พี่ติวยุนกิ [BTS: KOOKGA]

ตอนที่ 7 : Chapter 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 139 ครั้ง
    14 พ.ย. 60









#พี่ติวยุนกิ

7




“จองกุก ถามจริง พี่อธิบายไม่รู้เรื่องใช่มั้ย”



สี่สัปดาห์ก่อนเจ้าเด็กม.ห้าเริ่มหัดวาดวัตถุผิวมัน วาดซ้ำอีกครั้ง ถัดมาก็วาดผิวสะท้อนอย่างพวกกาต้มน้ำสแตนเลส กระติกน้ำ และผลงานที่ออกมาทำให้ได้รับสายตาพออกพอใจมากพอตัว การบ้านวาดแก้วใสก็ทำได้ไม่เลวจนพี่ติวโล่งอกคิดว่าจะไม่มีปัญหาอะไรให้ปวดหัวหรือต้องจับซักฟอกรื้อพื้นฐานใหม่อีกรอบจนกว่าจะเข้าใจ ทว่ามาสัปดาห์นี้กลับพลิกกลับทุกอย่าง 



ที่คิดว่าจะทำได้ก็ไม่ได้



นั่นไม่เท่าไหร่



แต่นี่ปาไปห้าโมงเย็น มันวาดขวดเหล้าใหม่มาสามรอบแล้วยังไม่ได้!



มันค่อนข้างน่าหงุดหงิดกับความจริงที่ว่าหลักการไม่ต่างจากสัปดาห์ก่อนๆ เลย แต่พอมางวดนี้กลับลืมแล้วนั่งเพ่งพยายามลงเงาตามช่องในครั้งแรก เขาเลยให้ขึ้นโครงวาดใหม่ ผลคือครั้งที่สองทำได้ดีขึ้น แต่กลับลงดินสอเสียเข้มปี๋จนแทบไม่เหลือความใสของขวดแก้ว ไหนจะฉลากที่ลากซะเกือบเป็นเส้นตรง ไม่โค้งตามวัตถุอีกต่างหาก เมื่อทุกอย่างพาลเข้มไปหมดก็ต้องบอกให้ขึ้นใหม่แบบหมดทางแก้ไข



โอเค มินยุนกิเข้าใจว่าทุกคนจะมีสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด มีช่วงอาร์ตบล็อค ไม่ท็อปฟอร์ม อาจเพราะวันนั้นมัวแต่พะวงเรื่องอื่นหรือดวงตกอะไรก็ตาม เลยพยายามใจเย็นค่อยพูดค่อยจาอยู่เพราะน้องมันใกล้ร้องไห้อยู่รอมร่อ แต่ก็ยอมรับว่าเผลอตัวชักสีหน้าและใช้น้ำเสียงไม่เป็นมิตรไปหลายครั้ง 



อึดอัดจนเดินไปชงกาแฟกินสองแก้วก็ยังไม่หาย



ไม่ใช่ว่าหงุดหงิดที่น้องทำไม่ได้ ส่วนใหญ่เขากังวลว่าตัวเองสอนไม่เข้าใจ ไม่สามารถถ่ายทอดคำพูดที่กระชับหรือชัดเจนมากพอจะให้น้องเข้าใจได้เสียมากกว่า



นี่เป็นหนึ่งในจุดอ่อนของเขา... เพราะโดนสอนมาตั้งแต่เด็ก มีตัวอย่างให้เห็นแถมยังโดนหิ้วไปดูผลงานสวยๆ ตลอดจนมันบันทึกเข้าสมองว่านี่คือสิ่งที่ดี คือมาตรฐานที่ควรเอื้อมแตะให้ถึง พอตัดสินใจเริ่มติวกวดวิชาก็เลยทำได้เร็วและเข้าใจง่ายกว่าคนอื่นในรุ่นเดียวกัน ผลที่ได้ก็เหมือนตอนนี้ 



ไม่เข้าใจว่าคนทั่วไปจะงงในจุดไหน



เพราะตัวเองทำได้มาตลอด เลยไม่รู้ว่าต้องอธิบายเพิ่มเติมอย่างไร



ถึงจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการสอนในสถาบันมาแล้ว เคสหนักกว่านี้ก็เจอมาเยอะและคิดจนสมองแทบแตก แต่พอเป็นจอนจองกุกที่ทำได้ดีตั้งแต่ครั้งแรกๆ จนไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาในจุดซ้ำๆ อยู่สามครั้ง มันเจือด้วยความรู้สึกผิดหวังแบบไม่รู้ตัว ดีไม่ดีคนฟังจะรู้สึกแย่กว่าเก่าว่าทำไมการทำพลาดเพียงโจทย์เดียวถึงต้องโดนดุ



คนโดนคาดหวังน่ะไม่มีทางรู้สึกดีหรอก



ข้อนี้เขาท่องไว้ตลอดเวลา มันไม่สนุกซักนิด



บวกเข้ากับงานที่มหาวิทยาลัย เครียดกับการคิดหัวข้องานไปเสนออยู่หลายวัน ทุกอย่างถึงดูแย่ไปหมด



ยิ่งพูดออกไปแบบนั้นคนเรียนก็ยิ่งตัวลีบ ก้มหน้าต่ำ มือวางดินสอลงไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ บนกระดานมีร่องรอยการเขียนแล้วลบซ้ำๆ จนกระดาษช้ำเป็นวง ยิ่งมือหนักอยู่แล้วมาเจอแบบนี้ก็ต้องขึ้นแผ่นใหม่สถานเดียว



“…ผมพอเข้าใจ แต่ยังทำไม่ได้ครับ”



ยุนกิหลับตา พยายามปรับลมหายใจให้ปกติ “ให้อธิบายใหม่มั้ย?”



เพราะไม่ได้หันไปมอง ถึงไม่เห็นหรอกว่าเจ้าเด็กนี่แสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ แต่จากการเงียบไปพักใหญ่แล้วค่อยๆ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจนั่นก็เหมือนไม่ใช่เด็กขี้อ้อนคนเดิมซักนิด



“พี่... ผมเพิ่งเคยวาดขวดแก้วครั้งแรกก็วันนี้เองนะครับ”



อ่า...



