ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 8 : ผู้หญิงหลายมุม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ก.ย. 56

บทที่ 8

 


                ความหยิ่งทระนงไม่ยอมแพ้ทำให้วิศว์ต้องมานั่งหน้าเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ตอนที่เดินกลับมาที่โต๊ะ เมื่อวราลีเห็นเขา หญิงสาวก็ส่งยิ้มแหยๆให้แล้วรีบเอ่ยขอโทษบอกว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกรณิช แต่เพราะโดนเจ้านายสาวคาดคั้นเอามากๆ เธอไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องบอกความจริงไป วิศว์ไม่ได้นึกโกรธวราลีอย่างที่ควรจะเป็นที่เอาเรื่องนี้ไปรายงานกรณิชทั้งที่หญิงสาวสัญญาเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่ทำ มันก็ถูกอย่างที่กรณิชพูดถ้าหากงานง่ายๆแค่นี้เขายังทำสำเร็จด้วยตัวเองไม่ได้ เขาก็ไม่มีน้ำยาพอจะเป็นเจ้านายใครได้เหมือนกัน


                จากที่เคยคิดว่ามันเป็นง่ายๆ พอได้ลงมือทำจริงวิศว์กลับพบว่ามันไม่ง่ายนัก แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด เวลาเกือบทั้งวันหมดไปกับงานชิ้นนี้ แต่จนแล้วจนรอดงานก็ยังไม่เสร็จอย่างที่ตั้งใจเสียที วิศว์มองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่บอกเวลาเกือบสองทุ่มตรง นี่เขานั่งทำงานมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย วิศว์ใช้ปลายนิ้วขยี้ตาที่เริ่มเบลอเพราะความเหนื่อยล้าจากงานหนักมาตลอดทั้งวัน ชายหนุ่มมองไปรอบตัวก็พบแต่ความว่างเปล่า เพื่อนในทีมเขาคงกลับบ้านกันไปหมดแล้ว


                เมื่อชะเง้อคอมองไปทางโต๊ะทำงานของกรณิช เจ้านายเขายังไม่กลับบ้านเช่นกัน มองจากตรงนี้ภาพที่เขาเห็นคือภาพหญิงสาวร่างบอบบางกำลังทำหน้าคร่ำเคร่งอยู่กับการพิจารณาเอกสารปึกใหญ่ในมือ ท่าทางจริงจังแบบนั้นทำให้วิศว์อมยิ้มออกมาบางๆด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ถึงแม้จะไม่ค่อยกินเส้นกับกรณิชมากนัก แต่วิศว์ก็อดจะยอมรับไม่ได้ว่าหล่อนเป็นผู้หญิงเก่งที่หาตัวจับยาก เสียก็แต่ปากร้ายไปหน่อยเท่านั้นเอง


                วิศว์ชะงักความคิดเกี่ยวกับกรณิชเอาไว้เท่านั้น เข็มเวลาที่เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆทำให้ชายหนุ่มไม่มีแก่ใจจะมาคิดถึงเรื่องอื่นอีกนอกจากงานที่ยังสุมหัวอยู่ เวลาผ่านไปเรื่อยๆโดยที่วิศว์ไม่ได้สนใจจะมองนาฬิกา มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กรณิชมายืนอยู่ข้างหลังตน


                “งานยังไม่เสร็จอีกเหรอ”


                “ยัง” วิศว์ตอบสั้นๆแล้วหันไปสนใจกับการวิเคราะห์ข้อมูลตรงหน้า


                กรณิชมองงานที่วิศว์กำลังทำค้างอยู่ ตอนนี้ชายหนุ่มทำสร็จไปเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือแค่การวิเคราะห์และสรุปผลในขั้นสุดท้าย หญิงสาวยิ้มในหน้าเมื่อเห็นท่าทางจริงจังของวิศว์ตอนทำงานอย่างที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นเท่าใดนัก บางทีเธอก็รู้สึกผิดที่แกล้งรับน้องใหม่โดยการมอบหมายงานหนักให้กับวิศว์ ชายหนุ่มเพิ่งเข้ามาทำงานไม่นาน ประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ยังมีไม่มาก แถมช่วงนี้เธอมักจะต้องปะทะฝีปากกับคุณธีรเดชจากฝ่ายวางแผนอยู่บ่อยครั้งเพราะความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเรื่องแผนงานใหม่สำหรับปีหน้า กรณิชรู้ว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกว่าถูกเธอหักหน้ากลางที่ประชุมเพราะภาวัชก็เข้าข้างเธอชนิดเป็นปี่เป็นขลุ่ย ดังนั้นในเมื่อเอาคืนกับเธอไม่ได้ ก็ไม่มีใครรับประกันว่าเขาจะไม่เบนเป้าหมายมาเล่นงานกับลูกทีมของเธอแทนโดยเฉพาะมือใหม่ถอดด้ามอย่างวิศว์


                “มีอะไรอยากให้ฉันช่วยหรือเปล่า” หญิงสาวเคลียร์งานสำหรับวันนี้เสร็จเรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว ที่เธอกลับดึกเป็นเพราะอยู่รอเป็นเพื่อนวิศว์ทำงานต่างหาก เธอไม่ได้ใจจืดใจดำมากพอที่จะทิ้งอีกฝ่ายให้ทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบเพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังอยู่ในฐานะเจ้านายโดยตรงของชายหนุ่ม


