ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 1 : สนามแข่งรถ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ส.ค. 56

บทที่ 1


            รถสปอร์ตยี่ห้อมาเซอราติคันหรูสีแดงแล่นมาด้วยความเร็วเกือบ140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยคนขับเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกดเปิดเครื่องเล่นเพลง ก่อนจะโยกศีรษะไปตามเพลงฮิปฮอบจังหวะเร้าใจที่ดังกระหึ่มออกจากเจ้าเครื่องเสียงประดับยนต์ทรงพลังเครื่องนั้น ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเล็กน้อย เหลือเวลาอีก 20นาทีก็พอถมไป ถึงแม้จะคิดแบบนั้นแต่เท้าก็กดเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก พารถคู่ใจทะยานไปตามท้องถนนโล่งเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว


                กรณิชถอนหายใจแรงพลางเคาะนิ้วที่พวงมาลัยรถยนต์ด้วยความหงุดหงิดใจ สภาพการจราจรที่ติดขัดแทบไม่ขยับเขยื้อนทำให้คิ้วเรียวสวยสองข้างเริ่มขมวดจนแทบจะเชื่อมติดเป็นเส้นเดียวกัน เมื่อครู่เธอเปิดฟังข่าวจากวิทยุจึงได้รู้ว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นบนถนนเส้นนี้เมื่อตอนเช้ามืด และตอนนี้ก็ปาเข้าไปจะแปดโมงสี่สิบนาทีแล้ว แต่การจราจรก็ไม่มีทีท่าจะเคลื่อนตัวต่อไปได้ วันนี้เธอมีประชุมกับผู้บริหารแต่เช้า และคนที่รับผิดชอบงานยิ่งชีวิตเช่นเธอจะต้องไม่มีคำว่าสายเป็นอันขาด!


                โชคเข้าข้างเมื่อสัญญาณไฟสีแดงเปลี่ยนเป็นเขียว กรณิชจึงรีบขับรถออกมาให้พ้นจากสี่แยกเจ้ากรรมที่ทรมานเธอให้ติดแหง็กอยูบนท้องถนนมาเกือบสองชั่วโมงเต็มๆก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้อีกเส้นทางหนึ่งทันที ถึงแม้ว่าจะขับอ้อมโลกไปหน่อย แต่เธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะต้องเร็วกว่าการใช้เส้นทางเดิมแน่นอน เพราะถ้าหากขับตามถนนเส้นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่ไกลนักก็จะเจอกับถนนที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน และนั่นมันจะทำให้รถที่ติดอยู่แล้วยิ่งติดเข้าไปอีก ซึ่งแน่นอน...เธออยากไปทำงานให้ทันเวลา ไม่อยากให้ใครต่อใครค่อนขอดเอาได้ว่าเพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าไม่ทันไรก็ออกลายมาทำงานสายเสียแล้ว


                รถของกรณิชไปโผล่ออกที่ถนนตัดใหม่เส้นหนึ่ง หญิงสาวถอนหายใจโล่งอกเพราะเบื้องหน้าไม่มีภาพรถติดแบบเมื่อสักครู่ใหญ่ๆที่ผ่านมา จังหวะที่เธอกำลังเลี้ยวรถออกจากซอยทางลัดกลับมีรถคันหนึ่งแล่นมาทางตรงด้วยความเร็วสูง กรณิชหวีดร้องสุดเสียงพร้อมกับเหยียบเบรคกะทันหันจนหัวคะม่ำ ในใจคิดว่างานนี้รถประจำตำแหน่งที่เธอเพิ่งไปถอยออกมาสดๆร้อนๆจะต้องถูกรถสปอร์ตสีแดงสดคันนั้นเฉี่ยวจนเกิดรอยถลอกน่าเกลียดแน่ๆ แต่รถคันนั้นกลับหักเลี้ยวเปลี่ยนเลนได้ทันชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด


                “ขับรถจะรีบไปตายที่ไหนเนี่ย” น้ำเสียงนั้นแสดงถึงความหงุดหงิดเอาไว้เต็มเปี่ยม เมื่อกี้เธอยังเพิ่งหัวเสียกับการจราจรสุดซาดิสม์ของกรุงเทพฯ พอพ้นจากตรงนั้นมาได้กลับต้องมาเจอพวกขับรถไร้มารยาทอีก ทั้งๆที่เธอก็เปิดไฟเลี้ยวขอทางตามปกติ ขับมาเสียเร็วแบบนั้นถ้าเบรคไม่ทันคงได้พังยับกันไปข้างหนึ่งแหล่ะ


               กรณิชเห็นรถคันนั้นทำท่าจะเลี้ยวเข้าจอดข้างทางก็ปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมจะลงไปเคลียร์ให้รู้เรื่อง อย่างน้อยขอให้เธอได้เห็นหน้าไอ้คนใจกล้าขับรถเร็วไม่กลัวตายเสียหน่อยก็ยังดี แต่ทว่าทันทีที่เธอเปิดประตูลงจากรถ คู่กรณีก็เปลี่ยนใจขับรถต่อไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่แม้แต่จะลงมาพูดจาขอโทษหรือตรวจดูความเสียหายหรือเปล่าสักนิดก็ไม่มี!

กรณิชเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะรีบขึ้นรถของตัวเองบ้าง เธอรีบเร่งเครื่องพาเจ้ารถญี่ปุ่นประจำตำแหน่งไล่ตามรถสปอร์ตสุดหรูยี่ห้อมาเซอราติไปอย่างรวดเร็ว

 
              
วิศว์เหลือบมองกระจกรถก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อเห็นรถญี่ปุ่นรุ่นวีออสสีขาวขับจี้ตามหลังรถเขามาติดๆ ชายหนุ่มบิดยิ้มชวนมองตรงริมฝีปากก่อนจะเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วมากขึ้น ให้มันรู้ไปสิว่ารถมาเซอราติราคาเหยียบสิบ
16 ล้านของเขากับเจ้ารถญี่ปุ่นราคาราวหกแสนของอีกฝ่าย เครื่องยนต์ใครจะแน่กว่ากัน


            เมื่อเห็นอีกฝ่ายเร่งเครื่องหนี กรณิชก็ไม่ยอมแพ้ เธอพยายามเร่งความเร็วตามและขับปาดซ้ายขวารถคันข้างหน้าอย่างชำนาญ วิศว์อมยิ้มออกมาอย่างถูกใจ เขาเป็นพวกชอบเล่นเกมแข่งรถ แต่นานๆทีจะได้ลองเล่นบนสนามจริง ไหนๆตอนนี้ถนนก็โล่งยาว จะเป็นไรไปหากเขาจะเล่นเกมปาดซ้ายป่ายขวากับเจ้าของรถวีออสคันนั้นสักเกมสองเกม


                วิศว์คิดดังนั้นจึงชะลอความเร็วของเจ้ามาเซอราติลงให้อยู่ในระดับเดียวกับที่รถวีออสพอจะเร่งความเร็วตีคู่ไปด้วยกันได้ ชายหนุ่มกระตุกยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเจ้าของรถวีออสลดกระจกลงมาเล็กน้อย ผู้หญิง แถมยังสวยเสียด้วย เขาเห็นดังนั้นจึงลดกระจกลงบ้าง


                รอยยิ้มแบบนั้นที่ส่งมาทำให้กรณิชรู้สึกเหมือนกำลังถูกท้าแข่งเรซซิ่งคาร์ยังไงก็ไม่รู้ ใบหน้าคมสันของผู้ชายที่ขับมาเซอราติคันนั้นดูกวนประสาทอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวไม่อาจมองเห็นดวงตาภายใต้แว่นกันแดดสีชาของฝ่ายตรงข้าม ถึงแม้มองไม่เห็น แต่เธอก็จับความรู้สึกได้ว่าเจ้าของดวงตาคู่นั้นคงกำลังนึกท้าทายเธออยู่แน่ๆ เอาสิ ถึงจะไม่ใช่รถสปอร์ตแต่เธอก็สู้สุดใจเหมือนกันนะ กรณิชส่งยิ้มเย็นชากลับไปบ้างก่อนจะกดเลื่อนกระจกให้ปิดตามเดิม จากนั้นเกมจึงเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้งโดยที่เธอเป็นฝ่ายออกสตาร์ทก่อน


                วิศว์ส่ายศีรษะเบาๆอย่างไม่ยี่หระ เขาต่อให้เธอในเกมนี้ได้อย่างสบายๆ แต่เมื่อตวัดสายตาไปมองเวลาที่นาฬิกาข้อมืออีกครั้ง คราวนี้วิศว์ถอนหายใจแรง ตอนแรกตั้งใจจะต่อให้กับผู้หญิงหน้าหวานคนนั้นเสียหน่อย แต่เห็นทีคงจะไม่ได้เสียแล้วเพราะใกล้ได้เวลานัดของเขาเต็มที นัดครั้งนี้ถ้าเขาไปไม่ทันได้โดนฟังเทศน์จนหูชาแน่นอน


                กรณิชกำพวงมาลัยแน่น หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคู่แข่งเฉพาะกิจของเธอกำลังเร่งเครื่องตามมาติดๆ ตอนแรกทิ้งห่าง แต่ตอนนี้กลับใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว กรณิชถอนหายใจ ในใจไม่ค่อยอยากจะยอมรับความพ่ายแพ้นักแม้จะเห็นเค้าลางอยู่เบื้องหน้า แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อราคารถเธอกับฝ่ายนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ความเร็วก็ต้องห่างชั้นกันเป็นธรรมดา รอให้หมอนั่นเปลี่ยนเป็นรถวีออสก่อนเถอะ คราวนี้เธอไม่ยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้แน่


                สปอร์ตมาเซอราติแล่นปาดมาจอดหน้ารถเธออย่างรวดเร็วจนทำให้เธอต้องเหยียบเบรคหัวคะมำเป็นครั้งที่สองเพราะกลัวรถจะไปชนกับคันหน้า เธอเห็นชายหนุ่มคนเดิมลดกระจกฝั่งคนขับลง เขาไม่ได้เอี้ยวหน้ามามองเธอแม้แต่น้อย จะมีก็แต่ท่าทางควงแว่นกันแดดในมือนั่นแหล่ะที่ทำให้เธอรู้สึกหมันไส้เสียเหลือเกิน


