บัญชารักจอมเถื่อน

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,843
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    11 ม.ค. 61


เอริคกลั้นลมหายใจแน่น สัดส่วนบางอย่างใต้ร่มผ้าของเขากำลังทำตัวเหมือนเขาอายุสิบสี่ที่ยังไม่มีความอดกลั้นอดทน มันตื่นตัวอยู่ใต้กางเกง จนเขาต้องขยับกายเพื่อคลายความอึดอัดที่เกิดขึ้น

“รัตน์ขอตัวก่อนนะคะ”

เสียงของคนที่เรียกได้ว่าพูดน้อยกว่าปกติ ไม่สิ ต้องเรียกว่าแทบจะไม่พูดอะไรออกมาเลยมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นเวลาปกติเธอมักเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้บิดาของเขาฟังไม่หยุด ทำให้เอริครู้ตัวว่าตัวเองกลั้นหายใจไว้นานเพียงใด ชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกเมื่อหญิงสาวก้าวห่างออกไป เพื่อไม่ใครสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น

                “อ้าวจะไปไหนล่ะ กินข้าวด้วยกันก่อนสิ” เสียงแหบห้าวของคนหัวโต๊ะพูดขึ้นก่อนที่คนตัวเล็กจะหมุนตัวเองเดินออกจากห้องไป

                “คือ... ตัวรัตน์มีแต่เหงื่อ แล้วก็เหม็นด้วย คุณลุงทานเข้าเถอะค่ะ รัตน์ขอตัวไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”

ไม่จริง ไม่เห็นเหม็นเลยสักนิด บ้าฉิบ! นี่เขากำลังคิดเรื่องข้าอะไรอยู่เนี่ย... เอริคขมวดคิ้วให้กับความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจ

                “งั้นลุงรอ ไปอาบน้ำก่อนก็ได้”            

เพราะโรเจอร์อายุมากกว่ากานต์สินีมาก และมากกว่ามารดาของเธอที่เสียชีวิตไปแล้วเกือบยี่สิบปี อีกฝ่ายจึงให้เธอเรียกว่าตัวเองลุงแทนที่จะเรียกว่าน้าอย่างที่เธอควรเรียกสามีของน้องสาวมารดา

                “ไม่ต้องรอรัตน์หรอกค่ะ มันเลยเวลาอาหารเย็นมานานแล้ว”

                “ต้องรอสิ ลุงอยากกินข้าวพร้อมรัตน์นี่ ไปสิ รีบไปอาบ ลุงจะรอ”

                “รัตน์กินก่อนค่อยไปอาบก็ได้ค่ะ” รัตน์วลีพูดอย่างเกรงใจ ก่อนจะหมุนตัวสาวเท้าเข้าไปในครัว หยิบจานกับชุดช้อนส้อม ตักข้าว แล้วเดินไปทรุดกายนั่งข้างร่างสูง เพราะการนั่งอยู่ตรงนี้ทำให้เธอไม่ต้องใช้ความพยายามในการไม่มองเขา หรือสบตากับเขาตรงๆ

เอริคเหลือบตามองเจ้าของใบหน้าหวานที่ก้มหน้างุดทันทีที่เขาตวัดสายตาขึ้นมองเธอ และการกระทำของเธอก็ทำให้เขารู้ว่าที่เธอไม่ยอมกินข้าวตั้งแต่แรก และจะหนีไปอาบน้ำ เหตุผลมันก็เพราะเธอต้องการหลบหน้าเขา

ทำไมนะ ทั้งๆ ที่นับเดือนที่ผ่านมาเขาเองก็ทำเหมือนกัน ทว่าเขากลับไม่พอใจที่เธอก็ทำมันเช่นกัน

“เป็นอะไรไอ้เสือ หน้านิ่วคิ้วขมวดเชียว”

“คิดเรื่องงานนิดหน่อยครับ”

“งานคงยุ่งจริงๆ สิเนอะ ถึงต้องเอาเวลากินข้าวมานั่งคิดเรื่องงาน”

“...” เอริคไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาไม่ชอบโกหก แต่ก็อยากให้อีกฝ่ายเชื่ออย่างนั้น เพราะมันคงดีกว่าให้อีกฝ่ายมาซักไซ้หาเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เขาไม่ยอมกลับบ้านเลยตลอดเกือบหนึ่งเดือนมานี้

“ว่าแต่หนูรัตน์ได้งานทำหรือยัง”

“คะ?” รัตน์วลีถามกลับไปอย่างงงๆ เมื่ออยู่ดีๆ บทสนทนาที่เข้าหูบ้างไม่เข้าหูบ้างก็วกมาเป็นเรื่องของเธอเอาดื้อๆ

“ลุงถามว่าหางานได้หรือยัง”

“ยังเลยค่ะ รัตน์ส่งใบสมัครไปหลายที่เหมือนกัน ระหว่างนี้ก็รอเรียกไปสัมภาษณ์ ก็มีเรียกไปสัมภาษณ์บ้างแล้วนะคะ แต่ก็ยังไม่ทราบผล”

