「END」SINFUL PHANTOM สัมผัสรักร้าย ลวงหัวใจ [Vol.3]

ตอนที่ 2 : PHANTOM :: CHAPTER 1 [150%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,916
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    30 ก.ย. 59


@โรงพยาบาล

ชง...

ผมว่าผมชงว่ะ

ปีนี้แม่งต้องเป็นปีชงของผมแน่ๆ!

ช่วงนี้ถึงได้มีเรื่องเข้ามาให้วุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน กว่าจะผ่าน เรื่องหนักๆอย่างคราวก่อนมาได้ก็แทบกระอักเลือดตาย 

ตอนนี้ยังต้องมาเจออะไรที่มันยากจะควบคุมได้อีก 

เมื่อเช้าพอขับรถออกจากวัดมาได้สักพัก เหลือบมองกระจกมองหลังเท่านั้นแหละ ผมถึงกับขวัญกระเจิงสติหลุด หักพวงมาลัยรถเข้าข้างทางด้วยความตกใจแรงมากเลยทีเดียว

ตอนนี้นอกจากจะกลายเป็น คนเห็นผีแล้วยังหนีผีไม่พ้นอีก!

คิดดู ผมเพิ่งออกจากวัดสดๆ ร้อนๆ เพิ่งทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้หยกๆ สร้อยพระที่ขอมาจากหลวงพ่อก็ยังห้อยคออยู่เลยไง 

แล้วทำไม ผีผู้หญิงคนที่ทำให้ผมต้องรีบแจ้นมาทำบุญให้แต่เช้าถึงยังไม่ไปไหนสักที

หนำซ้ำเขายังท้าทายบารมีหลวงพ่อที่ผมห้อยคอด้วยการนั่งยิ้มอยู่ที่เบาะหลังรถด้วยนะเว้ย!

เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยพบเคยเจอเลยจริงๆ 

ไม่แปลกใช่ไหมที่ผมจะสติแตกถึงกับควบคุมรถไม่ได้ 

นี่ยังโชคดีที่ผมไม่ได้เป็นไรมาก แค่คิ้วแตกเพราะกระแทกพวงมาลัย แล้วก็เคล็ดขัดยอกฟกช้ำตามร่างกาย ไม่กี่วันก็คงหาย

ใช่ ไอ้ผมน่ะโชคดีเจ็บนิดๆ หน่อยๆ 

แต่ไอ้ไม้เอกนี่สิ...

“โทษทีว่ะมึง ตอนนั้นกูแม่งโคตรตกใจ”

“นี่มึงอย่าบอกนะ ว่าที่แหกปากหักรถพุ่งชนต้นไม้จนกูแขนหักเพราะมึงเห็นผีผู้หญิงอีกแล้ว?”

“เออดิ คิดว่ากูจะขับรถชนต้นไม้เล่นไง” 

ผมบอกไม้เอกที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ภายในห้องพักผู้ป่วยพิเศษ ผลจากอุบัติเหตุเมื่อเช้าทำให้มันแขนซ้ายหักจนต้องเข้าเฝือกและแอดมิทที่โรงพยาบาลสองวันเพื่อดูอาการ

“มึงหลอนเองหรือเปล่าวะไอ้เจ?” ไม้เอกทำหน้าไม่เชื่อสุดๆ

อย่างว่า พูดไปใครมันจะเชื่อ ผมเองก็ไม่เคยเชื่อหรอกไอ้เรื่องเหนือธรรมดาพวกนี้ นี่เคยเป็นนักเรียนนอกมาก่อนนะครับ ถึงจะเรียนไม่จบแล้วย้ายกลับมาก็เถอะ 

ผมเข้าใจ เรื่องนี้มันเชื่อยากถ้าไม่เห็นกับตาตัวเอง

“กูไม่ได้เล่นยาจะหลอนได้ไง” 

เออ ถ้าเสพยาก็ว่าไปอย่าง นี่ไม่ไง ปกติดีเว้ย

“มึงน่าจะไปหาจิตแพทย์ว่ะ ไหนๆ ก็มาโรงบาลแล้ว ลองไหม เผื่อหาย”

“แขนหักไม่พอ อยากปากแตกเพิ่มเหรอวะ กูไม่ได้บ้านะเว้ย ไอ้ห่า!

“ใครจะรู้วะ เห็นเอาแต่พูดเรื่องผีสางอยู่ได้” 

ไม้เอกทำหน้าเหม็นเบื่อใส่แล้วชิ่งหลับหนีผมไปเฉย

ผมเองก็ไม่ได้อยากพูดเรื่องนี้นักหรอกนะครับ ถ้าไม่ได้ประสบเหตุผีหลอกวิญญาณหลอนสองวันติดๆ คิดแล้วก็ลอบกลอกตามองซ้ายขวาทั่วห้องพักฟื้นของไม้เอกอย่างระแวง 

มัวแต่ตกใจที่ทำเพื่อนแขนหักจนลืมซะสนิทว่าที่นี่คือโรงพยาบาล สถานที่ที่มีคนตายไม่เว้นแต่ละวัน 

แน่นอนว่าเรื่องวิญญาณคนตายจะต้องเลื่องลือมาก

งานเข้า! นี่ไม่ใช่ที่ที่ผมควรจะอยู่ มันไม่เหมาะสม 

ผมไม่ควรท้าทายซิกเซ้นส์ที่เพิ่งมีแบบนี้!