                “คุณพูดเองนี่นาว่างานนี้ให้ผมลงมือทำเองคนเดียว ไหงยอมกลืนน้ำลายมาช่วยผมแล้วล่ะ” กรณิชทำท่าทางไม่สนใจน้ำเสียงค่อนขอดนั้น ร่างบางยกมือขึ้นกอดอกอย่างไว้เชิง


                “ฉันเห็นใจนายหรอกนะ นี่ก็เกือบจะสามทุ่มเต็มทีแล้ว ถ้าพอสามทุ่มเมื่อไหร่ไฟในออฟฟิสจะปิดหมด นายคงไม่อยากทำงานอยู่ที่นี่แบบมืดๆคนเดียวหรอกใช่ไหม” พูดไม่ทันขาดคำ ไฟรอบตัวก็ค่อยๆดับลงทีละดวงพร้อมกับเครื่องปรับอากาศที่ถูกสับสวิตซ์ให้หยุดทำงานตามเวลาที่ตั้งไว้ แต่ไฟที่คอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกตัดทำให้ทั้งฟลอร์มืดสนิทเหลือเพียงแค่แสงไฟจากหน้าจอคอมฯของวิศว์ที่ยังเปิดสว่างโร่อยู่เท่านั้น


                “ผมว่าผมเซฟงานเอากลับไปทำต่อที่บ้านคืนนี้ดีกว่า” ขืนให้เขามาทนนั่งทำงานท่ามกลางที่มืดๆแบบนี้แล้วล่ะก็ รับรองว่าถ้าหากงานไม่เสร็จก่อนก็คงเป็นเขาที่ประสาทกินไปเสียก่อน แต่กรณิชท้วงขึ้นมา


                “ถ้านายเอางานกลับไปทำที่บ้าน แล้วส่วนที่เหลือนายจะทำต่อได้ด้วยตัวเองคนเดียวเหรอ” วิศว์คิดตามที่อีกฝ่ายพูด สิ่งที่เขายังทำค้างอยู่ก็คือการเขียนสรุปผลรายงาน ซึ่งเขาไม่เคยทำมาก่อนและไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ขืนเขาเอากลับไปทำที่บ้านมันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี ทางเดียวที่เป็นไปได้ก็คงจะต้องขอความช่วยเหลือจากกรณิชที่กำลังยืนหัวโด่อยู่ตรงหน้า


                กรณิชมองผู้ชายปากแข็งที่กำลังทำท่าทางอ้ำอึ้งเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ หญิงสาวอมยิ้มออกมาบางๆแล้วชิงพูดขึ้นก่อน


                “แค่การพูดขอร้องคนอื่นให้ช่วยมันลำบากและเสียศักดิ์ศรีขนาดนั้นเลยเหรอไง ทีเมื่อวานตอนที่นายขอร้องวราลีให้ช่วย ไม่เห็นจะปากหนักแบบตอนนี้เลย”


                วิศว์สาบานได้ว่าตัวเองเห็นแววตาสีดำสนิทคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับในความมืด ชายหนุ่มเม้มปากแน่นแต่สุดท้ายก็ต้องออกปากขอความช่วยเหลือจากกรณิชจนได้ทั้งที่เขาตั้งใจจะไม่ทำอย่างนั้นแล้วเชียว


                เมื่ออีกฝ่ายขอความช่วยเหลือ กรณิชก็ไม่ใจดำที่จะปฏิเสธคำขอร้องนั้น หญิงสาวเดินไปที่โต๊ะทำงานและเมื่อเดินกลับมาอีกครั้งวิศว์เห็นในมือเธอถืออะไรบางอย่างที่คล้ายกับโคมไฟตั้งโต๊ะกลับมาด้วย


                “มองอะไร ไม่เคยเห็นโคมไฟเหรอ” กรณิชจัดแจงเสียบปลั๊กโคมไฟแล้วกดเปิดสวิตซ์ แสงเหลืองนวลจากโคมไฟทำให้บริเวณโต๊ะทำงานของวิศว์สว่างขึ้นจากเดิมมาก ดีกว่าความสว่างที่ได้มาจากการเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว


                “นี่คุณอยู่ทำงานดึกเป็นประจำจนถึงขนาดต้องมีโคมไฟตั้งโต๊ะเลยเหรอ”


                “ก็อยู่ดึกบ่อยๆ เลยต้องหาซื้อเอาไว้ใช้บ้าง อันที่จริงฉันไม่ได้บ้างานถึงขนาดชอบอยู่ทำงานดึกๆหรอกนะ แต่บางครั้งที่มีงานด่วนเข้ามาก็เลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน”


                “คุณคงทำงานหนักมากสินะ”


                “คุณคิดอย่างนั้นเหรอ ฉันคิดว่าคุณจะมองว่าฉันเป็นพวกเจ้านายที่ชอบโยนงานหนักๆให้ลูกน้องเสียอีก”


