดูความจำเจของชีวิตด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ที่ผ่านมาผมก็ใช้ชีวิตแบบเดิมมาตลอด หากแต่วันนี้ในใจกลับว้าวุ่นจนไม่สามารถจัดการได้

            “ทุกอย่างยังเหมือนเดิม” เอ่ยบอกกับตัวเอง

            โต๊ะกินข้าวตัวเดิม ตู้เย็นหลังเดิม ข้าวของทุกอย่างก็ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไหน แต่ทำไม...ความรู้สึกของผมถึงได้เปลี่ยนไป

            ผมทำลายความฟุ้งซ่านที่อยู่ในหัวด้วยการอาบน้ำ ล้างหน้าล้างตาเพื่อขจัดความรู้สึกแย่ๆ ออกให้หมด ก่อนทิ้งตัวลงบนเตียง มือข้างหนึ่งคว้ามือถือเอาไว้ จากนั้นก็กดเลื่อนดูข้อความจากไลน์

            มีแจ้งเตือนหนึ่งถูกส่งมาเมื่อสิบห้านาทีก่อน แล้วความมัวหมองที่เกาะกุมใจในคราแรกก็สลายหายไป เมื่อชื่อของผู้ส่งนั้นเป็นคนที่ผมคิดถึงมากที่สุด

           

          ขอโทษที่ไม่ได้รับโทรศัพท์ แต่ลืมไว้ที่ห้องจริงๆ

 

            นี่เลยเป็นสาเหตุที่ผมไม่สามารถติดต่ออีกฝ่ายได้ ปกติยุคไม่ใช่คนขี้ลืม ผมไม่รู้เหตุผลสำหรับการลืมในครั้งนี้ แต่หวังเหลือเกินว่าเขาจะไม่รีบมาหาผมเกินไปจนลืมหมดทุกอย่าง ถ้าเป็นอย่างนั้น...

            ผมจะทำยังไง

            ทว่าสิ่งเดียวที่อยู่ในหัวและพอจะทำได้ในตอนนี้ไม่ใช่การถามหาเหตุผลข้ออื่น แต่เป็นการส่งความรู้สึกของตัวเองออกไปตรงๆ

           

            ยุค ที่พูดออกไป...ขอโทษนะ

 

            ผมมีอะไรอยากบอกกับเขาเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ก็ยังรอว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมายังไง ไม่คิดเลยว่าหลังส่งไปแล้ว นอกจากไม่ได้รับการตอบกลับ ยุคยังไม่แม้แต่จะเปิดอ่านมันด้วยซ้ำ

            แน่นอนว่าผมคงนอนไม่หลับแน่ถ้าทุกอย่างยังค้างคาอยู่แบบนี้ เอาแต่พลิกตัวไปมาบนเตียง หยิบมือถือขึ้นมาดูเป็นระยะจนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงคืน ผมยังรอคำตอบอย่างใจจดจ่อ

            ไม่ใช่ว่าบล็อกกันไปแล้วหรอกนะ

            ตีหนึ่ง...ตีสอง...ตีสาม...

            ร่างกายไม่ได้รู้สึกง่วงเลยสักนิด ดวงตาสองข้างยังคงสว่างใสแจ๋ว เนื่องจากกำลังคาดหวังว่าจะได้อ่านข้อความจากใครอีกคน

            แต่ไม่มี

            ไม่รู้ว่าเผลอหลับคาเตียงไปตั้งแต่ตอนไหน กว่าจะสะดุ้งตื่นอีกทีเวลาก็ปาไปเกือบแปดโมงแล้ว ผมรู้สึกปวดขมับเล็กน้อย เลยเดินสืบเท้าไปล้างหน้าล้างตาก่อนหาอะไรกิน จากนั้นก็กลับมาเช็กมือถืออีกครั้ง

            ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม คือไม่มีการเปิดอ่านหรือมีข้อความใดตอบกลับมา ผมทำใจกล้าด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนเลื่อนมือหาเบอร์โทรที่อยู่ในรายชื่อติดต่อ จากนั้นก็กดโทรออกออก

          ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก...

            ปิดเครื่อง!

            เออดี ปล่อยให้กูเป็นบ้าฟุ้งซ่านอยู่ทั้งคืน ในเมื่ออยากจบทุกอย่างไว้แค่นี้ก็เชิญเลย

            คิดได้เท่านั้นก็รีบคว้าแล็ปท็อป สมุดเพลง และกีตาร์ขึ้นมา บางทีงานยุ่งก็อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ผมยังเหลือโปรเจ็กต์ที่ไม่ได้เร่งทำจากทางค่ายอยู่ วันนี้ได้ฤกษ์ดีที่ไม่ต้องเอาคำว่าขี้เกียจมาอ้างแล้ว เลยขอใช้โอกาสนี้ทำงานให้เต็มที่

            หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            สุดท้าย...ผมไม่ได้อะไรเลย

            ไม่มีไอเดียที่จะเขียน ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำมัน ผมพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะเขียนเพลงขึ้นมาแต่มันก็เปล่าประโยชน์ ทำได้แค่ทิ้งตัวลงนอนเกลือกกลิ้งกับพื้น มองดูฝ้าเพดานสีขาวแล้วเอาแต่ถามตัวเองว่าควรทำยังไง อย่างไหนที่ต้องทำในตอนนี้

            ซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อ บางครั้งก็หดหู่

            กว่าจะลากตัวเองให้ผ่านเวลาแย่ๆ แบบนี้มาได้ก็เข้าสู่วันที่สามแล้ว

            วันที่ไม่มีแม้แต่เสียงเคาะประตูหน้าห้อง วันที่ไม่มีคนตัวสูงยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับหนังสือมูราคามิที่โคตรหายาก วันที่ไม่มีโอกาสได้เห็นหมวกแก๊ปสีขาวกับดำยี่ห้อต่างๆ แม้แต่เสื้อผ้าสไตล์นักฆ่าที่ผมมักเบะปากใส่ตลอดเวลาก็ไม่หลงเหลือ

            ไม่มี...

            เหงา เหงาจนรู้สึกปั่นป่วนในอก ความรู้สึกผีเสื้อบินวนในท้องหายไป มีเพียงความว่างเปล่าและการอยู่คนเดียวเหมือนในอดีตเท่านั้นที่บอกเล่าชีวิตแสนหดหู่นี้เป็นอย่างดี หลายครั้งเหมือนกันที่ผมมักได้รับการติดต่อจากไอ้ริวมาเป็นระยะ แต่ผมก็ทำได้แค่หันไปมอง แล้วปล่อยให้โทรศัพท์สั่นครืดจนกว่าจะดับไป

            ผมไม่อยากคุยกับใคร มีคนเดียวที่พอจะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ก็มีแค่ไอ้ยุคเท่านั้น

            “ทำไงดี” ได้แต่ถามตัวเองเป็นรอบที่ล้าน

            สุดท้ายผมก็ไม่เคยหาคำตอบได้เลย

            ตึ่ง!!

            แล้วข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมาในเวลาตีหนึ่ง ร่างกายมีปฏิกิริยาด้วยการชันตัวลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนจอไปยังแอพลิเคชั่นคุ้นตาอย่างตื่นเต้น

            แต่ผมก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะคนที่หวังกลับกลายเป็นเพื่อนสนิทอย่างไอ้เบิร์ดแทน

           

            กูรู้ว่ามึงยังไม่หลับ ตายหรือยัง หรือกำลังยุ่งกับการแต่งเพลงอยู่

 

            หลังอ่านประโยคตรงหน้าจบ ผมรีบส่งข้อความกลับไปทันที...