คิดได้ดังนั้นก็หมุนเตรียมจะออกจากที่นี่โดยพลัน

แต่พอหันหลังกลับไปเท่านั้นแหละ...

“แฮ่!!

“เชี่ยยยยยยยยยยยยยยย!!

ผมแหกปากร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด 

พลันร่างกายก็ขยับไปเองโดยอัตโนมัติ รู้ตัวอีกทีฝ่าเท้าผมก็กระแทกเข้ากับร่างของใครบางคนอย่างแรงจนกระเด็นหงายท้องตึงแบบหมดท่า

พลั่ก!!

“ว๊ากกกกก!” คนถูกถีบแหกปากลั่นไม่ต่างกัน “ไอ้เวรเจนัส! ถีบมาได้นะมึง อูยยยย”

โอ๊ยยย! พุทโธ ธัมโม สังโฆ...

หัวใจเกือบจะวายตายแล้วไหม!

“ไอ้เปา ไอ้สันขวาน! เล่นเหี้ยไรของมึงวะ ตกอกตกใจหมด!” 

ผมแหวกลับด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อรู้ว่าคนที่แกล้งให้ผมหัวใจเกือบวายตายไม่ใช่ใครที่ไหน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก 

นึกว่าผีหลอกจริงๆ แล้วไง

ไอ้นี่ชื่อ อั่งเปาเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับผมแล้วก็ไอ้ไม้เอกที่มหาลัยน่ะครับ

“มึงแหละ เป็นห่าไร ยืนเหม่อไม่พอยังขวัญอ่อนฉิบหาย” 

อั่งเปานิ่วหน้าเจ็บปวดพร้อมลุกขึ้นยืน ก่อนผมจะเห็นว่าข้างๆ มันก็มีเพื่อนอีกคนยืนมองพวกเราด้วยสายตาเอือมระอา 

“ถีบซะไม่ให้กูตั้งตัวเลยนะมึงไอ้เจ เจ็บสัส!

“ทีหลังอย่าเล่นห่าไรแบบนี้อีกนะมึง กูไม่ชอบ” ผมบอกเสียงฉุน 

ถ้าเป็นปกติผมคงไม่ด่าไอ้อั่งเปาจริงจังขนาดนี้หรอก เพราะมันเป็นพวกขี้แกล้งโดยสันดานอยู่แล้ว แต่นี่สถานการณ์ไม่ปกติไง กำลังจิตตกอยู่ด้วยเข้าใจไหม

แม่ง! กูเพิ่งเจอผีหลอกมา มึงไม่ควรมาหลอกซ้ำซ้อนโว้ย!

“ซีเรียสว่ะมึง เป็นไรปะวะ?” คนที่ยืนเงียบมานานถามด้วยสีหน้าสงสัย

ไอ้นี่ชื่อ โป๊ยเซียนเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มที่มหาลัยเหมือนกัน 

คือก็มีผม ไอ้ไม้เอก ไอ้อั่งเปา แล้วก็ไอ้โป๊ยเซียนสี่คนนี่แหละครับ ส่วนที่หุ้นกับทำคลับนั่นก็เป็นญาติแล้วก็เพื่อนรุ่นพี่ที่ครอบครัวเราสนิทกันอีกที

แต่ผมก็ไม่ได้สนิทกับทุกคนหรอกนะ คนที่เกลียดขี้หน้าก็มีแหละ

“เออ ทุกทีกูแกล้งไรมึงไม่เห็นโกรธขนาดนี้ กูเสียใจนะเนี่ย” ไอ้อั่งเปาตีหน้าเศร้าจนน่าฟาดกบาลแรงๆ แต่ผมไม่ได้ตอบอะไร ไหวไหล่แบบขอไปทีแทน พวกมันเลยหันมาสนใจคนนอนเจ็บ “แล้วไอ้เอกเป็นไงบ้างวะน่ะ”

“อย่างที่เห็น...แขนหัก อีกสองวันก็ออกจากโรงบาล” ผมบอก

“แล้วทำไมถึงขับรถพุ่งชนต้นไม้ข้างทางได้วะ ปกติมึงก็ขับรถระวังตลอดไม่ใช่เหรอ ไอ้เจนัส?”