                 เป็นครั้งแรกที่วิศว์รู้สึกเห็นใจผู้หญิงตรงหน้า ยิ่งทำงานตำแหน่งสูงเท่าไหร่ ภาระรับผิดชอบก็ยิ่งเยอะมากขึ้นตามไปด้วย ภาวัชเองก็เป็นตัวอย่างที่เขาเห็นจนเคยชิน พี่ชายของเขาทุ่มเททำงานหนักเพื่อหวังจะพาบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ก้าวขึ้นมายืนในระดับแนวหน้าในวงการอสังหาริทรัพย์ ภาวัชมีงานหนักที่ต้องรับผิดชอบเพราะชีวิตของลูกน้องนับพันคนอยู่ที่การตัดสินใจของชายหนุ่มเพียงคนเดียว ส่วนกรณิช...ถึงหญิงสาวไม่ต้องรับผิดชอบมากเท่ากับภาวัชที่เป็นประธานบริษัท แต่เธอก็ต้องรับผิดชอบในการดูแลลูกทีมทุกคน งานของลูกทีมจะต้องผ่านให้เธอตรวจสอบเบื้องต้นก่อนจะถูกส่งขึ้นไปให้ผู้บริหารพิจารณา จากการที่ได้ร่วมงานกันมาพักหนึ่ง วิศว์รู้ดีว่ากรณิชไม่ใช่เจ้านายประเภทกดขี่และใช้งานลูกน้องราวกับทาส เวลางานออกมาดีและได้รับคำชม หญิงสาวไม่เคยเก็บความดีความชอบไว้กับตัว ตรงข้ามหากงานนั้นถูกตำหนิกลับมา เธอมักจะออกหน้าแทนลูกน้องและลงมาช่วยเหลือแก้ไขให้งานสำเร็จไปได้ด้วยดีเสมอ


                บางทีที่ผ่านมาเพราะความอคติทำให้เขามองหญิงสาวในแง่ลบจนเกินไป กรณิชเองก็มีข้อดีในแบบของเธอเช่นกัน...


                  เมื่อเห็นว่าวิศว์เงียบไปไม่ตอบคำถามเธอ กรณิชจึงเปลี่ยนประเด็นบทสนทนา


                 “แล้วตกลงอันไหนที่ยังทำไม่เสร็จล่ะ มาสิ เดี๋ยวฉันช่วย”


                  กรณิชเลื่อนเก้าอี้ล้อหมุนเข้ามาใกล้ แสงจากโคมไฟส่องกระทบใบหน้านวลเนียนของหญิงสาว ใบหน้านั้นช่างดูงดงามอ่อนหวาน หากว่าวิศว์ไม่เคยโดนกรณิชหลอกด่าแล้วล่ะก็ ชายหนุ่มคงจะหลงผิดคิดไปว่าเธอเป็นพวกผู้หญิงเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ทั้งที่ความจริงเธอเป็นนักซิ่งตีนผี เป็นผู้หญิงที่ฝีปากจัดจ้านราวกับกรรไกรตัดผ้า ทั้งยังเป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่งและมีมุมมองทางธุรกิจที่กว้างไกลอย่างน่าชื่นชม คิดมาถึงตรงนี้ วิศว์ถึงกับสะดุดความคิดของตัวเอง นี่เขาเผลอไปชมยายหน้าน้ำแข็งจอมเย็นชาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 



                    เวลาห้าทุ่มสิบนาที รายงานภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายเดือนก็เสร็จเรียบร้อยด้วยความช่วยเหลือของกรณิช วิศว์ยกแขนบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้าตามเนื้อตัว หลังจากทนหลังขดหลังแข็งทำมาหนึ่งวันเต็มๆ เขาก็ทำมันสำเร็จจนได้ ลึกๆชายหนุ่มก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองไม่น้อย ตั้งแต่เด็กจนโตเขาถูกครอบครัวเลี้ยงดูอย่างตามใจมาโดยตลอด ชีวิตนี้แทบไม่เคยต้องเหนื่อยลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะขอเพียงแค่เขาต้องการ ทุกอย่างเขาก็จะได้มันมาครอบครองเสมอ เรียกได้ว่าที่ผ่านมาวิศว์ไม่เคยผ่านความยากลำบากด้วยตัวเอง แต่พอได้เข้ามาฝึกงานที่บริษัท ชายหนุ่มเริ่มเรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตัวเองทีละน้อย และสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือความสำเร็จเป็นรูปธรรมจับต้องได้ซึ่งเขาแลกมันมาด้วยความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดในตัว


                 “จะมองด้วยความชื่นชมอีกนานไหม เราจะได้กลับบ้านกันเสียที” เสียงกรณิชขัดจังหวะความคิดของวิศว์ให้หยุดชะงักลงแค่นั้น


                    “ไปสิ แล้วนี่คุณกลับบ้านยังไงเนี่ยดึกขนาดนี้แล้ว” คำถามนั้นเจือความห่วงใยบางเบาเอาไว้ที่ทั้งคนถามและคนฟังต่างก็รู้สึกได้ วิศว์เกาหัวอย่างเก้อๆนึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่เมื่อกี้ถามอย่างกับเป็นห่วงกรณิช


                   “ฉันเอารถมา” คนฟังพยักหน้างึมงำพลางนึกถึงเจ้ารถวีออสสีขาวที่เคยหาญกล้าท้าความเร็วกับรถสปอร์ตมาเซอราติของตน ชายหนุ่มยักไหล่


