ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 10 : ภารกิจสำคัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 ต.ค. 56

บทที่ 10

  
             
เรื่องที่เพิ่งได้รับรู้มาสดๆร้อนๆทำให้วิศว์รู้สึกกังวลใจไม่น้อย เขาไม่รู้จักผู้ชายสองคนในร้านกาแฟนั่น แต่ถ้าให้เดาจากท่าทางและบทสนทนาที่พวกเขาพูดกันแล้วล่ะก็ สองคนนั้นน่าจะเป็นพนักงานระดับสูงของบริษัทอย่างแน่นอน แต่เรื่องนั้นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่เขาได้ยินมาโดยบังเอิญ พวกนั้นกำลังวางแผนอะไรบางอย่างที่ฟังดูก็รู้ว่าคงม่ใช่เรื่องดีแน่
!

 
          
ร่างสูงสาวเท้ายาวไปตามทางเดินอย่างรวดเร็ว จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่ห้องทำงานของประธานบริษัท แต่เมื่อมาถึงเลขาฯหน้าห้องกลับแจ้งว่าภาวัชไปประชุมกับลูกค้านอกบริษัท และวันนี้คงจะไม่แวะกลับเข้ามาที่บริษัทอีกแล้ว เมื่อได้ฟังดังนั้น วิศว์ถึงกับระบายลมหายใจเหยียดยาวด้วยความเครียด เรื่องที่เขาได้ยินมาเป็นเรื่องใหญ่มากและภาวัชเองก็สมควรจะต้องรู้โดยด่วนที่สุด เพราะหากปล่อยไว้ต่อไป เขากลัวว่าเรื่องมันอาจจะยิ่งเลยเถิดจนก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลัง คิดดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่รอช้ารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาผู้เป็นพี่ชายทันที

 
              
วิศว์เพียรโทรเข้ามือถือของพี่ชายเป็นสิบรอบ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงตอบรับอัตโนมัติของโอเปอร์เตอร์ ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากครุ่นคิด ก่อนจะเปลี่ยนความตั้งใจของตัวเอง กรณิช ชื่อหนึ่งแวบเข้ามาในความคิดของวิศว์โดยไม่รู้ตัว

 
              
“อะไรนะ” เสียงอุทานดังขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อได้รับฟังในสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังบอก

 
              
“คุณฟังไม่ผิดหรอก” วิศว์กอดอกแล้วเอนหลังพิงกำแพง เขากับกรณิชกำลังยืนคุยกันอยู่ตรงบันไดหนีไฟที่ค่อนข้างปลอดคน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเขาก็อยากจะคุยกับกรณิชเป็นการส่วนตัวเท่านั้น

 
              
“แล้วคุณรู้จักสองคนนั้นหรือเปล่า” วิศว์ส่ายหน้า

 
              
“แต่เหมือนจะคุ้นหน้าว่าเป็นสองคนที่อยู่ในห้องประชุมเมื่อตอนเช้าด้วย” กรณิชหันขวับไปมองหน้าคนพูดแทบจะทันที

 
              
“คุณแน่ใจนะว่าได้ยินมาไม่ผิด”

 
              
“แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีก ดูเหมือนพวกนั้นจะไม่พอใจมากเรื่องเกี่ยวกับ....เอ้อ แผนการเชียงใหม่หรืออะไรทำนองนี้นี่แหล่ะ”

 
              
เลือดในกายของกรณิชเย็นเฉียบ คำพูดของวิศว์ทำให้หญิงสาวนึกรู้ได้ทันทีว่าคนพวกนั้นที่วิศว์พูดถึง ที่แท้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนเก่าคนแก่ของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้อย่างคุณธีรเดชและคุณสมพลนั่นเอง
!

 
              
สองคนนั้นแสดงความไม่พอใจอย่างออกนอกหน้าเมื่อเธอเสนอความเห็นขัดแย้งเรื่องการไปบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ ทุกอย่างที่วิศว์เอามาเล่าให้เธอฟังมันช่างสอดรับกับสิ่งที่เธอกำลังคาดเดาอยู่ในใจพอดิบพอดี ที่คุณธีรเดชกับคุณสมพลดึงดันที่จะให้พี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ไปลุยตลาดในเชียงใหม่ เป็นเพราะมีแผนตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน และพอเธอกับภาวัชเห็นแย้งกับความคิดนี้ พวกนั้นเลยจ้องจะมาเล่นงานเธอกับลูกทีมแทน คงหวังจะให้ทีมวิจัยของเธอหมดความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้บริหารคนอื่นๆ กรณิชครุ่นคิดด้วยแววตาคมปลาบ

 
              
“คุณจะไม่พูดอะไรสักหน่อยเลยเหรอ” วิศว์เอ่ยขึ้นมา เขาเห็นกรณิชเงียบไปนานจนกลัวว่าหญิงสาวอาจจะจมอยู่กับความคิดของตัวเองจนกระทั่งลืมไปว่ามีเขากำลังยืนอยู่ตรงนี้ด้วย

 
              