                รถคู่แข่งแล่นจากไปนานแล้วแต่กรณิชยังคงหมันไสักับท่าทางขี้เก๊กของหมอนั่นไม่หาย หญิงสาวเบะปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีสวยอย่างนึกขัดใจอย่างไม่มีเหตุผล เธออยู่กับคำว่าชนะมาเกือบตลอดทั้งชีวิต น้อยครั้งที่เธอจะไม่สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจ และครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นเสียด้วย อันที่จริงไม่ใช่เพราะเธอที่สู้เขาไม่ได้ แต่สมรรถนะของรถประจำตำแหน่งเจ้ากรรมของเธอต่างหากล่ะที่สู้รถสปอร์ตราคาแพงคันนั้นไม่ได้ เรียกว่าต่างชั้นชนิดไม่ติดฝุ่น กรณิชหาเหตุผลดีๆที่พอจะทำให้ตัวเองอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้างในเช้าวันนี้


                เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวรีบควานหาเจ้าเครื่องสื่อสารจากในกระเป๋าถือขึ้นมากดรับ


                “ว่าไงยายน้ำ” กรณิชกรอกเสียงลงไป คนที่โทรหาเธอก็คือวารีญาหรือ “น้ำ” เพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง “ฉันกำลังไปถึงในอีกสิบนาที” กรณิชรีบพูดดักคอเพราะนึกรู้ว่าวารีญาจะต้องโทรมาตามตนให้รีบเข้าประชุมตอนเช้าแน่ๆ


                “แกอยู่ไหนแล้วเนี่ย เมื่อกี้ท่านประธานมาถามหาแกถึงโต๊ะทำงาน เห็นว่ามีเรื่องอยากคุยด้วยก่อนเข้าประชุม”


                “พอดีวันนี้รถติดมากเลย แต่เดี๋ยวก็ใกล้จะถึงออฟฟิสแล้ว ไม่ต้องห่วงฉันไปทันเข้าประชุมแน่ๆ ถ้ามีอะไรด่วนแกก็รับหน้าไปก่อนแล้วบอกว่าฉันกำลังไป” ระหว่างที่กำลังคุยโทรศัพท์ แต่สายตาของกรณิชก็ไม่ได้ละไปจากภาพท้องถนนเบื้องหน้าเลย


                หลังจากมอบหมายงานบางอย่างกับวารีญาเรียบร้อยแล้ว กรณิชจึงกดตัดสายทิ้งก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับการจราจรเบื้องหน้าต่อ ในใจก็ภาวนาว่าขอให้ถนนโล่งชนิดไฟเขียวผ่านตลอดแบบนี้ไปจนกระทั่งถึงออฟฟิสที่หมาย เธอไม่อยากเข้าประชุมสายเพราะเรื่องที่จะประชุมนั้นมันเกี่ยวกับงานที่เธอและทีมของเธอจะต้องรับผิดชอบโดยตรง การมาทำงานสายแสดงถึงความไม่รับผิดชอบและไม่มีความเป็นมืออาชีพในการทำงานที่เพียงพอ โดยเฉพาะคนที่เป็นระดับหัวหน้าทีมเช่นเธอ

 



                เมื่อมาถึงออฟฟิส หลังจากจอดรถเรียบร้อยแล้ว กรณิชรีบหอบแฟ้มเอกสารขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นที่เธอทำงานอยู่ทันที ลูกทีมของเธออยู่กันพร้อมหน้า ในมือของทุกคนถือเอกสารเตรียมพร้อม กรณิชระบายลมหายใจบางพลางเหลือบดูเวลาอีกครั้ง เธอมาก่อนที่การประชุมจะเริ่มเพียงแค่หนึ่งนาที แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้มาสายถึงแม้ว่าจะมาเป็นคนสุดท้ายของทีมก็เถอะ


                “ฉันเตรียมเอกสารเผื่อแกเรียบร้อยแล้ว” วารีญารีบบอกเมื่อเห็นสายตาแสดงถึงคำถามจากหัวหน้าทีม ต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง เธอจะเรียกกรณิชว่าหัวหน้า แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสมาชิกในทีมที่ค่อนข้างสนิทสนมกันดี เธอจะเรียกกรณิชด้วยสรรพนามที่แสดงถึงความสนิทสนม ซึ่งกรณิชเองก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร ดีเสียอีกที่วารีญาไม่เรียกชื่อเธอหรือชื่อตำแหน่งเสียเต็มยศ ไม่อย่างนั้นเธอคงจะต้องอึดอัดมากแน่ๆ ในเมื่อเธอกับวารีญาเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย


                “หนึ่งกินอะไรมาหรือยัง ผมซื้อแซนวิสทูน่าเจ้าโปรดเอาไว้ให้ จะได้กินรองท้องก่อนเข้าประชุม” ธีธัชยื่นห่อแซนวิสมาให้กรณิชที่รับไปพร้อมกับคำขอบคุณ แต่หญิงสาวยังถือมันเอาไว้อยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้ฉีกซองเปิดรับประทานในทันที ตอนนี้เธอมีเรื่องอื่นที่จะต้องให้ความสนใจมากกว่านั้น