                  “งั้นเรากลับกันเถอะ ผมเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” วิศว์คว้าเอากระดาษรายงานที่เพิ่งสั่งพิมพ์ออกมาถือไว้กับตัว แล้วคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ เก็บกระเป๋าเตรียมจะกลับบ้าน


                “นายจะเอากลับไปอ่านที่บ้านเหรอ” ชายหนุ่มมองตามสายตาของกรณิชที่มองมาที่กระดาษรายงานที่ตนถืออยู่


                   “ก็ใช่น่ะสิ พรุ่งนี้ผมต้องเข้าไปพูดนำเสนอในที่ประชุมนะ คืนนี้กะว่าจะเอาไปอ่านทบทวนแล้วก็เตรียมซ้อมหน้ากระจกอีกสักรอบสองรอบเพื่อความมั่นใจ” ไม่พูดเปล่า แต่วิศว์ออกท่าทางไปด้วย ชายหนุ่มเก๊กท่าทำเป็นกำลังพูดอยู่ต่อหน้าที่ประชุม มาดเคร่งขรึมที่วิศว์แสดงออกมามันช่างไม่เหมาะกับวิศว์สักนิดเดียว “คุณขำอะไรเนี่ย” วิศว์ถามเมื่อเห็นกรณิชหลุดหัวเราะออกมา


                  “ก็ขำท่าทางของคุณน่ะสิ คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง ทำท่าขี้เก๊กเสียขนาดนั้น”


                   “ก็ใช่น่ะสิ ผมรู้ตัวดีว่าผมน่ะเป็นผู้ชายประเภทหล่อลากดิน ผู้หญิงที่ไหนเห็นก็ต้องเคลิ้มเก็บไปฝันบ้างแหล่ะ” วิศว์ยิ้มกว้างจนเห็นเรียวฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “หรือไม่จริง” กรณิชเบะปากให้กับท่าทางหลงตัวเองแบบนั้น


                 “แต่ขอโทษที่ฉันไม่ได้จัดรวมอยู่ในกลุ่มผู้หญิงพวกนั้น”


                  “แน่ใจเหรอ ตอนที่เจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ห้องทำงานพี่วัช ผมเห็นนะว่าคุณชะงักไปตอนที่ได้เห็นหน้าผมชัดๆ” คำพูดนี้มาพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่วิศว์ใช้มัดใจใครต่อใครมานักต่อนักแล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันจะใช้ไม่ได้ผลกับกรณิช


                  “เข้าใจผิดหรือเปล่า ที่ฉันชะงักก็เพราะตกใจต่างหากที่ไอ้หนุ่มตีนผีคนที่ขับมาเซอราติเกือบจะเสยรถฉันก็คือคุณ” วิศว์หัวเราะ รอยยิ้มของชายหนุ่มพราวระยับท่ามกลางแสงจากโคมไฟที่ยังไม่ถูกปิด


                  “ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าสาวนักแข่งวีออสเรซซิ่งคาร์คนนั้นจะกลายมาเป็นเจ้านายของตัวเอง” วิศว์ไหวไหล่อย่างมีมาด “ถ้าหากรถญี่ปุ่นของคุณสเป็คพอๆกับรถราคาเกือบยี่สิบล้านผม ผมเองก็คงมีร้อนๆหนาวๆบ้างล่ะ”


                  กรณิชเชิดหน้าไปอีกทางเหมือนไม่อยากจะฟังเท่าใดนัก ไอ้รถสปอร์ตมาเซอราติราคาแพงหูฉี่ขนาดนั้นเธอไม่มีวันตัดใจจ่ายเงินซื้อลงเด็ดขาด เพราะด้วยราคาสูงขนาดนั้นสู้เอาเงินมาซื้อเจ้ารถวีออสสุดที่รักดีกว่า ซื้อได้ตั้งสิบกว่าคันแน่ะ


                  “เลิกพูดแล้วกลับบ้านได้แล้ว ถ้าหากออกหลังเที่ยงคืน รปภ.จะไม่ยอมให้คุณเอารถออกจากที่นี่นะ” กรณิชพูดก่อนจะเดินนำออกไปจากตรงนั้นโดยมีวิศว์เดินตามไปติดๆ

 



                    วิศว์แยกกับกรณิชตรงลิฟต์ที่อาคารจอดรถ หญิงสาวออกจากลิฟต์ไปก่อนเพราะรถของเธอจอดอยู่ชั้น 5 ส่วนเขาจอดรถเอาไว้ที่ชั้น 7 เมื่อมาถึงรถ วิศว์จัดแจงเหวี่ยงแฟ้มรายงานเอาไว้ตรงเบาะด้านหลังก่อนจะสตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไป จังหวะที่เลี้ยวรถผ่านลงมาตรงชั้น 5 ชายหนุ่มเห็นร่างบอบบางที่คุ้นเคยกำลังก้มๆเงยๆอยู่หน้ากระโปรงรถยนต์เจ้ากรรม รถของหล่อนอาจจะเสีย


                   กรณิชเงยหน้าขึ้นมองเมื่อรู้สึกแยงตาจากแสงไฟหน้ารถที่กำลังขับผ่านมาตรงที่เธอจอดรถอยู่ รถหรูหราราคาแพงแบบนี้เธอจำไม่ผิดแน่ว่าเป็นรถของวิศว์ เหมือนว่าคนในรถคงกำลังนึกลังเลใจว่าจะลงมาช่วยดูอาการรถวีออสของเธอดีหรือเปล่า แต่ในที่สุดประตูของรถมาเซอราติฝั่งคนขับก็เปิดออก ตามด้วยเจ้าของที่ก้าวลงมาจากรถคันงาม