“งั้นก็เข้าไปทำที่บริษัทสิ ตอนแรกลุงตั้งใจว่าจะให้รัตน์พักหลังเรียนจบสักสองสามเดือนค่อยเริ่มงาน แต่เมื่อเช้าน้าเราบอกว่าวันนี้เราไปสัมภาษณ์งานก็เลยพูดเรื่องนี้ซะเลย”

“รัตน์อยากหางานทำเองก่อนน่ะค่ะ ไม่อยากให้ใครมาค่อนขอดว่าใช้เส้นสายถึงได้งานทำ”

แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะเรียบเรื่อยเหมือนเป็นแค่ประโยคบอกเล่า แต่เอริคก็รู้ตัวว่ากำลังถูกประชดกระชันอยู่

“เด็กจบใหม่ยังไฟแรง ลุงเข้าใจ แต่ระหว่างที่กำลังหางานก็ไปฝึกงานที่บริษัทก่อนก็ได้ ถือว่าหาประสบการณ์ไปในตัว” โรเจอร์พูดกับรัตน์วลีก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายโดยไม่รอคำตอบจากเด็กสาวที่ตนเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลานแท้ๆ “หาตำแหน่งให้น้องสักตำแหน่งสิ”

“...” รัตน์วลีอ้าปากขึ้นตั้งใจจะปฏิเสธความหวังดีของชายสูงวัย แต่เสียงทุ้มที่ดังขึ้นก่อนที่คำแรกจะหลุดออกมาก็ทำให้เธอต้องหุบปากลงทันควัน

“ไม่มีตำแหน่งว่างเลยครับ อ้อ ไม่สิ ยังมีตำแหน่งแม่บ้านว่างอยู่”

ถ้ารู้ก่อนว่าชายสูงวัยถามเรื่องงานทำไม เธอคงจะตอบว่าได้งานแล้วมากกว่าจะตอบตามความจริงแน่ๆ แม้ว่านั่นจะเป็นการโกหกก็ตาม นับเดือนแล้วที่เธอพยายามส่งใบสมัครไปตามบริษัทต่างๆ แต่ก็แทบไม่มีบริษัทไหนเลยที่ตอบรับกลับมา และถึงจะมีเรียกเข้าไปสัมภาษณ์บ้างทว่าก็ยังไม่มีที่ไหนเรียกเธอเข้าทำงาน

ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี บริษัทส่วนมากไม่ปิดตัว ก็ปลดคนงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัท จะมีก็แต่บริษัทแกรนด์เอนเตอร์ไพร์ส บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกล่ะมั้งที่คิดจะเริ่มโครงการใหม่สวนกระแสเศรษฐกิจ แน่ล่ะ ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน จะเป็นช่วงไฮฯ หรือโลซีซัน อสังหาริมทรัพย์ที่ถูกสร้างโดยบริษัทแกรนด์เอนเตอร์ไพร์สจะเป็นอันดับหนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวเสมอ โดยไม่เกี่ยงว่าราคาที่ต้องจ่ายจะแพงแสนแพงเพียงใด

“จะให้น้องไปทำตำแหน่งนั้นได้ยังไง ช่วงนี้กำลังจะสร้างโครงการใหม่นี่ เรางานยุ่งเสียจนไม่มีเวลากลับบ้าน ยุ่งเสียจนต้องเอาเวลาพักผ่อนมาคิดเรื่องาน พ่อว่าหาผู้ช่วยอีกสักคนน่าจะดีนะ เราจะได้มีเวลามากินข้าวกับพ่อบ้าง”

“แต่ตำแหน่งผู้ช่วยของผมใช่ว่าใครที่ไหนก็ทำได้”

“แล้วรู้ได้ไงว่าน้องทำไม่ได้”

“แล้วพ่อรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าเธอทำได้”

“เกียรติ์นิยมอันดับหนึ่งยังการันตีไม่ได้งั้นเหรอ”

“เกรดไม่ใช่สิ่งที่ชี้วัดทุกอย่าง”

“ก็จริง แต่ไม่ลองก็คงไม่รู้ ถ้าน้องทำไม่ได้พ่อก็เชื่อว่าเรามีความสามารถมากพอที่จะสอนน้องได้ หรือว่าพ่อเข้าใจผิด”

“...” คำพูดของบิดาทำให้เอริคไร้คำพูดจะตอบกลับ เพราะจะตอบรับก็ไม่อยากทำ จะปฏิเสธนั่นก็หมายความว่าเขาไม่มีความสามารถมากพอ เขาไม่อยากขายหน้าโดยเฉพาะต่อหน้าผู้หญิงสองคนที่เขาจงเกลียดจงชัง

“จริงอย่างที่พี่เอริคพูดนะคะ รัตน์เพิ่งเรียนจบ ถึงเกรดจะดี แต่ก็ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน ช่วงนี้โครงการใหม่เพิ่งจะเริ่ม รัตน์เข้าไปฝึกงานในบริษัทตอนนี้จะทำให้บริษัทยิ่งวุ่นวายเสียเปล่าๆ ให้รัตน์ลองหางานทำเองดูก่อนเถอะค่ะ ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ค่อยว่ากันอีกที”