ให้ตายเถอะ



คล้ายโดนเรียกสติ เขาเป่าปาก นึกย้อนดูแล้วก็ยกมือขยี้หัวตัวเองระบายความหงุดหงิด



“ขอโทษ” 



จอนจองกุกแอบเอียงคอมองสีหน้ากังวลใจของพี่ติวแล้วก็เผลอเม้มปาก วันนี้ยุนกิดูใจร้อนมาตั้งแต่ตอนเริ่มเรียนแล้ว เขาทำไม่ได้ครั้งแรกยังพอไหว แต่ครั้งที่สองกับสามนี่เหมือนทำลายความอดทนทิ้งจนเหี้ยน พอเขาเห็นอีกคนนั่งขมวดคิ้วจ้องเป๋งมาจากด้านหลังก็พาลเกร็งจนมือไม้สั่นวาดไม่ถูก ทั้งห้องก็มีคนเรียนคนเดียวให้โดนกดดัน 



อีหรอบนี้ใครมันจะทำได้



จะลุกออกไปตั้งแต่สี่โมงก็รู้สึกค้างคาที่ตัวเองทำไม่สำเร็จ 



แต่ให้นั่งต่อก็ไม่ช่วยให้งานดีขึ้นซักนิด พาลเครียดตามจนเหงื่อแตกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะพูดอะไรก็กลัวไม่เข้าหู ถามว่าเข้าใจมั้ยก็เข้าใจ แต่เกร็งจนไม่กล้าวาดมันเป็นอีกกรณี



เสียงเบาหวิวค่อยๆดังขึ้น ถึงจะดูไม่มั่นใจแต่ก็ช่วยให้คนสอนอารมณ์เย็นกว่าเดิม



“พี่วาดให้ผมดูอีกรอบได้มั้ยครับ?”



ยุนกิพยักหน้า อ้าปากรับข้าวโพดอบกรอบเข้าปากขณะสองมือจับกระดานให้มาพาดที่ต้นขาตัวเอง เสียงเคี้ยวขนมดังกรุบๆ สลับกับการที่เจ้าเด็กมัธยมปลายพยายามทำให้เขาใจเย็นลงด้วยวิธีที่ตัวเองเคยได้รับ หยิบอะไรได้ก็ป้อนหมด คงเห็นว่าชิ้นแรกได้ผลเลยยัดมาเรื่อยๆ จนต้องส่ายหน้าบอกว่าพอแล้ว



ก็ช่วยจริงๆ นั่นแหละ



มือขาวจัดจับดินสอ จัดการขึ้นโครงสร้างคร่าวๆ ภายในไม่ถึงสองนาทีทั้งที่เด็กข้างๆ ร่างอย่างต่ำครึ่งชั่วโมง 



คนสอนกลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอ ในหัวพยายามคิดหาคำที่เข้าใจง่าย 



“ขวดแก้วจะยากกว่าหุ่นอื่นเพราะมันใส แทนที่จะเห็นเงาแค่ด้านหน้าโค้งแบบนี้ ก็ลงแผ่นด้านหลังซ้อนเข้าไปด้วย” น้ำหนักเบาๆ ถูกขีดลงไปเรื่อยๆ ซ้อนทับกัน พอได้ลงมือทำเองก็คล้ายจะใจเย็นลงเร็วจนน่าเหลือเชื่อ “ตรงฉลากไม่ต้องเว้น ลงไปก่อนเลยเพราะยังไงก็มันก็โค้งตามทรงขวด ต้องมีเงาอยู่แล้ว” 



จองกุกมองแล้วพยักหน้า ภาพในหัวค่อยๆ ประกอบกันเป็นจิ๊กซอว์ 



สารภาพว่าเขาชอบเวลาพี่คนนี้วาดตัวอย่างให้ดู นอกจากจะเร็วแล้วยังแม่นยำ แทบไม่ต้องลบหรือแก้อะไรเลยก็วาดทุกอย่างได้ตามใจอยาก คิดอยู่ตลอดว่าถ้าตัวเขาเองอยู่ปีสามจะวาดได้เท่านี้มั้ย คำตอบในหัวอย่างแรกคือไม่ จะไปเทียบกับคนที่วาดมาตั้งแต่เด็กๆ แถมยังเซ้นส์ดีจนน่าเหลือเชื่อได้ยังไงกัน 



“พวกเส้นที่มากวนคือของรอบๆ เพราะงั้นตอนวาดไม่เสร็จห้ามย้ายที่เด็ดขาด มุมจะเปลี่ยนแล้วเงาพวกนี้จะรวนหมดต้องมานั่งแก้ใหม่ แต่พื้นฐานก็แค่ลงเบาๆ ไปก่อนค่อยมาตกแต่งให้มันใสอีกที ค่อยๆ ทำ”



จากน้ำเสียงหงุดหงิดกลับมาเป็นการค่อยๆ พูดสอนตามปกติ ได้ยินแบบนี้ก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ปาไปห้าโมงครึ่งแล้ว เลยจากเวลาเลิกเรียนมาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และเขาควรจะไปหาอะไรกินก่อนเข้าบ้านไม่ก็รีบกลับไปให้ทันเวลามื้อเย็น ซึ่ง...ท่าทางจะยาก



เหล็กให้ตีตอนร้อนๆ



หลังจากนั่งเรียนก็ควรจะเริ่มทำเลยจะได้ไม่ลืม



“พี่ยุนกิ”



“ว่า?”



“ผมควรนั่งทำต่อ หรือกลับบ้านครับ?”



คนโดนถามแทบจะตอบทันทีแต่ก็รีบหุบปากตั้งแต่คำแรกยังไม่ออกมาเต็มเสียง นิ่งไปนิดหน่อยจนกลายเป็นนั่งขมวดคิ้วเลียปากตัวเองอยู่ข้างๆ ถ้าถามพวกตะบี้ตะบันทำงานแบบเขามันก็ต้องมีคำตอบเดียวคือรีบทำตั้งแต่ตอนนี้ แต่สำหรับเด็กที่ยังอยู่มัธยมซ้ำยังเพิ่งเรียนได้สามเดือน ไม่มั่นใจว่าการนั่งวาดติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะส่งผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน



อีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงท้องฟ้าคงเริ่มมืด และจะวาดไม่ได้...



กว่าจองกุกจะร่างโครงเสร็จก็ปาไปครึ่งชั่วโมง



“ถ้าให้ดีก็อยู่ต่อ แต่แสงจะหมดแล้ว งั้นลงแค่คร่าวๆ ยังไม่ต้องลงละเอียดแล้วกัน เอาแค่น้ำหนักโดยรวมก่อน” พูดจบก็ลุกไปเปิดตู้เย็นหาน้ำมาดื่ม ปล่อยให้เด็กกระต่ายตาเหลือกรีบร่างโครงด้วยความเร็วกว่าปกติแทบจะสองเท่า 



อาจเพราะนี่เป็นการเริ่มวาดซ้ำรอบที่สี่ถึงได้คล่องมือ 



ไม่นานนักท้องฟ้าก็กลายเป็นสีแดงฉาน ยุนกิเดินมามองผลงานที่กำลังเดือดไฟลุกสลับกับแสงบนขวดเหล้าแล้วเคาะโต๊ะสองครั้งเป็นเชิงให้หยุดวาด จัดการเดินไปเปิดไฟในห้องเสียเสร็จสรรพ 



“พอก่อน เงามันรวนหมดแล้ว”



ให้ตายเถอะ ต้องหยุดตอนกำลังเพลินทุกที



กระดาษที่เขียนการบ้านไว้เรียบร้อยถูกยื่นให้ พอก้มหน้ามองก็แทบตาถลน ปริมาณนี้ถ้าเป็นตอนปิดเทอมน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่พอเป็นช่วงที่งานของโรงเรียนถล่มทับก็ชวนเหงื่อตกอยู่ไม่น้อย ไหนจะการบ้านวิชาทั่วไป ไหนจะงานของชมรม หรือกิจกรรมของโรงเรียนอีกเพียบ