           

            ขอโทรคุยด้วยได้มั้ย

 

            ในเสี้ยววินาทีหลังข้อความถูกส่ง เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น ผมกดรับโดยไม่รีรอก่อนกรอกเสียงอ่อยๆ เหมือนหมาโดนทิ้งลงไปจนเพื่อนสายเนิร์ดจับสังเกตได้

            [เป็นห่าอะไรวะ] ถึงจะเป็นน้ำเสียงที่ดูแข็งกระด้าง แต่ผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความห่วงใยจากปลายสายอยู่

            “กู...ทะเลาะกับยุคว่ะ” ผมไม่เคยมีความลับกับมันอยู่แล้ว มีอะไรก็พูดออกไปตรงๆ เวลามีความสุขก็แชร์กัน เวลาเศร้าผมโยนทุกอย่างให้มันช่วยแบกรับ เพื่อนแบบนี้ไม่มีอีกแล้วครับ

            พูดแล้วกูจะร้อง

            [โฮลี่ชิท! ทะเลาะอะไรกัน เรื่องที่มึงไม่ยอมครางชื่อมันหรือเปล่า]

            “ไม่ตลก” กูแทบปามือถือทิ้ง นี่คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่ตัดสินใจบอกไอ้เบิร์ด

            [เออรู้ละว่าเครียดจริง มีอะไรเล่าให้กูฟังได้ ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้เลยอ่ะนะ] แค่เป็นผู้ฟังที่ดีก็รู้สึกตื้นตันใจฉิบหายแล้วครับ

            “หลายวันก่อนเกิดเรื่องนิดหน่อย กูนัดกับยุคไว้ว่าจะมาเจอกันที่ห้องตอนเย็นๆ แต่ไอ้ริวก็ดันมาชวนกูไปดูหนัง ที่คิดไว้คือยังไงก็กลับมาทันนัดอยู่แล้วก็เลยตอบตกลงไป แต่มีบางอย่างผิดพลาด กูมาไม่ทัน” ท้ายเสียงเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ ตามความรู้สึกผิด

            [ไม่ทันนี่ปล่อยให้รอนานมั้ย กูจะได้ประมาณถูก ถ้าไม่มากก็จะช่วยหาวิธีง้อให้]

            “มันมารอกูที่ห้องตั้งแต่สี่โมง”

            [อ่า แล้วมึงดูหนังกลับมากี่โมง]

            “สามทุ่ม”

            [สามทุ่ม! มึงบ้าป่ะชยิน] ปลายสายแหกปากลั่นจนผมต้องดึงมือถือออกห่างจากหู

            “กูรู้ว่าตัวเองผิด เลยขอโทษและพยายามอธิบาย แต่ไอ้ยุคแม่งก็ไม่ฟังลูกเดียว กูเลยโมโหไล่ให้มันไปพ้นๆ หน้า แบบไม่ต้องมาเจอกันอีกยิ่งดี”

            [ฉิบ-หาย-ละ] ไอ้เบิร์ดเน้นย้ำที่ละคำ

            มันปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนอยู่พักใหญ่ก่อนจะกระแอ่มไอออกมา ผมรอฟังคำแนะนำของมันอย่างจดจ่อ อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

            [คืออย่างนี้นะชยิน ตอนที่ไอ้ริวนัดมึงทำไมถึงได้ตอบตกลงวะ]

            “ริวบอกว่าจะมาส่งกูให้ทัน”

            [แล้วตอนที่มึงรู้ว่ามันเลยเวลานัดแล้วทำไมมึงถึงยังอยู่ต่อ]

            “กูไม่กล้าปฏิเสธมัน กู...”

            [มึงไม่กล้าปฏิเสธอันนี้กูเข้าใจ นิสัยมึงอ่ะทำไมจะไม่รู้ มึงกลัวคนอื่นรู้สึกไม่ดีเวลาที่ถูกปฏิเสธใช่มั้ย แต่ถามหน่อยมึงไม่แคร์ไอ้ยุคเลยเหรอว่ามันต้องรอมึงนานแค่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามึงกำลังทำอะไร ใจคนรออ่ะมันคิดไปสารพัดแหละ] คำพูดของไอ้เบิร์ดทำผมอยากร้องไห้ออกมาอีกรอบ

            “กูก็ไม่ได้มีความสุขที่ทำแบบนี้นะเว้ย”

            [ใช่ไง ปฏิเสธคนไม่เป็นเองก็ต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองเลือกป่ะวะ แต่ผิดแล้วขอโทษอ่ะดีแล้ว กูรู้ว่ามึงไม่ได้เป็นคนฟอร์มจัดกับคนที่แคร์ขนาดนั้น แต่ที่ไม่เข้าใจคือมึงไล่เขาทำไม]

            “มันพูดเหมือนกับว่าจะไม่ทำทุกอย่างเพื่อกูอีกแล้ว จะไม่มาหา จะไม่บอกชอบ จะไม่ชวนไปร้านกาแฟหรือกินข้าวด้วยกัน ซึ่งกูรู้สึกไม่ดี กูยังอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม เลยเผลอพูดท้าทายว่าถ้าไม่อยากทำก็ไปเลย คิดอยู่ตลอดแหละว่ายังไงมันก็คงไม่ไปไหน แต่กูคิดผิดว่ะ”

            ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของคนทางไกล ก็ตอนนั้นกูควบคุมตัวเองไม่ได้นี่หว่า

            [มันมีนะ คนที่รอจะรับทุกอย่างอยู่ตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับไปเลย เพราะไม่เคยให้อะไรเขาตอบแทน]

            “...” คำพูดนั้นทำผมสะอึก

            [มึงเชื่อมั่นว่าเขาต้องรัก ต้องทำทุกอย่างเพื่อมึง ต้องแคร์มึงมาก ผิดแค่ไหนเขาก็ไม่ไปไหน แต่มึงลืมไปหรือเปล่าว่าคนทุกคนมีขีดจำกัดของตัวเองเหมือนกัน]

            “กูรู้...กูรู้แต่ไม่คิดว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้ เบิร์ดกูชอบยุค กูชอบจริงๆ นะ” พูดไปน้ำตาก็ไหลไปจนต้องซบหน้าลงกับหมอน

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมต้องเครียดกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้ามาในชีวิต เพราะมัวแต่ยึดบรรทัดฐานของสังคม ผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิง ที่ผ่านมาความรักของผมก็เป็นแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งใครคนหนึ่งเดินเข้ามา เราทำความรู้จักกัน พบปะ กินข้าว และแชร์เรื่องราวต่างๆ มากมาย แม้เป็นเวลาไม่นานนักแต่กลับรู้สึกผูกพัน

            ผมถามตัวเองมาตลอด ความชอบคืออะไร ความรักคืออะไร ที่ผ่านมาผมปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อกลับไปเป็นคนที่สังคมคาดหวังอีกครั้ง แล้วอย่างไหนที่ตัวของผมคาดหวังล่ะ

            การเข้ามาของผู้ชายแปลกประหลาดคนหนึ่งเปลี่ยนทุกอย่างในโลกของผม โลกที่ไม่ต้องเหงาและโดดเดี่ยว โลกที่มีสีสันและเรื่องราวที่ไม่เคยพบเจอ โลกที่ไม่ต้องเครียดว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเราแล้วปล่อยวางทุกอย่างลง

            ผมยอมให้ผู้ชายคนหนึ่งกอดได้ทั้งที่ไม่เคยให้ใครมากอดนอกจากคนในครอบครัว ยอมให้เขาจูบแม้จะรู้สึกขัดๆ แต่กลับมีความรู้สึกซาบซ่านอยู่ในนั้น ยอมทุกอย่างหากอีกฝ่ายต้องการจนคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากให้เป็นและไม่ยอมสูญเสียไป

            ...ความรัก...

            เราทุกคนต่างเรียกมันแบบนั้น

            [กูโทรไปเคลียร์ให้มั้ย ทุกอย่างมันจะโอเคเว้ย] หลังต่างคนต่างเงียบไปนาน ไอ้เบิร์ดก็เสนอทางออกให้กับผม แต่นี่ไม่เวิร์กหรอก

            “กูอยากจบทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่า แต่การได้คุยกับมึงก็ทำให้กูรู้ว่าตัวเองควรทำยังไง”

            [งั้นกูเอาใจช่วย มันจะโอเคเว้ย]

            “หวังอยากนั้น ขอบใจมึงมากนะเบิร์ด”

            [มึงอย่าร้องไห้ดิสัด]

            “ใครร้อง กูไม่ได้ร้อง...” แม้เสียงที่ตอบกลับจะเจือไปด้วยเสียงสะอื้นและน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย

            ปล่อยให้ตัวเองได้สงบสติอารมณ์ครู่หนึ่งถึงวางแผนว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อไป ในเมื่อโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ไลน์ก็ไม่ได้กดอ่าน สิ่งที่ทำได้คงมีแค่การโผล่ไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ

            ผมสลัดความกลัวออกไปจนหมด เพื่อพาตัวเองมายืนอยู่ตรงล็อบบี้คอนโดของคนตัวสูง มันแย่หน่อยก็ตรงที่ผมไม่สามารถเข้าไปข้างในได้นอกจากรอเขาลงมา หรือบอกกับพนักงานให้เปิดประตูให้หลังได้รับคำยืนยันจากเจ้าของห้อง