                “ตอนนี้หลายๆบริษัทเริ่มเบนเป้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองที่สำคัญของประเทศ เช่น เชียงใหม่ พี่อยากรู้ว่าเรื่องกฏหมายผังเมืองของเชียงใหม่ที่กำหนดจะออกในเร็วๆนี้มีความคืบหน้าอะไรหรือเปล่า”


                บริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ที่เธอทำงานอยู่เป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของเมืองไทย และฝ่ายที่กรณิชทำงานอยู่ก็คือฝ่ายวิจัยของบริษัทซึ่งมีหน้าที่ติดตามสภาวะการณ์ ความเสี่ยงและแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเธอจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์อย่างรอบด้าน รวมถึงในด้านมิติของความลึก เพื่อที่ว่าเวลาผู้บริหารถามข้อมูลอะไร เธอจะได้ตอบได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น ซึ่งในเรื่องของกฎหมายผังเมือง เธอได้มอบหมายให้สุกฤต นักศึกษาฝึกงานในทีมไปศึกษาเรื่องกฎหมายผังเมืองของเชียงใหม่ เผื่อไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนและคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาคเหนือ


                “ตอนนี้กฎหมายกำลังอยู่ในขั้นของการเตรียมประกาศใช้ครับ คาดว่าอีกไม่นานเกินสองเดือนคงจะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ตอนนี้หลายๆบริษัทเลยแข่งกันขออนุญาตจัดสรรพื้นที่และเปิดขายโครงการใหม่เป็นว่าเล่น” กรณิชพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ ในสมองก็กำลังวิเคราะห์ถึงสิ่งที่อาจจะเกิดตามมาหลังจากนั้น ความไม่แน่นอนในเรื่องผังเมือง ทำให้ผู้ประกอบการต้องแห่ไปเปิดขายคอนโดฯกันเยอะมากในช่วงนี้ก่อนที่ผังเมืองใหม่จะออกมาและจำกัดการจัดสรรพื้นที่ในที่ดินบางประเภท ถ้าเป็นอย่างนั้น...


                “ผมว่าหนึ่งทานแซนวิสรองท้องดีกว่านะ ถ้าหากประชุมยาวถึงเที่ยงเดี๋ยวท้องจะร้องเอา” กรณิชยิ้มบางๆเป็นเชิงขอบคุณในความหวังดี ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นเพราะไม่อยากจะสบกับดวงตาคู่นั้นที่ทอดมองมาที่เธอด้วยประกายตาฉ่ำเยิ้มจนชวนคลื่นไส้ กรณิชรู้ดีว่าธีธัชคิดอย่างไรกับเธอ แต่เธอไม่อาจมอบความรู้สึกอื่นใดตอบสนองให้ผู้ชายตรงหน้าได้ นอกเสียจากความเป็นเพื่อนและในฐานะของหัวหน้าทีมที่ดีเท่านั้น บางทีการปฏิเสธไปตรงๆเสียตอนนี้ยังจะดีเสียกว่าการเติมเชื้อไฟความหวังให้อีกฝ่ายต่อไปเรื่อยๆ เธอไม่ชอบหลอกให้ความหวังใคร


                “เอาไว้ก่อนนะ หนึ่งยังไม่ค่อยหิวไหร่” น้ำเสียงราบเรียบนั้นทำให้คนหวังดีถึงกับเก้อไปเล็กน้อย แต่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นปกติและฉีกยิ้มอย่างรวดเร็ว


                “ก็แล้วแต่หนึ่งเถอะ หิวเมื่อไหร่ก็ค่อยทาน ยังไงผมก็ตั้งใจซื้อมาให้หนึ่งอยู่แล้ว”


                “ขอบใจมาก แต่วันหลังไม่ต้องลำบากธีก็ได้นะ” เมื่อคิดว่าพูดแค่นี้มันออกจะห้วนไปเสียหน่อย กรณิชจึงเลือกที่จะจบประโยคด้วยความละมุนละม่อมกว่าเดิม “หนึ่งเกรงใจ”


                ธีธัชทำท่าจะพูดอะไรต่อเกี่ยวกับแซนวิสเจ้าปัญหา แต่กรณิชก็รีบตัดบททันที หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องไปถามสมาชิกในทีมคนสุดท้ายที่ยืนนิ่งอยู่ข้างสุกฤต...วราลี


                “สถานการณ์ด้านผู้ประกอบการรายอื่นๆเป็นยังไงบ้าง โดยเฉพาะทางฝั่งของบริษัททัดเทวา” กรณิชเอ่ยถามถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์อีกแห่งที่เป็นคู่แข่งของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเมื่อเธอเอ่ยถาม อีกฝ่ายก็ไม่รีรอที่จะตอบทันทีราวกับว่ารอให้เธอถามคำถามนี้มาตั้งนานแล้ว


                “ตอนนี้ทางทัดเทวาก็ยังนิ่งๆอยู่เหมือนเดิมค่ะพี่หนึ่ง มีเปิดโครงการใหม่บ้างตามแผนเดิมของบริษัทที่วางเอาไว้ แต่โครงการเด่นๆของปีนี้ยังไม่มีข่าวอะไรหลุดออกมาเลยค่ะ” คนฟังรายงานพยักหน้าน้อยๆ พวกทัดเทวาปิดข่าวเก่งเสมอนั่นแหล่ะ


