COME CLOSER ถูกที่ถูกเวลา

ตอนที่ 5 : Come Closer : Chapter 4 - ส่งดอกไม้ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 737
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    24 ธ.ค. 63

CHAPTER 4

ส่งดอกไม้

 

 

นับตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านไปหลายวันที่ฉันกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเหมือนอย่างที่เคย โดยที่ไม่ได้มีใครเข้ามายุ่งวุ่นวายในชีวิตอีกแล้ว เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันนั้นถูกปิดเป็นความลับ มีแค่คนที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นที่รู้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“น้องแพรคะ”

“…”

“น้องแพร”

“…”

แรงสะกิดเบาตรงไหล่ทำให้คนที่กำลังฉีดน้ำให้ดอกไม้อย่างสบายใจสะดุ้งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

“ตกใจหมดเลยค่ะ ทำไมมาเงียบ ๆ ล่ะคะ” ฉันหันไปเอ็ดใส่ผู้ช่วย

“อ้าว พี่เรียกตั้งหลายครั้งแล้วแต่น้องแพรน่ะไม่ได้ยินเอง” ผู้ช่วยสาวยื่นหน้ามาใกล้ฉันมากขึ้น “คิดถึงใครอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย”

“แพรจะคิดถึงใครได้ล่ะคะ” ฉันลอบถอนหายใจ

“พี่เห็นน้องแพรเหม่อแบบนี้หลายวันแล้วนะคะ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจไหม เล่าให้พี่ฟังได้นะ” 

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พี่อ้อมไม่ต้องห่วง”

“แน่ใจนะคะ”

“อื้อ แน่ใจสิ แพรน่ะแข็งแกร่งที่สุดแล้ว” ฉันทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ผู้ช่วยที่แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยเกินหน้าเกินตา

“ไอ้เราก็เป็นห่วงนึกว่าจะแอบไปปิ๊งใครไหมกะว่าจะมาทำตัวเป็นที่ปรึกษาให้สักหน่อย” ผู้ช่วยคนเก่งยักคิ้วพร้อมหรี่ตาจับผิด

ทำเป็นรู้ดี

ฉันย่นจมูกใส่ “ถึงมีก็ไม่บอกหรอกค่ะ ว่าแต่...ในมือนั่นอะไรเหรอคะ” คนร้อนตัวพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงประเด็น

“อ๋อ เกือบลืมไปเลย พอดีว่าการ์ดรุ่นนี้เราหมดแล้ว น้องแพรจะสั่งทำใหม่ไหมคะเพราะช่วงนี้ได้ส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยพี่ว่าถ้าสั่งมาไว้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรนะคะ” คนงานผู้หญิงคนเดียวภายในร้านเดินเข้ามาถามงานพร้อมกับยื่นแบบการ์ดที่ว่ามาให้ดู

ของที่ว่าก็คือการ์ดสีขาวที่เราสั่งทำมาโดยเฉพาะเป็นการ์ดที่ฉันออกแบบออกมาเองเพื่อขายให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อแยกต่างหาก

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการ์ดเรียบ ๆ ธรรมดาแต่ก็ถือว่าเป็นของที่ขายดีมาตลอดที่ไม่ว่าจะมาครั้งไหนก็หายเกลี้ยงอย่างทันตา

“อืม แพรว่าสั่งทำอีกสักสองร้อยแผ่นก็ได้ค่ะ” เพราะยังไงก็เป็นสินค้าขายดีฉันจึงไม่ลังเลที่จะสั่งทำไป

“ได้ค่ะเดี๋ยวพี่จัดการให้” 

ยังไม่ทันที่พี่อ้อมจะก้าวจากไปไหนฉันก็พลันนึกถึงช่อดอกไม้ที่เพิ่งจัดเสร็จสด ๆ ร้อน ๆ ที่ลูกค้าสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวานขึ้นได้

“อ้อ! พี่อ้อม อีกสิบห้านาทีให้พี่แดนเอาช่อดอกสแตติสที่วางอยู่ไปส่งตามที่อยู่ให้แพรหน่อยนะคะ”

“อ้าว ยังเหลืออีกช่อเหรอน้องแพร พี่นึกว่าหมดไปแล้ว ทำยังไงดีล่ะ พี่แดนก็เพิ่งออกไปไม่กี่นาทีที่แล้วเอง” 

“พอดีแพรเพิ่งจัดเสร็จน่ะค่ะ ขอโทษที”

เป็นความผิดของฉันเองที่ทำช้าไป

“เอายังไงดีคะ” เธอขมวดคิ้ว

“เดี๋ยวแพรไปส่งเองค่ะ ขากลับจะได้แวะซื้อพวกริบบิ้นด้วย” 

