บัญชารักจอมเถื่อน

ตอนที่ 16 : บทที่ 5 ผู้ชายปากร้าย (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,226
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 148 ครั้ง
    19 ก.พ. 61

แอดแฟนรอได้ที่รูปด้านบนได้เลยค่ะ


“กานต์เห็นว่ามันสายมากแล้วแต่เอริคยังไม่ตื่น ปกติไม่เคยตื่นสายนี่คะ เลยกลัวว่าจะไม่สบาย ถ้ากานต์เปิดเข้าไปเองเอริคคงไม่พอใจแน่ๆ กานต์เลยคิดว่าให้คุณมาดูเองดีกว่า”

เสียงแว่วๆ ที่ดังลอดเข้ามาในห้องทำให้เจ้าของห้องที่กำลังผูกเนคไทสีเทามันวาวกระตุกริมฝีปากยิ้มเหยียด เขาไม่คิดจะทำอะไร ไม่คิดจะแสดงตัว หรือส่งเสียง เขาก็อยากรู้เหมือนกัน หากไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ คนที่วางแผนชั่วๆ ขึ้นมาจะทำหน้าแบบไหน จะแก้ตัวยังไง

“ขอบใจนะที่เป็นห่วงลูกชายผม”

“กานต์รักคุณนี่คะ เอริคเป็นลูกชายคุณ กานต์ก็ต้องห่วงเขาเป็นธรรมดา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยคิดว่ากานต์เป็น...”

“หึ” น้ำเสียงแสนเศร้าที่ปลายประโยคถูกละไว้เพราะต่างคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วทำให้รอยยิ้มเหยียดกระตุกขึ้นตรงริมฝีปากหยักอีกครั้งพร้อมกับเสียงเยาะที่หลุดออกมา

“อย่าคิดมากเลย”

“ไม่ต้องห่วงกานต์นะคะ กานต์ไม่คิดมากหรอกค่ะ กานต์เข้าใจ แม่ใครใครก็รัก ลูกใครใครก็หวง”

“ขอบคุณนะ”

“นี่ค่ะกุญแจห้อง”

กริ๊ก!

สิ้นเสียงพูดคุยเสียงไขกุญแจก็ดังขึ้นเบาๆ ความหยามเหยียด รังเกียจที่กระจายอยู่เต็มใบหน้าถูกลบหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกเอริคก็เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่ถูกปรับแต่งให้ไร้ความรู้สึกเหมือนกับสีหน้า

“อ้าวตื่นแล้วเหรอ เห็นว่าสายแล้วยังไม่ลงไป ก็เลยนึกว่าไม่สบาย ปกติเราไม่เคยตื่นสายนี่เป็นอะไรหรือเปล่า”

“พอดีว่าเมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนน่ะครับ เลยตื่นสายไปหน่อย”

“เมื่อคืนดึกเลยสิ”

“แทบไม่ได้นอนเลยต่างหากล่ะครับ”

“พักบ้างเถอะ เงินที่มีอยู่ก็มากจนใช้ยังไงก็ไม่หมดแล้ว แล้วเงินก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตหรอกนะ บางอย่างเงินก็ซื้อไม่ได้”

“ผมก็เห็นว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างนี่ครับ” เอริคว่าพลางเหลือบมองหญิงวัยกลางคนที่กำลังขมวดคิ้วกวาดตาไปทั่วห้องที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตน “เต่เมื่อคืนผมไม่ได้กลับไปทำงานหรอกครับ ที่ไม่ได้นอนเพราะอาหารเป็นพิษ เดี๋ยวนี้เวลาจะกินอะไรต้องระวังให้มากนะครับ ถ้าไม่ระมัดระวังอาจทำให้ชีวิตยุ่งยากได้”

“แล้วกินยาหรือยัง ไปหาหมอไหม”

“พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ เรื่องแค่นี้ผมจัดการได้” เอริคตอบบิดาก่อนจะหันไปพูดกับคนที่ยังไม่เลิกมองหาบางอย่าง ไม่สิ ถ้าจะให้ถูกต้องเรียกว่าบางคน ด้วยน้ำเสียงท้าทายแกมหยัน “คุณน้าหาอะไรอยู่หรือครับ จะเข้ามาหาในห้องไหม หรือว่าจะลองไปดูที่ห้องน้ำก็ได้เผื่อจะเจอ”

“เปล่านี่จ้ะ น้าไม่ได้หาอะไร ไปกินข้าวกันเถอะค่ะ อาหารคงพร้อมแล้ว”