แต่เถียงได้ที่ไหนล่ะ



“ชิ้นแรก คอมโพส พี่ให้หัวข้อขนม ไปสเก็ตช์มาห้าอัน ไซส์หกคูณแปดนิ้ว”



เขากลืนน้ำลายเอื๊อก



เห็นท่าทางแบบพยายามฝืนทำหน้านิ่งก็แอบหลุดขำออกมานิดหน่อย นี่ถือว่าให้การบ้านแบบเมตตาแล้วเถอะ มันควรชินกับปริมาณงานเท่านี้นานแล้วด้วยซ้ำ “ชิ้นที่สอง ที่บ้านมีขวดเหล้ามั้ย ถ้าไม่มีก็แจกันใส อะไรก็ได้ที่เป็นแก้วใส”



“มีครับ”



“ตั้งโต๊ะถ่ายรูปส่งมาให้พี่ดูก่อน ช่วงนี้เปิดเทอมไม่น่าจะกลับก่อนฟ้ามืดใช่มั้ย? ถ้าไม่ทันก็วาดจากรูปถ่ายก็ได้ ถ่ายตั้งแต่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน ซักสิบโมงไม่ก็บ่ายสองบ่ายสาม” ยุนกิยืนถือกล้องของตัวเองไปพูดไป ริมฝีปากบนเวลาพูดเหมือนปากเด็กน้อยบอกไม่ถูก “แค่สองอย่าง ทันมั้ย? ขวดนี้ค่อยวาดต่อเสาร์หน้า”



“ทันครับ”



จองกุกยิ้มเจื่อน ก้มลงเก็บกองทัพดินสอที่ทู่จนกุดใส่กล่อง ส่วนกระดานก็จัดแจงหนีบคลิปดำกลับก่อนค่อยเก็บลงกระเป๋า จัดการเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เช็คสภาพตัวเองหัวจรดเท้าพลางคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้อง ไม่ลืมสำรวจข้าวของสำคัญอย่างโทรศัพท์มือถือ เป้ หรืออุปกรณ์การเรียนสารพัดอย่าง



มีครั้งหนึ่งเขาลืมกระเป๋าเงินไว้ที่นี่ ผลคือเดินไปถึงสถานีแล้วต้องวิ่งหน้าตั้งกลับมาที่หอพัก ดีที่หยิบโทรศัพท์ไปด้วยถึงโทรถามได้ และดีกว่านั้นคือถ้าช้ากว่านั้นอีกห้านาที... ยุนกิคงหลับสนิทไม่ตื่นมาเปิดประตูให้



ตากลมโตใสแจ๋วมองเจ้าของห้อง



“พี่ ผมหิวอะ”



คำตอบคือสีหน้าแบบ ก็ไปกินดิ 



“รีบไปหาไรกินไป เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะ”



มันอ้าปากค้าง ขมวดคิ้วทำหน้าสะเทือนใจเหมือนโดนแม่ปล่อยให้ไปหากินเองนอกบ้าน “ไปด้วยกันไม่ได้เหรอครับ”



…ประโยคนี้มาอีกแล้ว



คนแก่กว่ายกมือลูบต้นคอ ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเขางานยุ่งมากเลยปฏิเสธไป อันที่จริงวันนี้ก็มีงานนั่นแหละแต่ไม่ได้เดือดขนาดต้องทำหามรุ่งหามค่ำ อีกอย่างคือปกติไม่ค่อยได้กินข้าวมื้อเย็นเท่าไหร่ จะมีก็คือต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตอนสี่ทุ่มห้าทุ่มกับกาแฟซักแก้ว ถ้าไปกับเด็กนี่ก็คงไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพกระเพาะอาหาร แต่เงินในกระเป๋าจะแห้งเหือดแทน



คิดหลายอย่างวนเวียนอยู่ในหัว สลับกับสีหน้าหงอยๆ แล้วก็ต้องถอนหายใจ



“ก็ได้ เปลี่ยนเสื้อแป๊ปแล้วกัน”



ถ้าเป็นลูกหมาก็คงหูตั้งหางกระดิก



ไม่ถึงสามนาทีเจ้าตัวก็เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกับกางเกงสีดำ ไม่ลืมหยิบหมวกมาใส่ปิดสีผมเด่นทะลุร้อยเมตรของตัวเองเวลาเดิน คว้าออกไปแค่กระเป๋าเงิน กุญแจห้อง กับโทรศัพท์มือถืออีกเครื่อง ตัดกับเด็กติวที่หิ้วกระเป๋ากระดานขนาดเอสอง 



เวลาเดินไปไหนมาไหนด้วยกัน ยุนกิจะรู้สึกขัดใจกับส่วนสูงตัวเองไปเสียทุกครั้ง มันน่าหงุดหงิดกับการที่ตัวเองเตี้ยกว่าเด็กม.ห้าอยู่นิดหน่อย ซึ่งปัญหาจริงๆ คือเด็กกำลังอยู่ในช่วงยืด แต่เขาน่ะได้แค่นี้ก็บุญโขแล้ว ดีไม่ดีอีกปีสองปีจะโดนแซงไปมากกว่านี้พอตัว



ข้อเสียของการติวเด็กระยะยาวก็แบบนี้ พอผ่านไปนานๆ ก็จะรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ เอ็นดูเหมือนน้องชาย ยิ่งช่วงใกล้สอบจะพาลเครียดไปด้วยแบบอดไม่ได้ ปีก่อนนั่นถึงกับเครียดลงกระเพาะอาหาร ยิ่งเห็นคนเรียนกังวลจนนอนไม่หลับนั่งวาดรูปเหมือนคนบ้าก็พาลต้องอยู่เป็นเพื่อน จะพูดจาดีๆ ปลอบใจก็ปากหนักพูดไม่ออกอีกต่างหาก



ไม่ต้องพูดถึงวันประกาศผล ทั้งดีใจทั้งโล่งอก



นั่งรถไฟฟ้าไปไม่กี่สถานีก็ถึงห้างสรรพสินค้า พอยุนกิให้สิทธิ์คนเด็กกว่าเลือกร้านอาหารก็เห็นแววตาเป็นประกายพร้อมพุ่งตัวเข้าร้านชาบู แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากร้องห้ามบุฟเฟ่ต์ มันก็หยุดเดินกะทันหันจนจมูกเขากระแทกหลังคอ เบี่ยงตัวไปร้านไก่ทอดข้างๆ แทน 



“พี่ไม่ชอบกินบุฟมื้อเย็นใช่มั้ยครับ”



“อ่า ใช่”