ไหน ๆ ก็ว่างแล้ว ฉันกะว่าจะไปเลือกซื้อของหน่อยเพราะไม่รู้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าที่จะมีอีกมหาวิทยาลัยรับปริญญาพวกริบบิ้นสีสวย ๆ จะหมดไหม

“เอาอย่างนั้นเหรอคะ” เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “แต่นี่มันใกล้จะปิดร้านแล้วนะคะ พี่ว่าให้คนไปส่งแทนเถอะค่ะ เดี๋ยวพวกของพี่จะไปซื้อเป็นเพื่อน”

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่อ้อมอยู่ปิดร้านเถอะ เดี๋ยวแพรไปเองไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ” ฉันบอกปัดไป

“พี่ไม่อยากให้น้องแพรไปคนเดียวนี่คะ ยิ่งใกล้จะมืดแล้วด้วย มันอันตรายนะ” 

สีหน้าจริงจังของผู้ช่วยนั้นทำให้ฉันแอบหลุดขำ “คิก”

“ไม่ต้องมาขำเลยนะ” เธอเอ็ดฉัน

“โถ่ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ แพรเอาตัวรอดเก่งจะตาย” ฉันเผลออวดสรรพคุณตัวเองไปเพื่อให้เธอลดความเป็นห่วง

คนรอบตัวทุกคนมักจะมองว่าฉันยังเด็กอยู่เสมอแม้กระทั่งเพื่อน ๆ ในกลุ่มเอง ไม่ว่าฉันจะเรียนจบ ได้เป็นเจ้าของกิจการหรือไปที่ไหนคนเดียวทุกคนก็ล้วนจะแสดงออกมาในรูปแบบเดียวกันนั่นก็คือความเป็นห่วงที่มักจะมากกว่าปกติไป

“เฮ้อ เก่งค่ะเก่ง ตอนนี้คนเก่งไปส่งของได้แล้วนะคะ เดี๋ยวมันจะมืดไปกว่านี้” เธอถอนหายใจเพราะความดื้อรั้นของฉันพร้อมจับไหล่ฉันให้หมุนไปพร้อมกับดันหลังให้ฉันรีบเดินออกไปนอกร้านทั้งยังถือช่อดอกไม้ช่อโตตามหลังมาอีก

เมื่อเดินมาส่งฉันถึงรถแล้วก็ยังไม่วายเอ่ยต่ออีก “ส่งของเสร็จโทรหาพี่ด้วยนะคะ”

“รับทราบค่ะ” ฉันตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและก้าวขึ้นรถไป

 

ITT ‘S PART

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นหลังจากที่ผ่านการพักเที่ยงมาแค่สิบห้านาที

“เชิญครับ” เลขาร่างใหญ่เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมืออันใหญ่ตามปกติ

ซึ่งมันคงเป็นภาพที่เคยชินเพราะเธอต้องเข้าออกภายในห้องทำงานของผมหลายครั้งต่อวันเพื่อเอาเอกสารเหล่านั้นมาส่งต่อให้ผม แต่ครั้งนี้กลับแปลกออกไปเมื่อมีหนึ่งในคนสนิทของผมเดินตามหลังมาด้วย

“คุณอิฐคะอีกสิบห้านาทีมีประชุมกับมิสเตอร์อดัมรบกวนเซ็นเอกสารนี้ให้ฉันก่อนนะคะเพราะต้องใช้ด่วนจริง ๆ” คุณรมิดาเลขาที่ทำงานกับผมมาหลายปีรวมถึงคอยไล่พวกสิ่งน่ารำคาญในชีวิตให้กับผมอย่างรู้ใจวางแฟ้มหนาไว้บนโต๊ะ

“ทราบแล้วครับ” เมื่อเสร็จธุระเธอก็ถอยออกห่างและแยกตัวออกไปจากห้องอย่างรู้หน้าที่

“มีอะไร” ผมถามคนสนิทที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล เพราะปกติมันไม่ได้เข้ามาในห้องทำงานผมอย่างวันนี้ถ้าไม่มีเรื่องด่วนอะไร

“คุณท่านโทรมากำชับผมให้พานายไปทานข้าวที่บ้านเย็นนี้ครับ”

อีกแล้วสินะ

ด้วยความที่รู้ว่าผมไม่ค่อยจะไปที่บ้านเพราะอะไรทำให้มันไม่กล้าตอบรับออกไปจึงเลือกเดินมาถามความเห็นผมก่อนเหมือนทุกที

“บอกไปว่าไม่ว่าง” 