            “เอ่อ...ตอนนี้คุณศตวรรษได้ตอบกลับมามั้ยครับ”

            ผมเดินไปถามที่เคาน์เตอร์อีกครั้ง หลังนั่งรอมาเกือบสองชั่วโมง และจิบน้ำดื่มหมดไปแล้วสามแก้วถ้วน

            “ที่ห้องยังไม่มีคนรับสาย เดาว่าเจ้าของห้องอาจจะไม่อยู่ค่ะ”

            “แต่ผมคิดว่าเขาน่าจะอยู่ ยังไงรบกวนลองติดต่อกลับไปอีกครั้งนะครับ” รู้ดีว่าได้สร้างความลำบากให้กับคนอื่นแล้ว แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ

            เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ก็เรียกผม เธอทำหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนตอบคำถามอย่างครบถ้วน

            “ทางเราได้ติดต่อไปที่ห้อง 2108 แล้ว ทางคุณศตวรรษแจ้งมาว่าไม่สะดวกให้ใครเข้าพบ เพราะฉะนั้นต้องขออภัยด้วยนะคะ” เธอค้อมหัวเล็กน้อย ขณะที่ผมได้แต่ยืนตัวชาอยู่ที่เดิม

            “ขะ...ขอบคุณมากครับ” กว่าจะเค้นแต่ละประโยคออกมาได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน ผมเดินออกจากคอนโดในสภาพใกล้เคียงกับคนไร้วิญญาณเต็มแก่ ทุกอย่างที่ผ่านมาจบลงแล้วเหรอ ได้แต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด

            การรอคอยทรมานแค่ไหนตอนนี้ผมรู้แล้ว จิตใจมันทั้งกระวนกระวายและไม่เป็นสุข ยิ่งเวลาได้รับคำตอบในแบบที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็ยิ่งเจ็บปวดเป็นเท่าตัว ผมไม่คิดว่าตัวเองจะทนได้ และคงผ่านมันไปไม่ได้ในเร็วๆ นี้แน่

            ผมเดินคอตกกลับห้องขณะในหัวครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ความจริงแล้วผมมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้คนหนึ่งเท่านั้นแหละ

            แม้พยายามจัดการปัญหาที่ยุ่งเหยิงไปทีละอย่าง แต่มันก็ยังล้มเหลว วันนี้ยังเคลียร์กับยุคไม่ได้ ส่วนริวผมก็ละอายใจเกินกว่าจะเจอหน้า คนเดียวที่เหลืออยู่เลยมีแค่เจเจ

            แน่นอนว่าเราได้เห็นหน้าค่าตากันเพียงครั้งเดียว แต่บทสนทนาทาง MSN ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถึงจะบอกความรู้สึกของตัวเองกับอีกฝ่ายไปตรงๆ แต่เราก็ไม่ได้เคลียร์เรื่องค้างคาใจให้จบตั้งแต่คืนนั้น แถมยุคยังพาผมหนีกลับซะก่อน ความสัมพันธ์ของเราเลยคาราคาซังมาจนทุกวันนี้

            ผมโทรหาไอ้เบิร์ดเพื่อขอเบอร์เจเจ จากนั้นก็นัดแนะอีกฝ่ายมาเจอในวันรุ่งขึ้น

            “ชยิน” เสียงของใครคนหนึ่งร้องเรียก ผมหันขวับไปทางต้นเสียงนั้นก่อนทักทายกลับ

            “หมีใหญ่”

            ใช่ หมีใหญ่มาแล้ว แถมมาซะตรงเวลาเป๊ะ

            “เรียกเจเถอะ ฟังชื่อหมีใหญ่แล้วมันเขินยังไงก็ไม่รู้” เจ้าตัวเอ่ยตอบ จากนั้นก็ย้ายก้นมานั่งยังฝั่งตรงข้ามของผมด้วยรอยยิ้ม

            แปลกดี ขนาดคนที่รู้สึกดีเวลาที่เล่น MSN ด้วยกันครั้งนั้น ทำไมตอนนี้ถึงไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลยนอกจากดีใจที่ได้เจอกัน

            “ไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่วันนั้น”

            “เอ่อ...อืม นั่นสิ” พูดแล้วก็อายจนไม่รู้จะมุดหน้าไว้ตรงไหน

            “ตอนมึงบอกรักไอ้ยุคกูอึ้งมาก”

            “จริงๆ ลืมมันซะก็ได้”

            “จะลืมได้ยังไง จริงใจออกขนาดนั้น”

            “มึงไม่โกรธใช่มั้ย”

            “โกรธทำไม คนไม่มีใจไม่ผิดเว้ย คิดซะว่าทุกอย่างผ่านไปแล้วกัน ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันได้”

            “มึงคิดอย่างนี้เหรอ”

            “แหงสิ ก็บอกว่าเป็นแค่เพื่อนก็ต้องเป็นเพื่อน กูจะพยายามเป็นอย่างอื่นไปทำไม ว่าแต่ที่นัดมาวันนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” เขาถาม ผมเลยตอบตามตรง

            “ก็จะคุยเรื่องนี้แหละ เหมือนคืนนั้นเรายังพูดกันไม่เคลียร์เท่าไหร่ กลัวว่าต่อไปจะมีปัญหาเพิ่มขึ้น”

            “ปัญหาอะไร กับไอ้ยุคเหรอ”

            “ไม่ใช่หรอก”

            “สบายใจได้ เป็นเพื่อนกันแล้วกูก็ไม่คิดเกินเลยเป็นอย่างอื่นหรอก ฝากบอกไอ้ยุคด้วยนะว่าอย่าคิดมาก ได้ข่าวว่ามันเองก็ชอบมึงหนิ แม่งคงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ที่มีเรื่องของกูเข้าไปแทรก” ยิ่งพูดถึงบุคคลที่สามทีไรใจผมก็เหมือนดิ่งลงเหวทุกที

            “กับยุคอาจจะไม่ได้บอกหรอก เรา...ทะเลาะกันนิดหน่อย”

            “ไหงเป็นงั้นวะ” เจ้าตัวบ่นงุบงิบ ดวงตาสองข้างหรี่มองผมเหมือนกำลังพิจารณาอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ เราต่างคนต่างแสดงท่าทีอึกอักไปพักใหญ่ ก่อนผมจะเป็นฝ่ายถามออกไป

            “ถามหน่อยสิ ทำไมวันนั้นก่อนโปรแกรมจะหมดอายุ มึงถึงบอกชอบกูวะ” เพราะดูจากตอนนี้แล้ว เราเหมือนคนที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ จะบอกว่าที่ห่างเพราะผมปฏิเสธไปเมื่อครั้งก่อนก็คงเป็นไปไม่ได้

            “ก็เพราะชอบล่ะมั้ง” อีกฝ่ายตอบหน้าตาย

            “งั้นถามต่อ ชอบกูที่ตรงไหนเหรอ”

            “มันอาจจะบอกเป็นเหตุผลทั้งหมดไม่ได้ ความจริง...” เจหยุดพูดไปอึดใจหนึ่ง แล้วพรูหายใจออกมายาวเหยียด “ไม่เคยรู้สึกบ้างเหรอว่าไม่ใช่”

            “ฮะ?”

            “รู้สึกมั้ยว่ากูไม่ใช่หมีใหญ่ หรือปักใจเชื่อเลย”

            คำพูดนั้นทำสมองผมหยุดทำงานไปชั่วขณะ อะไรคือใช่หรือไม่ใช่ ที่ผ่านมาเวลาผมถามเขาก็ไม่เคยปฏิเสธมันสักครั้งไม่ใช่เหรอ

            “เจเจคือหมีใหญ่มาตลอด” ผมพึมพำเสียงแผ่ว

            “กูมีแฟนแล้ว” คราวนี้กูเบิกตากว้างเลยจ้า

            “แฟน?”