มันยิ้มจนตาหยี บอกพนักงานว่ามาสองคน ไม่นานก็โดนผายมือไปทางโต๊ะติดกระจกร้าน อันที่จริงยุนกิไม่ค่อยชอบนั่งแบบนี้เท่าไหร่เพราะคนเดินห้างจะมองเห็นชัดเจน หลักๆ ก็ไม่พ้นขี้เกียจเจอหน้าเพื่อนในสาขา เขาไม่ใช่ยูกีฮยอนที่เป็นมิตรกับทั้งในและนอกคณะ การเจอคนอื่นแล้วยิ้มแฉ่งเข้าไปทักทายนั่นไม่ใช่เรื่องถนัดเอาเสียเลย



หลังแยกสั่งอาหารของตัวเองเสร็จก็นั่งคุยเรื่อยเปื่อย ส่วนมากก็ไม่พ้นโดนถามว่าในคณะมีเรียนอะไรบ้าง เข้าไปเจอวิชาไหนก่อน เรียนยังไงสังคมเป็นยังไง อย่างหลังไม่รู้จะตอบว่าอะไรเพราะเขาไม่ได้สุงสิงกับเพื่อนร่วมรุ่นนัก ไอ้ที่เป็นพี่ว้ากตอนเทอมต้นนั่นก็โดนบังคับ กะอีแค่เสียงห้าวก็โดนจับไปยืนเป็นสัญลักษณ์ว่าคนนี้ดุ ไม่รู้ปัจจุบันน้องหายกลัวกันรึยัง หรืออาจไม่เคยกลัวตั้งแต่ต้นก็ได้



ให้คุยก็คุยได้แต่ไม่ชอบอยู่หรือไปเป็นกลุ่มใหญ่ ลำพังแค่กีฮยอนกับเพื่อนอีกสองสามคนก็วุ่นวายมากพอแล้ว



“อ้าว แล้วตอนสอบเข้าเป็นยังไงบ้างอะ”



ช่วยอย่าถามอะไรที่ย้อนนานได้มั้ย คิดว่าจะจำได้เหรอ



ยุนกิขมวดคิ้ว ยกมุมปากเป็นเส้นตรงจนแก้มดันขึ้นเป็นลูก “สอบเข้า... ก็ไม่มีอะไร มีโจทย์สามข้อ สามชั่วโมง ต่อให้ทำไม่ทันก็ต้องให้พอดูได้ครบทุกข้อ ห้ามเว้นว่างเด็ดขาด อันนี้จำไว้เลย”



อย่างน้อยถ้าทำออกมาไม่สมบูรณ์ก็ยังได้คะแนนบ้าง แต่ถ้าเว้นว่างเมื่อไหร่เท่ากับว่าข้อนั้นเป็นศูนย์ ดีไม่ดีจะแยกกองไว้ต่างหากว่าคนนี้ทำครบไม่ครบ หมดสิทธิ์ตั้งแต่ยังไม่ตรวจ



มือขาวๆ ยกขึ้นเท้าคาง สบตาน้องติวไปพูดไปเท่าที่จะดึงความทรงจำออกมาได้ “วิชาการจำไม่ได้หรอก แต่สอบสกิลที่ง่ายสุดแล้วคะแนนเยอะสุดคือดรออิ้ง ยังไงก็ต้องฝึกอันนี้ให้แม่นเพราะมันมีเกณฑ์ค่อนข้างชัด ส่วนข้อครีเอทีฟต้องไปเสี่ยงตอนเจอโจทย์ ถ้าคิดง่อยๆ ออกมาก็จบ”



จองกุกสูดปาก



ฟังดูแล้วเหมือนจะง่าย แต่พอนึกดีๆ ก็เผลอนั่งตัวเกร็งตาม แค่ขึ้นโครงก็ปาไปครึ่งชั่วโมง นี่ต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงเหรอ ฝันไปเถอะ 



“ตอนปีพี่สอบอะไรเหรอครับ”



“จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ปกติจะออกพวกแก้วพลาสติก กระดาษ ซองขนม ไม่ถือก็ให้จัดหุ่นเองประมาณสองสามอย่าง ถ้าเขาแจกขนมมาก็ฉีกซองด้วยล่ะ ทำให้มันดูท้าทายน่าสนใจหน่อย แอบกินชิ้นสองชิ้นแก้เครียดก็ได้ มาเป็นกระป๋องก็ทุบให้มันบุบไรงี้ อันนี้ต้องวัดกึ๋นด้วยว่าห้ามทำทื่อๆ” ปากเล็กๆ งับหลอดแล้วดูดน้ำเปล่าเข้าไปทีเดียวครึ่งแก้ว พอพูดเยอะก็พาลคอแห้งไปหมด



แต่คนนั่งตรงข้ามนี่เหมือนวิญญาณหลุดไปแล้ว



ทั้งสีหน้าสะเทือนใจ อ้าปากค้าง มือสองข้างก็วางแปะอยู่บนโต๊ะ



“แล้ว...พี่ได้กี่คะแนนเหรอครับ”



“เก้าสิบหก”



อะไรนะ



“เก้าสิบหก?”



เจ้าตัวพยักหน้ารับแบบสีหน้าไม่เปลี่ยนซักนิด 



“เต็มร้อย? เหรอครับ?”



“ใช่”



“แล้วท็อปได้เท่าไหร่...”



“ถ้าปฏิบัติพี่ได้ท็อป แต่พอรวมกับวิชาทั่วไปก็มีคนอื่นได้มากกว่า พี่ไม่ค่อยสนใจเรื่องอ่านหนังสือเพราะยังไงเปอร์เซ็นต์สอบสกิลมันได้ง่าย อย่าทำตามล่ะ อ่านๆ ไปเถอะ” ยุนกิจับหลอดแล้วคนๆ แก้วไปเรื่อย เรื่องพวกนี้มันแล้วแต่ระบบความคิดของแต่ละคนว่าใส่ใจอะไรมากว่ากัน หรือแม้กระทั่งตัวเองถนัดอะไร ต้องไปทางไหนถึงจะมีโอกาสสอบติด



คนฟังขมวดคิ้ว อยากจะทำตามวิธีนี้อยู่หรอก แค่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเก่งขนาดได้คะแนนมากกว่าเก้าสิบนี่สิ 



“ส่วนมากได้คะแนนกันประมาณ...”



“จองกุก?”




เสียงเรียกดังขึ้นจากข้างโต๊ะ



และคุ้นเคยจนสะดุ้งโหยง



พอหันไปถึงเห็นเด็กมัธยมปลายสามคนยืนส่งยิ้มล้อเลียนมาให้ ถ้าให้เดาจากการสะพายเป้ก็คงไม่พ้นเพิ่งไปกวดวิชาเสร็จแล้วหาข้าวกิน ยุนกิแอบเหลือบตามองเรียงคนก็อดคิดไม่ได้ว่าเจ้านี่เลือกคบเพื่อนที่หน้าตารึเปล่า ทำไมมันสูงยาวเข่าดีกันทั้งก๊วนขนาดนี้



สไตล์คล้ายกันทั้งกลุ่ม เสื้อยืดกางเกงยีนส์ รองเท้าค่อยแพงหน่อยตามประสาเด็กผู้ชายเล่นกีฬา



“อ้าว?”