                  “นึกว่าคุณจะขับผ่านไปเลยเสียอีก” วิศว์ทำเป็นไม่ได้ยินน้ำเสียงที่แฝงความรู้ทันของกรณิช ตอนแรกเขาตั้งใจจะทำอย่างที่เธอบอกนั่นแหล่ะ อยากจะแกล้งเสียให้เข็ดเพราะคนตรงหน้าสร้างวีรกรรมสุดแสบเอาไว้กับเขามากเหลือเกิน แต่พอมาคิดดูอีกที ตอนนี้ก็ดึกมาแล้ว คงไม่ดีนักหากจะปล่อยเธอไว้คนเดียวกลางที่ลานจอดรถแห่งนี้


                  “เมื่อกี้คุณอุตส่าห์มีน้ำใจมาช่วยงานผม จะขับผ่านไปเฉยๆก็ดูจะแล้งน้ำใจไปหน่อย” วิศว์เดินไปที่หน้ากระโปรงรถยนต์ “เกิดอะไรขึ้น” ช่างซ่อมรถจำเป็นถาม


                 “ไม่รู้สิ จู่ๆตอนจะสตาร์ทเครื่องกลับสตาร์ทไม่ติด เมื่อเช้าตอนขับมาก็ไม่เห็นจะมีอาการอะไรเลย”


                 วิศว์ก้มลงไปจับๆบิดๆเครื่องยนต์ตรงโน้นตรงนี้ราวทีสองทีก่อนจะหันไปทำหน้าตายบอกกับกรณิชว่า


                 “ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรทำไมถึงสตาร์ทไม่ติด”


                   “อ้าว นึกว่าจะซ่อมเป็นเสียอีก”


                  “ซ่อมไม่เป็นหรอก ขับเป็นอย่างเดียว” กรณิชกอดอก สีหน้าเปลี่ยนเป็นผิดหวังจากคำตอบนั้นของวิศว์ รถของเธอดันมาเสียเวลาแบบนี้ แล้วเธอจะไปหาช่างมาซ่อมได้จากไหน เห็นทีคืนนี้เธอคงต้องอาศัยกลับแท็กซี่เสียแล้ว “อ้าว แล้วนั่นคุณจะไปไหนเนี่ย” วิศว์เรียกขึ้นเมื่อเห็นกรณิชใช้รีโมทกดล็อครถแล้วทำท่าจะเดินไปทางลิฟต์


                 “ก็จะไปเรียกแท็กซี่กลับบ้านน่ะสิ จะให้ฉันยืนขาแข็งอยู่อย่างนี้จนถึงเช้าเลยหรือไง”


                  วิศว์เม้มปากแน่นอย่างชั่งใจ ก่อนจะรีบกลับขึ้นรถตามเดิมแล้วขับเข้าไปใกล้กรณิชที่กำลังเดินอยู่


                “บ้านคุณอยู่ไหนเดี๋ยวผมไปส่ง” ไหนๆก็ถือเป็นการตอบแทนที่ยายหน้าน้ำแข็งที่อยู่ช่วยเขาทำงานจนดึกดื่นก็แล้วกัน


                 “ไม่จำเป็น ฉันกลับเองได้” กรณิชยังคงเดินต่อไป ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียกของวิศว์


                   ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกกับทิฐิและความไว้ตัวของอีกฝ่าย แค่เขาจะไปส่งบ้านแค่นี้ก็ทำเป็นเล่นตัวไปได้ ไม่รู้อะไรเสียแล้ว แค่คนอย่างนายวิศว์เอ่ยชวนคำเดียว สาวๆก็พร้อมใจกันกระโดดขึ้นมาเป็นตุ๊กตาหน้ารถมาเซอราติเป็นแถว


                  “อย่าดื้อเลยหน่าแม่คนเก่ง ดึกดื่นแบบนี้เดี๋ยวโชคร้ายเกิดเจอคนขับแท็กซี่หื่นกามมันจับพาไปปล้ำทำเมียจะว่ายังไง” วิศว์พูดอย่างหงุดหงิด ทำไมกรณิชช่างเป็นผู้หญิงที่เข้าใจอะไรได้ยากเย็นเหลือเกิน


                 “ขอบใจที่เป็นห่วงแต่ฉันดูแลตัวเองได้” คำก็กลับเองได้ สองคำก็ดูแลตัวเองได้ อย่างนี้มันน่าจะปล่อยให้โดนแท็กซี่หื่นกามพาไปลวนลามเสียให้เข็ด อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนเก่งอย่างเธอจะรับมือกับพวกกักขฬะหน้ามืดแบบนั้นได้ยังไง ท่าทางไม่ยี่หระของกรณิชทำให้วิศว์ชักจะหมดความอดทนขึ้นมาจริงๆ ชายหนุ่มเลี้ยวรถอ้อมไปดักหน้าอีกฝ่ายเอาไว้แล้วเปิดประตูลงไปคว้าแขนกรณิช “คุณวิศว์ คุณทำอะไรของคุณเนี่ย”