            “ใช่ เป็นผู้หญิงด้วย”

            “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

            “คืองี้นะ แผ่นโปรแกรม MSN กูได้มาจากไอ้เบิร์ด แถมสัญญากับมันไว้เสร็จสรรพว่าจะทดลองใช้เพื่อบอกผล แต่พอดีว่าช่วงนั้นกูไม่มีเวลาเลยยกแผ่นโปรแกรมให้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง มันอยู่คณะเดียวกัน มหาลัยเดียวกัน และก็เป็นเพื่อนเก่าตั้งแต่เรียนมัธยม”

            สมองผมเริ่มประมวลผล ปะติดปะต่อทุกเรื่องเข้าด้วยกันทีละน้อย

            “หมีใหญ่เป็นชื่อกลุ่มดาว ในนั้นมีดาวดวงหนึ่งที่แปลกประหลาดมาก มันคือPC 0832/676 ซึ่งอยู่ห่างไกลที่สุดในระนาบดาราจักร”

            “...” คนตรงหน้ายังคงพูดไม่หยุด ส่วนตัวผมเองก็เป็นผู้ฟังที่ดี

            “มันบอกว่าตัวมันเหมือนดาวดวงนี้ โดดเดี่ยว และน้อยครั้งมากที่ใครจะหาเจอ มันเป็นคนโลกส่วนตัวสูง งานของมันแทบไม่ต้องเจอกับใครเลย แม่งโคตรเหงา แต่ความเหงานี่แหละมั้งที่เป็นเสน่ห์ เผื่อวันนึงที่จักรวาลหมุนวนไปเรื่อยๆ ก็อาจจะได้เจอกับดวงดาวที่อยู่ห่างไกลเหมือนกัน”

            ผมเริ่มมองเห็นเค้าลางบางอย่างที่ไม่เคยสังเกตเห็น

            หมีใหญ่ PC 0832/676 ดาวที่อยู่ไกลที่สุดในระนาบดาราจักร

            “จริงๆ กลุ่มดาวนี้มีอีกชื่อนะ รู้มั้ยว่าชื่ออะไร”

            ต่างคนต่างเงียบ มองหน้าหยั่งเชิงกันพักหนึ่ง

          “คัลลิสโต”

            เราพูดออกมาพร้อมกัน ผมกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก ก้มมองดูฝ่ามือที่กำลังสั่นเทาพอๆ กับหัวใจที่รัวกระหน่ำไม่มีหยุด

            ทำไมถึงได้มองข้ามทุกอย่างไปจนหมด ทำไมถึงไม่เอะใจสักนิดว่าแท้จริงแล้วเราไม่ได้อยู่ไกลกันเลย แต่สิ่งที่อยากถามมากที่สุดก็คือ ทำไมถึงไม่บอกกัน ทำไมถึงปล่อยให้ผมสับสนเนิ่นนานขนาดนี้

            ผมไม่ได้โกรธ ตรงข้ามกลับดีใจด้วยซ้ำ

            ตอนคุยกันผ่าน MSN เราเหมือนเพื่อน แชร์กันได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่พอได้คุยกันในชีวิตจริงเราเป็นยิ่งกว่านั้น ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่โล่งใจเป็นร้อยเท่า ขอบคุณที่ไม่ใช่คนอื่น ขอบคุณที่เป็นคุณ

            “อาจจะแย่นิดหน่อยตรงที่ไอ้ยุคไม่ได้บอกเอง ขอโทษจริงๆ ว่ะ”

            “...” ผมส่ายหัว

            “อย่าโกรธมันเลย”

            “ไม่สักนิด”

            “ถ้าทะเลาะอะไรกันก็รีบคุยกันเถอะ”

            “แน่นอน ต้องคุยอยู่แล้ว”

            “พอได้พูดความจริงทั้งหมดแล้วกูโคตรโล่งใจเลยว่ะ”

            “ขอบคุณที่บอกกูนะ”

            “ไม่เป็นไร แต่ฝากบอกไอ้ยุคด้วยว่าอย่าโกรธกู กูแค่ทนความน่ารักของเด็กน้อยอย่างมึงไม่ได้ก็เท่านั้น” ผมส่งยิ้มให้คนตรงหน้า ก่อนนั่งเขี่ยข้าวในจานไปมาพร้อมกับคิดอะไรเพลินๆ

            ทุกอย่างชัดเจนหมดแล้ว แม้ไม่รู้ว่าผมมียุคในคอนแท็กเอ็มเอสเอ็นตั้งแต่ตอนไหน ทว่ามันไม่สำคัญอีกต่อไป

            หมีใหญ่ คัลลิสโต ศตวรรษ แท้จริงแล้วคือคนเดียวกัน

            เป็นคนที่ผมรัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมอยากง้อ และผมต้องเป็นฝ่ายง้อ ทิ้งมันให้หมดศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ ฟอร์มจัดไปทำไมในเมื่อใจเราไม่มีความสุข จะให้เข้าวัดทำบุญมันก็ไม่ใช่เรื่อง ผมมันคนบาปเยอะ เดินเข้าวัดไม่ได้เดี๋ยวร้อนจนตัวละลาย

            วิธีแก้ง่ายๆ คือไปเจอเพื่อเคลียร์ปัญหาทุกอย่าง แต่ครั้งหนึ่งผมเล่นโผล่ไปถึงคอนโดแล้วมันไม่เวิร์กเลยต้องเปลี่ยนสถานที่ อย่างน้อยที่มั่นใจว่าเจ้าตัวต้องโผล่ไปแน่ๆ ก็คือคาเฟ่ที่พี่สาวยุคเป็นเจ้าของ

            “ยินดีต้อนรับค่า อ้าว! น้องสะใภ้” ผมได้รับการทักทายอย่างดีจากเจ้าของร้าน หลังก้าวเท้าเข้ามาภายในได้ไม่นาน

            “สวัสดีครับ”

            “รับอะไรดีคะ เดี๋ยวพี่ทำให้สุดฝีมือเลย”

            “ขอเป็น...” พูดพลางสอดส่ายสายตามองไปจนทั่วร้าน แต่ก็ไม่เห็นคนที่อยากเจออย่างที่คาดหวังไว้ในตอนแรก “เอสเพรสโซ่เย็นแล้วกันครับ”

            “งั้นรอก่อนน้า กินที่ร้านหรือสั่งกลับดี”

            “กินที่นี่ครับ” ผมละล้าละลัง ไม่ยอมผละจากเคาน์เตอร์จนพี่สาวของไอ้ยุคหันมาถามด้วยความสงสัย

            “น้องสะใภ้ เอ๊ย น้องชยินมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

            “เอ่อ...ช่วงนี้ยุคได้แวะมาที่ร้านบ้างมั้ยครับ”

            “เพิ่งมาเมื่อวันก่อนเอง วันนี้ไม่รู้จะมาหรือเปล่านะ เราไม่ได้โทรคุยกันเหรอ” คนตรงหน้าหรี่ตามองเล็กน้อยราวกับกำลังตั้งข้อสงสัย ซึ่งผมเองก็ไม่อยากตอบอะไรตอนนี้เลยเลือกส่ายหัว แล้วหมุนตัวหาเก้าอี้นั่ง

            เอาวะ! อย่างน้อยก็คาดหวังว่าค่ำๆ หน่อยไอ้ยุคอาจจะโผล่มาอีกรอบ ทั้งที่ตอนนี้ก็ปาไปหกโมงนิดๆ แล้ว สองทุ่มร้านก็ได้เวลาปิด นั่นหมายความว่าผมมีเวลาแค่สองชั่วโมงในการนั่งรอปาฏิหาริย์

            “ชยิน”

            ที่ไหนได้ คนที่โผล่มากลับเป็นคนที่ผมไม่อยากเจอในตอนนี้ที่สุด

            “ริว มาได้ไง”

            “กูเล่นบาสอยู่ที่สนามคณะแพทย์ แอบเห็นหลังมึงไกลๆ เลยตามมาดู แล้วก็ใช่จริงๆ ด้วย” ความบังเอิญแบบอินฟินิตี้ของชีวิตถูกฉายซ้ำๆ ซากๆ ร่างสูงในชุดกีฬาเดินตรงดิ่งมายังโต๊ะที่ผมนั่ง สองคิ้วแทบผูกปมแน่นแต่ไม่นานก็คลายออกเมื่อคาดเดาเหตุผลที่ผมมาอยู่ตรงนี้ได้

            “มาหาไอ้ยุคเหรอ” ผมพยักหน้า “กูโทรหามึงตั้งหลายสาย แต่มึงก็ไม่เคยรับ”

            “กู...กูแค่ต้องการเวลา อยากเคลียร์เรื่องวุ่นวายไปทีละอย่าง”

            “หึ! ถ้าไม่บังเอิญเจอมึงที่ร้านเราจะได้เคลียร์กันเมื่อไหร่เหรอวะ” มันถามพลางยิ้มขื่น ผมเองก็น้ำท่วมปากเกินกว่าจะหาข้อแก้ตัว