จองกุกขมวดคิ้ว ถึงจะดีใจที่เจอเพื่อนแต่เจอในสภาพนั่งกินข้าวอยู่กับยุนกิสองคนนี่คงไม่ดีเท่าไหร่ มองจากสีหน้าแววตาล้อเลียนบ้างตกใจบ้าง กับมินกยูยังไม่เป็นปัญหา แต่ยูคยอมนี่ฉีกยิ้มจนแก้มปริ เหลือบตามองบนซ้ายทีขวาที เอียงตัวกระมิดกระเมี้ยนแบบไม่น่ามอง



“ฮั่นน่อววว” 



เอาแล้ว...



เสียงร้องแซวออกมาก่อนจากนั้นค่อยเป็นการแอบเหลือบตามอง รวมไปถึงคิมมินกยูหรี่เสียงจนเกือบเป็นกระซิบใส่เพื่อน “เฟี้ยวอะผมชมพู เรียนอินเตอร์เหรอ ละนี่คนหรือสโนว์แมน ขาวชิบหาย กูนี่เหมือนไฟตก”



คนโดนนินทาระยะประชิดขมวดคิ้ว 



คิดว่าจะไม่ได้ยินรึไง?



มือทั้งสองข้างเผลอกระชับแก้วน้ำแน่นกว่าที่เคย นึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยกับการโดนพูดถึงจากคนเด็กกว่าถึงสี่ปี ตอนเห็นครั้งแรกก็นึกว่าจะค่อนข้างสุภาพเหมือนเด็กติวตัวเอง มาตอนนี้ถึงรู้ว่าไม่ใช่ และคงเป็นประเภทที่ทำเขาเกือบน็อตหลุดสมัยมีก๊วนเด็กมัธยมมานั่งติวแต่เสียงดังวุ่นวาย ปากดีเถียงนู่นเถียงนี่รบกวนคนอื่น



“ร้ายว่ะจองกุก ก็ว่าทำไมไม่มาเรียนด้วยกัน”



“เดี๋ยวนี้มีแฟนไม่บอกเพื่อนน๊า เพิ่งเลิกได้เดือนกว่าก็มีใหม่ละ”



เด็กเวร...



คนแก่สุดที่โดนเด็กจากไหนไม่รู้ยืนมุงโต๊ะถึงกับคิ้วกระตุกวืด จอนจองกุกเห็นการชักสีหน้าแล้วตั้งใจจะเอ่ยดักไว้ก่อนว่าคนนี้เป็นพี่ ทว่ากลับโดนเพื่อนจับหัวโยกซ้ายทีขวาที จะอ้าปากบอกก็ไม่ทัน “เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่...”



“นี่ เรียนที่ไหนอะ อย่าคิดผิดมายุ่งกับไอ้นี่เลย”



ความเงียบเข้าปกคลุมทันทีที่หันไปสบตาหลังเอ่ยถาม



มินยุนกิไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนหน้า มือที่จับแก้วเมื่อครู่ยกขึ้นประสานกันเองอยู่ใต้คาง แหงนมองหน้าสบตาเรียงทีละคนแบบไม่คิดจะสวมหน้ากากพี่ชายใจดีอย่างที่คนทั่วไปเป็น



“…เพื่อนเล่นเหรอ?”



ทั้งสี่ชีวิตนิ่งสนิท



เสียงทั้งห้าวทั้งทุ้มพูดออกมานิ่งๆ แต่กลับกดต่ำคล้ายพยายามระงับอารมณ์ แม้ใบหน้าจะน่ารักมีแก้มแต่แววตากลับจ้องเขม็งกดดันจนร้อนๆ หนาวๆ บอกไม่ถูก “เก็บปากไว้กินข้าวดีกว่ามั้ย?”



จองกุกถอนหายใจ



“นี่พี่ยุนกิ พี่ติวดรออิ้ง... อยู่สินกำปีสาม”



คำขอโทษดังขึ้นมาแทนแทบจะในทันที ตามด้วยเหตุผลอย่างคิดว่ารุ่นเดียวกันบ้างล่ะ คิดว่าเป็นเพื่อนจองกุกที่อื่นบ้างล่ะ และนั่นทำให้คลายความหงุดหงิดไปได้แค่เสี้ยวเดียว เขาไม่ดีใจนักหรอกนะที่เข้าใจว่าเด็กกว่าอายุจริง ที่หนักกว่านั้นคือตามมารยาทแล้วจะอายุเท่าไหร่ก็ไม่ควรพูดจาแบบนี้กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกไม่ใช่รึไง



“ขอโทษอีกครั้งนะครับ”



พอเห็นหน้าสำนึกผิดปนหวาดกลัวก็ค่อยโล่งขึ้นมาหน่อย



สีหน้ากระอักกระอ่วนของเด็กติวตัวเองก็ด้วยส่วนนึง



เสียงดังจอแจกลายเป็นเงียบกริบเมื่อทั้งสามชีวิตทิ้งตัวลงนั่งโต๊ะข้างหลัง จองกุกฉีกยิ้มแหย จะหันไปคุยกับเพื่อนก็เกรงใจ แต่จะชวนคุยต่อทั้งที่มีคนรู้จักนั่งหลังแทบชนกันมันก็รู้สึกแปลกนิดหน่อย อีกอย่าง ยุนกิตอนนี้ไม่ได้ดูรับแขกขนาดจะคุยเฮฮาได้ ยิ่งท่าทางอารมณ์ร้อนมาตั้งแต่เช้า บวกกับเรื่องเมื่อครู่ก็กลายเป็นบรรยากาศมาคุ



นักศึกษามหาวิทยาลัยถอนหายใจ แน่นอนว่ามีคนสะดุ้ง



“เพื่อนที่โรงเรียน?”



“ครับ กลุ่มเดียวกัน” ตอบพลางยกมือทั้งสองข้างรับจานมาจากพนักงานเสิร์ฟ กลิ่นที่คุ้นเคยพาลเอาน้ำลายสอนิดหน่อย จองกุกคีบน่องไก่ทอดขึ้นมากัด ตัดกับคนแก่กว่าที่สั่งเป็นข้าวจานเดียวมาจะได้กินง่ายอยู่ท้อง 



“พี่ แล้วหลังจากขวดแก้ววาดอะไรอะครับ”



“อันนี้ขวดกลม เสาร์หน้าคงวาดเสร็จ ต่อไปก็ขึ้นขวดทรงเหลี่ยม ผ่านเมื่อไหร่ค่อยผ้าแขวน แต่ถ้าไม่ผ่านก็วาดซ้ำ”



ได้แต่ยิ้มแห้งบอกไม่ถูก



“ผ้าแขวน?”