เอริคตวัดสายตาที่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของบิดาไปยังใบหน้าหวานของคนที่พูดยืดยาวทันควัน นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีเลยละมั้งที่หญิงสาวพูดเข้าข้างเขา

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าเขาบอกขวา เธอจะบอกซ้าย ถ้าเขาบอกว่าต้องเดินไปข้างหน้า เธอจะถอยหลังสิบก้าวทันที ไม่ว่าเขาพูดอะไร รัตน์วลีจะหาเหตุผลมาขัดแย้งให้จงได้ ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้นเธอคงรีบรับข้อเสนอของพ่อเขาแทบจะทันที ไม่ใช่เพราะเธออยากทำงานกับเขา แต่เป็นเพราะเธอรู้ว่ามันจะกวนโทสะเขาได้ต่างหาก

ทั้งๆ ที่สมองบอกว่า... มันก็ดีแล้ว ที่เธอหาเหตุผลมาพูดตะลอมให้พ่อเห็นด้วยกับเขา ดีแล้วที่เธอหาทางพาตัวเองออกห่างจากเขาอย่างที่เขาเองก็พยายามไม่อยู่ใกล้เธอมาโดยตลอด ทว่า...

“งั้นก็เริ่มงานพรุ่งนี้เลยก็แล้วกัน” คำที่หลุดออกจากริมฝีปากหยักได้รูปกลับไม่ใช่สิ่งที่สมองสั่งการ


ต่อ

          “งั้นก็เอาตามนั้น”

รัตน์วลีไม่ทันได้ค้าน โรเจอร์ก็ตกลงเสร็จสรรพ แต่ใช่ว่าหญิงสาวจะยอมง่ายๆ “แต่ว่าคุณลุงคะ รัตน์อยากลองหางานทำเองก่อน”

                “ลุงก็ไม่ได้ห้ามให้รัตน์หางานทำเสียหน่อย ก็แค่ช่วงที่กำลังหางาน ก็ลองเข้าไปศึกษางานที่บริษัทดู”

                “งั้นก็ได้ค่ะ” แม้ว่าอยากจะปฏิเสธเพียงใด แต่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม และดวงตามากประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความปราณีนั่นทำให้รัตน์วลีต้องตอบตกลงไปในที่สุด

                “เลิกคุยเรื่องเครียดเถอะค่ะ มาดื่มกันหน่อยดีกว่าอย่าให้ไวน์ดีๆ ถูกละเลยสิคะ” กานต์สินีพูดขึ้นก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นมาตรงหน้า

                “เอาสิ” โรเจอร์ตอบรับ ก่อนจะยกแก้วของตนขึ้นมาบ้าง

                “ผมไม่ดื่มนะครับ ต้องกลับไปทำงานอีก”

                “แก้วเดียวไม่เมาหรอก ดื่มเป็นเพื่อนคุณพ่อคุณหน่อยสิคะ”

                “...” เอริคไม่ได้ตอบกลับไป เขาเลือกทำเหมือนเช่นที่ผ่านมาคือทำเหมือนผู้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงไร้ตัวตน ทำเหมือนเสียงของเธอผ่านเลยไป

                “งั้นรัตน์ดื่มเป็นเพื่อนคุณลุงเองก็แล้วกันค่ะ”

เพราะรอยยิ้มบนใบหน้าของน้าสาวที่หุบฉับลงทำให้รัตน์วลีรีบพูดขึ้น หญิงสาวยกแก้วไวน์ขึ้น พร้อมกับส่งยิ้มกว้างไปให้คนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะจนได้เสียงหัวเราะชอบใจตอบกลับมา แล้วพอชายสูงวัยยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ หญิงสาวก็ยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากบ้าง แต่ของเหลวสีแดงสดผ่านริมฝีปากลงคอได้เพียงสองอึก แก้วในมือของเธอก็ถูกดึงไปก่อนที่ของเหลวในนั้นจะถูกเทลงคอของคนถือวิสาสะแย่งแก้วไปจนไม่เหลือสักหยด

                “ทำอะไรของพี่เนี่ย”  รัตน์วลียกมือขึ้นปาดไวน์ที่เลอะริมฝีปากก่อนจะร้องขึ้น นัยน์ตากลมโตถลึงจ้องคนข้างกาย

                “เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องดื่ม”

                “รัตน์ไม่ใช่เด็กแล้วนะ” รัตน์วลีว่าพลางเอื้อมมือไปคว้าแก้วไวน์ของอีกฝ่าย แต่เธอก็ช้ากว่าเขาไปเพียงเส้นยาแดง มือหนาคว้ามันขึ้นไว้ในมือก่อนจะเทมันลงคอจนหมดอีกแก้วอย่างไม่สนใจจะสูดดมกลิ่นหรือลิ้มลองรสของไวน์ราคาแพงเลยสักนิด

คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาสีเทาคมเฉียบยกขึ้นขณะที่จับจ้องใบหน้างอง้ำของหญิงสาวอย่างพึงพอใจ คงเป็นเพราะท่าทางไม่กลัวเกรง นัยน์ตาสีนิลกลมโตที่จ้องมองมาอย่างไม่ยอมแพ้ ริมฝีปากที่ขยับพ่นคำออกมาเถียงเขาอย่างไม่ลดละ

เธอกลับมาเป็นเธอแล้ว

“ตรงไหนที่ไม่ใช่เด็ก” ทั้งๆ ที่โต้แย้งกลับไปอย่างนั้น แต่ในใจของเขากลับร้องลั่นเห็นด้วยกับหญิงสาว

ใช่! เธอไม่ใช่เด็กกะโปโลอีกแล้ว ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่หญิงสาวโตขึ้นจนไม่เหลือเค้าเด็กหญิงรูปร่างเก้งก้างจอมกวนประสาทที่คอยขัดใจเขาตลอดเวลา

                “ก็...”

                แต่อยู่ๆ ถ้อยคำที่กำลังจะโต้ตอบกลับมากลับชะงักงัน  ริมฝีปากเล็กๆ ที่อ้าขึ้นหุบฉับ ก่อนที่กลีบปากสีเรื่อจะถูกฟันสีขาวสะอาดงับไว้

                เอริคหลุบตาที่จ้องประสานกับนัยน์ตาสีนิลวาวระยับลงมองริมฝีปากที่ถูกขบแน่น ไม่ใช่แค่หญิงสาวตรงหน้าที่ชะงักไป เขาเองก็เช่นกัน ถ้อยคำที่มันคล้ายกันชวนให้คิดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น...

                “ผมอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” ชายหนุ่มรีบละสายตาจากริมฝีปากสีเรื่อ หันไปสบตากับผู้เป็นบิดา แล้วพูดขึ้น     “จะกลับไปทำงานเหรอ”

                “ครับ”

                “ขับรถดีๆ ล่ะ”

                “ไวน์แค่สองแก้วทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับ ผมไปนะครับ” เอริคว่าพลางลุกขึ้นเต็มความสูงร้อยแปดสิบเจ็ดเซ็นติเมตร ก่อนจะพูดขึ้นอีกเมื่อสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของบิดาที่สะบัดศีรษะไปมาก่อนจะยกมือขึ้นกุมหัว “พ่อเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

                “พ่อไม่เป็นไร แค่รู้สึกมึนๆ ง่วงๆ สงสัยจะเมาซะแล้ว”

                “พ่อดื่มไวน์ไปแค่แก้วเดียวเองนะครับ” เอริคขมวดคิ้ว เมื่อไวน์แค่แก้วเดียวไม่น่าทำให้คนที่แม้จะสูงวัยแต่ก็ดื่มเป็นประจำเมาได้

                “ฉันก็บอกคุณแล้วว่าอย่ามัวแต่อ่านหนังสือ นอนดึกๆ ต่อกันมาหลายคืน ร่างกายมันก็ไม่ไหวเอา อายุปาเข้าไปหกสิบห้าแล้วนะคะ แก่แล้วไม่ได้หนุ่มแน่นเหมือนแต่ก่อน” กานต์สินีพูดขึ้นพร้อมกับทำให้กระเง้ากระงอดใส่สามี

                “หึๆ ถึงจะแก้ แต่ผมก็ยังไหวนะ แรงดีไม่มีตก ทดสอบดูไหมล่ะคืนนี้” โรเจอร์ส่งเสียงหัวเราะในลำคอพลางพูดกระเซ้าใส่ภรรยาที่ทำให้งอง้ำ

                “คุณนี่ ไม่ได้อยู่กันตามลำพังนะคะ” หน้าของกานต์สินีขึ้นสีแดงจัด

                “พ่อไปไม่เป็นอะไรแน่นะครับ” นัยน์ตาสีเทาอัดแน่นไปด้วยความห่วงใย

“ไม่เป็นไร ไปๆ ไปทำงานเถอะ พ่อจะไปนอนแล้วเหมือนกัน”

                “ผมไปส่งพ่อที่ห้องนอนก่อนดีกว่าครับ”

                “ไม่เป็นไรพ่อไปเองได้ ” โรเจอร์ว่าพลางลุกขึ้นเต็มความสูง ชายสูงวัยหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นใหม่เพื่อปรับวิสัยทัศน์ก่อนจะพูดขึ้นอีก “อีกอย่างพ่อก็มีกานต์ดูแลอยู่แล้ว ลูกไปทำงานเถอะ”

                “ให้ผมไปส่งที่ห้องเถอะครับผมจะได้สบายใจ”

                “เอางั้นก็ได้” โรเจอร์ว่าพลางยกมุมปากขึ้นขณะที่ปล่อยให้ลูกชายเข้ามาประคอง


มาให้อีกตอนแล้วน้าาาา

ช่วงนี้เหมยกินยานอน กินยานอน อย่างเดียวเลย แงๆ


เอริคกลั้นลมหายใจแน่น สัดส่วนบางอย่างใต้ร่มผ้าของเขากำลังทำตัวเหมือนเขาอายุสิบสี่ที่ยังไม่มีความอดกลั้นอดทน มันตื่นตัวอยู่ใต้กางเกง จนเขาต้องขยับกายเพื่อคลายความอึดอัดที่เกิดขึ้น