“พวกนั้นพูดหรือเปล่าว่าทำไมถึงเจาะจงต้องไปที่เชียงใหม่” วิศว์ส่ายหน้า

 
              
“ผมไม่แน่ใจหรอก ที่พอจะจับความได้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ก็พวกที่เขาเรียกว่าซัพพลายเออร์อะไรนี่แหล่ะ” กรณิชพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ปรับให้เป็นสงบนิ่งตามเดิม “คุณคิดว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี” วิศว์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจังยิ่งกว่าเดิม

 
              
“ท่านประธานจำเป็นต้องรู้เรื่องโดยเร็วที่สุด”

 
              
“ผมติดต่อพี่วัชไม่ได้เลย เลขาฯบอกว่าไปประชุมข้างนอก ผมค่อนข้างร้อนใจเลยเลือกที่จะมาบอกคุณก่อนนี่แหล่ะ” คำพูดที่เหมือนจะไม่ได้แฝงความนัยของวิศว์กลับทำให้กรณิชรู้สึกกระตุกหัวใจอย่างไม่น่าเชื่อ หญิงสาวประสานสายตาเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มของวิศว์ แล้วถามขึ้นมาเบาๆ

 
              
“ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาบอกฉันล่ะ” วิศว์คล้ายจะไม่เข้าใจในคำถามนั้น “คุณเองก็รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญมาก และระหว่างที่ยังไม่แน่ใจว่าใครคือมิตรใครคือศัตรูก็ไม่ควรจะให้คนอื่นเข้ามารับรู้เยอะ แต่คุณ...ก็เลือกที่จะมาบอกให้ฉันรู้”

 
              
วิศว์นิ่งไปหลังจากคำถามนั้นหลุดออกจากปากของกรณิช ชายหนุ่มเองยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นกรณิช จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดทุกอย่าง ยิ่งได้รู้ว่าในบริษัทมีพวกไม่ประสงค์ดี เขายิ่งไม่อาจไว้ใจใครได้ง่ายๆ แต่ทำไมนอกจากภาวัชแล้ว ชื่อที่เขานึกออกเป็นชื่อแรกกลับเป็นผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ นี่เขาเชื่อและไว้วางใจในตัวหล่อนขนาดนี้เชียวหรือ
? เมื่อตอบคำถามที่อีกฝ่ายถามมาไม่ได้ วิศว์จึงเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นบทสนทนาแทน

 
              
“คุณพูดอย่างกับตัวเองเป็นพวกเดียวกับตาแก่สองคนนั้นอย่างนั้นแหล่ะ”

 
              
“แล้วถ้าใช่ล่ะ”

 
              
“คุณไม่ใช่หรอก ผมมั่นใจ” วิศว์พูดออกไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

 
              
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น ฉันดูเป็นคนดีขนาดนั้นเลยเหรอ”

 
              
“สำหรับผม คุณก็ไม่ได้ดูเป็นคนดีเท่าไหร่หรอก แต่อย่างน้อย...ก็ไม่ได้แย่จนเกินไปนัก”

 
              
กรณิชขมวดคิ้วกับคำพูดชวนงงงวยของอีกฝ่าย วิศว์หยักยิ้มตรงมุมปากก่อนจะเปลี่ยนมายืดตัวตรงเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร มือหนายกขึ้นเสยผมอย่างที่ชอบทำประจำเวลารู้สึกว่าตนกำลังเก้อเขินกับอะไรบางอย่าง

 
              
“ไม่อย่างนั้นในตอนประชุมเมื่อเช้า คุณคงไม่ช่วยผมหรอกจริงไหม”

 
              
“ฉันช่วยอะไรคุณตอนไหน”

 
              
“ก็ถ้าคุณไม่ช่วยพรีเซ้นท์งานในวันนี้แทนผม ผมอาจจะโดนพวกนั้นรุมทึ้งกลางห้องประชุมก็ได้ มันคงจะเป็นความทรงจำที่เลวร้ายมากแน่ๆหากการพรีเซ้นท์ผลงานครั้งแรกของตัวเองต้องจบลงในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับเละเป็นโจ๊ก” นี่เป็นอีกเรื่องที่วิศว์อยากจะขอบคุณกรณิช ถ้าหากเขาไม่ได้ยินมากับหู เขาก็คงจะคิดฝังใจไปอีกนานว่ากรณิชจงใจจะแย่งผลงานของเขา โดยลืมคิดไปว่าหากวันนี้ตัวเขาเองเป็นคนที่ยืนเฉิดฉันอยู่ต่อหน้าที่ประชุมผู้บริหาร วันนี้เขาคงทำอะไรไม่ถูกแน่หากว่าต้องโดนคำถามไล่บี้แบบที่กรณิชโดนเมื่อตอนเช้า “ขอบคุณนะ” คำขอบคุณที่เบาจนแทบจะลอยไปกับอากาศนั้น กรณิชกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน

 
              
“ไหนคุณเพิ่งว่าฉันตั้งใจจะแย่งผลงานคุณไง ทำไมตอนนี้เปลี่ยนมาขอบคุณฉันได้ล่ะ”

 
              