“อือ ก็ผ้าธรรมดา” ยุนกิตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ กลืนลงคอ “ใหญ่กว่าผ้าเช็ดตัวไซส์เล็กนิดหน่อย บางๆ แล้วตอกตะปูแขวนกับผนังให้มันทิ้งตัว อย่างเร็วสุดก็ครั้งแรกวาดสองอาทิตย์ จะได้ฝึกสานเส้นด้วยไม่งั้นผ้าออกมาแข็งไป”



ไอ้ที่ตอนแรกคิดว่าต้องวาดเยอะแยะท่วมหัวไปหมด ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยซักนิด เพราะยิ่งเรียนยิ่งมีสิ่งที่ต้องฝึกอีกเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องจัดหุ่นวาด เรื่องเส้น การเน้นเส้นเน้นน้ำหนัก หลายต่อหลายอย่างที่โดนบอกให้ค่อยๆ ปรับแก้เนียนๆ กับงานทุกชิ้น ไหนจะที่ลองถามยูคยอมอีก คนนั้นน่ะยังขึ้นโครงสร้างอยู่เลย



เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมโดนย้ำนักย้ำหนาว่าถ้าเป็นไปได้อย่าขาดเรียน



“จองกุก” 



คนตรงข้ามชี้นิ้วไปแถวๆ มุมปากด้านขวาตัวเอง เจ้าของชื่อก็ลนลานคว้ากระดาษทิชชูมาปาดๆ เช็ดๆ ไปทั่ว สุดท้ายยุนกิก็ยื่นแขนไปจับมือแล้วเลื่อนไปถึงจุดที่เลอะซอสให้อยู่ดี 



คล้ายภาพในหัวมันโล่งไปหมด



เด็กมัธยมปลายนิ่งไปหลายวิ



ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง “ขอบคุณครับ”



“เหมือนยังอยู่ประถม”



“โห่พี่ มันก็ต้องมีเลอะบ้างดิ”



การยักไหล่แทนคำตอบ นั่นไม่ได้ดูน่าหมั่นไส้หรอก แค่พอเทียบกับคำพูดเหมือนพร้อมมีเรื่องของเจ้าตัวเมื่อครู่แล้วมันก็ชวนร้อนๆ หนาวๆ บอกไม่ถูก ตอนนั้นอย่าว่าแต่เพื่อนเลย เขาเองยังกลัวจนหน้าซีดไม่กล้ากระดิกตัว สภาพไม่ต่างจากตอนเจอกันครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ “เออใช่ เหมือนตอนแรกมีคนบอกว่าพี่เป็นพี่ว้าก...”



บรรยากาศเริ่มกลับมาปกติ โต๊ะด้านหลังก็เหมือนจะยังช็อกกันอยู่เลยสงบปากสงบคำเป็นเด็กเรียบร้อยกะทันหัน



อดีตพี่ว้ากร้องอ๋อ ท่าทางขัดใจกับการโดนแฉลับหลัง ถ้าให้เดาก็คงเป็นเด็กปีสองคนนั้นนั่นแหละ ไว้ค่อยตามไปจัดการวันหลัง  “โดนบังคับเป็น คนอื่นบอกว่าพี่ดุ เสียงดุ ไม่เข้าใจเหมือนกัน”



ถ้าพูดก่อนหน้านี้ประมาณห้านาทีก็จะเชื่ออยู่หรอก แต่ตอนนี้ทำใจไม่ได้เท่าไหร่ “...ก็ดูดุอยู่นะครับ”



“ถ้าว่างั้นก็คงใช่แหละ” ข้าวคำสุดท้ายถูกตักเข้าปาก ยุนกิรวบช้อนกับตะเกียบแล้ววางไว้ให้เรียบร้อย เกือบทุกคนก็พูดแบบนั้นจนเริ่มจะยอมรับได้ ถ้าเป็นเรื่องติวน่ะดุจริงเพราะเขาเข้มงวดกับการส่งงานหรือการเรียน แต่ถ้าเรื่องไร้เหตุผลอย่างให้ไปด่าน้องหรือตะคอกใส่คนอื่นนั่นไม่ใช่เรื่องถนัดเท่าไหร่



หลังจ่ายเงิน จองกุกบอกลาแล้วแยกไปนั่งโต๊ะเดียวกับเพื่อนต่อ ส่วนคนพี่ก็ตั้งใจจะถือโอกาสนี้ไปเดินหาซื้อสมุดโน้ตเล่มใหม่ กะว่าจะแค่แวะไปเปิดหาเล่มที่ถูกใจแล้วกลับไปนั่งทำงาน ที่ไหนได้พอหยิบโทรศัพท์มือถือมากลับขึ้นว่าเพื่อนซี้อย่างยูกีฮยอนส่งข้อความมาในกรุ๊ปไลน์ของสาขาเป็นพรืด



เห็นปุ๊ปตาเหลือกปั๊ป



งาน



สั่งงานเพิ่มจากที่มีอยู่แล้ว แถมยังให้เตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ในคาบเรียนอีกสารพัดอย่าง



มันน่าเหนื่อยใจกับการสั่งให้เตรียมอะไรกะทันหันภายในหนึ่งหรือสองวัน ถึงจะเป็นคนบ้างานแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากมีวันพักผ่อนนอนอยู่ที่ห้องโง่ๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไปกับการตากแอร์เย็นฉ่ำ หรือไม่ก็ออกมาเดินเที่ยวเล่นพอให้สมองได้พักบ้าง ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา รู้สึกว่างานนอกห้องเรียนมันจะเยอะเกินไปหน่อย



เขาหันกลับมามองเด็กติวตัวเองที่กำลังนั่งยิ้มหัวเราะเฮฮาอยู่กับกลุ่มเพื่อน ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยคุ้นชินกับการรวมกลุ่มนัดกินข้าวหรืออะไรแบบนี้ซักเท่าไหร่ เวลาหมดไปกับการนั่งทำงานคนเดียวในห้อง ไม่ว่าจะเป็นการบ้านของคณะ งานนอกเพื่อหาเงินค่าขนมหรือเอามาซื้อเลนส์ดีๆ 



ถ้ามีเพื่อนเป็นกลุ่มแบบนั้น ก็คงน่าสนุกดีล่ะมั้ง...



รอยยิ้มจนตาหยี หัวเราะดังลั่น จำไม่ได้แล้วว่าทำแบบนั้นล่าสุดตอนไหน



ยุนกิถอนหายใจ เขาคงมีแต่เรื่องงานในหัวเยอะจนต้องหาเวลาพักผ่อนแล้วจริงๆ นั่นแหละ ขนาดยืนเหม่อคิดเรื่อยเปื่อยอยู่ได้เป็นนาทีก็อาการหนักแล้ว



หลังแวะซื้อสมุดที่อยากได้ นั่งรถไฟฟ้ากลับมาถึงหอพักของตัวเองก็ถึงเวลาปั่นงานต่อ คว้าแล็ปท็อปมาเปิดโปรแกรมตัดต่อวีดีโอกับแต่งภาพ ตั้งใจว่าคืนนี้จะทำให้ได้จนเกือบเสร็จ อย่างน้อยก็เอาไปคุยกับอาจารย์ได้โดยมีผลงานหรือข้อมูลแน่นพอ



แต่กลับไม่มีสมาธิเท่าที่ควร



สุดท้ายก็จิ๊ปาก จัดการก็บคอมพิวเตอร์เข้ากระเป๋า ม้วนสายชาร์จ ยัดเสื้อผ้ากับกางเกงชั้นในลงไปลวกๆ เร่งกดโทรหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวทั้งๆ ที่อาการอึดอัดทำตัวไม่ถูกข้างในยังไม่สงบดี



‘ว่าไง’



“อยู่หอปะ”



‘อยู่ค่ะ’



ยุนกิหลุดหัวเราะ ไม่รู้จะทำยังไงกับนิสัยที่เหมือนแม่บ้านแม่เรือนของมัน “แล้วแฟนมึง?”