“...” คำถามของไอ้โป๊ยเซียนทำให้ผมเงียบลง

มันกับไอ้อั่งเปามองผมแล้วเลิกคิ้วเหมือนต้องการคำตอบ ผมกำลังคิดอยู่ว่าควรจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกมันสองคนฟังดีไหม 

แต่คิดไปคิดมา...ไม่ดีกว่า!

แค่เจอสายตาไอ้ไม้เอกมองประหนึ่งผมเป็นคนบ้าสติแตกก็แย่เต็มกลืนแล้วไง เรื่องแบบนี้มันเชื่อยาก แถมพิสูจน์ก็ยาก 

นี่ถ้าเกิดไอ้สองตัวนี้รู้ว่าผมหลอนเรื่องผีจนสติหลุดคงโดนล้อตายอ่ะ

ไม่บอกแม่งดีกว่า บอกไปก็ช่วยไรไม่ได้อยู่ดี

“อ้าวเฮ้ย! เหม่อไรอีกวะมึง” สงสัยผมจะใช้ความคิดจนเงียบไปนาน อั่งเปาถึงได้โบกไม้โบกมือหน้าผมเหมือนต้องการเรียกสติ “ใจลอยตอนขับรถแบบนี้ด้วยใช่ไหม ถึงได้เกิดเรื่องเนี่ย”

“เออ กูประมาทไปหน่อย” 

ผมตอบแบบขอไปที ถอนหายใจระบายความอึดอัดในอก เสมองไอ้ไม้เอกที่หลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและความบอบช้ำทางร่างกายอย่างขอโทษอีกครั้ง 

มันเจ็บตัวเพราะผมแท้ๆ เลยเชียว

“ดูมึงเครียดๆ นะ มีไรก็บอกพวกกูได้นะเว้ย” โป๊ยเซียนเข้ามาตบบ่า 

เราก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง ตอนนี้อยู่ปีสามกันแล้ว เป็นธรรมดาที่พวกมันจะรู้ว่าผมกำลังมีเรื่องกลุ้ม 

“เกิดเป็นแบบนี้ตอนแข่งรถ มันจะแย่เอานะไอ้เจ”

“ช่างมันเหอะ เดี๋ยวกูหาทางจัดการเอง” ผมบอก “ขอบใจพวกมึงที่เป็นห่วงล่ะกัน”

“แล้วคืนนี้มึงไปสนามปะ?” อั่งเปาถาม 

โดยปกติคืนนี้ผมจะไปสนามแข่งรถใต้ดินที่ไปประจำ แต่เกรงว่าจะเกิดเรื่องอย่างที่ไอ้โป๊ยเซียนบอก เกิดแข่งๆ อยู่แล้วเห็นผีโผล่มาในกระจกอีก 

มีหวังคงไม่ได้แค่ฟกช้ำอย่างคราวนี้เป็นแน่

“ไม่ว่ะ กูไม่ค่อยมีสมาธิ คงไม่แข่งสักพัก” 

ใช่! จนกว่าจะหาทาง ไล่ผีไปได้ ผมไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับอุบัติเหตุทางรถยนต์อีก 

ลำพังแค่เสี่ยงหัวใจวายตายวันละหลายรอบก็เกินพอแล้วไง

กึก!

ตัวผมแข็งทื่อฉับพลันเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง

คือผมออกจากโรงบาลหลังฝากให้ไอ้สองคนนั้นเฝ้าไม้เอก ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะกลับคอนโดไง ยังไม่ลืมหรอกนะว่าตัวเองอยู่ใน ถิ่นของสิ่งลี้ลับ โรงพยาบาลเนี่ยขึ้นชื่อเลื่องลือไกลจะตาย แต่เพราะรถเพิ่งชนมาเมื่อเช้า ผมก็เลยต้องนั่งแท็กซี่กลับแทน 

ตอนแรกก็คิดว่าดีเหมือนกัน ไม่ได้ขับเองก็ไม่น่าจะเป็นอันตราย แต่พอนั่งออกจากโรงบาลมาได้สักพักเท่านั้นแหละ 

หางตาดันเห็นว่าที่นั่งข้างๆ ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป

เอาแล้วไง! นี่เอาอีกแล้วใช่ไหม ช่วยเกรงใจหลวงพ่อบนคอบ้างสิวะ! TOT



-คืนเห็นผี-

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าของวันหยุดสุดสัปดาห์

ผมกำลังนั่งดื่มอยู่ที่บาร์ภายใน เอมป์คลับคลับที่ผมกับพวกพี่ๆ และญาติๆ เป็นหุ้นส่วนกันน่ะ เปิดมาได้หลายปี กิจการราบรื่นดี 

แม้ความสัมพันธ์ของผมกับ หุ้นส่วนบางคนจะไม่ได้ดีตามก็เถอะ

คนร่วมหุ้นมีทั้งหมดเก้าคนรวมผมด้วย มีเฮีย เซอุสคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องที่ผมเคารพและสนิทด้วยที่สุด เฮีย รูดอล์ฟนี่ก็ลูกพี่ลูกน้องเหมือนกัน พ่อแม่พวกเราเป็นแฝดสามครับ