พอเกษียณตัวเองแล้วก็หาเรื่องลูกไม่หยุดเลยนะ

“เอ่อ...แต่ครั้งนี้คุณพิมพ์พาเธอย้ำกับผมแล้วเกรงว่า...” มันทำท่าอึกอัก

“ใครเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้มึง!” ท่าทางที่หงุดหงิดของผมทำให้ไอ้กรถอยห่างออกไปครึ่งก้าว

“นายครับ” ไอ้ลูกน้องคนสนิทตอบเสียงอ่อย

“แล้วรู้ไหมว่าต้องทำตัวยังไง” ผมเลิกคิ้วพร้อมกับจ้องจะเอาคำตอบ

“แต่ว่าคุณผู้หญิง...” คนที่กลัวจนหัวหดยังไม่ยอมหยุด ยังคงพยายามที่จะโน้มน้าวผมต่อ

“ออกไป” คำพูดสั้น ๆ ทำให้ลูกน้องที่เหงื่อแตกพลั่ก ๆ มองตามตาละห้อย

โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วยังมาทำท่าทีแบบนี้อีก น่าเตะให้กลับไปอยู่กับเจ้านายเก่าจริง ๆ

ในขณะที่ผมกำลังจะลุกไปที่ห้องประชุมเพื่อดูโปรเจ็กต์ใหม่ที่กำลังทำร่วมกับนักลงทุนชาวอเมริกันที่ไม่ค่อยจะร่วมลงทุนกับคนนอกสักเท่าไหร่ แต่เขากับยอมตกลงข้อเสนอของบริษัทเราทำให้ผมคาดหวังกับงานครั้งนี้มาก

ครืด ครืด! มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานสั่นอย่างแรงและหน้าจอพลันสว่างวาบขึ้นมาปรากฏเห็นรายชื่อบนหน้าจอที่บ่งบอกว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา

ไอ้ลูกน้องเวรถึงกับโทรฟ้องเลยเหรอ 

มือใหญ่เอื้อมไปหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องหรูขึ้นมาพร้อมกดรับอย่างจำนน

“ครับแม่”

(ว่าไงคะลูกรัก แม่ได้ข่าวว่าไม่ว่างมาทานข้าวกับที่บ้านอย่างนั้นเหรอจ๊ะ) น้ำเสียงที่นุ่มและอบอุ่นอาจจะทำให้ใครหลายคนตายใจคิดว่าแม่ของผมเป็นคนที่ใจดีมาก แต่สำหรับลูกคนโตที่โตมาด้วยการเลี้ยงดูที่แปลกประหลาดของเธอทำให้หลังผมเย็นวาบไปจนถึงกระดูก

“ครับ ผมต้องไปติดต่องานกับลูกค้าต่อ” ผมยังคงโกหกต่อไป

“เด็กดีต้องไปโกหกแม่นะจ๊ะ” คนที่คุมอำนาจใหญ่ในบ้านยังคงพูดด้วยความอารมณ์ดีแต่ยังแฝงความน่ากลัวที่ใคร ๆ ก็เกรงกลัวแม้กระทั่งอดีตประธานบริษัทคนก่อน

“ไม่ได้โกหกครับ” 

“แต่แม่ถามดิวแล้ว อิฐมีแค่ประชุมงานช่วงบ่ายไม่ใช่เหรอจ๊ะ” คุณดิวที่เธอว่าก็คือคนเดียวกับคุณรมิดาเลขาของผม

เดี๋ยวนี้เลขาที่คิดว่าไว้ใจที่สุดยังถูกแม่ซื้อตัวไปงั้นเหรอ

นอกจากจะบังคับคนสนิทแล้ว ยังตามความเคลื่อนไหวของผมจากเลขาอีก 

คนตัวใหญ่ระบายลมหายใจด้วยความไม่พอใจ

“แม่ครับ ผมต้องไปทำงานแล้ว” 

“ก็ได้จ้ะ หวังว่าเย็นนี้แม่จะเห็นลูกที่บ้านนะจ๊ะ” 

คำพูดที่เหมือนจะยอมปล่อยแต่ก็ยังคงกดดันของแม่ทำให้ผมต้องรีบตอบรับแต่โดยดี

“ครับ” ผมกดวางสายไปอย่างไม่ลังเล ถ้าคนเป็นใหญ่ในบ้านพูดขนาดนี้แล้วผมคงดื้อดึงปฏิเสธอะไรไม่ได้อยู่แล้วคงจะต้องทำตามคำที่เธอบอกไป

 

 