                “วรา ขอให้ตามข่าวการเปิดโครงการใหม่ต่อไปเรื่อยๆ พี่สังหรณ์ใจว่าอีกไม่นาน เราคงได้ปะทะเดือดในโซนเชียงใหม่กับทัดเทวาแน่ๆ เพราะดูเหมือนผู้บริหารของเราก็เล็งตลาดที่เชียงใหม่เอาไว้ราวกับจ้องชิ้นปลามัน”


                “ไว้ใจวราได้เลยค่ะพี่หนึ่ง รับรองว่าจะติดตามอย่างใกล้ชิดและรายงานข่าวล่ามาเร็วให้พี่ฟังก่อนใครแน่นอน” รอยยิ้มแฝงจริตกร้านผสมความช่างประจบฉอเลาะตามแบบฉบับของวราลีถูกส่งมาให้กรณิชที่เลือกจะยิ้มตอบรับบางๆ ตรงกันข้ามกับวารีญาและสุกฤตที่ลอบมองหน้ากัน โดยเฉพาะวารีญาที่ทำท่าเบ้ปากเป็นเชิงหมันไส้อาการขี้ประจบหัวหน้าของเพื่อนร่วมทีมที่เป็นรุ่นน้องเธอถึงกว่า2ปี


                “เอาล่ะ ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว เราเข้าไปในห้องประชุมกันเถอะ” กรณิชบอกพร้อมกับออกเดินนำไปทางห้องประชุมใหญ่ของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้โดยไม่ลืมที่จะถือแซนวิสทูน่าไปด้วย อย่างน้อยธีธัชก็มีน้ำใจซื้อมาฝากเธอ คงจะเป็นการหักหาญน้ำใจกันเกินไปหน่อยถ้าหากเธอจะทิ้งแซนวิสอันนั้นเอาไว้ที่นี่โดยไม่เหลียวแล

 



                สาระสำคัญของการประชุมในวันนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการสรุปยอดขายโครงการใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อไตรมาสที่แล้ว แต่ยังรวมถึงการประชุมเพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับแผนงานใหม่ที่จะเปิดโครงการในต้นปีหน้าอีกด้วย การดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะต้องมีการวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ต้องกำหนดล่วงหน้าถึงโครงการที่คาดว่าจะเปิดตัว รวมถึงศึกษาและทำวิจัยสภาพตลาดก่อนจะลงมือเริ่มดำเนินโครงการจริง ซึ่งแผนการสำหรับปีหน้าจะถูกกำหนดในช่วงกลางปีเช่นนี้เสมอ ดังนั้นงานหนักด่านแรกจึงตกมาอยู่ที่ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและสภาพตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


                “ในเมื่อเรามีแผนจะเจาะตลาดที่หัวเมืองทางภาคเหนือ เชียงใหม่ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ” คุณธีรเดช ผู้จัดการฝ่ายวางแผนเสนอขึ้นมากลางที่ประชุม เมื่อรู้ว่าพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้กำลังต้องการขยายตลาดในโซนภาคเหนือ หลายเสียงในที่ประชุมมีความเห็นสอดรับไปในทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วยที่จะเลือกเจาะกลุ่มตลาดที่เชียงใหม่ก่อน แต่ทว่าประธานในที่ประชุมยังคงนิ่งอยู่ราวกับกำลังคิดใคร่ครวญอะไรบางอย่างอยู่ในใจ นานทีเดียวกว่าคุณภาวัช วิศวะรุ่งโรจน์ ประธานกรรมการบริหารของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้จะเอ่ยแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง


                “ผมก็ว่าเชียงใหม่น่าสนใจจริงๆ เพราะมีความพร้อมในหลายๆด้าน โดยเฉพาะในด้านของสาธารณูปโภค แต่ผมกำลังกังวลว่าบริษัทอื่นก็คิดเหมือนกันกับเราหรือเปล่า คิดว่ายังไงบ้างคุณกรณิช” ประโยคสุดท้ายโยนคำถามให้มาตกที่กรณิช หัวหน้าทีมวิจัยให้แสดงความคิดเห็นบ้างเพราะภาวัชเห็นว่าหญิงสาวนั่งรับฟังโดยไม่เสนอความเห็นใดๆตั้งแต่เริ่มประชุมแล้ว


                “ดิฉันคิดว่าก็เป็นการดีที่เราจะไปเปิดตลาดเพิ่มในเชียงใหม่ เพราะที่นั่นมีกำลังซื้ออยู่ในระดับที่ดี แต่กลัวว่าถ้าหากหลายๆบริษัทแห่ไปเปิดตัวโครงการโดยเฉพาะคอนโดฯในเชียงใหม่พร้อมๆกัน ต่อไปในอีกไม่เกินสองปีข้างหน้าต้องเกิดปัญหาคอนโดฯล้นตลาดแน่ๆ สุดท้ายราคาก็จะตกตามกลไกตลาด อีกทั้งผู้ประกอบการในท้องถิ่นของเชียงใหม่ก็ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นถ้าเราเลือกเจาะตลาดที่เชียงใหม่เป็นหลัก เราคงเจอคู่แข่งเพียบ”


                “ความหมายของคุณกรณิชก็คือให้เราเปลี่ยนเป้าหมายเป็นจังหวัดอื่นแทนเชียงใหม่อย่างนั้นเหรอ”