แล้วก็เฮีย ฟาโรห์เฮีย ซาร์เฮีย จูปิเตอร์เฮีย มัวริสเฮีย ติตัสแล้วก็ไอ้ จีซัส

อันที่จริงผมเป็นน้องเล็กสุดในกลุ่มน่ะ กลุ่มเราอายุไม่เท่ากันหรอก แก่สุดก็น่าจะเฮียเซอุสกับเฮียรูดอล์ฟ 

ส่วนไอ้จีซัส...มันเป็นคนเดียวที่ผมไม่มีวันเรียกว่าเฮียถึงจะอายุมากกว่าก็ตาม 

บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้ถูกกับทุกคนในกลุ่ม

โดยเฉพาะไอ้จีซัส...ผมน่ะเกลียดขี้หน้ามันยิ่งกว่าอะไรดี!

รู้ไหม มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นระหว่างผม ไอ้จีซัส และ เบิร์นพี่สาวของผมเอง

มีผู้หญิงอยู่หนึ่งคนที่ผมรัก รักแบบที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้หญิงคนหนึ่งได้ 

คงไม่แปลกที่เราจะรักใครสักคน ใช่ มันไม่แปลก แต่มันผิด...

ผิดที่เธอดันเป็น พี่สาวแท้ๆของตัวเอง 

ผิดมาก...ผมรู้ตัวดี นี่มันไม่ปกติเลย มันผิดเพี้ยนจนไม่น่าให้อภัย ผมเหมือนคนป่วยทางจิตเลยว่าไหม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้หลงรักคนที่มีสายเลือดเดียวกันได้

ความรู้สึกนั้นเป็นเหมือนความผิดบาปที่ติดอยู่ในใจผมตลอดมา

...และมันทำให้ผมรู้สึกเกลียดตัวเอง

รักต้องห้ามที่เกิดขึ้นในใจ ผลักดันให้ผมเริ่มวางแผนทำร้ายทำลายความรู้สึกของทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างร้ายกาจ ทั้งเบิร์น ทั้งไอ้จีซัส รวมถึงผู้ชายอีกคนที่ชื่อว่า เฮเดน มันเป็นแฟนเบิร์นก่อนจะเลิกกันตอนที่ไอ้จีซัสกลับมา หมอนี่มีศักดิ์เป็นญาติผมคนหนึ่ง

แต่เป็นญาติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดโดยแท้หรอก

ผมลงมือทำร้ายความรู้สึกทุกคน ไม่เว้นแม้แต่หัวใจตัวเอง...

กระทั่งวันที่เบิร์นได้รู้ความจริงว่าน้องชายอย่างผมคิดยังไงกับเธอ เคยวางแผนทำเลวอะไรเอาไว้บ้าง มันเป็นวันที่ผมตัดสินใจว่าควรหยุด หยุดทุกอย่าง 

หยุดทุกความรู้สึกไม่ให้มันลุกลามและน่ารังเกียจไปมากกว่านี้

เอาเป็นว่า เรื่องราวทั้งหมดมันจบลงเมื่อปีก่อนตอนผมอายุยี่สิบ...

ตอนนี้ผมยี่สิบเอ็ดแล้ว ผ่านมาหนึ่งปีก็ควรมีอะไรดีขึ้นว่าไหม 

แต่ไม่เลยไง...ผมบอกเธอว่าจะตัดใจ ไม่ว่ายังไง ต่อให้ใช้เวลานานแค่ไหน ผมก็จะทำให้ได้ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

กระทั่งตอนนี้ การเผชิญหน้ากับเบิร์นตรงๆ ยังเป็นเรื่องที่ยากเย็นสำหรับผมด้วยซ้ำ

“เจนัส”

“...” เพราะแบบนั้นไง 

ผมถึงได้กระแทกแก้วเหล้าลงกับบาร์แล้วลุกขึ้น หมุนตัวเดินออกไปทางหลังคลับอย่างไม่ประวิงเวลา 

ทันทีที่คนในความคิดบังเอิญเดินมาเจอและเรียกชื่อผมเหมือนอยากจะคุยด้วย

“เดี๋ยวสิ เจ...!

พลั่ก!!

“เวรเอ๊ย!” ผมสบถพลางเตะถังขยะใกล้ๆ ระบายอารมณ์ 

หลังเดินหนีออกมาทางหลังคลับได้สำเร็จ อันที่จริงเธอก็ไม่ได้ตามผมมาหรอก ทุกครั้งที่เบิร์นพยายามจะเข้ามาคุยหรืออะไรสักอย่าง 

ก็เป็นผมเองที่เดินหนีอยู่ร่ำไป

บอกตามตรงว่ายังไม่สามารถมองหน้าเบิร์นด้วยความรู้สึกที่ดีกว่านี้ได้...