รถคันหรูแล่นมาจอดที่โรงจอดรถขนาดใหญ่ภายในบ้านที่รองรับรถได้เป็นสิบคัน แต่ตอนนี้แทบจะไม่มีคันไหนที่เป็นของน้องชายแฝดทั้งสองคนเลยสักคัน 

พ่อผมมีลูกชายสามคน คนโตคือผม ส่วนอีกสองคนนั้นเป็นคู่แฝดชายที่มีนิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง 

แฝดคนพี่ชื่อไอ้โอห์มเป็นคนที่รักสนุก ติดเที่ยว แถมยังชอบหายหัว ได้เจอมันทีก็นาน ๆ ครั้ง 

ส่วนไอ้คนน้องอย่างไอ้แอลดันเป็นคนขยัน ตั้งใจเรียน เลยได้เป็นหมอตามที่มันตั้งใจไว้ตั้งแต่เด็ก เรื่องการทำงานน่ะพวกมันก็รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองได้ดีเพราะถึงไอ้โอห์มมันจะกะล่อน ไม่เลือก และติดเที่ยวแค่ไหนแต่มันก็ไม่เคยทิ้งงานที่บริษัท และไอ้แอลที่ดูจะเป็นหมอที่แสนดี ถ้ามันเอาจริงทางเรื่องผู้หญิงก็ไม่ต่างจากไอ้โอห์มนักหรอก

สงสัยจะรู้ว่าแม่ตามมาทานข้าวที่บ้านคงชิ่งหนีไปก่อนแล้วสินะ รู้งานกันจริง ๆ ไอ้พวกน้องเวร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนบังคับมา แต่ทุกครั้งนั้นผมสามารถหลบหลีกหนีไปได้เสมอ และคนที่ไม่ยอมแพ้ใครอย่างแม่ของผมจึงหาทางบีบบังคับผมโดยการเข้าทางคนสนิทซึ่งมันก็ทำให้ผมได้มายืนอยู่ตรงนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

มือหนาหยิบสูทที่วางพาดอยู่ที่เบาะข้าง ๆ มาพาดไว้ที่แขนพร้อมกับก้าวเดินไปยังจุดหมาย

“คุณอิฐ”

เสียงของยายวันดีคนที่เคยเป็นพี่เลี้ยงของแม่และผันตัวมาเป็นคนที่คอยเลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เด็กดังมาแต่ไกลเมื่อผมก้าวเข้ามาในบ้าน

ร่างอวบเดินเข้ามาสวมกอดผมอย่างเคยชิน พร้อมทั้งใช้มือลูบแก้มผมไปมาราวกับว่าผมยังเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ

ผมส่งสูทตัวนอกไปให้เดียร์หลานสาวของคุณยายวันดีที่กำลังยกมือไหว้ผมและยืนรอรับของอยู่ไม่ไกล

นอกจากเธอจะเป็นหลานสาวของยายวันดีแล้ว เดียร์ยังเป็นเด็กที่คุณแม่ผมรับเป็นลูกบุญธรรมเนื่องจากว่าพ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่ที่เธอยังอายุแค่ 3 ขวบ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากมีลูกสาวและอยากให้เดียร์มีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนกับคนอื่น

เนื่องจากว่าเดียร์อายุห่างจากผมอยู่มากทั้งยังเข้ามาอยู่ในบ้านในช่วงที่ผมกำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่มีโลกส่วนตัวสูง ทำให้เธอไม่กล้าคุยกับผมอย่างสนิทสนมเหมือนกับที่คุยกับน้องชายฝาแฝดที่ระยะห่างของอายุไม่ได้ห่างจากเธอมากนัก

“คุณยายสวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้หญิงชราที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันถึงแม้จะเป็นพี่เลี้ยงของแม่แต่อายุเธอก็เกือบจะเทียบเท่าคุณยายแท้ ๆ ของผมที่ล่วงลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้ผมกับเด็กแฝดทั้งสองรักและเคารพคุณยายวันดีเปรียบเสมือนกับญาติแท้ ๆ คนหนึ่ง

“โถ คุณอิฐ ไม่เห็นกลับบ้านมาเป็นเดือนแล้ว เป็นยังไงบ้างคะ ได้กินข้าวมาหรือยัง ทำไมซูบลงขนาดนี้” คำถามชุดใหญ่ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับมือที่ยังลูบหลังลูบไหล่แสดงถึงความเป็นห่วง

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับผมดูแลตัวเองได้”  

“แต่ว่า...” คนแก่พยายามที่จะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็มีเสียงของผู้ให้กำเนิดเข้ามาขัดซะก่อน