                “พูดดีๆไม่ฟัง ผมก็ต้องใช้กำลังแบบนี้แหล่ะ” ร่างบอบบางถูกคนตัวใหญ่กว่าลากไปยังอีกฝั่งด้านที่คู่กับคนขับ วิศว์เปิดประตูก่อนจะดันหญิงสาวให้เข้าไปนั่งด้านในรถ “กลับกับผมรับรองว่าปลอดภัยกว่ากลับคนเดียวแน่นอน”


                 “ฉันว่าคุณมันไม่น่าไว้ใจยิ่งกว่าพวกแท็กซี่เสียอีก” กรณิชสะบัดหน้าไปอีกทาง ไม่สนใจวิศว์ที่ทำสีหน้ายับยู่ยี่อยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์


                  “ทำไม กลัวผมจะจับไปทำเมียหรือไง ผู้หญิงอย่างคุณน่ะไม่ใช่สเป็คผมหรอกไม่ต้องห่วง” ดวงตาพราวระยับด้วยความขบขันทำให้กรณิชหน้าแดงวูบ ดีที่ในรถมืดจนวิศว์ไม่ทันได้เห็นใบหน้าของเธอในเวลาแบบนี้


                   “ทำไม ผู้หญิงอย่างฉันมันเป็นยังไง พูดให้มันดีนะ”


                 “ก็เย็นชาอย่างกับน้ำแข็ง ผมไม่ใช่หมีขั้วโลกนะที่จะได้นึกพิศวาสคุณจนหน้ามืดจับไปปล้ำทำเมีย”


                    “หยาบคาย” กรณิชขบริมฝีปากแน่น เธอไม่น่าขึ้นรถมากับวิศว์ด้วยเลย “รู้อย่างนี้ฉันกลับแท็กซี่ดีกว่ากลับกับคุณ”


                  “อยากเป็นเมียแท็กซี่ก็ไม่บอกตรงๆ แต่ผมว่านะเป็นเมียผมน่าจะภาษีดีกว่าเป็นเมียคนขับแท็กซี่เป็นไหนๆ” น้ำเสียงกวนประสาทพร้อมกับท่าทางลอยหน้าลอยตาของวิศวทำให้ความอดทนของกรณิชขาดผึ่ง หญิงสาวขึ้นเสียงหนักบอกให้รู้ว่าเธอไม่ชอบใจ


                  “คุณวิศว์” วิศว์หยักยิ้มตรงมุมปากเมื่อเห็นสายตาวาวๆของกรณิชเป็นประกายตัดกับความมืดภายในรถ ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งเป็นเชิงยอมแพ้โดยที่อีกข้างยังไม่ละไปจากการจับพวงมาลัยเพื่อประคองรถ


                   “โอเคๆ ผมยอมแพ้ก็แล้วกัน ดูคุณสิ โกรธจนหน้าดำหน้าแดงหมดแล้ว” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อกรณิชเผลอยกมือขึ้นมาลูบเบาๆที่ใบหน้าของตน “ถามจริงๆนะ ทำไมคุณต้องทำท่าทางเย็นชาตลอดเวลาด้วยล่ะ ผมว่าเวลาคุณแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมามันทำให้ใบหน้าของคุณดูหน้ามองกว่าเดิมตั้งเยอะ”


                  “ฉันจะทำหน้าแบบไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย” หญิงสาวย้อนกลับด้วยความเย็นชาดุจเดิม คนถูกถามยักไหล่


                  “ก็ไม่เกี่ยวหรอก แต่ผมแค่เสียดายว่าผู้หญิงสวยๆอย่างคุณ ถ้าหากไม่ต้องมานั่งปั้นหน้าฉาบน้ำแข็งตลอดทั้งวัน คุณคงจะดูน่ารักกว่านี้อีกเยอะ” วิศว์พูดไปตามที่คิด กรณิชเป็นผู้หญิงที่จัดว่าสวยมากคนหนึ่ง แต่เธอก็เลือกที่จะอำพรางความสวยไว้ด้วยความเย็นชาที่น้อยคนนักจะเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ มาถึงตอนนี้วิศว์อดคิดเล่นๆไม่ได้ว่าถ้าหากเธอยอมเปลี่ยนตัวเองบ้าง มันก็คงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ให้ผลเกินคาดทีเดียว


                 “คุณกำลังชมว่าฉันน่ารัก” คราวนี้เป็นวิศว์บ้างที่ออกอาการหน้าร้อนวูบ


                   “สงสัยผมคงทำงานหนักจนเบลอไปแล้วจริงๆที่พูดออกมาแบบนั้น” วิศว์ทำเป็นหันไปสนใจกับถนนเบื้องหน้าต่อ ถ้าเพียงแต่ชายหนุ่มหันไปมองคนข้างกายสักนิดก็จะได้เห็นว่าผู้หญิงคนที่เขาเรียกว่ายายหน้าน้ำแข็งกำลังอมยิ้มน่ารักอย่างที่เจ้าตัวก็ยังไม่แน่ใจว่าเธอจะยิ้มอะไรกันนักหนากับแค่คำชมของผู้ชายที่ถือเป็นคู่กัดตลอดกาลคนนี้

 