                “ดิฉันหมายความว่าเราอาจจะต้องมองหาตลาดอื่นแทนการฝากความหวังเต็มร้อยไว้ที่เชียงใหม่เพียงแห่งเดียว พี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ควรรุกเปิดตลาดในเขตพื้นที่ใหม่ควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะการเฮโลไปเน้นเปิดในทำเลเดียวกับคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา”


                การวิเคราะห์นี้สร้างความพอใจจนเรียกรอยยิ้มที่มุมปากของภาวัชได้ ตรงข้ามกับธีรเดชที่ชักสีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ เมื่อรู้สึกได้ว่าถูกหญิงสาวคราวลูกพูดจาถากถางเขาทางอ้อมในฐานะผู้จัดการฝ่ายวางแผนต่อที่ประชุมอย่างไม่ไว้หน้ากันสักนิดเดียว กรณิชพูดจาอย่างนี้ก็สื่อเป็นความหมายที่ใครต่อใครก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า เขาที่เป็นถึงผู้จัดการฝ่ายวางแผนมีความคิดที่ตื้นเขินและประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ผิดพลาด!


                “แต่ว่า...”


                “พอเถอะครับ เรื่องนี้ทำท่าจะพูดกันอีกยาว” ท่านประธานหนุ่มเอ่ยขัดขึ้นมาก่อนที่ธีรเดชจะได้กล่าวโต้แย้งอะไรอีก “ผมยังไม่ได้ทิ้งแผนงานเดิมที่เชียงใหม่ แต่ที่คุณกรณิชพูดมาก็น่าสนใจไม่น้อย ผมว่าเราอาจจะต้องใช้เวลาศึกษาเรื่องตลาดกันอย่างจริงจังก่อนที่จะกำหนดแผนงานของปีหน้า”


                “แต่การศึกษาและวิจัยมันกินเวลาค่อนข้างนานกว่าจะให้ผลที่แน่ชัดออกมา ผมเกรงว่ามันอาจจะไม่ทัน” ผู้จัดการฝ่ายเบิกจ่ายวัสดุที่เป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับคุณธีรเดชขัดขึ้นมาอีก ซึ่งหลายเสียงในที่ประชุมก็เห็นด้วย การวางแผนงานไม่ทันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินงานของบริษัทโดยเฉพาะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้


                “แต่ผมเชื่อในศักยภาพของฝ่ายวิจัยบริษัทเราว่าจะต้องทำได้ จริงไหมครับคุณกรณิช” หลายคนที่นั่งอยู่ในที่ประชุมมองหน้ากันด้วยสายตาที่เข้าใจกันดีโดยไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูด ใครๆก็ล้วนสังเกตได้ คุณภาวัชมักจะเห็นดีเห็นงามกับความคิดของหัวหน้าทีมวิจัยเสมอ ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะพูดจาหรือเสนออะไร ท่านประธานก็จะรับฟังและคล้อยตามแทบจะตลอดทุกเรื่องจนทำให้หลายคนนึกตงิดใจในความสัมพันธ์เบื้องลึกระหว่างคนคู่นี้เสียเหลือเกิน


                กรณิชระบายลมหายใจอย่างอึดอัด ส่วนวารีญาที่นั่งเยื้องไปข้างหลังเหลือบตามองเพื่อนสนิทด้วยความเห็นใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่านี้ ผลงานอันยอดเยี่ยมต่างๆที่ผ่านมาของกรณิชก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่าเพื่อนของเธอมีความสามารถเพียงใด กรณิชไม่เคยเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวมาใช้ปะปนกับเรื่องงาน วารีญารู้ดี


                “ค่ะ ดิฉันและลูกทีมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” ภาวัชมีสีหน้าพึงพอใจ ตรงกันข้ามกับใครหลายๆคนที่ไม่ใคร่จะพอใจในข้อสรุปแบบนี้เท่าใดนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการรับคำสั่งตามแต่ประธานกรรมการบริษัทอย่างภาวัชจะตัดสินใจและนึกเห็นชอบ

 



                “เดี๋ยวหนึ่ง” ภาวัชรีบเรียกเอาไว้เมื่อเห็นว่ากรณิชกำลังเดินออกจากห้องประชุม


                “มีอะไรเหรอคะท่านประธาน”


                “ผมมีธุระบางอย่างอยากจะคุยด้วยเป็นการส่วนตัว” สายตาของบรรดาลูกน้องที่อยู่แถวนั้นมองมาที่ภาวัชกับกรณิชด้วยความสนใจใคร่รู้ ภาวัชจึงรีบพูดต่อ “เรื่องงานน่ะ”


                กรณิชพยักหน้าด้วยท่าทางที่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมก่อนจะสั่งให้ลูกทีมของเธอไปทำงานต่อได้ และเมื่อทั้งห้องประชุมใหญ่เหลือแค่เพียงเธอกับภาวัชสองคน หญิงสาวจึงไม่รีรอที่จะเอ่ยถึงธุระที่เขาเกริ่นออกมาเมื่อครู่ทันที


                “คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับหนึ่งเหรอคะ” เมื่ออยู่กันตามลำพัง สรรพนามที่เธอใช้เรียกภาวัชก็ถูกเปลี่ยนให้ดูกันเองมากขึ้น