“โตจนป่านนี้แล้วค่ะคุณยาย ไม่ต้องโอ๋ขนาดนั้นแล้วก็ได้” แม่ของผมที่เดินลงมาจากบันไดพูดแซะ ใบหน้าที่ยังสวยที่ไม่มีรอยยิ้มประดับหน้าเหมือนกับทุกที

สงสัยยังโกรธเรื่องเมื่อตอนบ่ายที่ผมคิดจะชิ่งอยู่แน่ ๆ

“สวัสดีครับแม่” ผมยกมือไหว้คนที่ยืนอยู่หน้าบันได

“ดีนะที่มาถูก นึกว่าจะจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้วซะอีก” คนน้อยอกน้อยใจตัดพ้อ

“จำได้สิครับ ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ช่วงนี้ผมแค่งานเยอะแค่ไหนเลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่แม่ก็รู้”

ตั้งแต่ที่ผมก้าวเข้าไปเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว ชีวิตส่วนตัวที่ผมสะสมมานานก็ห่างหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีแต่เรื่องน่าปวดหัวที่ถาโถมเข้ามาอยู่ทุกวัน พอจะไปปลดปล่อยทีไรก็มีเด็กติ๊งต๊องเข้ามาป่วนไม่หยุดไม่หย่อน

พอนึกถึงใบหน้านั้นทีไร ริมฝีปากที่ไม่ค่อยจะยกยิ้มก็กระตุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

“ตั้งโต๊ะได้เลยจ้ะ” คุณแม่หันไปบอกเด็กในบ้านคนอื่น ๆ ก่อนที่จะนำทางไปที่ห้องกินข้าวขนาดใหญ่ที่ไม่ค่อยจะมีลูกคนไหนของบ้านมาร่วมโต๊ะกันสักเท่าไหร่

“มาแล้วเหรอไอ้ลูกชาย” พ่อผมที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่ที่โต๊ะกล่าวทักเมื่อเห็นผม

“ครับพ่อ” 

โต๊ะที่ปกติมีแต่คนในครอบครัวนั่งบัดนี้กลับมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย คนที่ผมไม่ได้เจอมาเกือบสองเดือนเต็ม และเป็นคนที่สามารถเข้าออกบ้านและคอนโดผมได้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร

‘น้องเพลง’ ผู้หญิงคนเดียวที่ผมยอมให้เธอใช้สถานะที่เรียกว่าแฟน ผมเคยจีบเธอตั้งแต่ที่เธอยังเรียนอยู่มหา’ลัย จนตอนนี้เรียนจบมาได้เกือบสองปีแล้ว และตอนนี้เรายังคบกันเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ทุกอย่างของเราเป็นไปได้ด้วยดี คงเป็นเพราะว่าเธอวางตัวได้ดีในทุก ๆ สถานการณ์ ทำให้เรามากันได้ไกลขนาดนี้

เพลงเป็นคนที่ถูกครอบครัวผมวางตัวให้เป็นแม่ของลูกเพราะเห็นว่าเธอเข้ากับคนที่บ้านผมได้และผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรเพราะเธอไม่เคยเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ต่างจากผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์อย่างอื่น

“พี่อิฐสวัสดีค่ะ” หญิงสาวที่ว่ายกมือไหว้ผม

“สวัสดีค่ะ” ผมส่งยิ้มให้เล็กน้อย

“นั่งลง ๆ” พ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะโบกมือเป็นเชิงว่าให้นั่งลงไปข้าง ๆ เธอ

พ่อผมค่อนข้างที่จะถูกชะตากับเธอหรือเรียกง่าย ๆ ก็คือเอ็นดูมาก มากจนอยากจะให้เพลงเข้ามาทำงานที่บริษัทด้วยกัน แต่โชคดีที่แม่ของผมห้ามไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นผมคงจะทำอะไรลำบากกว่านี้

ระหว่างที่แม่บ้านตักข้าวให้คนที่ถือว่าเป็นที่เคารพของคนในบ้านเริ่มยกประเด็นที่เคยพูดมาหลาย ๆ ครั้งแต่ก็ไม่ได้ดั่งใจสักทีมาพูด

“เมื่อไหร่จะแต่งงานกันสักทีล่ะ คบกันมาหลายปีแล้วพ่อว่าแต่งได้แล้วนะ” คนแก่เริ่มเปิดประเด็นพร้อมทั้งส่งสายตามาให้ผมราวกับจะบอกว่า ‘ทำไมไม่รีบขอสักที ชักช้าไม่ได้เรื่อง’