เอริคมองกานต์สินีที่คลี่ยิ้มอ่อนโยน ตอบคำถามด้วยท่าทางนิ่งๆ ราวกับว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยแววตาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก

แล้วแบบนี้จะให้เขาเชื่อลงได้ยังไงว่าท่าทางแสนดีที่ผู้หญิงคนนี้แสดงมาตลอดเวลาเกือบยี่สิบปีไม่ใช่สิ่งที่เสแสร้งแกล้งเล่นละคร

“แต่งตัวเสร็จแล้วนี่ ไป ไปกินข้าวกัน”

เสียงของบิดาดึงสายตาของเอริคจากแม่เลี้ยงที่มีอายุมากกว่าตัวเองแค่สิบสี่ปีที่ยังไม่มีท่าทีสะทกสะท้านกับสายตาของเขา

ใช่! เธอเก่งเรื่องนี้ ไม่ว่าเขาจะมองเธอด้วยสายตาแบบไหน ต่อว่าเธอด้วยถ้อยคำหยาบคายเพียงใด ใบหน้านั้นก็ยังคงราบนิ่งและมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่เสมอ ผิดกับคนเป็นหลาน ที่แสดงทุกอย่างออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง เธอคิดยังไงก็พูดออกมาอย่างนั้น เธอออกโรงปกป้องผู้เป็นน้าเสมอ โกรธเป็นฝืนเป็นไฟทุกครั้งที่เขาด่าทอ หรือว่ากระทบกระเทียบน้าของเธอ จนกลายเป็นว่าเขาต้องทะเลาะกับเด็กทุกครั้งที่พยายามจะหาเรื่องกานต์สินี

แต่รัตน์วลีก็จะถูกกานต์สินีดุ หรือไม่ก็ถูกทำโทษทุกครั้งที่เธอกับเขาทะเลาะกัน ในขณะที่เขากลับไม่ถูกต่อว่าอะไรเลย แต่ใช่ว่าเขาจะมองว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงที่แสนดี เพราะเขารู้ว่ามันเพียงเป็นการแสดงละครฉากหนึ่งเท่านั้น

“ไม่ดีกว่าครับ ผมยังขยาดอยู่ คงไม่กล้ากินอาหารที่บ้านอีกนาน”

“ว่าไปนั่น  ไปกินอะไรข้างนอกมาหรือเปล่า พ่อไม่เห็นเป็นอะไรเลย คุณก็ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

“ค่ะ กานต์สบายดี”

“เมื่อคืนคุณพ่อหลับสบายเลยใช่ไหมครับ” เอริคพูดขึ้นโดยไม่สนใจคำตอบของผู้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยง

“อืมก็ใช่ เมื่อคืนหลับสบายมากเลย ปกติต้องตื่นมาตอนตีหนึ่ง ตีสองทุกวัน คนแก่ก็งี้ ถ้าเป็นแบบเมื่อคืนทุกวันก็คงดี ไปเถอะ ไหนๆ วันนี้ก็สายแล้ว กินข้าวเป็นเพื่อนพ่ออีกสักมื้อ ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรเราจะมีเวลามากินข้าวกับพ่ออีก”

พูดจบโรเจอร์ก็สาวเท้าเดินนำไปยังห้องอาหาร ทำให้คนที่ตั้งท่าจะปฏิเสธอีกครั้งต้องสาวเท้าตามอย่างไม่มีทางเลือก





เอริคเดินไปเลื่อนเก้าอี้สีน้ำตาลอ่อนที่บุด้วยนวมสีครีมทองตัวหัวโต๊ะออกให้บิดา ก่อนจะกลับมานั่งประจำที่ของตัวเอง

“วันนี้มีอะไรกินบ้างค่ะป้า” กานต์สินีหันไปถามคนงานสูงวัยที่เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมถาดอาหาร

“ข้าวต้มกุ้งค่ะคุณผู้หญิง”

                “อ้าวนี่ละเอียดกลับมาแล้วเหรอ นึกว่าจะได้กินอาหารฝีมือหนูรัตน์อีกสักมื้อซะอีก” โรเจอร์ทักขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้กับแม่บ้าน

“นี่เบื่อฝีมืออิฉันแล้วเหรอคะ” แม่บ้านวัยห้าสิบกว่าตอบผู้เป็นนายใหญ่ด้วยน้ำเสียงแสนงอน