“ผมขอโทษที่เข้าใจเจตนาของคุณผิด แล้วทำไมคุณไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะว่าสถานการณ์ระหว่างทีมเรากับผู้บริหารคนอื่นๆไม่ค่อยจะดีนัก คุณจะได้ไม่ต้องถูกผมเข้าใจผิดไง”

 
              
“จำที่ฉันเคยบอกไว้ได้ไหม ถ้าหากคุณยังมีอคติกับใครสักคน คุณจะไม่มีวันเชื่อในสิ่งที่คนๆนั้นพูด เพราะคุณได้ตัดสินมันลงไปแล้วด้วยอคติของตัวเอง” คำพูดเรียบๆที่ไม่ได้มีเค้าลางความโมโหหรือไม่พอใจเจือปนอยู่ในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้วิศว์รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  

 
              
สีหน้าคนตัวโตที่คล้ายจะสำนึกผิดทำให้กรณิชระบายยิ้มออกมาบางๆอย่างไม่รู้ตัว ชั่วอึดใจหนึ่งรอยยิ้มนั้นก็คลายลงพร้อมๆกับคำพูดที่ว่า

 
              
“กลับเข้าไปทำงานกันเถอะ หายตัวออกมานานๆเดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย” คำพูดนั้นทำให้วิศว์ยิ้มเผล่

 
              
“ทำไมล่ะ กลัวคนเอาไปซุบซิบเหรอว่าคุณกับผม...กำลังกิ๊กกันอยู่” กรณิชคลี่ยิ้มชวนมองให้คนพูด วิศว์มองรอยยิ้มนั้นแล้วตั้งใจจะแกล้งต่อ หากแต่บทสนทนาที่ตอบกลับมาก็ทำให้วิศว์ถึงกับชะงักไป

 
              
“ถ้าจะกิ๊กกับผู้ชายสักคน พี่ชายคุณน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านะ ว่าไหม”

 
              
“นั่นไง ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าแท้จริงแล้วคุณก็ยังตัดใจจากพี่ชายผมไม่ได้” น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนเป็นพาลขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล วิศว์เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วปานนี้ รู้แต่ว่าคำพูดของกรณิชทำให้เขาไม่พอใจเอาเสียที ที่สำคัญ...หญิงสาวพาดพิงไปถึงภาวัช พี่ชายของเขาและสามีของพลอยชมพู

 
              
“ต้องบอกว่าพี่ชายคุณต่างหากที่ตัดใจจากฉันไม่ได้” กรณิชเห็นวิศว์ทำท่าจะเถียง หญิงสาวจึงชิงพูด “หรือคุณว่าไม่จริงล่ะ”

 
              
“แต่ผมรู้ว่าคุณจะไม่ทำแบบนั้น...คุณคงจะไม่ทำลายครอบครัวของพี่ชายผมจริงๆหรอกใช่ไหมกรณิช”

 
              
“คำถามนี้คุณเคยถามฉันแล้วนะ จำไม่ได้เหรอ” วิศว์เคยถามคำถามแบบเดียวกันนี้เมื่อคืนก่อนที่เขาขับรถไปส่งเธอที่บ้าน และเธอก็คิดว่าได้ตอบคำถามเขาจนเคลียร์แล้วเสียอีก

 
              
“ผมจำได้ และผมก็อยากจะให้คุณจำได้ด้วยว่าตัวเองเคยพูดอะไรไว้” ดวงตาของวิศว์เปลี่ยนเป็นประกายกล้าจนกรณิชรู้สึกแปลกๆกับสายตาที่มองมา “เพราะถ้าคุณคิดจะเปลี่ยนใจกลับไปหาพี่ชายของผมเมื่อไหร่ล่ะก็ อย่าหาว่าผมไม่เตือนก็แล้วกัน” คำขู่ของวิศว์ไม่ได้ทำให้กรณิชนึกกลัว หญิงสาวมองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลอย่างต้องการค้นหาอะไรบางอย่างจากดวงตาคู่นั้น สักพักเธอก็เป็นฝ่ายถอนหายใจออกมาก่อน

 
              
“ดูคุณจะเป็นห่วงสถานภาพครอบครัวของพี่ชายตัวเองจังนะ เพราะขนาดเจ้าตัว ฉันก็ไม่เห็นเขาจะแคร์อะไรเท่าไหร่เลย หรือว่า...” วิศว์กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอเมื่อเห็นสายตาที่มองมาเหมือนจะรู้ทันของคู่สนทนา “ที่คุณทำมาเป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้นักหนา เพราะคุณกลัวว่าพี่สะใภ้ตัวเองจะเสียใจ”

 
              
กรณิชเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นของวิศว์แล้วก็อึ้งไป เมื่อกี้เธอก็แค่เดาออกไปเล่นๆเท่านั้นเอง แต่ดูท่ามันอาจจะไม่ใช่แค่การเดามั่วๆอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเสียแล้ว

 
              