“ควิซวันจันทร์ ตายห่าอยู่ห้องสมุดมั้ง มาก็ดีจะได้ทำข้าวเย็นที่มึงชอบ ทำเผื่อให้เอากลับไปแดกพรุ่งนี้ด้วยเลย หาคนชิมสูตรใหม่พอดี อย่างมึงคงยังไม่กินข้าวเย็นอีกถูกมั้ย”



“อ่า... กู...” เขาชะงักมือที่กำลังจับสายกระเป๋า ภาพหลังเดินออกจากร้านอาหารโผล่ขึ้นมาในหัว 



ก่อนตัดสินใจโกหกออกไปทั้งที่ยังรู้สึกอิ่มไม่หาย 



“ยังไม่ได้กิน ฝากทำเผื่อด้วยแล้วกัน”





 

เรียนครั้งที่ 12

- อย่าติวตอนพี่ยุนกิหงุดหงิด

- ขวดแก้ววาดยากมาก

- โจทย์งานคอมโพสกว้างขึ้นอีกแล้ว

- พี่ยุนกิตอนดุโคตรน่ากลัว





10th - ขวดแก้ว

- ———





ø



->  #พี่ติวยุนกิ




อันนี้อิงตามระบบสอบคร่าวๆ เลยนะคะ ของไทยเนี่ยแหละ

น้องเริ่มติวตอนปลายเดือนเก้าต้นเดือนสิบ ช่วงที่เกิดตอนนี้คือช่วงกลางเดือนธันวาแล้ว

สอบตรงปกติมันช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. ก็มีเวลาอีกประมาณ 10 เดือน



หลังจากนี้จะข้ามเยอะแล้ว ไม่งั้นจะไม่ใช่ฟิคกุกก้าแล้วค่ะ อ่านฟิคอย่างไรให้สอบติดมากกว่า555555

ตอนหน้าจะข้ามไปเดือนกุมภาเลย กะๆ ดูคิดว่าประมาณ 17-18 ตอนจบค่ะ ไม่เกิน20


เจอกันตอนหน้านะคะ <3

ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นต์ค่า TvT มาเยอะๆ ยาวๆ ไป๋เร้ย ชอบอ่าน


ปล.พอเริ่มมีมุมพี่ยุนกิ เรื่องดูจะซับซ้อนขึ้น555 ใช่ค่ะ น้องกุกเป็นเด็กสมวัย ปัญหาอยู่ที่พี่55555555555555




14 NOV 2017




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 139 ครั้ง

870 ความคิดเห็น

  1. #864 zxcvbnmm (@croseloveyesung) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 05:18
    พี่ยุนกิ วบบ้เเกก รัก
    #864
    0
  2. #851 pgg∞ (@playgroundgirlz) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 22:42
    ตลกแก๊งเพื่อนจองกุกมากเลยค่ะ 555555555 อ่านไรท์บรรยายตอนวาดรูปแล้วเพลินมากค่า ชอบมากกก เอาซะอยากเรียนเลย
    #851
    0
  3. #835 Mint S (@siri-ch36) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 20:08
    97line ก็คือช็อคไปแล้ว55555
    #835
    0
  4. #798 aqua11 (@aqua11) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 17:58
    พี่ยุนกิโหมดดุ ไม่เล่นนี่น่ากลัวจริงค่ะ แง สงสาาน้อง ๆ สงบปากสงบคำกันเลยทีเดียว พอมาพาร์ทพี่ยุนกิบรรยายแล้วก็ดูเหงา ๆ อ้างว้างแปลก ๆ เลยค่ะ ความอยู่คนเดียวจนชิน แต่พอเห็นน้องกุกกับเพื่อนก็คงรู้สึกอะไรขึ้นมา เลยไม่มีสมาธิอย่างงั้น
    #798
    0
  5. #780 taekook57 (@taekook57) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 15:03
    อ่านฟิคอย่างไรให้สอบติด ชอบประโยคนี้และโคตรจริง อ่านแล้วรู้สึกอยากเรียนบ้างเลยค่ะ อ่านไปคิดว่าตัวเองเป็นจองกุกและไรท์เป็นพี่ยุนกิ แล้วการสอนของไรท์ผ่านยุนกิเราว่าเราอ่านเข้าใจมากๆ ถ้าได้เรียนแล้วได้ไรท์มาติวให้แบบนี้คงดีไม่หยอก &#128514;
    #780
    0
  6. #758 Mew (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 21:53
    ชอบยุนกิตอนตามใจน้องอ่ะ
    #758
    0
  7. #705 prawarin_png (@prawarin_png) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 08:33
    สงสารคยอมกับมินกยู นั่นพี่ว้ากรู้ก อย่าไปแตะเขา ถึงจะเป็นพี่ว้ากที่หน้าตามุ้งมิ้งก็้เถอะ พี่ยุนกิดูใส่ใจคนอื่นอะ ขนาดกินข้าวมาแล้วก็ยังจะกินที่กีฮยอนทำให้อีก พี่คนซึนนนน
    #705
    0
  8. #680 lookpangg (@lookpangg) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 12:51
    เพื่อนๆคงช็อคไปนาน5555
    ที่ไม่บันทึกนี่เพราะเรื่องของน้องมันกวนใจใช่มั้ยล่ะคะ อิ_อิ
    #680
    0
  9. #569 etistz (@punfernn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มีนาคม 2561 / 15:29
    ฮือออออออ สงสารน้องคยอม น้องมินกยู55555555 ก็พี่ตัวนิดเดียว ใครจะคิด พี่ยุนกิต้องอยู่กับเพื่อนบ่อยๆบ้างน้าาาจะได้ไม่เหงา
    #569
    0
  10. #530 ilovehc (@kapokdekd) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:40
    พี่กีน่ารักกกกก พออยู่กับเด็กสดใสมากๆก็คงโหวงน่าดูตอนอยู่คนเดียว
    #530
    0
  11. #360 iiamampere (@iiamampere) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 18:13
    ทำไมพี่กิไม่บอกพี่กีละ กินแล้วกินกับน้องติว 555555555 พี่กินี่ดุน่ากลัวมากจริงๆนะ น้องกุกค่อยๆทำ ใจเย็นๆเนอะลูก บางทีพี่กิแกใจร้อนไปหน่อย สู้เค้าลูก พี่เค้าซึนๆหน่อย
    #360
    0
  12. #346 Yes! SUGA (@kawpoonn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 13:08
    คิดถึงน้องกุกรึเปล่าาา ถึงไม่มีสมาธิอ่ะพี่ติววว ตอนนกุกบอกว่าเพิ่งวาดขวดแก้วครั้งแรกเองนะ พี่อย่าดุผมเซ่ ใจอ่อนยวบยาบเลยค่ะ ไม่กลัวพี่ด่าคงปี่แตกไปอีกรอบแล้ว 5555 กีฮยอนน่ารักจังค่ะ เหมือนมีเมียต้องดูแลสองคน
    #346
    0
  13. #244 myOwπ (@aOnw) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 03:11
    คนบ้างานก้เฟ้งฟ้างยังงี้แหละนาย เราเข้าใจดี บทจะระรึกชาติว่าเห้ย เราเพื่อนน้อยจุงก็อยุ้ในจุดที่สามาดช่างแม่งกับเรื่องที่ฉุกคิดได้แล้ว 555555