                ภาวัชยิ้มให้กับคำแทนตัวเองของหญิงสาวตรงหน้า เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น กรณิชมักจะแทนตัวเองว่าดิฉัน แต่เขาว่าเวลาหญิงสาวเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นมันดูน่ารักกว่ากันตั้งเยอะ


                ความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างกรณิชกับผู้ชายตรงหน้าเป็นสิ่งที่น้อยคนในพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้จะรับรู้ เธอเคยคบหาเป็นแฟนกับภาวัชสมัยที่ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ภาวัชเป็นรุ่นพี่คณะที่แก่กว่าเธอ 3 ปี หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ชายหนุ่มจึงไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ และเมื่อเรียนจบกลับมาภาวัชจึงถูกทางบ้านจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นทั้งสวยและรวย เรียกได้ว่าดีกว่าเธอแทบจะทุกด้าน อย่างน้อยก็สามารถยืนเคียงคู่กับภาวัชในงานสังคมชั้นสูงได้อย่างไม่อายใคร เธอเสียอีกที่ไม่เหมาะสมกับผู้ชายที่เพียบพร้อมไปด้วยฐานะและชาติตระกูลอย่างภาวัชเลยสักนิดเดียว


                “ผมมีเรื่องอย่างให้หนึ่งช่วยนิดหน่อย”


                “ถ้าเป็นเรื่องงานวิจัยที่เราเพิ่งคุยกันในห้องประชุม หนึ่งคิดว่ามันจะสำเร็จตามกำหนดที่วางเอาไว้แน่นอนค่ะ” กรณิชตอบรับด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นจนภาวัชอดจะยิ้มออกมาไม่ได้ กรณิชก็ยังคงเป็นกรณิชคนเดิมที่เขาเคยรู้จักเสมอไม่เปลี่ยนแปลง มั่นใจ เฉียบคมและมุ่งมั่นเป็นที่สุด


                “ผมเชื่อใจหนึ่ง” คนพูดเว้นวรคไปอีกอึดใจ “เราสองคนมีความเห็นตรงกันเรื่องโครงการคอนโดฯที่เชียงใหม่ แต่ดูเหมือนหลายๆคนในห้องประชุมเมื่อสักครู่นี้ก็ยังหัวดื้อไม่เปลี่ยนแปลง” ภาวัชถอนหายใจอย่างนึกเหนื่อยใจขึ้นมาจริงๆ หลายๆคนเป็นพนักงานเก่าแก่ที่อยู่กับบริษัทมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อของเขา เขายอมรับฟังความเห็นของลูกน้องทุกคนเสมอ แต่ก็ต้องนยอมรับว่าโลกปัจจุบันมันเปลี่ยนไปมาก สถานการณ์ทุกอย่างไม่ได้เหมือนอย่างสมัยที่บิดาของเขายังบริหารงานอยู่ พี.วี.พร็อพเพอร์ตี้จำเป็นต้องก้าวให้ทันตลาดหรือต้องก้าวนำหน้าด้วยซ้ำ แต่ทว่าความเห็นของคนบางคนและบางกลุ่มกลับกำลังถ่วงให้บริษัทเดินได้ช้าลง โดยเฉพาะพวกที่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเองอย่างคุณธีรเดช ผู้จัดการฝ่ายวางแผนคนนั้น “สิ่งเดียวที่เราพอจะเอาไปยันกับคนพวกนั้นได้ก็คือผลวิจัยที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ”


                กรณิชแค่นหัวเราะในลำคอ หญิงสาวหันไปสบตากับภาวัชก่อนจะเอ่ยเสียงเบา


                “คุณคิดว่าเขาจะยอมรับในผลการวิจัยง่ายๆเหรอคะ ในเมื่อหัวหน้าทีมก็คือหนึ่ง” กรณิชรู้ว่าหลายๆคนแคลงใจในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับภาวัช ไม่ว่าผลการวิจัยจะออกมาเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็จะสรุปให้ตัวเองเสร็จสรรพไปเรียบร้อยแล้วว่าผลวิจัยที่ออกมานั้นเป็นผลวิจัยที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองตอบและยืนยันในความคิดของเธอเอง บางทีการต่อสู้กับความเชื่อและทัศนคติดั้งเดิมของคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย


                “ผมขอโทษ” กรณิชเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง


                “ขอโทษทำไมคะ คุณไม่ได้ทำผิดอะไรเสียหน่อย” การที่เขาขอเลิกกับเธอด้วยเหตุผลว่าต้องแต่งงานตามคำสั่งของที่บ้านมันไม่ได้เป็นความผิดอะไรเลยสักนิด ตอนแรกเธอยอมรับว่าตัวเองมีรู้สึกเจ็บปวดบ้างกับความจริงในข้อนี้ที่ต้องเผชิญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีเข้า ความเจ็บปวดก็กลายเป็นความเข้าใจจนเธอสามารถที่จะยอมรับมันได้ เพราะหากให้ภาวัชแตกหักกับครอบครัวเพื่อมาคบหากับเธอต่อไปเรื่อยๆ เธอเองนั่นแหล่ะที่จะเป็นฝ่ายรู้สึกแย่