เธอเคยเห็นพลอยชมพูเพียงไม่กี่ครั้ง เพราะฝ่ายนั้นแทบไม่ค่อยได้เข้ามายุ่งเรื่องราวในบริษัทที่เป็นของสามี ประกอบกับหลังจากที่เธอเลิกรากับภาวัช ก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกับชายหนุ่มเป็นการส่วนตัวอีกนอกจากเรื่องงานที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ชีวิตส่วนตัวและความเป็นไปของภาวัชที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงาน เธอเลือกที่จะไม่อยากรับรู้ เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะยุ่งเกี่ยวได้ เพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ใช้นามสกุลร่วมกันกับเขาเสียหน่อย


                ในความนึกคิดที่ค่อนข้างเลือนลางของกรณิช ภรรยาของภาวัชเป็นผู้หญิงสวยหวาน หน้าตางดงามราวกับกระเบื้องเคลือบ หากแต่ก็ดูไร้ชีวิตชีวาอย่างประหลาด คงเป็นเพราะอีกฝ่ายก็ไม่ได้เต็มใจกับการถูกจับคู่ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ดวงตาของหญิงสาวดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก แต่กรณิชคิดว่าตัวเองเข้าใจความหมายในดวงตาคู่นั้นได้ไม่ยากเลย มันเป็นดวงตาของผู้หญิงที่กำลังเจ็บปวดเพราะต้องพรากจากชายคนรัก พลอยชมพูเองก็คงมีคนรักมาก่อนที่จะต้องแต่งงานกับภาวัช ในตอนนั้นกรณิชสรุปได้เพียงเท่านั้นเอง


             แต่พอมาตอนนี้ ท่าทางของวิศว์ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ เธอรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มไม่พอใจเมื่อเขาคิดว่าเธอจะกลายเป็นมือที่สามที่ไปทำลายครอบครัวของพี่ชายตัวเอง ท่าทางเป็นห่วงจนเกินปกติทำให้กรณิชเริ่มจะเห็นความผิดปกติในท่าทางหวังดีของชายหนุ่มตรงหน้า ผู้ชายที่ดูท่าทางเสเพลไม่เอาไหน ติดจะเพล์บอยอย่างวิศว์กลับมีความคิดในเรื่องการยึดมั่นในชีวิตครอบครัว ยอมทำทุกอย่างเพื่อประคับประคองชีวิตรักของพี่ชายกับพี่สะใภ้อย่างสุดกำลัง ทุกอย่างที่ชายหนุ่มกำลังแสดงออกมาทำให้กรณิชรู้สึกเอะใจอย่างบอกไม่ถูก อะไรบางอย่างในใจทำให้กรณิชนึกเดาไปเองเล่นๆว่า...วิศว์อาจจะกำลังตกหลุมรักพี่สะใภ้ของตัวเอง และชายหนุ่มคงจะทนไม่ได้หากว่าจะต้องเห็นครอบครัวของผู้หญิงที่ตนรักต้องพังทลายลงต่อหน้า


                “ถ้าคุณไม่รู้เรื่องอะไร อย่ามาพูดมั่วๆดีกว่า” วิศว์ทำลายความเงียบที่ปกคลุมระหว่างคนทั้งคู่ให้หมดสิ้นไปด้วยคำพูดที่เหมือนต้องการจะตอกย้ำลงไปในหัวใจของตัวเองด้วยเช่นกัน “ไม่ว่าผมจะรู้สึกอย่างไรกับพี่สะใภ้ของตัวเอง มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ ที่สำคัญก็คือ...ผมเลือกที่จะไม่ทำลายครอบครัวเขา”


                ถึงแม้พลอยชมพูไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่วิศว์ก็รับรู้ได้ไม่ยากว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฝ่ายนั้นมันจบลงไปแล้วจริงๆ พลอยชมพูในตอนนี้ไม่ใช่พลอยชมพูคนเดิมที่เคยมอบความรักให้เขาอย่างหมดใจ หากแต่ผู้ชายที่แสนโชคดีคนนั้นกลับกลายเป็นภาวัช พี่ชายแท้ๆของเขาต่างหาก ตอนแรกเขาอยากจะโกหกตัวเองต่อไปเรื่อยๆว่าพลอยชมพูยังรักเขาอยู่ เหมือนที่เขายังรักหล่อนไม่เสื่อมคลายแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม แต่แล้ววันหนึ่งพลอยชมพูก็ตัดสินใจมาสารภาพกับเขาตามตรงว่าตอนนี้คนที่เธอรักก็คือภาวัชต่างหาก หญิงสาวร้องไห้อย่างน่าเวทนาเพราะต้องทนทุกข์กับความจริงที่ว่าภาวัชไม่เคยคิดกับเธอมากเกินไปกว่าคำว่าน้องสาว หรือไม่เคยล่วงเกินไปมากกว่าการจับมือถือแขน แม้เธอจะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาก็ตามที 