“รัตน์ขอตัวก่อนนะคะ”

เสียงของคนที่เรียกได้ว่าพูดน้อยกว่าปกติ ไม่สิ ต้องเรียกว่าแทบจะไม่พูดอะไรออกมาเลยมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นเวลาปกติเธอมักเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้บิดาของเขาฟังไม่หยุด ทำให้เอริครู้ตัวว่าตัวเองกลั้นหายใจไว้นานเพียงใด ชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกเมื่อหญิงสาวก้าวห่างออกไป เพื่อไม่ใครสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น

                “อ้าวจะไปไหนล่ะ กินข้าวด้วยกันก่อนสิ” เสียงแหบห้าวของคนหัวโต๊ะพูดขึ้นก่อนที่คนตัวเล็กจะหมุนตัวเองเดินออกจากห้องไป

                “คือ... ตัวรัตน์มีแต่เหงื่อ แล้วก็เหม็นด้วย คุณลุงทานเข้าเถอะค่ะ รัตน์ขอตัวไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”

ไม่จริง ไม่เห็นเหม็นเลยสักนิด บ้าฉิบ! นี่เขากำลังคิดเรื่องข้าอะไรอยู่เนี่ย... เอริคขมวดคิ้วให้กับความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจ

                “งั้นลุงรอ ไปอาบน้ำก่อนก็ได้”            

เพราะโรเจอร์อายุมากกว่ากานต์สินีมาก และมากกว่ามารดาของเธอที่เสียชีวิตไปแล้วเกือบยี่สิบปี อีกฝ่ายจึงให้เธอเรียกว่าตัวเองลุงแทนที่จะเรียกว่าน้าอย่างที่เธอควรเรียกสามีของน้องสาวมารดา

                “ไม่ต้องรอรัตน์หรอกค่ะ มันเลยเวลาอาหารเย็นมานานแล้ว”

                “ต้องรอสิ ลุงอยากกินข้าวพร้อมรัตน์นี่ ไปสิ รีบไปอาบ ลุงจะรอ”

                “รัตน์กินก่อนค่อยไปอาบก็ได้ค่ะ” รัตน์วลีพูดอย่างเกรงใจ ก่อนจะหมุนตัวสาวเท้าเข้าไปในครัว หยิบจานกับชุดช้อนส้อม ตักข้าว แล้วเดินไปทรุดกายนั่งข้างร่างสูง เพราะการนั่งอยู่ตรงนี้ทำให้เธอไม่ต้องใช้ความพยายามในการไม่มองเขา หรือสบตากับเขาตรงๆ

เอริคเหลือบตามองเจ้าของใบหน้าหวานที่ก้มหน้างุดทันทีที่เขาตวัดสายตาขึ้นมองเธอ และการกระทำของเธอก็ทำให้เขารู้ว่าที่เธอไม่ยอมกินข้าวตั้งแต่แรก และจะหนีไปอาบน้ำ เหตุผลมันก็เพราะเธอต้องการหลบหน้าเขา

ทำไมนะ ทั้งๆ ที่นับเดือนที่ผ่านมาเขาเองก็ทำเหมือนกัน ทว่าเขากลับไม่พอใจที่เธอก็ทำมันเช่นกัน

“เป็นอะไรไอ้เสือ หน้านิ่วคิ้วขมวดเชียว”

“คิดเรื่องงานนิดหน่อยครับ”

“งานคงยุ่งจริงๆ สิเนอะ ถึงต้องเอาเวลากินข้าวมานั่งคิดเรื่องงาน”

“...” เอริคไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาไม่ชอบโกหก แต่ก็อยากให้อีกฝ่ายเชื่ออย่างนั้น เพราะมันคงดีกว่าให้อีกฝ่ายมาซักไซ้หาเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เขาไม่ยอมกลับบ้านเลยตลอดเกือบหนึ่งเดือนมานี้

“ว่าแต่หนูรัตน์ได้งานทำหรือยัง”

“คะ?” รัตน์วลีถามกลับไปอย่างงงๆ เมื่ออยู่ดีๆ บทสนทนาที่เข้าหูบ้างไม่เข้าหูบ้างก็วกมาเป็นเรื่องของเธอเอาดื้อๆ

“ลุงถามว่าหางานได้หรือยัง”

“ยังเลยค่ะ รัตน์ส่งใบสมัครไปหลายที่เหมือนกัน ระหว่างนี้ก็รอเรียกไปสัมภาษณ์ ก็มีเรียกไปสัมภาษณ์บ้างแล้วนะคะ แต่ก็ยังไม่ทราบผล”

“งั้นก็เข้าไปทำที่บริษัทสิ ตอนแรกลุงตั้งใจว่าจะให้รัตน์พักหลังเรียนจบสักสองสามเดือนค่อยเริ่มงาน แต่เมื่อเช้าน้าเราบอกว่าวันนี้เราไปสัมภาษณ์งานก็เลยพูดเรื่องนี้ซะเลย”