    #244
    0
  14. #239 pinocchiwook (@pinocchiwook) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 22:34
    อ่านบทนี้ทำไมรู้สึกพี่กิดูอ้างว้างจังเลย ขณะที่นกุกเป็นเด็กสดใสสมวัยแถมครอบครัวยังอบอุ่นอีก แล้วพี่กิขี้เหงานก็ไปหาเพื่อนซะอย่างงั้น ถ้าแฟนเพื่อนอยู่ห้างพี่กิจะทำยังไงล่ะลูก งั้นรอก่อนนะ รอให้นกุกโตก่อน แล้วจะให้นกุกไปดูแลพี่กิเอง 
    #239
    0
  15. #171 SNW ...Kya ing (@vasuntara-ink) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 11:14
    น้องจองกุกนี่ยื้อเวลาอยากอยู่กับพี่ติวนานๆใช่มั้ย
    #171
    0
  16. #153 suprw_ (@_suprw) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 21:09
    พี่ยุนกอตอนดุน่ากลัวอ่าาาาาา ฮืออออออ เรายังรอโมเม้นต์ของน้องจองกุกกับพี่ยุนกิอยู่นะฮะ อริ๊ อริ๊ ไรท์สู้ๆค่าาา
    #153
    0
  17. #152 captainM (@captainM) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 18:56
    เก็บปากไว้กินข้าว! หูยยยยย มินยุนกิคนแมน55555555 โคตรคูล><
    #152
    0
  18. #151 need2sleep (@need2sleep) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 11:27
    อ่านแล้วอินจนอยากรู้ว่าไรท์เตอร์เรียนไหน หรือหาข้อมูลอิงจากมหาลัยไหนเลย 55
    #151
    0
  19. #150 HI PEACH (@thispeach_) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 10:26
    ชอบความสัมพันธ์ของพี่ติวกับลูกศิษย์กระต่ายมาก น้องหิวพี่ก็ใจอ่อนพาน้องไปกินอะ 555
    #150
    0
  20. #149 APEANGS (@chaaimm) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 10:21
    พี่ติวอย่าดุมากสิเดี๋ยวน้องกลัวหมด55555 เหมือนจกุกจะจับทางได้เบาๆว่าถ้าพี่ติวหงุดหงิดต้องทำยังไงอ้อนเข้าไปลูกกกกก
    #149
    0
  21. #148 ปลาวาฬ. (@juja_huangmeili) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 07:14
    รักฟิคเรื่องนี้เเงงงงงงงงง
    #148
    0
  22. #147 Warm on a cold night (@chuchutamas) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 00:41
    เข้าใจตอนอาร์ตบล็อค 55555555 นี่กะว่าจองกุกอยากอยู่กับพิกินานๆ อ่าว ไม่ใช่555 ฉากเช็ดปากนี่ทำเอาหวิวๆในใจแปลกๆ มันไม่ได้มุ้มมิ้งขนาดนั้น แต่มันเป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่กร๊าวใจดี เพื่อนสนิทพิกิตอนท้ายนี่จะไม่มีดราม่าไรใช่ไหม ทำไมรู้สึกไม่ได้ ถึงจะบอกว่าเพื่อนสนิทก็เถอะ ก๊าก
    #147
    0
  23. #146 powder (@powdersd) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 00:03
    แงงงเราชอบคำพูดน้องตรงแบบเพิ่งวาดครั้งแรกเองแล้วพี่ยุนกิก็เย็นลงเลยอะ แต่แบบเรากังวลเรื่องนิสัยของพี่เขามากเลยวันๆมีแต่งานอะ กลัวเขาจะไม่อยากเปิดรับใครเพราะแค่งานก็กินเวลาไปหมดแล้วงี้ น้องกุกสู้ๆ
    #146
    0
  24. #145 as87osikung (@as87osikung) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 22:45
    โอ๊ยยยยยยย โคตรดีเลยอะเ;_; แบบพี่มีความโหดซ่อนความน่ารักในตัวอะ โคตรน่ารักเลยTT เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกถึงตัวตนของยุนกิตัวจริงเลยค่ะ แบบคาแรคเตอร์นี้คือยุนกิจริงๆอะ ฮือออ ชอบบ
    #145
    0
  25. #144 lallalee89 (@Lallakung) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 22:44
    จองกุกนี่ฟีลแบบเราเคยอ้อนพี่เขาได้ ก็จะอ้อนอีก ทำจนชินไปแล้วมั้งเนี่ยลูก เป็นเด็กที่แบบรู้ว่าอันไหนทำได้ไม่ได้ อะ ฉากป้อนหนมนี่น่ารักมาก ป้อนคืนพี่ ดูแลกันไปมา เหมือนเป็นความเคยชินกันไปแล้วว่าเนี่ยเรื่องปกติ ไม่รู้สึก awkward (เอ๊ะ ไม่ได้พูดถึงตอนเช็ดปากนะคะ อันนี้น่าจะมีปฏิกิริยาอยู่ 55555) ตอนโดนเพื่อนน้องแซวนี่ถึงพี่ยุนกิจะดุแต่เราชอบมาก มันทำให้รู้สึกว่าเดี๋ยวมันต้องมีผลลัพธ์อะไรซักอย่างที่เกิดจากการแซวเนี่ยตามมา อาจจะมีใครรู้สึกตะหงิดๆในใจป่ะคะ(นี่ก็เดาไปเรื่อย) ได้แต่หวังอยู่ในใจว่ามันต้องคืบหน้าไปมากกว่านี้ อยากเขินล้าว 55555
    ตอนพี่ยุนกิดุนี่จองกุกก็แอบใช้ลูกอ้อนเหมือนกันนะคะเนี่ย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

    อันไหนเราพิมพ์ไม่เข้าใจก็ข้ามได้เลยนะคะ ปกติก็ express ความรู้สึกตัวเองออกมาเป็นภาษาคนไม่ค่อยถูก นี่พยายามพิมพ์ให้คุณเข้าใจอยู่ ฮือ งงๆนิดๆนะคะ
    #144
    0