               ความในใจของพลอยชมพูที่บอกออกมาทำให้โลกแห่งความฝันของวิศว์ต้องพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีเมื่อตระหนักถึงความจริงที่ว่า ตอนนี้แม้กระทั่งหัวใจของเธอมันก็ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไปแล้ว พลอยชมพูเป็นกรรมสิทธิ์ของภาวัชทั้งตัวและหัวใจ สิ่งที่เขาจะทำได้ก็เพียงการยอมรับและต้องตัดใจเท่านั้นถึงแม้มันจะทำให้เขาต้องเจ็บร้าวในใจก็ตามที สำหรับพลอยชมพู เขาอาจจะเป็นเพียงแค่คนรักเก่าที่ไม่ได้มีค่าอะไรเลย แต่สำหรับเขาพลอยชมพูก็ยังคงเป็นผู้หญิงที่เขารักและปรารถนาจะเห็นเธอมีความสุข ในเมื่อเขาไม่อาจทำให้ภาวัชรักพลอยชมพูได้ แต่เขาก็ยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยประคับประคองชีวิตคู่ของพลอยชมพูกับพี่ชายตัวเอง อย่างน้อยก็เพียงหวังว่าสักวันหนึ่งภาวัชจะเปิดใจมองพลอยชมพูบ้าง เมื่อถึงตอนนั้นหญิงสาวก็คงจะมีความสุขและยิ้มได้เหมือนอย่างที่เขาเคยปรารถนาจะได้เห็น


               “อย่าลืมที่ผมบอกก็แล้วกัน ถ้าหากคุณคิดจะเป็นมือที่สามในครอบครัวพี่ชายผมเมื่อไหร่ อย่าหาว่าผมไม่เตือนนะกรณิช”


                น้ำเสียงที่เน้นหนักตรงชื่อของเธอทำให้กรณิชเม้มริมฝีปากแน่น จะต้องให้บอกอีกสักกี่ครั้งกี่หนวิศว์ถึงจะเชื่อว่าเธอไม่ได้มีอะไรในกอไผ่กับภาวัช หญิงสาวเคยคิดว่าวิศว์จะเป็นพวกเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ แต่เปล่าเลย...วิศว์ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากพนักงานคนอื่นที่เชื่อข่าวลือซุบซิบมากกว่าเลือกจะมองความเป็นจริงหรือเลือกที่จะเชื่อในคำพูดของเธอ แต่ก็เอาเถอะ ต่อให้วิศว์จะคิดหรือเชื่ออย่างไรเธอก็ไม่นึกอยากเก็บมาใส่ใจอีกแล้ว ชีวิตของเธอมีเรื่องให้คิดและให้ทำมากกว่าการต้องคอยมาแก้ตัวในเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้


              “ฉันว่าเราเลิกพูดเรื่องนี้แล้วกลับไปทำงานได้แล้ว” กรณิชเปลี่ยนประเด็นไปพูดถึงเรื่องที่ค้างไว้ก่อนหน้าที่จะถูกวิศว์โยงเข้าหาเรื่องครอบครัวของภาวัชกับพลอยชมพู “แล้วคุณเองก็อย่าทำตัวให้ผิดปกติด้วย คิดเสียว่าไม่เคยได้ยินเรื่องราวอะไรมาก่อนเลย ไม่อย่างนั้นคุณเองนั่นแหล่ะจะต้องเดือดร้อน”


                “แล้วตกลงคุณรู้แน่แล้วใช่ไหมว่าสองคนนั้นเป็นใคร” วิศว์มองกรณิชที่พยักหน้ารับด้วยท่าทางมั่นใจ


                “แค่นี้เดาได้ไม่ยากหรอก” ใบหน้าของธีรเดชและสมพลลอยซ้อนขึ้นมาในห้วงความคิด “สิ่งที่ฉันอยากจะรู้ที่สุดในตอนนี้ก็คือ...ทำไมจะต้องเจาะจงเป็นที่เชียงใหม่”


               “นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ผมคิดว่าคุณจำเป็นต้องหาคำตอบ...และที่สำคัญต้องหาให้เจอด้วยกรณิช”


              “ไม่ใช่แค่ฉันหรอก แต่เป็น เรา ต่างหาก”

 



                  ความเหนื่อยล้าจากการประชุมงานกับคู่ค้าตลอดทั้งบ่ายทำให้ภาวัชแทบหมดแรง ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดหินอ่อนช้าๆ ในสมองก็ยังคงมีแต่เรื่องงานให้ต้องเก็บมาขบคิด วันนี้เขาไปประชุมกับบริษัทคู่ค้าที่เป็นทำหน้าที่เป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ สิ่งที่ได้รับรู้มาทำให้ชายหนุ่มไม่อาจเลือกที่จะนิ่งเฉยได้

 
                 บริษัทคู่ค้าแจ้งมาว่าลูกค้ารายย่อยหลายรายที่ซื้อโครงการไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมที่พัฒนาโดยบริษัทของเขาต่างก็พากันเข้ามาร้องเรียนถึงความไม่ได้มาตรฐานของโครงการ เพราะสิ่งที่ลูกค้าเหล่านั้นสัมผัสได้คือโครงการที่เสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คุณภาพของมันช่างต่างจากคุณสมบัติที่ได้โฆษณาไว้เสียลิบลับ ราวกับบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้กำลังหลอกขายโครงการที่อยู่อาศัยเกรดต่ำให้กับลูกค้ายังไงยังงั้น