“เอ่อ...คือ” เพลงดูอึดอัดใจที่จะตอบจึงหันมามองหน้าผมเพื่อขอความช่วยเหลือ

“คุณคะ พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ” แม่ที่ดูเหมือนจะเข้าใจรีบปรามก่อนที่พ่อจะทำให้เพลงอึดอัดไปมากกว่านี้

“ก็ผมอยากอุ้มหลานใจจะขาดอยู่แล้ว นี่อีกไม่กี่ปีอิฐมันก็จะสามสิบแล้ว ผมว่ามันก็ถึงเวลาที่สมควรแล้ว จริงไหมอิฐ”

ร้ายจริง ๆ นะ

ผมหันไปมองใบหน้าสวยหวานที่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะตอบออกมา “ครับ” 

แน่นอนว่าคำตอบของผมทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมาจากอาหารที่กำลังทานอยู่ ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจก่อนที่จะก้มหน้างุดลงไปอีกครั้งเมื่อเคลื่อนไปสบตากับพ่อของผม

พ่อผมส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจก่อนที่จะเบนไปคุยกับแม่“นั่นไง เห็นไหมล่ะคุณลูกยังเห็นด้วยเลย”

“ค่ะ ๆ เห็นด้วยก็เห็นด้วย” 

“ว่าไงล่ะหนูเพลง ที่พ่อเรียกมาทานข้าวด้วยกันที่นี่ก็เพื่อจะคุยเรื่องนี้แหละ พร้อมหรือยัง? พ่อจะได้ให้พี่อิฐเขาไปขอสักที” 

“เพลงแล้วแต่พี่อิฐเลยค่ะ” เธอยังคงตอบด้วยความถ่อมตน

“วันไหนว่าง ๆ อิฐก็เข้าไปทานข้าวกับบ้านหนูเพลงเขาหน่อยนะ เกริ่นไว้ก่อนก็ดีจะได้ไม่ดูรีบร้อนเกินไป” ใบหน้าที่ยกยิ้มอย่างพอใจทำให้แม่ผมต้องส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

ขนาดนี้มันก็ดูรีบร้อนมากแล้ว ยังจะห่วงหน้าตาอีก 

มื้อเย็นของเราจบไปด้วยดีจนตอนนี้เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว หน้าที่ของผมต่อไปนี้ก็คือไปส่งเพลงที่บ้านตามคำของผู้ใหญ่เพื่อให้ดูไม่เสียมารยาทเกินไปที่พาลูกเขามาแล้วไม่ไปส่ง

ระหว่างที่อยู่ในรถผมก็หาเรื่องคุยกับเธอเหมือนปกติที่เคยทำ “ถ้าเพลงยังไม่อยากที่จะแต่งกับพี่ ปฏิเสธได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจพ่อของพี่หรอกค่ะ”

คิ้วสวยขมวดเข้าหากันก่อนที่จะตอบกลับมาด้วยความแปลกใจ “พี่อิฐไม่อยากแต่งกับเพลงเหรอคะ”

อะไรทำให้คิดแบบนั้น ถึงผมจะไม่ค่อยได้ไปไหนหรือใช้เวลากับเธอมากเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่เคยแสดงออกว่าไม่ต้องการเธอเลยสักนิด 

จบประโยคจึงหันไปมองคนข้างตัวที่กำลังเบะปากก่อนที่จะตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี “อยากสิคะ ทำไมพี่จะไม่อยากแต่งกับเพลงล่ะคะ” 

“ก็เพลงเห็นว่าพี่อิฐพูดอย่างกับจะให้เพลงปฏิเสธเลยนี่คะ”

“พี่แค่กลัวว่าเพลงจะอึดอัดไงคะ” 

“เพลงไม่ได้อึดอัดสักหน่อย แค่ทำตัวไม่ถูกเอง” เธอตอบเสียงอ่อย

“เข้าใจแล้วค่ะ ๆ” ผมยกมืออีกข้างที่ไม่ได้จับพวงมาลัยไปยีหัวเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู

“ผมยุ่งหมดแล้วค่ะ” คนตัวเล็กบ่นพร้อมปัดมือผมออกและรีบจัดแจงทรงผมของเธอ

เมื่อผมนึกถึงช่วงเวลาอันน้อยนิดที่อยู่ด้วยกันแล้ว จึงอดที่จะถามออกไปไม่ได้ “เพลงอยากไปที่ไหนไหมคะ”

อย่างที่บอกไปว่าเราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน มันทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่ในใจ ผมเป็นผู้ชายย่อมมีความต้องการที่มาก และที่ผ่านมาผมก็ใช้ชีวิตแบบไม่ผูกมัดกับใครจนมีเธอ ผมยอมรับว่ายังคงใช้ชีวิตแบบเดิมและเธอก็เข้าใจและยอมรับมันได้ดี