“รัตน์อยากหางานทำเองก่อนน่ะค่ะ ไม่อยากให้ใครมาค่อนขอดว่าใช้เส้นสายถึงได้งานทำ”

แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะเรียบเรื่อยเหมือนเป็นแค่ประโยคบอกเล่า แต่เอริคก็รู้ตัวว่ากำลังถูกประชดกระชันอยู่

“เด็กจบใหม่ยังไฟแรง ลุงเข้าใจ แต่ระหว่างที่กำลังหางานก็ไปฝึกงานที่บริษัทก่อนก็ได้ ถือว่าหาประสบการณ์ไปในตัว” โรเจอร์พูดกับรัตน์วลีก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายโดยไม่รอคำตอบจากเด็กสาวที่ตนเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลานแท้ๆ “หาตำแหน่งให้น้องสักตำแหน่งสิ”

“...” รัตน์วลีอ้าปากขึ้นตั้งใจจะปฏิเสธความหวังดีของชายสูงวัย แต่เสียงทุ้มที่ดังขึ้นก่อนที่คำแรกจะหลุดออกมาก็ทำให้เธอต้องหุบปากลงทันควัน

“ไม่มีตำแหน่งว่างเลยครับ อ้อ ไม่สิ ยังมีตำแหน่งแม่บ้านว่างอยู่”

ถ้ารู้ก่อนว่าชายสูงวัยถามเรื่องงานทำไม เธอคงจะตอบว่าได้งานแล้วมากกว่าจะตอบตามความจริงแน่ๆ แม้ว่านั่นจะเป็นการโกหกก็ตาม นับเดือนแล้วที่เธอพยายามส่งใบสมัครไปตามบริษัทต่างๆ แต่ก็แทบไม่มีบริษัทไหนเลยที่ตอบรับกลับมา และถึงจะมีเรียกเข้าไปสัมภาษณ์บ้างทว่าก็ยังไม่มีที่ไหนเรียกเธอเข้าทำงาน

ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี บริษัทส่วนมากไม่ปิดตัว ก็ปลดคนงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัท จะมีก็แต่บริษัทแกรนด์เอนเตอร์ไพร์ส บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกล่ะมั้งที่คิดจะเริ่มโครงการใหม่สวนกระแสเศรษฐกิจ แน่ล่ะ ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน จะเป็นช่วงไฮฯ หรือโลซีซัน อสังหาริมทรัพย์ที่ถูกสร้างโดยบริษัทแกรนด์เอนเตอร์ไพร์สจะเป็นอันดับหนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวเสมอ โดยไม่เกี่ยงว่าราคาที่ต้องจ่ายจะแพงแสนแพงเพียงใด

“จะให้น้องไปทำตำแหน่งนั้นได้ยังไง ช่วงนี้กำลังจะสร้างโครงการใหม่นี่ เรางานยุ่งเสียจนไม่มีเวลากลับบ้าน ยุ่งเสียจนต้องเอาเวลาพักผ่อนมาคิดเรื่องาน พ่อว่าหาผู้ช่วยอีกสักคนน่าจะดีนะ เราจะได้มีเวลามากินข้าวกับพ่อบ้าง”

“แต่ตำแหน่งผู้ช่วยของผมใช่ว่าใครที่ไหนก็ทำได้”

“แล้วรู้ได้ไงว่าน้องทำไม่ได้”

“แล้วพ่อรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าเธอทำได้”

“เกียรติ์นิยมอันดับหนึ่งยังการันตีไม่ได้งั้นเหรอ”

“เกรดไม่ใช่สิ่งที่ชี้วัดทุกอย่าง”

“ก็จริง แต่ไม่ลองก็คงไม่รู้ ถ้าน้องทำไม่ได้พ่อก็เชื่อว่าเรามีความสามารถมากพอที่จะสอนน้องได้ หรือว่าพ่อเข้าใจผิด”

“...” คำพูดของบิดาทำให้เอริคไร้คำพูดจะตอบกลับ เพราะจะตอบรับก็ไม่อยากทำ จะปฏิเสธนั่นก็หมายความว่าเขาไม่มีความสามารถมากพอ เขาไม่อยากขายหน้าโดยเฉพาะต่อหน้าผู้หญิงสองคนที่เขาจงเกลียดจงชัง

“จริงอย่างที่พี่เอริคพูดนะคะ รัตน์เพิ่งเรียนจบ ถึงเกรดจะดี แต่ก็ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน ช่วงนี้โครงการใหม่เพิ่งจะเริ่ม รัตน์เข้าไปฝึกงานในบริษัทตอนนี้จะทำให้บริษัทยิ่งวุ่นวายเสียเปล่าๆ ให้รัตน์ลองหางานทำเองดูก่อนเถอะค่ะ ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ค่อยว่ากันอีกที”

เอริคตวัดสายตาที่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของบิดาไปยังใบหน้าหวานของคนที่พูดยืดยาวทันควัน นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีเลยละมั้งที่หญิงสาวพูดเข้าข้างเขา