                    รถมาเซอราติมาจอดเทียบหน้าบ้านของกรณิชเมื่อเวลาล่วงเข้าเช้าวันใหม่ไปแล้ว วิศว์มองบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กสภาพกลางเก่ากลางใหม่ของกรณิชแล้วก็ย่นหัวคิ้ว


                  “นี่บ้านคุณเหรอ” เมื่อกรณิชตอบว่าใช่ วิศว์จึงพูดต่อ “เล็กกว่าโรงจอดรถบ้านของผมอีก” คนฟังชักสีหน้าบึ้งตึงแทบจะทันที   


                  “ไม่ต้องบอกก็รู้ค่ะว่าตระกูลวิศวะรุ่งโรจน์ เจ้าของบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้น่ะรวยล้นฟ้าแค่ไหน” วิศว์ไม่สนใจอาการไม่พอใจของกรณิช ชายหนุ่มคลี่ยิ้มกว้างแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง


                  “ผมอุตส่าห์ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถมาส่งถึงที่ ใจคอคุณจะไม่เชิญผมเข้าไปดื่มน้ำชากาแฟหน่อยเลยเหรอ”


                 “ฉันจำไม่ได้ว่าขอให้คุณช่วยมาส่งตอนไหน” กรณิชเอื้อมมือทำท่าจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ แต่หญิงสาวกลับชะงักเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ขอบคุณนะคะ” เธอเอี้ยวหน้ากลับไปสบตากับวิศว์ชั่วแวบหนึ่งก่อนจะรีบหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว


                 “เดี๋ยวก่อนกรณิช” เสียงเรียกนี้ทำให้เธอชะงักอีกรอบแต่มือยังคงจับกรอบประตูรถเอาไว้แน่น


                  “มีอะไรอีกคะ ฉันง่วงนอนอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว”


                   “ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณหน่อย” วิศว์นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังไม่ได้คำตอบเรื่องที่เป็นสาเหตุทำให้ภาวัชเมาหัวราน้ำเมื่อคืนก่อน ชายหนุ่มมั่นใจว่าผู้หญิงตรงหน้าจะต้องรู้แน่ๆ “เมื่อวันก่อนคุณพูดอะไรกับพี่วัชหรือเปล่า”


                  “คุณรู้ได้ยังไง” ใบหน้าของกรณิชเปลี่ยนเป็นเย็นชาตามแบบฉบับที่เจ้าตัวชอบแสดงออกเป็นประจำ และวิศว์ชักจะเริ่มชินกับสีหน้าแบบนั้นแล้ว ร่างสูงถอนหายใจแต่ก็ยอมเล่าให้ฟังแต่โดยดี


                   “คืนก่อนพี่วัชดื่มเหล้าจนเมามาย เขาละเมอชื่อคุณออกมา ผมเลยคิดว่าคุณน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้พี่ชายของผมต้องเมาหัวทิ่มหัวตำแบบนั้น ทั้งๆที่คุณน่าจะรู้ดีว่าตามปกติพี่วัชแทบจะไม่แตะต้องแอลกอฮอล์เลยด้วยซ้ำ”


                 กรณิชอึ้งไปเมื่อได้ยินสิ่งที่วิศว์บอก ทุกกริยาอาการของกรณิชกำลังอยู่ภายใต้สายตาจ้องจับผิดของชายหนุ่ม ในที่สุดหญิงสาวก็ระบายลมหายใจออกมาช้าๆ วิศว์ขยับตัวเข้าไปใกล้รอฟังในสิ่งที่กรณิชจะบอก หากแต่คำพูดที่หลุดรอดจากปากของอีกฝ่ายกลับเป็น


                   “แล้วทำไมเรื่องนี้คุณไม่ไปคาดคั้นเอาความจริงจากพี่ชายคุณเหมือนอย่างครั้งที่แล้วล่ะ”


               “ก็เพราะผมเดาได้ไงว่าเรื่องนี้พี่วัชคงไม่ยอมบอกผมตรงๆแน่”


                “ทีเรื่องที่แล้วเค้ายังยอมบอกคุณเลย ถ้าเทียบกันเรื่องนี้มันเล็กน้อยมากจนแทบไม่มีประเด็นสำคัญอะไรเสียด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจ้องแต่จะมาคาดคั้นถามฉันแบบนี้”


                    “คุณนั่นแหล่ะที่ไม่มีเหตุผลกรณิช อย่ามาเล่นลิ้นเลย ถ้ามันไม่สำคัญอย่างที่คุณว่าก็บอกผมมาเถอะว่าคุณพูดอะไรกับพี่วัชในวันนั้น” สีหน้าจริงจังของวิศว์ทำให้กรณิชนึกยอมแพ้ หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้งแล้วก็ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เธอพูดจาตัดรอนภาวัชให้ชายหนุ่มตรงหน้าฟังจนหมดสิ้น


                  “ฉันพูดไปตรงๆว่าเรื่องระหว่างฉันกับพี่ชายคุณมันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว บอกให้เค้าเลิกหวังเพราะถึงยังไงฉันก็ไม่มีทางจะหันหลังกลับไปเป็นกรณิชคนเดิมได้อีก ถึงแม้ว่าเขาอาจจะแค่ต้องการรักษาความสัมพันธ์ฉันพี่น้องเอาไว้ก็เถอะ แต่สำหรับฉันแล้ว สิ่งที่จะให้ได้ก็คือความสัมพันธ์ในลักษณะเจ้านายและลูกน้องที่ดีก็เท่านั้นเอง” วิศว์นิ่งไปเมื่อหญิงสาวพูดจบ นานเหลือเกินกว่าชายหนุ่มจะเอ่ยคำพูดทำลายความเงียบที่กำลังเข้าปกคลุมคนทั้งคู่