เพลงยอมให้ผมไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นได้เมื่อผมต้องการ ซึ่งผมไม่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำ เพลงไม่เคยด่าหรือว่าอะไรขอเพียงแค่ผมป้องกันก็พอ 

“ไม่เอาค่ะ เพลงอยากกลับบ้านแล้ว” 

รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงจนหยุดสนิทเมื่อไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง

ผมยื่นหน้าไปใกล้คนข้างตัวเป็นการหยอกล้อ “ไม่ไปนอนกับพี่เหรอคะ” 

มันเป็นปกติของเธอที่จะตอบสนองโดยการยกมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นมาดันใบหน้าผมเอาไว้พร้อมปฏิเสธอย่างเร็ว “ไม่เอาหรอกค่ะ เพลงอยากนอนคนเดียว”

“แต่เราไม่ได้...” ยังไม่ทันจบประโยคคนตัวเล็กก็สวนขึ้นมาอย่างทันควัน

“พี่อิฐ!” 

สีแดงระเรื่อที่ขึ้นมาตามใบหน้านั้นทำให้ผมอดที่จะแกล้งต่อไม่ได้ “พี่พูดจริง ๆ นี่คะ” 

“มะ ไม่เอาหรอก” คนตัวเล็กพยายามเบือนหน้าหนีไป

“ไม่ได้จริงเหรอ” ผมถามเสียงอ่อย

“พะ พี่อิฐไม่เอา” น้ำเสียงสั่นเครือทำให้ผมอดหลุดขำไม่ได้

“หึ”

“ไปได้แล้วค่ะ ไฟเขียวแล้ว” เมื่อรู้สึกว่าแกล้งพอใจแล้วผมจึงเลิกหาเรื่องแกล้งเธอพร้อมหันไปให้ความสนใจกับการขับรถต่อ

 

 

แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาหัวค่ำแต่ถนนที่ฉันขับมาตามแผนที่กลับเปล่าเปลี่ยวมากเหลือเกิน มันน่ากลัวซะจนฉันไม่กล้าที่จะชะลอรถเลยด้วยซ้ำ ถึงจะบรรยากาศน่ากลัวแต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีของฉันเมื่อมีรถตู้สีดำคันใหญ่ขับมาติด ๆ กัน

เมื่อขับมาใกล้กับสถานที่นัดรับแล้วฉันจึงหาที่จอดในที่ที่มีแสงสว่างมากเพียงพอ และหยิบมือถือออกมาต่อสายหาลูกค้า 

ยังไม่ทันที่จะมีใครรับโทรศัพท์หางตาของฉันก็เหลือบไปเห็นผู้ชายรูปร่างท้วมเดินโซเซออกมาจากความมืดมิด ความกลัวแล่นเกาะกินเข้ามาในใจแต่ก็พยายามปลอบใจตัวเอง

คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง เขาอาจจะแค่ผ่านมาทางนี้ก็ได้

แม้ว่าจะพยายามต่อสายหาลูกค้าคนสำคัญแค่ไหนแต่ตาก็ยังคงจดจ้องอยู่กับชายคนนั้นอย่างไม่ละสายตา

ไม่กี่เสี้ยววินาทีก็ต้องสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อชายคนนั้นใช้กำปั้นทุบมาที่กระจกรถของฉันไม่ยั้ง

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

“ว้าย!” ฉันหวีดร้องอย่างสุดเสียงด้วยความตระหนก

“มึงออกคุยกับกูในรู้เรื่องเดี๋ยวนี้อีแหม่ม” เสียงที่ยานจัดบ่งบอกได้ว่าชายร่างท้วมคนนี้ต้องไปดื่มของมึนเมามาแน่นอน

ร่างเล็กที่อยู่บนรถคันโปรดถอยร่นออกมาให้ห่างจากกระจกด้วยความตกใจ พร้อมพยายามจะโทรหาใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือ

ไม่น่ามาคนเดียวเลย ทำไมฉันถึงไม่เอาพี่อ้อมมาด้วยนะ

ตุบ! ตุบ! ตุบ! เสียงทุบกระจกยังคงดังอย่างต่อเนื่อง 

พร้อมกับฉันที่พยายามเรียกสติให้กลับมา

ยังไม่ทันได้ทำอะไรกระจกรถฝั่งคนขับที่เคยเรียบสนิทก็เปลี่ยนเป็นรอยร้าวอย่างรวดเร็ว

เพล้ง! 