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าเขาบอกขวา เธอจะบอกซ้าย ถ้าเขาบอกว่าต้องเดินไปข้างหน้า เธอจะถอยหลังสิบก้าวทันที ไม่ว่าเขาพูดอะไร รัตน์วลีจะหาเหตุผลมาขัดแย้งให้จงได้ ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้นเธอคงรีบรับข้อเสนอของพ่อเขาแทบจะทันที ไม่ใช่เพราะเธออยากทำงานกับเขา แต่เป็นเพราะเธอรู้ว่ามันจะกวนโทสะเขาได้ต่างหาก

ทั้งๆ ที่สมองบอกว่า... มันก็ดีแล้ว ที่เธอหาเหตุผลมาพูดตะลอมให้พ่อเห็นด้วยกับเขา ดีแล้วที่เธอหาทางพาตัวเองออกห่างจากเขาอย่างที่เขาเองก็พยายามไม่อยู่ใกล้เธอมาโดยตลอด ทว่า...

“งั้นก็เริ่มงานพรุ่งนี้เลยก็แล้วกัน” คำที่หลุดออกจากริมฝีปากหยักได้รูปกลับไม่ใช่สิ่งที่สมองสั่งการ


ต่อ

          “งั้นก็เอาตามนั้น”

รัตน์วลีไม่ทันได้ค้าน โรเจอร์ก็ตกลงเสร็จสรรพ แต่ใช่ว่าหญิงสาวจะยอมง่ายๆ “แต่ว่าคุณลุงคะ รัตน์อยากลองหางานทำเองก่อน”

                “ลุงก็ไม่ได้ห้ามให้รัตน์หางานทำเสียหน่อย ก็แค่ช่วงที่กำลังหางาน ก็ลองเข้าไปศึกษางานที่บริษัทดู”

                “งั้นก็ได้ค่ะ” แม้ว่าอยากจะปฏิเสธเพียงใด แต่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม และดวงตามากประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความปราณีนั่นทำให้รัตน์วลีต้องตอบตกลงไปในที่สุด

                “เลิกคุยเรื่องเครียดเถอะค่ะ มาดื่มกันหน่อยดีกว่าอย่าให้ไวน์ดีๆ ถูกละเลยสิคะ” กานต์สินีพูดขึ้นก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นมาตรงหน้า

                “เอาสิ” โรเจอร์ตอบรับ ก่อนจะยกแก้วของตนขึ้นมาบ้าง

                “ผมไม่ดื่มนะครับ ต้องกลับไปทำงานอีก”

                “แก้วเดียวไม่เมาหรอก ดื่มเป็นเพื่อนคุณพ่อคุณหน่อยสิคะ”

                “...” เอริคไม่ได้ตอบกลับไป เขาเลือกทำเหมือนเช่นที่ผ่านมาคือทำเหมือนผู้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงไร้ตัวตน ทำเหมือนเสียงของเธอผ่านเลยไป

                “งั้นรัตน์ดื่มเป็นเพื่อนคุณลุงเองก็แล้วกันค่ะ”

เพราะรอยยิ้มบนใบหน้าของน้าสาวที่หุบฉับลงทำให้รัตน์วลีรีบพูดขึ้น หญิงสาวยกแก้วไวน์ขึ้น พร้อมกับส่งยิ้มกว้างไปให้คนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะจนได้เสียงหัวเราะชอบใจตอบกลับมา แล้วพอชายสูงวัยยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ หญิงสาวก็ยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากบ้าง แต่ของเหลวสีแดงสดผ่านริมฝีปากลงคอได้เพียงสองอึก แก้วในมือของเธอก็ถูกดึงไปก่อนที่ของเหลวในนั้นจะถูกเทลงคอของคนถือวิสาสะแย่งแก้วไปจนไม่เหลือสักหยด

                “ทำอะไรของพี่เนี่ย”  รัตน์วลียกมือขึ้นปาดไวน์ที่เลอะริมฝีปากก่อนจะร้องขึ้น นัยน์ตากลมโตถลึงจ้องคนข้างกาย

                “เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องดื่ม”

                “รัตน์ไม่ใช่เด็กแล้วนะ” รัตน์วลีว่าพลางเอื้อมมือไปคว้าแก้วไวน์ของอีกฝ่าย แต่เธอก็ช้ากว่าเขาไปเพียงเส้นยาแดง มือหนาคว้ามันขึ้นไว้ในมือก่อนจะเทมันลงคอจนหมดอีกแก้วอย่างไม่สนใจจะสูดดมกลิ่นหรือลิ้มลองรสของไวน์ราคาแพงเลยสักนิด

คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาสีเทาคมเฉียบยกขึ้นขณะที่จับจ้องใบหน้างอง้ำของหญิงสาวอย่างพึงพอใจ คงเป็นเพราะท่าทางไม่กลัวเกรง นัยน์ตาสีนิลกลมโตที่จ้องมองมาอย่างไม่ยอมแพ้ ริมฝีปากที่ขยับพ่นคำออกมาเถียงเขาอย่างไม่ลดละ

เธอกลับมาเป็นเธอแล้ว

“ตรงไหนที่ไม่ใช่เด็ก” ทั้งๆ ที่โต้แย้งกลับไปอย่างนั้น แต่ในใจของเขากลับร้องลั่นเห็นด้วยกับหญิงสาว

ใช่! เธอไม่ใช่เด็กกะโปโลอีกแล้ว ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่หญิงสาวโตขึ้นจนไม่เหลือเค้าเด็กหญิงรูปร่างเก้งก้างจอมกวนประสาทที่คอยขัดใจเขาตลอดเวลา

                “ก็...”