                เวลาที่ล่วงผ่านไปถึง4ปี สำหรับกรณิชแล้วเรื่องทุกอย่างระหว่างเธอกับภาวัชมันเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่ดีในช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น เรื่องระหว่างเธอกับคนตรงหน้ามันเป็นอดีตที่ไม่อาจหวนคืนอีกแล้ว กรณิชเองก็คิดว่าภาวัชก็น่าจะเข้าใจถึงความจริงข้อนี้ดี


                “มีเท่านี้ใช่ไหมคะ ถ้าหมดธุระแล้วหนึ่งจะได้ขอตัวไปทำงานต่อ” กรณิชหมุนตัวทำท่าจะเดินออกจากห้องประชุมไป แต่ภาวัชหยุดเธอเอาไว้ด้วยคำพูดเป็นครั้งที่สอง


                “ผมมีอีกเรื่องที่อยากจะขอให้ช่วย” ภาวัชเดินไปหยุดตรงหน้ากรณิช “น้องชายผมเพิ่งเรียนจบกลับมาจากเมืองนอก คุณแม่อยากให้น้องเข้ามาช่วยผมดูแลกิจการต่อไปในอนาคต ก็เลยอยากจะให้ลองมาฝึกงานที่บริษัทดูก่อน”


                กรณิชเลิกคิ้วสูง ให้น้องชายเข้ามาฝึกงานที่บริษัท แล้วมันเกี่ยวข้องกับเธอตรงไหนกัน แต่คำตอบถัดมาของประธานหนุ่มก็ทำให้เธอหายข้องใจทันที


                “ผมอยากให้เขามาฝึกงานที่ทีมวิจัยที่หนึ่งเป็นหัวหน้าอยู่”


                “ไม่มีปัญหาอะไรนี่คะ เดี๋ยวฉันจะมอบหมายให้ยายน้ำหรือไม่ก็ธีธัชเป็นพี่เลี้ยงคอยสอนงานให้” ภาวัชส่ายหน้า


                “ผมอยากให้หนึ่งเป็นพี่เลี้ยงและก็เป็นคนควบคุมเด็กฝึกงานคนนี้ด้วยตัวเอง ถือว่าขอเป็นกรณีพิเศษแล้วกันนะ” กรณิชตีสีหน้ายุ่งยากใจ ลำพังงานที่ต้องรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าทีมก็มีเยอะพออยู่แล้ว ถ้าหากต้องไปรับบทเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝึกงานอีก งานนี้เธอคงอ่วมอรทัย ไม่รู้ว่าภาวัชกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่


                ภาวัชยิ้มกว้างให้กับสีหน้าแบบนั้นของกรณิช ที่เขาให้น้องชายมาฝึกงานที่ฝ่ายวิจัยก็เพราะว่าการทำวิจัยเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลเป็นจำนวนมาก การต้องเรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และฝึกฝนกระบวนการคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งที่เขาอยากจะให้น้องชายได้เรียนรู้มากที่สุดเป็นอันดับแรกก่อนจะถูกส่งตัวไปฝึกงานในสายงานอื่นต่อไป และพี่เลี้ยงคุณภาพสูงที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และความสามารถอันยอดเยี่ยม เขายังมองไม่เห็นใครนอกจากกรณิชเพียงคนเดียว หญิงสาวตรงหน้าน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว


                “แล้วทำไมต้องเจาะจงเป็นหนึ่งด้วยล่ะค่ะ” กรณิชยังคงไม่หายติดใจในประเด็นนี้


                “เดี๋ยวก็รู้” คำตอบง่ายๆสั้นๆของภาวัชยิ่งทำให้ความสงสัยของกรณิชเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ


                น้องชายของภาวัช...



Aislin:  สวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้งกับนิยายเรื่องใหม่ของอิซลิน ก็ยินดีต้อนรับนักอ่านหน้าใหม่ที่เพิ่งหลงเข้ามาอ่านงานของข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก และนักอ่านหน้าเก่าที่อาจจะตามมาจากผลงานนิยายเรื่องเก่าๆของอิซลินด้วย อยากบอกว่าแค่เปิดเข้ามาอ่านนิยาย แล้วก็อ่านมาได้จนถึงบรรทัดนี้ก็ขอบคุณมากแล้วค่ะ ^___^
            นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตการทำงานล้วนๆเลยค่ะ ดังนั้นเราก็จะพยายามสอดแทรกข้อคิดในการทำงาน ผสมผสานกับความสนุกเฮฮา เศร้า ซึ้ง ไปกับบทสนทนาของตัวละครในเรื่อง รับรองว่าเนื้อหาสนุกสนานเข้มข้น มีให้หัวเราะเป็นบางอารมณ์ และลุ้นจนตัวโก่งกับการหักเล่ห์ชิงเหลี่ยมในชั้นเชิงธุรกิจแน่นอน และใครที่ชอบนางเอกประเภทสวยและฉลาดทันคน เรื่องนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่ค่ะ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ จะพยายามมาอัพให้บ่อยๆ หากมีคอมเม้นท์ติชม หรือต้องการพูดคุยอะไรก็ทิ้งไว้ได้เลยนะคะ ยินดีๆ  เจอกันตอนหน้าคร้าบบบ

79 ความคิดเห็น

  1. #16 fsn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:49
    น่าติดตามคะ ตามต่อ
    #16
    0