            “ขอโทษว่ะ”

            “ตอนนี้กูก็อยู่ให้มึงเคลียร์นี่แล้วไง จะได้ไม่เหนื่อยหลบหน้ากันอีก”

            ผมเป็นคนกลัวความผิดหวัง แต่ที่กลัวยิ่งกว่าคือการทำให้คนอื่นผิดหวัง มันเลยเป็นเรื่องค่อนข้างยากเวลาต้องเด็ดขาดกับอะไรสักอย่าง

            กับแฟนเก่าที่เคยคบหา ทุกคนล้วนเป็นฝ่ายบอกเลิก ไม่มีสักครั้งที่ผมเอ่ยปากพูดก่อนแม้ในใจลึกๆ จะหมดเยื่อใยกันไปแล้วก็ตาม กับเพื่อนก็ไม่เคยเซย์โน จนแค่ไหนพี่ถ่อไปหาเพียงเพื่อนั่งก๊งเบียร์กันอย่างเริงร่า ก่อนจะแหกเหรียญในกระเป๋าจ่ายพนักงานด้วยความอับอายตอนเมากันได้ที่

            แล้วนับประสาอะไรกับการปฏิเสธคนที่มาบอกชอบกูวะ แม่งยากมากเว้ย แต่คิดว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งผมก็ต้องพูดออกไปอยู่ดี

            “ริว กูคิดอยู่ตลอดว่าจะหาโอกาสบอกกับมึงแต่ก็ไม่มีความกล้าพอ กูขี้เกรงใจ ปฏิเสธใครไม่ค่อยเป็น และเพราะกูเป็นแบบนี้มันเลยทำให้กูไม่มีความสุข” ผมระบายออกมายาวเหยียด

            “...”

            “มึงเองก็เหมือนกันใช่มั้ย ไม่มีใครมีความสุขหรอกที่ต้องรอ เพราะงั้นกูเลยอยากบอก...”

            “กูรู้ว่ามึงจะพูดอะไร” อีกฝ่ายตัดบท

            “ขอโทษ กูมันแย่”

            ผมก้มหน้ามองแต่นิ้วมือของตัวเอง บอกตามตรงว่าไม่กล้าสู้หน้ากับใครทั้งนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นผมผิดเอง ผมผิดสัญญากับยุค เห็นแก่ตัวกั๊กไอ้ริวเอาไว้ แทนที่มันจะได้มีอิสระได้รักกับคนอื่น แต่ผมก็ยังเหลือความหวังสุดท้ายให้กับมันทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

            ต่อให้ผมกับยุคไปกันไม่รอด เรื่องระหว่างผมก็ริวก็เป็นได้แค่เพื่อนอยู่ดี

            ซีนนี้ไม่ตลกเลย ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตคอมเมดี้อีกครั้งทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้วะ

            “มึงไม่ได้แย่ชยิน แต่กูเสือกมาช้าเอง”

            “มันไม่ได้เกี่ยวว่ามาช้าหรือเร็ว กูขอโทษที่ไม่ยอมปฏิเสธไปตรงๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกูขอรับผิดเอง เพราะงั้นมึงไม่ต้องรอแล้ว ไม่ว่าคำตอบของกูกับยุคจะเป็นยังไงมันก็คงจบแค่นี้”

            “...”

            “มึงจะต่อยกูก็ได้นะ ให้สาสมกับที่เสียเวลารอ”

            “ต่อยได้เหรอ” ผมสะดุ้งเฮือก

            “ถะ...ถ้าต่อยเบาๆ หน่อยก็จะดีมาก”

            “กูจะต่อยมึงได้ไงในเมื่อมึงปฏิเสธกูตั้งแต่แรกแล้ว มีแต่กูที่ยังตื๊ออยู่ ถามจริง มีตรงไหนที่กูสู้ไอ้ยุคไม่ได้วะ”

            “...”

            “สมัยเรียนกูเก่งกว่ามัน ความฮอตถ้าเทียบแล้วกูชนะขาด เข้ามหาลัยก็เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เรื่องฐานะกูยิ่งมั่นใจว่าเหนือกว่าอยู่หลายเท่า ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหน้าที่การงาน ทุกอย่างในชีวิตกูมั่นคงพอที่จะดูแลมึงได้ แต่ไอ้ยุคมีอย่างไหนที่ดีกว่ามึงก็ลองพูดมาสิ” ผมได้แต่ส่ายหัว เรียนหมอก็จริงนะแต่ความคิดเด็กน้อยไม่ต่างจากผมเลยสักนิด

            “กูไม่เคยเอามึงสองคนมาเปรียบเทียบกัน ไม่มีใครสู้ได้หรือไม่ได้ มันมีแค่ความสบายใจที่ได้อยู่มากกว่า”

            “ทุกครั้งเวลาอยู่กับกูมึงไม่สบายใจเหรอวะ”

            “สบายใจสิ มากด้วย”

            “แล้วทำไม...”

            “เพราะรักล่ะมั้ง”

            “...”

            “มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอธิบายให้เห็นภาพชัดหรอก เคยเห็นหลายคู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ดีแต่ก็ยังโง่รักอยู่มั้ย นั่นแหละเหตุผลเดียวกัน แต่ยุคไม่ได้แย่แบบนั้น แน่นอนว่าอาจไม่ดีเท่าคนอื่น แต่ก็ดีในแบบที่เป็นเขา”

            “มึงพูดขนาดนี้กูแม่งอิจฉาไอ้ยุคเลยว่ะ”

            “อิจฉาทำไม บางทีคบกับกูมึงอาจโชคร้ายก็ได้ กูนี่ไม่มีอะไรดีเลยนะ จนมาก ขี้เกียจทำงานด้วย ขี้หงุดหงิด บางครั้งก็ชอบเพ้ออะไรเหงาๆ แถมกวนตีนอีกต่างหาก มึงโชคดีแล้วเว้ยริว” ปากพูด ทว่ามือกลับเอื้อมไปตบไหล่แกร่งเป็นการปลอบใจ

            “ถ้ามึงคิดว่านั่นคือความโชคดีกูก็คงต้องยอมรับ แต่ขออะไรอย่างหนึ่งสิ”

            “ว่ามา”

            “ถ้าวันไหนที่ไปกับไอ้ยุคไม่รอด ช่วยกลับมาหากูได้มั้ย กูไม่ได้รอ แต่เผื่อว่าตอนนั้นเราต่างไม่มีใครทั้งคู่จะได้ดูแลกันได้”

            ผมยิ้ม เป็นยิ้มที่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปเพื่ออะไร

            “นี่แช่งกันหรือเปล่าเนี่ย”

            “ก็แค่เผื่อไว้ อนาคตไม่มีอะไรแน่นอน”

            “มันก็จริง แต่แปลกดี สำหรับตอนนี้...”

            “...”

          “กูไม่เคยคิดถึงอนาคตที่ไม่มียุคอยู่เลยว่ะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับว่าไอ้ยกภูเขาออกจากอกจนมีโอกาสได้หายใจสะดวกขึ้น ความจริงแล้วการปฏิเสธหรือสารภาพความรู้สึกของเราออกไปตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเท่าไหร่ การให้ความหวังโดยที่เรารู้ว่าไม่มีหวังต่างหากที่น่ากลัว

            ตอนนี้ผมกลับมาถึงห้อง ทุ่มตัวลงบนเตียงด้วยความรู้สึกโล่งอก สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือการพ่นเรื่องเหล่านี้ให้เพื่อนรักอย่างไอ้เบิร์ดฟัง ไหนๆ ก็อุตส่าห์รับฟังมาตั้งแต่ต้นแล้ว พอได้บทสรุปผมก็อยากให้มันรับรู้เป็นคนแรกๆ ด้วยเหมือนกัน

            [ว่างายมึงงงงงง โทรมาแต่เช้าไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจ] ผมเหลือบมองนาฬิกาปลุกบนหัวเตียง สัด ลืมไปเลยว่าที่โน่นเพิ่งสว่าง แถมคนที่รับยังเป็นพวกนอนกลางวันตื่นตอนกลางคืนอีกต่างหาก

            “ขอโทษเว้ย แม่งลืมไปจริงๆ”

            [งั้นกูวางสายนะ คนจะหลับจะนอน]

            “คัลลิสโตคือหมีใหญ่”