                แต่อยู่ๆ ถ้อยคำที่กำลังจะโต้ตอบกลับมากลับชะงักงัน  ริมฝีปากเล็กๆ ที่อ้าขึ้นหุบฉับ ก่อนที่กลีบปากสีเรื่อจะถูกฟันสีขาวสะอาดงับไว้

                เอริคหลุบตาที่จ้องประสานกับนัยน์ตาสีนิลวาวระยับลงมองริมฝีปากที่ถูกขบแน่น ไม่ใช่แค่หญิงสาวตรงหน้าที่ชะงักไป เขาเองก็เช่นกัน ถ้อยคำที่มันคล้ายกันชวนให้คิดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น...

                “ผมอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” ชายหนุ่มรีบละสายตาจากริมฝีปากสีเรื่อ หันไปสบตากับผู้เป็นบิดา แล้วพูดขึ้น     “จะกลับไปทำงานเหรอ”

                “ครับ”

                “ขับรถดีๆ ล่ะ”

                “ไวน์แค่สองแก้วทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับ ผมไปนะครับ” เอริคว่าพลางลุกขึ้นเต็มความสูงร้อยแปดสิบเจ็ดเซ็นติเมตร ก่อนจะพูดขึ้นอีกเมื่อสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของบิดาที่สะบัดศีรษะไปมาก่อนจะยกมือขึ้นกุมหัว “พ่อเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

                “พ่อไม่เป็นไร แค่รู้สึกมึนๆ ง่วงๆ สงสัยจะเมาซะแล้ว”

                “พ่อดื่มไวน์ไปแค่แก้วเดียวเองนะครับ” เอริคขมวดคิ้ว เมื่อไวน์แค่แก้วเดียวไม่น่าทำให้คนที่แม้จะสูงวัยแต่ก็ดื่มเป็นประจำเมาได้

                “ฉันก็บอกคุณแล้วว่าอย่ามัวแต่อ่านหนังสือ นอนดึกๆ ต่อกันมาหลายคืน ร่างกายมันก็ไม่ไหวเอา อายุปาเข้าไปหกสิบห้าแล้วนะคะ แก่แล้วไม่ได้หนุ่มแน่นเหมือนแต่ก่อน” กานต์สินีพูดขึ้นพร้อมกับทำให้กระเง้ากระงอดใส่สามี

                “หึๆ ถึงจะแก้ แต่ผมก็ยังไหวนะ แรงดีไม่มีตก ทดสอบดูไหมล่ะคืนนี้” โรเจอร์ส่งเสียงหัวเราะในลำคอพลางพูดกระเซ้าใส่ภรรยาที่ทำให้งอง้ำ

                “คุณนี่ ไม่ได้อยู่กันตามลำพังนะคะ” หน้าของกานต์สินีขึ้นสีแดงจัด

                “พ่อไปไม่เป็นอะไรแน่นะครับ” นัยน์ตาสีเทาอัดแน่นไปด้วยความห่วงใย

“ไม่เป็นไร ไปๆ ไปทำงานเถอะ พ่อจะไปนอนแล้วเหมือนกัน”

                “ผมไปส่งพ่อที่ห้องนอนก่อนดีกว่าครับ”

                “ไม่เป็นไรพ่อไปเองได้ ” โรเจอร์ว่าพลางลุกขึ้นเต็มความสูง ชายสูงวัยหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นใหม่เพื่อปรับวิสัยทัศน์ก่อนจะพูดขึ้นอีก “อีกอย่างพ่อก็มีกานต์ดูแลอยู่แล้ว ลูกไปทำงานเถอะ”

                “ให้ผมไปส่งที่ห้องเถอะครับผมจะได้สบายใจ”

                “เอางั้นก็ได้” โรเจอร์ว่าพลางยกมุมปากขึ้นขณะที่ปล่อยให้ลูกชายเข้ามาประคอง


มาให้อีกตอนแล้วน้าาาา

ช่วงนี้เหมยกินยานอน กินยานอน อย่างเดียวเลย แงๆ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,083 ความคิดเห็น

  1. #275 aemly (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:57
    รออ่านต่อไป
    #275
    0
  2. #137 littlerabbit (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 14:40
    รอๆค่ะ หายไวไวนะคะ ตอนนี้ก็ป่วยหง่อมเหมือนกันค่ะ สู้ๆ
    #137
    0
  3. #45 Napissapn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 19:41
    จะมีปมอะไรซับซ้อนอีกมั้ยค่ะไรท์
    #45
    0
  4. #44 supat18 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 19:23
    หื่นหรออออ
    #44
    0