“เปล่าหรอก ทำเป็นงอนไปได้ อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ ก็เห็นว่าไม่สบาย น่าจะพักอีกสักวัน”

“อิฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ แต่ก็คงเข็ดส้มตำปูปลาร้าฝีมือนังทรายไปอีกนาน”

“อ้าวป้ามาโทษฉันได้ยังไงก็ช่วยกันทำนี่” ปาลิตาหลานสาววัยสิบเจ็ดปีของป้าละเอียดร้องขึ้นขณะที่ช่วยยายยกข้าวต้มร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยออกมาเสิร์ฟ

“แล้วหนูรัตน์ล่ะ ใครก็ได้ไปตามหนูรัตน์มากินข้าวที”

                “วันนี้ทรายยังไม่เห็นคุณรัตน์เลยนะคะ นึกว่าออกไปไหนตั้งแต่เช้าแล้วเสียอีก”

                “รัตน์ไปไหนเหรอกานต์” โรเจอร์หันไปถามคนที่น่าจะรู้คำตอบดีที่สุด

                “เอ่อ...คือ...”

                “ดีจังเลยนะครับ คุณน้าเป็นห่วงผมที่ตื่นสายกลัวว่าจะไม่สบาย แต่ไม่สนใจหลานสาวตัวเองที่ยังไม่ออกจากห้องเหมือนกัน”

                “เปล่าหรอกจ้ะ พอดีเมื่อคืนเห็นว่าไม่ค่อยสบาย ตอนเช้าน้าก็เข้าไปดูมาแล้วนะ เห็นบ่นว่าปวดหัวน้าเลยปล่อยให้นอนต่อ นี่ก็กะให้ทรายยกข้าวต้มไปให้พอดี”

                “แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า” โรเจอร์ถามขึ้น

                “ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ กินยาไปแล้วเดี๋ยวก็คงดีขึ้น”

                “อ้าว คุณรัตน์ยังอยู่บ้านเหรอครับเนี่ย ผมนึกว่าออกไปตั้งแต่เช้าแล้วเสียอีก แล้วนี่จะออกไปไหนครับ ให้ผมเอารถออกไหม”

            รัตน์วลีพยายามส่งสัญญาณให้คนตรงหน้าหยุดเสียง แต่ไม่ทันเสียแล้ว ทั้งๆ ที่นอนไม่หลับ กว่าจะหลับได้ก็เกือบเช้า แต่อาการปวดที่ข้อมือก็ปลุกเธอให้ตื่นนานแล้ว ทว่าที่เธอไม่ยอมออกจากห้องก็เพราะต้องการถ่วงเวลา เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับเขา จากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าต้องทำหน้าอย่างไร ไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไร แต่พอลงมาแล้วพบว่าเขายังอยู่ที่บ้านเธอจึงเปลี่ยนจากการลงมาหาอะไรกินก่อนออกจากบ้าน เป็นออกจากบ้านแล้วค่อยไปหาอะไรกินเอาข้างหน้า ทว่าขณะที่กำลังย่องผ่านห้องโถง ซึ่งอยู่ติดกับห้องอาหารก็ดันมาเจอกับพร้อมพงศ์คนงานอีกคนของบ้านเสียก่อน

                “หนูรัตน์”

พอเสียงที่เธอพยายามห้ามแต่ไม่ได้ผลสิ้นสุดลง เสียงจากในห้องอาหารก็ดังขึ้น และเสียงนั้นก็ทำให้รัตน์วลีต้องก้าวเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหารอย่างไม่มีทางเลือก

“คะคุณลุง”

“จะออกไปข้างนอกเหรอ กินข้าวก่อนค่อยไปสิ” โรเจอร์ว่าก่อนจะหันไปสั่งแม่ครัวที่ทำงานอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่สร้างเสร็จใหม่ๆ “ละเอียดตักข้าวให้คุณรัตน์หน่อย”

“เดี๋ยวทรายตักให้เองค่ะ” ปาลิตาอาสาแทนยาย ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปครัวมาตักข้าวต้มมาเพิ่มอีกหนึ่งถ้วยอย่างกระตือรือร้น

ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาแบบไม่ต้องการคำตอบของอีกฝ่ายทำให้รัตน์วลีต้องเลื่อนเก้าอี้ออก แล้วนั่งอย่างไร้ทางเลือก หญิงสาวพยายามโฟกัสที่ใบหน้าของชายสูงวัย เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอหันไปมองผู้ชายอีกค ที่อยู่ในห้องนี้ เธอไม่รู้ว่าหากเขามองอยู่เธอต้องทำหน้าแบบไหน และจะทนสบตากับเขาได้ไหม