ดังนั้นก็อย่ามองหรือคุยกันเลยดีกว่า 

ไม่งั้นจะเป็นผมนี่แหละที่ตัดใจไม่ได้ซะเอง!

ผมนั่งสูบบุหรี่อยู่แถวๆ หลังคลับ ตรงไม่ใกล้ไม่ไกลจากถังขยะที่ผมเตะกระเด็นนั่นแหละ หลังคลับจะเป็นซอยแคบๆ ระยะสองร้อยเมตรที่ค่อนข้างเงียบและเปลี่ยว

ไม่ค่อยมีใครใช้เส้นทางนี้หรอกเพราะรถยนต์เข้ามาไม่ได้ ส่วนมากก็มีแค่คนทำงานที่คลับใช้เดินทางเข้าออกบ้าง 

แต่บางทีก็มีพวกขี้ยาหรือไม่ก็โจรกระจอกมาป้วนเปี้ยนเหมือนกัน

นั่งอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักก็รู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่...

ผมกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะเพ่งมองไปยังเสาไฟฟ้าเก่าๆ ที่หลอดไฟติดๆ ดับๆ ตรงกลางซอย หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากก็พ่นควันสีขาวขุ่นออกมา

ก่อนจะอัดสารนิโคตินเข้าปอดซ้ำๆ แล้วทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นอย่างไม่สบอารมณ์

จากนั้นก็เริ่มขยับปลายเท้าเดินตรงไปยังเสาไฟต้นนั้นที่รับรู้ได้ถึง ความผิดปกติบางอย่าง

มีใครบางคนหลบอยู่ตรงนั้น ดวงตาคู่นั้นจ้องมาที่ผมไม่ผิดแน่...

“เฮ้ย! ใครอยู่ตรงนั้น โผล่หัวออกมาซะ!

ผมตะโกนบอกพร้อมทั้งหยุดฝีเท้าทิ้งระยะไว้ราวสิบเมตร เพ่งมองเงาตะคุ่มที่พยายามจะซ่อนตัวในความมืดอย่างไม่ไว้ใจ 

บางทีอาจจะเป็นใครที่คิดมาทำเรื่องไม่ดีหลังคลับก็ได้

เพราะคงไม่มี คนดีๆที่ไหนยืนหลบแบบนั้นหรอก

“...” แต่มันกลับยังไม่ยอมโผล่หัวออกมานี่สิ

“กูบอกให้ออกมาไงวะ!

“...” คนยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน

เดี๋ยวพ่อก็หาเรื่องจับมากระทืบระบายอารมณ์ซะหรอก!

“หนึ่ง” ผมนับเลขด้วยโทนเสียงต่ำลง หรี่ตามองแบบไม่สบอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ “สอง...”

“...” หากสิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังเป็นความเงียบนิ่งไม่ไหวติง 

มีเพียงสายลมเย็นยะเยือกยามดึกที่พัดหอบเอาความหนาวกระทบผิวกายที่โผล่พ้นอาภรณ์ 

จู่ๆ ไรขนอ่อนตามร่างกายผมก็ลุกชันอย่างน่าประหลาด

แปลก...

คืนนี้บรรยากาศมันแตกต่างกว่าทุกทีอย่างบอกไม่ถูกว่ะ

“สะ...!” เส้นเสียงของผมถูกหยุดไว้ เมื่อไอ้คนที่อยู่ในเงามืดขยับตัวออกมาจากหลังเสาไฟฟ้าต้นนั้นเสียก่อน

พลันกรอบตาผมก็เบิกกว้างนิดๆ ด้วยความแปลกใจ เพราะคนที่เอาแต่ยืนหลบแล้วแอบมองผมอยู่ตลอดตั้งแต่เมื่อกี้ไม่ใช่พวกจิ๊กโก๋ขี้ยาอย่างที่คิด

แต่กลับเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงด้วยซ้ำ

เด็กผู้หญิง?

“...” 

ไม่ผิดแน่ คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักมาก อย่างกับตุ๊กตามีชีวิตเลยว่ะ ดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังจ้องมาที่ผมอย่างให้ความสนใจ 

ใช่ เธอจ้องผมจริงจังจนรู้สึกขนลุกเลยเถอะ

ให้เดานะ เด็กคนนี้อายุอาจจะยังไม่ถึงสิบแปดด้วยซ้ำ

เรายืนจ้องกันอย่างไม่มีใครหลบสายตาอยู่เกือบสองนาที 

ผมเผลอกวาดสายตาสำรวจดวงหน้าของคนตัวเล็กเหมือนตุ๊กตาอยู่นาน เธอเอียงคอมองผมด้วยสายตาสงสัยระคนตกใจปนดีใจแปลกๆ ด้วยว่ะ

เฮ้ย! ไหงเด็กนี่ถึงมาอยู่หลังคลับได้วะเนี่ย?!