               ที่ผ่านมา ใช่ว่าจะไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนทำนองนี้เกิดขึ้น แต่เรื่องมันก็ไม่ส่อเค้าร้ายแรงเหมือนอย่างในครั้งนี้ ภาวัชแทบกุมขมับเมื่อได้รับรายงานว่าภายในเดือนนี้เพียงเดือนเดียวมีลูกค้าเข้าชื่อร้องเรียนเรื่องคุณภาพของโครงการแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยราย โดยหากพิจารณาจากรายชื่อของโครงการที่มีปัญหา ส่วนใหญ่มันก็เป็นรายชื่อของโครงการใหญ่ ระดับหรูหราและราคาต่อหน่วยค่อนข้างแพง ซึ่งในความคิดของภาวัช สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำเพราะโครงการระดับนั้นจะเป็นโครงการที่มีการพิถีพิถันในการเลือกใช้วัสดุที่สุด แต่พอเกิดเรื่องขึ้นมา...ภาวัชเองก็ไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี เห็นทีพรุ่งนี้เขาคงจะต้องเรียกประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วนเพื่อหาคำตอบและต้นตอของปัญหาให้ได้ เพราะปัญหานี้หากปล่อยยืดเยื้อต่อไป คงจะกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของเมืองไทยอย่างพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้แน่นอน


                “กลับมาแล้วเหรอคะ” ภาวัชชะงักเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดเมื่อเห็นพลอยชมพูเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่ง พลอยชมพูสวมชุดนอนแต่ทว่ายังไม่ได้เข้านอน เธอคงรอเขากลับบ้านเหมือนอย่างทุกวัน


                “ยังไม่นอนอีกเหรอพลอย ผมนึกว่าคุณจะหลับไปแล้วเสียอีก” ภาวัชเหลือบมองนาฬิกาข้อมือจึงรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะล่วงเข้าเช้าวันใหม่แล้ว


                “พลอยรอคุณ” ประโยคที่ตอบกลับมาสั้นๆทำให้ภาวัชทั้งรู้สึกผิดและรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกผิดที่เขาไม่ค่อยได้เอาใจใส่หรือให้เวลากับเธอมากกว่านี้ ทั้งๆที่เธอเองก็เป็นภรรยาของเขา และอบอุ่น...เมื่อรู้ว่ายังมีใครอีกคนที่รอคอยการกลับมาของตนและพร้อมจะเอาน้ำเย็นๆมาให้ดื่มเพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน


                 พลอยชมพูยื่นแก้วน้ำมาให้เขาเหมือนดังเช่นที่เคยทำทุกวัน


              “น้ำเย็นๆค่ะ ดื่มหน่อยนะคะจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น” พลอยชมพูยังคงปรนนิบัติดูแลเขาในฐานะภรรยาได้อย่างชนิดไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่ภาวัชก็สังเกตได้ ตั้งแต่เกิดเรื่องคืนนั้นที่เขากับเธอมีความสัมพันธ์ทางกายต่อกันเป็นครั้งแรก พลอยชมพูแทบจะไม่สบตากับเขาเลย หญิงสาวคงกำลังทำตัวไม่ถูก เขาเองก็เช่นกัน...ตอนนี้เขาไม่กล้ามองหน้าเธอได้อย่างสนิทใจ ในเมื่อคืนต้นเหตุคืนนั้นเขากลับละเมอเรียกชื่อผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใชภรรยาของตัวเอง


               “ขอบคุณครับ” ภาวัชรับไปดื่มจนหมดแก้ว และปฏิเสธเมื่ออีกฝ่ายจะขอแก้วเพื่อเอาไปเก็บในครัว “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวผมเก็บเอง คุณขึ้นไปพักเถอะ วันหลังถ้าผมกลับดึก คุณไม่ต้องอยู่รอก็ได้นะ ถ้าง่วงก็นอนได้เลย” ระหว่างที่ภาวัชกำลังจะเดินเอาแก้วน้ำไปเก็บที่ห้องครัว เสียงหวานใสของพลอยชมพูก็รั้งเขาเอาไว้


              “คุณวัชคะ คือว่า...”


              “หืม” คนถูกเรียกชื่อเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม “มีอะไรเหรอ”


              “คือคุณแม่เห็นว่าช่วงนี้คุณกลับดึกเกือบทุกวัน น่าจะเป็นเพราะเรื่องงานที่บริษัท ท่านไม่อยากให้คุณเครียดก็เลย...เอ้อ ซื้อแพ็คเกจทัวร์ให้เราสองคนไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัดน่ะค่ะ แต่ว่าถ้าคุณไม่สะดวกไป เดี๋ยวพลอยจะไปเรียนท่านว่าคุณติด...”