            [ฮะ! อะไรยังไงว่ามา] ก่อนหน้าทำมาเป็นอิดออด ทีตอนนี้ล่ะน้ำเสียงดูระริกระรี้เชียว อย่างว่าแหละครับ ไม่มีใครในรุ่นที่จะขี้เสือกได้เท่าผมกับไอ้เบิร์ดอีกแล้ว

            “คัลลิสโต ยุคน่ะ มันคือคนเดียวกันกับที่เถียงกูใน MSN เป็นคนที่ใช้โปรแกรมมึงมาป่วนประสาทกูทุกวี่ทุกวัน”

            [ใครบอกมึงวะ]

            “เจเจ กูตั้งใจนัดมันมาเคลียร์ประเด็นที่เคยบอกชอบกูในเอ็ม แต่ที่ไหนได้มันดันบอกความจริงกับกูเฉยเลย”

            หลังจากนั้นเมพเบิร์ดก็แย่งเวลาทุกอย่างไปจากชีวิตผม เราคุยกันอยู่นานกว่าจะวางสาย รู้ตัวอีกทีเวลาก็ปาไปเกือบตีสองแล้ว คือมันมีอะไรให้คุยกันขนาดนั้นเลยเหรอวะ เหนื่อยแทนตัวเองเหมือนกัน แต่ก็พอจะปลอบใจได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร

            ไอ้ยุคเป็นความรักที่เกิดขึ้นหลังมันห่างหายไปจากชีวิตของผมหลายปี เป็นเพลงรักที่เกิดจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่เพราะบรรยากาศหรือความรู้สึกที่บิลด์ไว้เพื่อแต่งเพลงให้มันจบๆ ไป

            ดังนั้นผมถึงอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ยอมรับตัวเองและเลิกบ่ายเบี่ยงเพื่อหนีปัญหาสักที

            ตีสามผมอาบน้ำเตรียมเข้านอน ทว่ามือก็ยังคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดอีกครั้งเพื่อดูว่าอีกฝ่ายได้ตอบข้อความบ้างหรือยัง แน่นอนว่าคำตอบก็ยังคงเหมือนเดิมคือไม่ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร พรุ่งนี้ทุกอย่างก็คงดีขึ้นแล้ว

            “ราตรีสวัสดิ์นะหมีใหญ่”

            ไม่รู้ว่าตอนนี้ยุคอยู่ที่ไหน ทำอะไร คิดถึงผมบ้างหรือเปล่า คำถามเหล่านี้ไร้ซึ่งคำตอบแต่ผมก็ยังถามย้ำกับตัวเองซ้ำๆ จนกว่าจะหลับไป

            เช้าวันรุ่งขึ้นผมพุ่งไปยังชั้นหนังสือเล็กๆ ในห้อง รื้อค้นเอาหนังสือของมูราคามิมาวางเรียงกันเพื่อนับจำนวน หนังสือทุกเล่มที่ได้มาจากคนตัวสูงผมเก็บเอาไว้อย่างดี บางเล่มอ่านจบแล้ว บางเล่มก็ยังไม่มีโอกาสได้เปิดอ่าน แต่เชื่อหรือเปล่า ผมจำได้จนขึ้นใจว่าแต่ละเล่มได้มันมายังไง

            Hard-boiled, Norwegian wood, Dance dance dance…” ผมอ่านชื่อเรื่องที่อยู่บนหน้าปกไปทีละเล่มจนถึงเล่มสุดท้าย ก่อนจะพบว่าหนังสือที่ผมมีมันเกือบครบหมดแล้ว

            ขาดอยู่เพียงเล่มเดียว

            เมื่อลองเช็กประวัติของคนเขียนดูก็พบว่าหนังสือที่ผมยังขาดไปก็คือเรื่อง Hear the wind sing ที่มูราคามิเขียนไว้เมื่อนานมาแล้ว

            นี่แหละหนึ่งเหตุผลที่ผมคิดออก ว่าจะหาข้ออ้างในการไปเจอไอ้ยุคยังไง ถึงตอนนั้นผมจะพูดอะไรก่อนดีเวลาที่เราได้เผชิญหน้ากันตรงๆ

            หวัดดี คุณเป็นยังไงบ้างหรือ หนังสือของผมขาดไปหนึ่งเล่ม เลยคิดว่าจะมาถามที่คุณ

            “ประสาทว่ะ” ด่าตัวเองจบก็ลุกขึ้นเต็มความสูง รีบคว้าผ้าเช็ดตัวเพื่ออาบน้ำและทำธุระ

            ผมเลือกเสื้อผ้าในตู้นานมาก คิดอยู่นั่นแหละว่าจะใส่ตัวไหนให้ตัวเองออกมาดูดีที่สุด แต่สุดท้ายผมก็พบว่าการใส่อะไรที่เป็นตัวเองนี่แหละเวิร์กโคตรๆ แล้ว

            ไอ้เบิร์ดแนะนำว่าให้กินข้าวเช้า เพราะมันดีต่อสุขภาพ อะไรของแม่งวะ?

            ทว่าผมก็ทำตามคำแนะนำ จัดข้าวเช้าไปอีกชุดใหญ่ก่อนพุ่งสู่สนามรบ กว่าจะรู้ตัวว่าควรกลับไปตั้งหลักที่เดิมอีกรอบก็ตอนมายืนอยู่หน้าห้องของใครบางคนนี่แหละ

            คอนโดเขาไม่ให้ผมเข้าก็จริง แต่ทำไมเราต้องมารยาทดีรอเจ้าของห้องอนุญาตด้วยล่ะ ในเมื่อเราเนียนผ่านประตูเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับผู้อยู่อาศัยคนอื่นได้ ทำเสมือนตัวเองอยู่คอนโดนี้ทั้งที่ไม่ใช่เลย โฮ~

            “มึงทำได้เว้ย ทำได้” นอกจากเหงาแล้วนับวันจะยิ่งบ้าด้วย

            ผมพูดกับตัวเองบ่อยขึ้น จนตอนนี้ก็ยังไม่หยุดพูด มันคงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ผมผ่อนคลายและไม่ตื่นเต้นเวลาอยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายมากนัก

            สาม...สอง...หนึ่ง

            ก๊อกๆๆ

            เคาะไปแล้ววววววว แม่ผมเคาะไปแล้ว!!

            หัวใจเต้นรัว มือไม้สั่นเทา สองขาแทบหมดเรี่ยวแรงล้มกองลงกับพื้น ทุกอย่างในท้องบิดมวนไปหมด ความรู้สึกเหล่านี้ตีรวนอยู่ในร่างกายของผมอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสงบลงเพราะเจ้าของห้องไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง

            ตอนนี้จากตื่นเต้นกลายเป็นใจเริ่มเสียละ

            ก๊อกๆๆ

            ผมลงแรงเคาะใหม่อีกครั้ง นานเหมือนกันที่คนด้านในเงียบหาย บางทีเขาอาจไม่อยู่หรือไม่สะดวกที่จะเจอ สมองมันคิดไปสารพัด แต่จู่ๆ ประตูห้องก็เปิดออกแบบงงๆ

            ถึงแม้จะแง้มประตูออกมาเพียงเล็กน้อยผมก็รู้ดีว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือยุค

            “มาได้ไง” เจ้าตัวถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผมเลยทำใจดีสู้เสือตอบกลับในทันที

            “ผมแอบเข้ามา เพราะคิดว่าเราอาจมีเรื่องต้องคุยกัน”

            “ตอนนี้ผมยังไม่ว่าง เป็นวันอื่นได้มั้ย” ร่างสูงตั้งท่าจะปิดประตูแต่ผมไวกว่านั้นรีบคว้าข้อมือหนาเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ขอคุยด้วยหน่อย”

            “ยังไม่ใช่ตอนนี้”

            “คุณไม่อ่านข้อความผม โทรศัพท์ก็ไม่ยอมรับ เพราะงั้นให้ผมได้พูดอะไรบางอย่างกับคุณก่อนได้มั้ย” ยุคบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่เขาก็ไม่ได้ไปไหน ยังคงยืนอยู่นิ่งๆ คล้ายกับรอให้ผมได้พูดสิ่งที่อยากพูดจนจบ

            “ยุค”

            “...”