อยากคุยให้เดินเข้ามา อย่ายืนจ้องตา มันน่ารำคาญ

นั่นเป็นประโยคแรกที่ผมพูดกับเธอด้วยความหงุดหงิด หลังปล่อยให้ความเงียบปกคลุมพื้นที่จนทนไม่ไหว 

จากที่สังเกต...เธอเป็นเด็กผู้หญิงท่าทางแปลกๆ เหมือนจะหลงทางหรืออะไรสักอย่าง หลังจากถามไปแบบนั้น เธอก็มองผมสักพักเหมือนกำลังช่างใจ 

จากนั้นเดินเข้ามาหาช้าๆ ไม่นานก็หยุดอยู่ตรงหน้าผม

“...” เรายืนจ้องตากันอีกสักพัก

คือพอมองใกล้ๆ ก็ยิ่งเห็นว่าเธอน่ารักโคตรๆ เลยเถอะ

“จ้องไรนักหนา มีปัญหาไรน้อง?” ผมก้มมองคนที่ตัวเตี้ยกว่ามาก

J” แต่เธอไม่ตอบว่ะ ยิ้มหวานให้เฉย...

ตึก!

พลันหัวใจผมก็กระตุกวูบอย่างน่าประหลาด 

แบบว่าเฮ้ย...จู่ๆ มายิ้มแบบนี้ ผมนี่แยกไม่ออกเลยนะว่า คนหรือนางฟ้ารอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวยประหนึ่งดีใจอะไรสักอย่างโคตรๆ ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาเลยด้วย

นี่อย่าบอกว่าตกหลุมรักผมนะ 

บ้าน่า...นี่ไม่พรากผู้เยาว์บอกไว้ก่อน!

“...” ผมไม่ทันได้พูดอะไรต่อ 

เธอก็ดันตั้งคำถามบ้าๆ กลับมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นนี่สิ!

นะ นี่คุณ...มองเห็นฉันด้วยเหรอคะ?!

สีหน้าคนถามดูตื่นเต้น ตกใจ ดีใจ ระคนแปลกใจอย่างมากจนผมงงเป็นไก่ตาแตก ขมวดคิ้วมุ่นมองร่างบางที่กำลังยิ้มกว้างด้วยความปราบปลื้มสุดฤทธิ์อย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ 

เอิ่ม...

เดี๋ยวนะ! มาถามกันแบบนี้หมายความว่าไงวะ!!

“จะไม่เห็นได้ไงวะ ก็คุยกันอยู่ไม่ใช่ไง ถามแปลกๆ” เด็กนี่โคตรแปลก แปลกโคตรๆ “เราอ่ะ มาจากไหน ทำไมมาอยู่แถวนี้ มันดึกแล้วนะ อายุถึงสิบแปดยัง ไม่รู้เหรอว่ามันอันตราย ไม่กลับบ้านแบบนี้พ่อแม่ว่าปะเนี่ย?”

ท่าทางก็ไม่น่าใช่พวกเด็กใจแตกนะ ดูจากการแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงพลิ้วๆ เหมือนหลุดจากมาโลกบาร์บี้แบบนี้ บางทีอาจจะหลงทางมากกว่า 

ใช่...ผมว่าต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน 

ดูสิ หน้าตาโคตรใสซื่อเลยเถอะ

ปล่อยไว้แบบนี้มีหวังถูกวัยรุ่นแถวนี้ลากไปทำมิดีมิร้ายแน่

“เห็นจริงๆ เหรอ? เห็นฉันจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณเห็นใช่ไหม?!” 

แทนที่จะตอบคำถามผม กลับเอาแต่พึมพำย้ำถามว่าผมเห็นเธอจริงๆ เหรออยู่ได้ เฮ้ย! ถ้าไม่เห็นจะยืนคุยกันไหมวะถามจริง 

เอ๊ะ! หรือเด็กคนนี้จะป่วยทางจิต?

มันก็อาจจะเป็นไปได้ ดูจากท่าทางกับคำพูดที่ไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว...

กูว่าหลุดออกมาจากโรงบาลบ้าชัวร์เลย!

“เดี๋ยว แป๊ปนะ สงสัยจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ฉันจะแจ้งตำรวจให้แล้วกัน” 

ผมบอกคนตัวเล็ก ล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงกดเบอร์สถานีตำรวจเตรียมโทรออก 

แต่ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรมากกว่านั้น

“เฮ้ย ไอ้เจ ยืนทำไรตรงนั้น” เสียงตะโกนถามดังขึ้นจากทางประตูด้านหลังคลับทำให้ผมหันกลับไปมอง แล้วก็พบกับร่างสูงของเพื่อนรักอย่างไอ้ไม้เอกที่กำลังเดินตรงมาทางนี้ “มึงคุยกับใครอยู่วะ?”