               ภาวัชมองพลอยชมพูที่พูดประโยคทั้งหมดออกมาเร็วปร๋อราวกับท่องจำจนขึ้นใจแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆไมได้ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคุณแม่ของเขากำลังคิดอะไรอยู่ ผู้เป็นมารดารับรู้ถึงความสัมพันธ์อันแสนอิลักอิเหลื่อระหว่างตนกับพลอยชมพูมานานแล้ว ที่ผ่านมาท่านพยายามหาโอกาสให้เขาได้ใกล้ชิดไปฮันนี่มูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับพลอยชมพูอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งเขาก็เป็นฝ่ายบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนหลังๆมารดาของเขาก็เลิกที่จะเซ้าซี้ แต่ทำไมเหตุการณ์แบบนี้มันถึงย้อนกลับมาอีกครั้งจนได้ ก็แค่คิด แต่ภาวัชก็เลือกที่จะไม่ถามสิ่งที่อยู่ในใจออกไป


                และเหมือนร่างบางจะรู้ว่าภาวัชกำลังคิดอะไรอยู่ เธอรีบปฏิเสธพัลวัน


                “พลอยเปล่าไปพูดอะไรกับคุณแม่นะคะ ถ้าหากคุณไม่เชื่อ...”


                “แล้วทำไมผมถึงต้องไม่เชื่อด้วยล่ะ” สีหน้าของพลอยชมพูที่เข้มขึ้นเล็กน้อย ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อชวนมองไม่น้อย ภาวัชอมยิ้มบางๆกับตัวเอง


              “แล้วคุณว่ายังไงล่ะคะ” ถึงแม้จะทำเป็นถามความเห็นของผู้สามี แต่ในใจพลอยชมพูก็ยังลุ้นอยู่ไม่น้อยให้ชายหนุ่มตอบรับว่าจะไป อย่างน้อยเธอคงจะมีความสุขมากหากได้ไปเที่ยวกับเขาสองต่อสอง แม้ในใจจะรู้ดีว่าภาวัชคงจะไม่ได้คิดเหมือนเธอ เพราะถ้าหากเขายอมไป...มันก็คงเป็นเพราะเขาไม่อยากขัดความตั้งใจของผู้เป็นมารดา ไม่ใช่ไปเพราะอยากไปจริงๆ


               “ช่วงนี้ผมงานยุ่งมาก ที่บริษัทมีปัญหานิดหน่อย” พลอยชมพูหลุบตาต่ำด้วยความผิดหวังเมื่อได้ยินภาวัชเกริ่นนำขึ้นมาแบบนั้น เท่านี้มันก็เหมือนเป็นการปฏิเสธทางอ้อมนั่นแหล่ะ “แต่ผมจะรีบเคลียร์ให้เสร็จไวๆ แล้วเดี๋ยวเราจะได้ไปพักผ่อนกันเสียที ดีเหมือนกัน คุณจะได้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง อยู่แต่ที่บ้านคงเบื่อหน้าดูจริงไหม”


                พลอยชมพูอึ้งไปกับคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของภาวัช ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอบอุ่นให้เธอ สองเท้าพาร่างสูงเดินเข้ามาใกล้...ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่เขาใช้ประจำ


                “ขอโทษด้วยที่ไม่มีเวลาให้คุณเลย”


                 “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจ”


                “แล้วก็ขอโทษด้วย กับเรื่อง...เมื่อคืนนั้น” คืนนั้นที่พลอยชมพูก็รู้ว่ามันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น


                “บอกแล้วไงคะว่าไม่จำเป็นต้องขอโทษ เพราะฉันเต็มใจ”


                “พลอย...” สีหน้าภาวัชอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดจากปากของเธอ


                ตอนแรกพลอยชมพูไม่กล้าพูดออกมาว่าเธอรู้สึกอย่างไร เพราะกลัวว่าหากภาวัชรู้ความจริงที่หัวใจของเธอพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ ชายหนุ่มก็อาจจะเปลี่ยนไปไม่ใช่ภาวัชที่อบอุ่นและอ่อนโยนคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก แต่ในเมื่อเรื่องทุกอย่างมันดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว เธอก็ได้แต่บอกตัวเองว่าไม่สมควรจะลังเลอีก ถึงแม้ภาวัชจะยังลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ มันก็ไม่ได้สำคัญเลย...สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ ไม่ใช่การให้ภาวัชลืมผู้หญิงที่ชื่อกรณิชนั่น แต่เธออยากให้ชายหนุ่มเปิดรับให้เธอได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในหัวใจของเขาบ้างก็เท่านั้นเอง ความทรงจำที่ภาวัชมีต่อกรณิช เธอไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแตะต้อง ขอเพียงแค่ในหัวใจของชายหนุ่มมีที่เหลือพอให้เธอยืนบ้างก็เท่านั้น แต่พลอยชมพูก็ยังหวังว่าสักวันหนึ่ง เธอจะสามารถลบเงาของกรณิชออกไปจากหัวใจของภาวัชได้สำเร็จ


                  “ไม่ต้องพูดอะไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจดีและเข้าใจหมดทุกอย่าง”