            “เรื่องที่เกิดวันนั้นผมผิดเอง” โอเคจุดนี้คงแก้ตัวไม่ทัน มันเป็นสิ่งที่ผมทำผิดพลาดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ได้แต่หรี่ตามองคนตรงหน้า แล้วสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดต่อ

            “ผมรู้ว่ามีนัดกับคุณ แต่ผมก็ยังไม่ยอมปฏิเสธริวไปตรงๆ เพราะคิดว่าต้องกลับมาทันแน่ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอกลับมาแล้วเห็นว่าคุณรออยู่หน้าห้อง ผมกลัวมากว่าจะเสียคุณไป ผมไม่ได้ตั้งใจจะไล่คุณ แต่เพราะปากพล่อยๆ ของผมเลยทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด”

            บันทึกสารภาพบาปของนายชยินถูกเผยแพร่ต่อคนตัวสูง ตอนนี้คงเป็นหน้าที่ของเจ้ากรรมนายเวรแล้วล่ะที่จะตัดสินชีวิตของผม

            “ชยิน ผมรู้ว่าคุณทั้งสับสนและเสียใจ แต่ผมก็แค่อยากให้คุณได้มีเวลาคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น”

            “ผมคิดมาตลอดเลย ผมชอบคุณ ชอบคุณมากๆ”

            คิดดูแล้วนี่มันเหมือนฉากคลีเช่ในละครหลังข่าวดีๆ นี่เอง ซีนบอกรักซ้ำซากที่โคตรน่าเบื่อ แต่สำหรับผมแล้วนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทำอะไรแบบนี้

            ประโยคเมื่อครู่ดังก้องอยู่ในหัวทุกวัน มันบอกให้ผมทำอะไรสักอย่าง อะไรก็ตามที่จะรั้งเขาไว้โดยที่ผมไม่ต้องอึดอัดกับการปกปิดความรู้สึกของตัวเองอีก และผมก็ได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อบอกความรู้สึกของตัวเอง

            “ยุค...คุณ...”

            ทว่าคนฟังไม่ได้มีท่าทีดีใจอย่างที่คิด เวลานี้ผมเหมือนถูกผลักลงเหวอีกรอบโดยไม่ทันตั้งตัว

            “แล้วไอ้ริวล่ะ”

            “ริวเป็นแค่เพื่อน ผมไม่เคยคิดอะไรกับมันมากเกินกว่านั้น” แววตาของคนตรงหน้าอ่อนแสงลงเล็กน้อย

“งั้นถามอะไรหน่อยสิ แค่ตอบตามสิ่งที่คุณคิด”

“ได้ ผมจะตอบทุกอย่าง”

“คุณรู้สึกยังไงเวลาที่ได้คุย MSN กับหมีใหญ่”

            “สบายใจ”

            “แล้วรู้สึกดีมั้ยตอนที่อีกฝ่ายบอกชอบ”

            “ก็...แปลกๆ แต่ไม่แย่ เราทุกคนก็รู้สึกดีทั้งนั้นแหละเวลาที่มีใครสักคนชอบเรา” ยิ่งรู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใครผมก็ยิ่งได้คำตอบชัดเจน หลายครั้งที่สับสนเวลารู้สึกดีกับคนหลายคนพร้อมๆ กัน

            ความจริงไม่ใช่หรอก คนที่ผมชอบมีแค่คนเดียว

            “แล้วตอนที่ไอ้ริวบอกรักคุณล่ะ รู้สึกยังไง ยังไม่ต้องตอบก็ได้ แต่ผมถามต่อ ตอนที่ไอ้เจเจนั่งอยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะตัดสินใจปฏิเสธคุณรู้สึกดีกับมันบ้างมั้ย”

            “...”

            “คำถามสุดท้าย กับผมที่บอกชอบคุณไปในวันนั้นจนกระทั่งวันนี้คุณรู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า เป็นเหมือนกับความรู้สึกของทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของคุณมั้ย ผมอาจจะถามยืดยาวแต่ไม่อยากให้คุณรีบตัดสินใจลองกลับไปคิดดู ความรักของคุณคืออะไรกันแน่”

            “...”

            “ลองมองมันอีกครั้ง แยกให้ออกว่าอันไหนความรัก หรืออันไหนความเหงา แล้วคุณอาจจะรู้คำตอบของตัวเอง”

            นี่คือสิ่งที่ผมได้รับ ไม่ใช่การตอบตกลง และก็ไม่ใช่การปัดปฏิเสธโดยไร้เยื่อใย แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผมได้มีเวลาถามใจตัวเอง แม้รู้ดีว่าคำตอบคงไม่เปลี่ยนแปลง คือต่อให้รู้สึกยังไงกับใครในช่วงแรกที่ได้รู้จัก ทว่าท้ายที่สุดแล้วผมก็มีคนในใจเพียงแค่คนเดียวอยู่ดี

            “ผมรู้แล้ว ผมจะบอกคุณตอนนี้” เอ่ยบอกอย่างมั่นใจ

            “ยังไม่ต้องรีบหรอก”

            “ไม่! ผมคิดมาตลอด ช่วงที่เราไม่ได้เจอกันมันแย่มาก ผมรู้ว่าตอนที่อยู่กับคุณมันรู้สึกดีแค่ไหน มีความสุขแค่ไหน ผมชอบตัวตนของคุณ คุณที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ”

            การรักใครสักคนนี่มันยากเหมือนกัน แรกเริ่มผมไม่มีความคาดหวังว่าจะมีใครสักคนที่รักเรามากมายขนาดนี้เดินเข้ามาในชีวิต ฝ่ายถูกรักมักคิดเสมอ ดีเหมือนกันที่เราไม่ต้องพยายามอะไรก็มีคนชอบแล้ว แต่เปล่าเลย ผมค้นพบว่าตัวเองค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจเพราะได้มอบความรักกลับคืนให้อีกฝ่ายไปจนหมด กว่าจะรู้ตัวเราก็ถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว

            “ผมยอมทุกอย่าง ขอแค่คุณเชื่อว่าผมรักคุณจริงๆ ก็พอ”

            “...” ไม่มีการตอบรับจากคนตัวสูง นานเข้าก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวาย

            ผมกลัวว่าจะต้องสูญเสียเขาไป

            “คุณอยากนอนกับผมมั้ย”

            “พูดอะไรน่ะชยิน”

            ไม่รู้สิ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงพูดแบบนี้ แต่ถ้ามันทำให้ยุคกลับมารู้สึกหรือรักผมเหมือนเดิมมันก็คุ้มที่จะเสี่ยงทั้งนั้น ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรไปบ้างก็ตาม

            “ผมให้ทุกอย่างที่คุณต้องการได้ แค่...แค่คุณบอกมา”

            “ชยิน”

            “คุณอยากใช้ถุงยางหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร ผม...ผมยังไงก็ได้”

            “...”

            “คุณชอบมีอะไรบนเตียงหรือที่ไหนๆ ผมก็ไม่ขัดทั้งนั้น คุณอยากให้ผมร้องครางดังๆ แล้วเรียกแต่ชื่อคุณตลอดเวลาผมก็จะทำ” พูดไปน้ำตาก็ไหลลงมาไม่หยุด ผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรอ่อนแอและเหมือนเด็กมากเวลาอยู่กับเขา

            และผมก็ยิ่งเป็นเด็กกว่าเดิมเมื่อมือหนาเอื้อมมากอบกุมใบหน้าทั้งสองข้าง ดวงตาของเราสอดประสานกัน คำตอบเดียวที่คาดหวังก็คือการยอมรับความรักจากอีกฝ่าย

            “รักไม่ใช่การให้ทุกอย่างนะชยิน”

            “แต่คุณก็เคยมอบทุกอย่างให้ผม”

            “ไม่ได้ให้ทุกอย่าง แต่ยอมรับทุกอย่างที่เป็นคุณต่างหาก”

            “นั่น...นั่นผมก็ยอมรับ”

            “...”

            “ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณสำคัญยังไง และมันแย่แค่ไหนตอนที่ผมแคร์คนอื่นมากกว่าคุณ ผมผิดนัด เคยปฏิเสธความรัก เคยคิดแย่ๆ กับคุณมากมายแต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว” ผมเล่าทุกอย่างหมดเปลือก ปล่อยให้มันพรั่งพรูออกมาตามที่สมองสั่งการ

            “คุณรู้มั้ยว่าตอนเช้าผมทำอะไร”

            คนตัวสูงส่ายหัว

            “ผมหยิบหนังสือทุกเล่มที่คุณเคยให้มาวางเรียงกัน ผมจำได้หมดว่าหนังสือแต่ละเล่มได้มาตอนไหนและรู้สึกยังไง แต่มันยังมีเล่มหนึ่งที่ผมไม่ได้รับจากคุณ และใช่ถ้าคุณรักผมเหมือนกัน ช่วยยกหนังสือเล่มนั้นให้ผมได้มั้ย”

            “ชยิน” เสียงทุ้มแสนคุ้นหูเอ่ยตอบเสียงแผ่ว ผมกำลังคาดหวังในคำตอบ

            “...”