“เด็กที่ไหนไม่รู้หลงทางมาว่ะ กูกำลังจะแจ้งตำรวจ” ผมบอกไม้เอก

“เด็ก?” มันทวนคำพูดผมพร้อมกับขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจ “เด็กที่ไหนวะ?”

“นี่ไง เด็กที่ยืนยิ้มเฉ่งอยู่เนี่ย คุยกันไม่รู้เรื่องเลยว่ะ สงสัยจะป่วย” 

ผมชี้คนตัวเล็กที่ยืนอยู่อีกด้านเป็นการสำทับ ทว่าไอ้ไม้เอกกลับขมวดคิ้วเป็นปมมากขึ้น ชะโงกดูเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่ยังยืนยิ้มให้ผม 

แล้วมันก็ทำหน้าแปลกๆ

“เด็กไหนวะไอ้เจ กูไม่เห็นว่าจะมีใคร”

“ไม่เห็นได้ไงวะ ก็...!” ผมกำลังจะเถียงว่าน้องยังยืนอยู่ข้างๆ เลยเนี่ย 

ทว่าก็ต้องกลืนถ้อยคำเหล่านั้นลงคอ แล้วประโยคแรกที่เธอพูดกับผมก็แล่นเข้ามาในหัว 

เธอถามว่าผมมองเห็นเธอใช่ไหม...

เดี๋ยวนะ นี่คงไม่ใช่...ใช่ไหม?

“กูว่ามึงนี่แหละป่วย” ไอ้ไม้เอกส่ายหน้า แล้วมองเหมือนผมเป็นบ้า “กูเดินออกมาก็เห็นมึงยืนพูดอะไรคนเดียว ไม่เห็นมีใครยืนด้วยสักคน เฮิร์ตจนหลอนไปแล้วหรือไงวะมึงเนี่ย?”

ไอ้ไม้เอกไม่เห็น?

ละ แล้ว...เด็กผู้หญิงที่ยืนยิ้มหวานอยู่ข้างๆ ผมนี่คืออะไรตอบ!!

“เหี้ย” ผมสบถกับตัวเองแบบไม่มีเสียง 

ยืนตัวแข็งขนลุกเกรียวแบบฉับพลัน กรอบตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกสุดขีด ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองอีกด้านเลยคราวนี้ 

ทว่าหางตามันก็ยังเห็นว่าเธอยังอยู่ยิ้มอยู่ใกล้ๆ

“หน้าซีด ตัวสั่น เป็นห่าไร ไหวไหมมึง”

ผมไม่ได้ฟังที่ไอ้ไม้เอกพูด กำหมัดแน่นเพื่อระงับอาการสั่นของร่างกาย สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้าพลางกลั้นหายใจ 

ไม่ได้อยากหันไปมองเลยจริงๆ แต่เพื่อความแน่ใจ เพราะผมไม่เคยเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ นี่มันเป็นเรื่องนอกเหนือจากวิทยาศาสตร์ 

ยังไงก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา

บางทีไอ้ไม้เอกอาจจะร่วมมือกับเด็กนี่อำผมเล่นก็ได้

ดังนั้นผมจึงหันกลับมามองเธออีกครั้ง...

เห็นไหม เด็กหน้าตาน่ารักก็ยังยืนยิ้มหวานให้ผมอยู่ เธอยิ้มสวยมากเลยเว้ย หน้าตาบ๊องแบ๊วสุดๆ ดูสิ! ผมมองเห็นเธอเต็มสองตาเชียวนะ 

แหม เกือบหลงกลไอ้เพื่อนเวรแล้วเชียว 

นี่อำกันแน่ๆ กะให้ผมขวัญเสียล่ะสิ ซ่อนกล้องแอบถ่ายใช่ไหม จะได้ออกรายการตลกอะไรหรือเปล่า ใช่ ผมกะแล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น...

คิดว่าใช่แน่ๆ

ถ้าผมไม่เหลือบตามองต่ำแล้วเห็นว่าเธอไม่ได้ยืนเหมือนคนปกติ...

น้ำตาแทบร่วงตอนเห็นว่าเธอไม่มีขา แถมยังลอยอยู่บนพื้นไม่ได้ยืนแบบที่คิด!!

“ว๊ากกกกกก ผีหลอก!!