                 “ผมขอโทษ” ภาวัชก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตนถึงได้พูดแต่คำว่าขอโทษซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น แต่นาทีนี้เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดหรือว่าทำอะไรที่จะสามารถทำให้พลอยชมพูรู้สึกดีขึ้น สีหน้าหม่นเศร้าของหญิงสาวยิ่งทำให้ภาวัชรู้สึกโกรธตัวเองขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พลอยชมพูไม่ผิดเลยสักนิดเดียว ถ้าจะผิดก็ตรงที่เขายังไม่อาจตัดใจลืมรักเก่าให้หมดไปจากใจได้


                 นี่อาจจะถึงเวลาแล้วจริงๆที่เขาควรจะต้องเชื่อคำพูดของกรณิชเสียที...คนที่รอความรักจากเขาไม่ใช่กรณิช แต่เป็นภรรยาที่ถูกต้องทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยอย่างพลอยชมพูต่างหาก


               “ผมจะพยายาม”


                “พยายามอะไรล่ะคะ พยายามรักฉันน่ะเหรอ” น้ำเสียงนั้นเจือไว้ด้วยความขมขื่นไม่น้อย “ถ้าความรักมันต้องทำให้คุณใช้ความพยายามจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความสุขแม้แต่น้อย ฉันว่ามันก็คงเป็นได้แค่ความสงสาร แต่ไม่ใช่ความรัก”


                 “เปล่า” พลอยชมพูเป็นฝ่ายชะงักไปบ้าง “ผมหมายถึงการพยายามลบผู้หญิงคนนั้นออกจากใจ แล้วเปิดโอกาสให้ตัวเองมองหารักครั้งใหม่ต่างหาก ไม่แน่ที่ความรักอาจจะอยู่ใกล้ตัวมากจนบางครั้งเราก็มองข้ามมันไปอย่างง่ายดาย ทำให้คนที่รักเราต้องเสียใจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เชื่อเถอะว่าต่อไปนี้ผมจะพยายามให้โอกาสหัวใจตัวเองมากขึ้น” ภาวัชขยับเข้าไปใกล้คู่สนทนายิ่งกว่าเดิม ปลายนิ้วเชยคางอีกฝ่ายให้เงยขึ้นมาสบตากับเขา น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นชวนให้เคลิ้มราวกับอยู่ในภาพฝัน “คุณว่าแบบนี้ดีหรือเปล่าพลอยชมพู”


                 พลอยชมพูไม่ได้ตอบคำถามนั้น จะมีก็แต่เพียงน้ำตาหนึ่งหยดที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่งาม จากนั้นหยดที่สองและสามจึงตามมาเรื่อยๆจนภาวัชต้องรวบร่างหญิงสาวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแล้วใช้ไหล่กว้างของตนรองรับน้ำตาเหล่านั้นเอาไว้ มันคงไม่ใช่น้ำตาของความเสียใจหรอก ภาวัชค่อนข้างแน่ใจในความคิดของตัวเอง


               คนที่หยุดมองลงมาจากชั้นสองค่อยๆเคลื่อนกายถอยห่างออกไปจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะต้องเอาเรื่องที่ได้ยินมารายงานให้ภาวัชฟังโดยด่วน แต่กลับกลายเป็นว่าเขาบังเอิญได้ยินทุกคำพูด ทุกบทสนทนาระหว่างภาวัชและพลอยชมพูตั้งแต่ต้นจนจบ วิศว์บอกไม่ถูกว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไรในตอนนี้ ลึกๆก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองแอบอิจฉาพี่ชายที่ได้หัวใจของพลอยชมพูไปครอบครอง แต่อีกใจหนึ่งก็ยินดีที่ได้รู้ว่าหญิงสาวคงกำลังมีความสุขกับสิ่งที่เธอคาดหวังมาตลอดตั้งแต่แต่งงานกับภาวัช


                 ภาพเบื้องหน้าที่เห็นทำให้วิศว์รู้ได้ทันที...ตรงนั้นไม่มีที่ให้เขายืนแทรกกลางอีกต่อไปแล้ว

 

Aislin: สวัสดีค่ะ อาทิตย์นี้มาอัพให้เร็วกว่าปกติ ยังไงก็ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ วิศว์เริ่มเปิดใจมองกรณิชในแง่ดีแล้ว แต่อีกไม่นานรับรองว่าภารกิจโหดมันฮาจะตามมาแน่นอน ร่วมลุ้นและเป็นกำลังใจให้คู่พระนางด้วยเน้อ แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ โปรดติดตาม...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

79 ความคิดเห็น

  1. #23 fsn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:50
    ดีจังคะ ที่เป็นแบบนี้ ตัวละครเอก ของเรื่องนี้ เท่ๆ ทั้งนั้นเลย กล้าทำ กล้ารับ กล้าตัดสินใจ กล้าเดินทางถูก ใช้สมอง มากกว่าอารมณ์ ชอบจังเลย ว่าแต่ว่าพระเอกขี้โกงนะคะ จะผลักภาระ การสืบให้เป็นของนางเอก บริษัท ใครหว่า
    #23
    0
  2. #14 nittsmall (@nittsmall) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 11:11
    ลุ้นให้คู่ภาวัชกับพลอยชมพูรักกันสนิทใจ ^^
    #14
    0