 “มาแล้วค่ะ” ไม่ถึงสิบวินาทีเสียงใส่แจ๋วของเด็กสาววัยใสก็ดังขึ้นพร้อมกับถ้วยข้าวต้มหอยฉุยที่ถูกวางไว้ตรงหน้า

“ขอบใจนะ” คำขอบใจของเธอได้รับรอยยิ้มกว้างของปาลิตาเป็นสิ่งตอบแทน

“แล้วนั่นเป็นอะไรคะ ทำไมถึงต้องพันผ้าไว้แบบนั้น”

ทั้งๆ ที่เธอพยายามซ่อนมือที่พันด้วยผ้ายืดไว้ใต้โต๊ะอาหารแล้วแต่คนที่เข้ามาด้านหลังอย่างปาลิตาก็สังเกตเห็นจนได้ และเสียงของปาลิตาทำให้นัยน์ตาทุกคู่ในห้องอาหารจับจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว

ไม่ได้เป็นอะไรหรอก” รัตน์วลีหันไปตอบปาลิตาเพื่อจะได้ไม่ต้องสบตากับสายตาจับผิดของผู้เป็นน้า

ไม่ได้เป็นอะไร แล้วทำไมต้องพันผ้าไว้”

เสียงดุๆ ของผู้เป็นน้าทำให้รัตน์วลีทำหน้าเหย

“ข้อมือมันเจ็บน่ะคะ” รัตน์วลีใช้มืออีกข้างกำมือข้างที่ถูกพันด้วยผ้ายืดเอาไว้เบาๆ เพื่อบังมันจากสายตาที่มองมา เธอก็อยากจะแกะผ้ายืดพันเคล็ดออกแล้วบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แต่ถ้าแกะออก ข้อมือที่แดงและบวมเป่งคงประจานว่าเธอโกหกได้ดีกว่าข้อมือที่มีผ้าพันแผลพันไว้เป็นไหนๆ

“ไปโดนอะไรมาล่ะ”

“ซุ่มซ่ามตกบันไดค่ะ” ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเธอก็ประคบข้อมือด้วยน้ำแข็งแล้วแต่แทนที่อาการบวมและปวดจะลดลงมันกลับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตอนที่ต้องขยับข้อมือมากๆ เธอจึงต้องเลี่ยงที่จะใช้มือข้างขวาด้วยการหาผ้ายืดมาพันไว้

                “ไหนคุณน้าบอกว่าแค่ปวดหัวยังไงล่ะครับ ตกบันไดกับปวดหัวนี่มันต่างกันมากเลยนะครับ”

                “รัตน์ไม่อยากให้น้ากานต์เป็นห่วงก็เลยโกหกน่ะคะ” แม้จะโต้เถียงกลับไปอย่างทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอกลับเชิดหน้าขึ้น จ้องเขากลับอย่างไม่หวั่นเกรงเหมือนที่เคยทำไม่ได้



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 148 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,083 ความคิดเห็น

  1. #1071 ฉันทนา ศัทโธ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 17:01
    ความตอแหลของน้า พลอยทำให้น้องต้อง(ตอแหล)ปกป้อง...
    #1,071
    0
  2. #365 aemly (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:14
    ตบน้าได้ไหม หนูไม่ชอบ
    #365
    0
  3. #356 Amy Wongkamolsersh (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:06
    โกหกโดนจับได้ กิ๊วๆ
    #356
    0
  4. #354 อ๊บอ๊บ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:29
    อีกหน่อยจะแทบกราบขอบพระคุณ คุณน้า เชื่อสิ
    #354
    0
  5. #353 Paiky Klongluang (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:51
    น้าๆๆ ไม่เนียนนะคะ
    #353
    0
  6. #350 K5599 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:52
    น้าร้ายไปนะ
    #350
    0
  7. #349 รักการอ่าน (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:24
    ลุ้นกันต่อไปค่ะ
    #349
    0
  8. #348 aemly (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:42
    อิน้ามันร้าย อยากตบ
    #348
    0
  9. #347 Paiky Klongluang (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:09
    น้าร้ายกาจใช่ม่ะ..
    #347
    0
  10. #346 papsythirarat (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:38
    สงสารนางเอกแต่สะใจแทนพระเอก
    #346
    0