 

 


TO BE CONTINUED

[28/09/59]
ทั้งสงสารทั้งขำ ใยสวรรค์จึงใจร้ายกับนุ้งเจนัสของเราได้ลงคอ ไม่เอานะ ไม่กลัวนะ ถึงจะเป็นผีก็เป็นผีน่ารักน่าหยิก หน้าตาบ๊องแบ๊วนะลูก อย่ากลัวสิ เดี๋ยวน้องตกใจ 5555555555555

[22/09/59]
โอ้ยยยย! พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี่ขนาดยังไม่ได้เปิดตัวผีเลยนะ นุ้งเจนัสของพี่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว กรั่กๆ เดี๋ยวพาร์ทที่เหลือมาดูกันว่าเจนัสเจอผีใคร อะไร ที่ไหน ยังไง อิๆ ฝากด้วยน้าาา

[17/09/59]
ทำไมสงสารนุ้งเจนัสจังเลย 555555555 ตอนอยู่ในเรื่องของจีซัสกับเบิร์นนี่น้องโคตรนิ่ง พอมาเรื่องของตัวเองทำไมถึงมีความตลกแบบนี้ก็ไม่รู้ โธ่ๆ จริงๆ หนูไม่ใช่คนโหด แสดงให้แม่ยกดูเลยค่ะ น่าเอ็นดูจะตายยยย เจอผีหลอกๆ ฝากเรื่องของน้องไว้ด้วยน้าาา อยู่ในเซ็ต SINFUL ก็จริง แต่ว่าอาจะเป็นเรื่องที่ดูซอฟต์และพาสเทลที่สุดในเซ็ตแล้วค่ะ ใครเน้นหื่นๆ ห่ามๆ โหดๆ เรื่องนี้คงจะตอบโจทย์ได้ไม่ดีนักจ้า

ADD FAN

VOTE ME

:: contact me ::
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

991 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #783 25TWO (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 11:08
    แนะนำนะ ถ้ามีอะไรไปพบจิตแพทย์เถอะ ไปหาหมอจิตใช่ว่าจะเป็นบ้า เราก็เคยไปหา เชื่อเถอะ หมอจิตเป็นที่ปรึกษาที่ดีมากๆ
    #783
    0
  2. #444 peyanit (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 17:21
    จะสงสารหรือขำดี 5555
    #444
    0
  3. #349 ppanyee riin'z (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 / 06:10
    โอ้ย อิพี่ ก็ยืนคุยกันตั้งนานเน๋าะ 5555555
    #349
    0
  4. #208 janeBJ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 12:16
    สนุกคะติดตามนะคะ
    #208
    0
  5. #194 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2559 / 16:47
    5555555เจอเต็มมมมๆๆ
    #194
    0
  6. #157 Pvl6ic (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 00:28
    สู้ๆน่ะเจ 5555
    #157
    0
  7. #156 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 08:15
    จะสงสารหรือขำดีล่ะเนี่ยเจนัส
    #156
    0
  8. #155 Phimraput Ulek (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 00:09
    อ่านนตอนกลางคืนแล้วววหลอน55555+เจเป็นพระเอกที่น่าาสงสาร
    #155
    0
  9. #154 Numwa_69 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 20:28
    สงสารเจจัง เป็นพระเอกที่น่าสงสารสุดๆ5555
    #154
    0
  10. #153 Pvl6ic (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 00:20
    ถถถถ เจต้องมีสมาติมากอีกนานแค่ไหนถึงจะยอมรับได้
    #153
    0
  11. #152 @diamond (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 23:59
    ชอบๆๆ อัพเร็วๆน้า
    #152
    0
  12. #151 Phimraput Ulek (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 22:12
    โธ่ๆๆๆน่าสงสาร555555+ อ่านตอนกลางคืนแล้วหลอน
    #151
    0
  13. #150 . t n a s i u l (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 20:49
    โธ่.. พ่อคุณน่าสงสารจริงๆเลย เฮ้อ..(หยิบหน้ากากผีมาแกว่งเล่น)555555555
    #150
    0
  14. #149 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 14:21
    เป็นพระเอกทีน่าสงสารที่สุดแล้วเนี่ย 555
    #149
    0
  15. #148 joy_sy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 21:51
    เอิ่ม อ่านตอนดึกๆนี่ก็เเลซ้ายเเลขวาเลยค่ะ 55555
    #148
    0
  16. #147 Phimraput Ulek (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 23:24
    5555555+ทำไมหลอน
    #147
    0
  17. #146 Pvl6ic (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 17:10
    เอ้ยๆๆๆ เจต้องทำตัวทำใจให้ชิน 55
    #146
    0
  18. #145 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 12:43
    นี่มันนิยายรักไม่ใข่
    #145
    0
  19. #143 Phimraput Ulek (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 23:45
    เจิมมม
    #143
    0
  20. #142 valane20wawa43 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2559 / 20:08
    เจิมมมม
    #142
    0
  21. #141 tattoo t-ara (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2559 / 15:54
    สแตนบาย
    #141
    0
  22. #139 DOMMIE (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2559 / 21:19
    รออยู่ค่าาาาา แค่บทนำก็ได้ใจแล้ววววว ^^
    #139
    0
  23. #138 joy_sy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 18:06
    เจิมมมมมมมมมมมมมม
    #138
    0
  24. #137 mind_md1995 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 08:40
    เจิมมมมมมมมม
    #137
    0
  25. #135 krue1980 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2559 / 19:39
    ผีๆๆๆๆสาววว
    #135
    0