            “ขอโทษด้วย แต่หนังสือเล่มนั้นผมยกให้คนอื่นไปแล้ว”

            คำพูดที่ตระเตรียมเอาไว้หายไปจากหัว เหลือแต่ก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ตรงอก จนทำให้ผมต้องกลืนคำพูดทุกอย่างลงคอ สิ่งที่คิดเอาไว้ก่อนเดินออกจากห้องไม่ใช่แบบนี้ และเมื่อมันผิดพลาดผมก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อดี

            “ใครเหรอ ใครที่คุณให้ไป”

            “ดรีม”

            แฟนเก่า ชื่อที่ยังจำได้จนขึ้นใจ

            ผมยกแขนขึ้นปาดคราบน้ำตาที่ขังอยู่ขอบตาออก ก่อนพุ่งตัวเข้าไปกอดคนตรงหน้าสุดแรง

            “ไม่ให้ได้มั้ย ไม่ยกให้เขาได้มั้ย”

            ผมเห็นแก่ตัว และไม่ได้ใจดีขนาดนั้น วินาทีที่พุ่งเข้าไปกอดมันไม่ใช่ความรู้สึกหวงแหนอย่างเดียว แต่มันคือความกลัว กลัวความสูญเสียที่กำลังมาถึง

            ยุคไม่ได้ขัดขืนแต่ก็ไม่ได้ปลอบประโลมอย่างที่คิด ผมใช้จังหวะที่เขายืนนิ่งยืดตัวขึ้นไปตระโบมจูบอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะใช้แรงที่มีอยู่ผลักร่างสูงจนถอยเข้าไปด้านใน

            “ยุค” ตอนนั้นเองที่เสียงของใครคนหนึ่งเหมือนมือล่องคนที่พุ่งมาตบหน้าอย่างแรง ผมผละออกจากอกแกร่งแล้วหันไปทางต้นเสียง กระทั่งสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งหัวยุ่งอยู่ตรงโซฟา ไม่รู้ว่าเธออยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแต่ก็คงจะนานพอเห็นฉากบอกรักและการกระทำที่น่าสมเพชของผมจนหมด

            ผู้หญิงหน้าตาสะสวย กับการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์คนนี้ผมเคยเห็นเธอมาก่อน และรู้ดีว่าในอดีตเธอสำคัญกับยุคยังไง

            “ขอโทษ ขอโทษที่จูบคุณ ผม...ผมคิดว่าจะกลับแล้ว”

            “ชยินตั้งสติหน่อย”

            “วันนี้มาขัดจังหวะ คุณไม่ว่างจริงๆ ด้วย ฮ่าๆ”

            “เดี๋ยวผมลงไปส่ง”

            “ไม่ต้อง ทำไมไม่บอกผมแต่แรก ว่าคุณไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิมแล้ว”

            “...”

            “แค่ตอบข้อความหรือโทรมาบอกก็ได้ บอกว่าไม่รักจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมาเสนอตัว หรือจะพูดให้รู้สึกแย่ ยังไงมันก็ดีกว่าตอนนี้อยู่ดี”

            ตลกว่ะ เรื่องเพ้อฝันที่สุดที่ผมเคยคิด คือการคาดหวังว่าตัวเองจะสามารถทำให้เขารักผมได้อีก

            ทั้งที่ไม่จริงเลย

           

 

 

 

น้องงงงงงงงงง~~~~

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.735K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3699 softless (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 13:42
    ชอบจังอะไรเจ่บๆอรื่อออออออออT___T
    #3,699
    0
  2. #3690 rockypim (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 22:38
    อ่ะ ฉากนี้ให้ เราน้ำตาซึมจริงๆ
    #3,690
    0
  3. #3679 kulwaree2547 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 01:58
    ร้องไห้มา2รอบเเล้วจ้าา
    โอ้ยยยยยยยยยยย
    #3,679
    0
  4. #3675 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 11:00
    หนีไปพักใจก่อนนะลูกนะ
    #3,675
    0
  5. #3673 Suthita Sathian (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 / 02:58
    อินมากฉากนี้
    #3,673
    0
  6. #3669 Milky Way (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 07:21
    แง้ ฉันน้ำตาไหลเลยอะ สงสารน้องงง
    #3,669
    0
  7. #3659 rattanalak44 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 02:09
    ร้องไห้ สงสารชยิน😢😢
    #3,659
    0
  8. #3631 May Ling Pcm (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 23:03
    เจบจนจุก
    #3,631
    0
  9. #3613 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 05:46

    เจ็บนี้อีกนานนนนนนนT_Tมาซบอกพี่เบสนี่มาชยิน

    Take care คับ

    #3,613
    0
  10. #3606 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 04:44

    เจ็บนี้อีกนาน เด็กน้อยอย่าเสียใจพี่อยู่ตรงนี้กอดปลอบบบบบบบบบ

    Take care คับ

    #3,606
    0
  11. #3579 NaPretty (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 00:17

    เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เริ่มต้นใหม่กับริวนะ ริวดีมากเลยนะแค่มาผิดเวลาผิดจังหวะ แต่ตอนนี้ให้ริวมาแบบถูกเวลาถูกจังหวะเถอะ จะดีมากเลย

    #3,579
    0
  12. #3577 now3 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 15:50
    คือจริงๆชยินก็ไม่ได้ผิดแค่คนเดียวอ้ะในความรู้สึกคนที่รักกันทำไมไม่ฟังกันตั้งแต่แรกรู้ว่ารอตัวเองก็ไม่ได้เสียใจคนเดียวมั้ยรักกันจริงเชื่อใจกันหน่อยงื้อโทษทีอิน #ใครเห็นต่างอย่าด่าหนูนะ
    #3,577
    0
  13. #3574 Amonrat3187 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 21:41

    ฉันร้องกรี้ดเลย
    #3,574
    0
  14. #3568 fahriyafhon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 23:53
    งือออ ชยิน..ของพี่ มาๆเด่วพี่โอ๋ๆๆนะ
    #3,568
    0
  15. #3556 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 00:47
    แงงงงงงงงง ไม่ไหวอะTT
    #3,556
    0
  16. #3555 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 00:37
    ชอบมากTT
    #3,555
    0
  17. #3530 Saaree6612 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 12:31
    หือออออ นํ้าตาไหล
    #3,530
    0
  18. #3519 nukoiy91 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 23:19
    ร้องตามร้องไปแล้ว
    #3,519
    0
  19. #3513 Frechii (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 00:46
    แรงมาก ถ้าตอ.เจองี้คือจุกอะแบบเสียศูนย์
    #3,513
    0
  20. #3485 Oum-26 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 11:08
    หน่วงสุดๆ 😭
    #3,485
    0
  21. #3446 Masxy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 22:28
    สงสารเดูน้อยจริงๆนะ ยิ่งเป็นคนเพ้อๆอยู่ด้วย

    สงสารปนขำ

    หน่วงแปลกๆ เลิกๆตัดใจไปเถอะชยิน

    กลับไปแต่งเพลงอกหักดีกว่า ฮือๆๆๆ สงสารน้อง
    #3,446
    0
  22. #3430 Deuxnxay (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 21:21
    ไม่อยากเห็นน้องเป็นแบบนี้เลยอะ เจ็บไม่พอ ยังมาเจ็บต่อหน้าแฟนเก่าอีก ไม่ไหวอะ สงสารลูก ฮืออออ.......
    #3,430
    0
  23. #3417 Stampzzz (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:10
    เราได้เสียน้ำตาให้กับชยินแล้ว เรียบร้อย
    #3,417
    0
  24. #3411 taost (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 00:03
    ไรท์ที่บอกว่าดราม่าหนักสุดก็คือความกรอบของชยิน ตัดภาพมาepนี้
    #3,411
    0
  25. #3399 nctsupanun (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 14:41

    จริงๆถ้ามันเป็นแบบนี้ชั้นก็ไม่ได้อะไรนะเว้ย แบบเผื่อจะมีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่สนน้อน55555555555555


    #3,399
    0