                 “ขอบคุณนะ”


                 “มาขอบคุณฉันเรื่องอะไร” กรณิชเลิกคิ้ว ไม่เข้าใจว่าวิศว์กำลังหมายถึงอะไร


                  “ขอบคุณที่คุณไม่ใจร้ายพอที่จะทำลายชีวิตครอบครัวของพี่ชายและพี่สะใภ้ผม” วูบหนึ่งวิศว์คิดถึงใบหน้าของพลอยชมพู หากหญิงสาวรู้ว่าสามีของเธอปันใจให้ผู้หญิงคนอื่น เธอก็คงจะเจ็บปวดไม่น้อยกับการได้ชื่อว่าภรรยาที่ดีแต่กอดทะเบียนสมรสโดยไม่อาจมัดใจสามีเอาไว้ได้


                กรณิชยิ้มหยันกับคำพูดนั้น ถ้าหากครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งจะต้องพังทลายลง สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้มาจากมือที่สามหรอก แต่มันเป็นเพราะความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างคู่สามีภรรยาต่างหาก ถึงในใจจะคิดแบบนั้นแต่เธอก็เลือกที่จะเงียบไม่พูดบอกวิศว์ออกไปถึงสิ่งที่ตนกำลังคิดอยู่


                “ก่อนหน้านี้คิดว่าฉันเป็นคนร้ายกาจขนาดนั้นเลยเหรอไง” ลองถามหยั่งเชิงออกไปเล่นๆ วิศว์ทำท่าคิดอยู่นานทีเดียวกับคำถามที่ฟังดูออกจะง่ายดายปานนั้น


                “ไม่รู้สิ บางทีคุณก็ดูเหมือนจะเป็นคนดี แต่บางครั้งเย็นชาร้ายกาจได้อย่างไม่น่าเชื่อ”


                “จำเอาไว้ คนเราน่ะมีหลายด้านหลายมุม มันอยู่ที่ว่าเราจะเลือกหันด้านไหนให้ใครเห็นก็เท่านั้นเอง” วิศว์มองรอยยิ้มตรงมุมปากของกรณิช แต่ยังไม่ทันที่จะคิดให้เข้าใจในความหมายนั้น เจ้าหล่อนก็ชิงเปิดประตูลงจากรถแล้วไขกุญแจเข้าบ้านไปเรียบร้อยแล้ว


                วิศว์มองเข้าไปในรั้วบ้านก็เห็นกรณิชหันหลังมาส่งยิ้มแล้วทำปากขมุบขมิบจับได้ความได้ลางๆว่า “กลับดีๆนะคะ” ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองอีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าจะยิ้มตามไปกับกรณิชทำไม รู้แต่เพียงว่าเขารู้สึกสุขใจเหลือเกินที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นจากคนที่เขาไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะยิ้มให้ใครเป็นนอกจากการสวมหน้ากากเย็นชาตลอดเวลา


                นี่คงเป็นอีกแง่มุมหนึ่งของกรณิชที่อยากให้เขาเห็นล่ะมั๊ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากและในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของวิศว์ก่อนที่ชายหนุ่มจะเปลี่ยนเกียร์พาเจ้ารถสปอร์ตคันงามเคลื่อนตัวไปจากหน้ารั้วบ้านตรงจุดเดิมที่เคยจอดอยู่เมื่อครู่




Aislin:  ขอโทษที่หายไปนานนะคะ พอดีว่าช่วงนี้ยุ่งๆน่ะค่ะ สปีดการอัพนิยายเลยต่ำมากๆ ประกอบกับช่วงนี้แรงใจขาดหาย เลยอาจจะหายหัวไปบ้างอะไรบ้าง อย่างอนกันนะจ้ะ ฮ่าๆๆ แต่สัญญาว่าจะอัพให้อ่านจนจบแน่นอนค่ะ ถ้ายังไงฝากติดตามแล้วก็คอมเม้นท์ให้หน่อยเน้อ จะได้เป็นการเพิ่มกำลังใจไปในตัว
           นิยายก็เริ่มจะเข้มข้นขึ้นมาบ้างแล้ว พระ-นางเริ่มจะเห็นบางมุมที่ดีๆของกันและกัน (หรือเปล่า) แต่ก็ยังไม่วายเลิกจิกกัดกันอยู่ดี อิอิ ร่วมลุ้นร่วมเป็นกำลังใจไปพร้อมๆกันนะคะ อีกไม่นานหลังจากนี้ภารกิจก็จะเริ่มต้นแล้ว!!!
          เจอกันตอนหน้าค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

79 ความคิดเห็น

  1. #21 fsn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:50
    เริ่มมีช่วงเวลาที่รู้สึกดีๆ ให้กันแล้วนะคะ
    #21
    0
  2. #9 PUFFER :D (@puffer-w) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กันยายน 2556 / 20:02
    สนุก ชอบจริงๆนะเนี่ย
    #9
    0