ท่อนเหล็กมีสนิมขนาดใหญ่ฟาดมาที่กระจกไม่ยั้ง

ไม่นะ จะแตกไม่ได้นะ

“อีแหม่มมึงลงมาคุยกับกูเดี๋ยวนี้!”

ฉันภาวนาอยู่ในใจเพราะกลัวว่ากระจกมันจะแตกทะลุมา

ถ้านานกว่านี้รถฉันได้แหลกเป็นจุณแน่

ปี๊น! 

ก่อนที่กระจกจะแตกแยกออกจากกัน เสียงแตรรถที่เป็นเหมือนดั่งสวรรค์พร้อมกับไฟส่องสว่างก็ส่องมาที่รถฉันราวกับกำลังจะให้ความช่วยเหลือ

“ไอ้เหี้ยมึงเป็นใครวะ อย่ามายุ่ง นี่มันเรื่องของผัวเมีย” คนเมาชี้หน้าด่ารถหรูคันนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

ทันใดนั้นผู้ชายสูงใหญ่สูงสง่าก็ก้าวลงมาจากฝั่งคนขับพร้อมกับเอามือไพล่ไปทางด้านหลังและหยิบอะไรบางอย่างออกมา

เมื่อของสิ่งนั้นประจักษ์แก่สายตา ชายคนเมาก็ก้าวถอยหลังไปด้วยความหวาดหวั่น

“มึงจะทำอะไร” ขาที่สั่นจนฉันสักเกตได้ทำให้เขาล้มลงไปกองกับพื้นถนน

“ไสหัวมึงไปซะ ถ้ามึงยังไม่อยากตายวันนี้” เสียงเข้มของผู้ชายหน้าโหดคนนั้นทำให้ชายคนเมาต้องคลานหนีตายโดยไม่ได้หันกลับมามองด้านหลังเลยด้วยซ้ำ

ฉันระบายลมหายใจด้วยความโล่งอกแต่ก็ไม่วายตื่นกลัวผู้มีพระคุณที่ยืนอยู่หน้ารถ

ร่างสูงใหญ่ของผู้มีพระคุณเดินมาหยุดอยู่ฝั่งกระจกที่แตกร้าวจนฉันไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างเต็มตา

“เป็นอะไรไหมครับ” เขาก้มลงมาถามฉันอย่างสุภาพ

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่ช่วยนะคะ” 

เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีพิษมีภัยอะไรฉันก็ตัดสินใจเปิดประตูรถลงไปเพื่อตั้งใจที่จะขอบคุณเขาอีกครั้งก่อนที่เขาจะไป

ใบหน้าหล่อเหลาราวกับนายแบบเกาหลีของผู้มีพระคุณคนนี้ทำให้ฉันถึงกับนิ่งงันไปอยู่ชั่วควาวเมื่อเขาหันมาสบตากัน

“เอ่อ...พอดีฉันแค่จะขอบคุณอีกครั้งน่ะค่ะ” ฉันพูดไปแก้เก้อ

“หึ” เขาหลุดยิ้มเล็กน้อย

เพื่อแสดงการขอบคุณเลยว่าจะถามสิ่งที่เขาอยากได้ “คือว่า...” 

ยังไม่ทันพูดจบเสียงห้าวก็เอ่ยคำถามมันขัดเอาไว้

“คุณมีประกันไหม” 

“คะ?” อาการเขินอายครอบงำฉันไว้ ราวกับสาวแรกแย้มที่เพิ่งเจอผู้ชายและทำตัวไม่ถูก

“ผมถามว่ามีประกันไหมครับ” 

“มีค่ะ ๆ” 

“รถโดนทุบขนาดนี้ผมว่าเรียกประกันมาดีกว่า ผมมีหลักฐานอยู่ที่กล้องหน้ารถน่าจะเรียกร้องค่าเสียหายได้ไม่ยาก”

“อ้อ จริงด้วยค่ะ” ฉันหันกลับไปหยิบมือถือที่อยู่ในรถมาเพื่อจะกดโทร แต่ก็ต้องหยุดนิ่งไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าต้องไปส่งของให้กับลูกค้า

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ใบหน้าคมแสดงความแปลกใจเมื่อเห็นท่าทางของฉัน

“พอดีฉันต้องไปส่งของน่ะค่ะ ป่านนี้ลูกค้าคงรอแย่แล้ว” ฉันตอบเสียงอ่อย

“ส่งของ?” เขายังคงทำหน้าแปลกใจ

ฉันพยักหน้าหงึกหงักเป็นคำตอบ

น่าแปลกใจอะไรขนาดนั้นเล่า ป่านนี้ลูกค้าไม่สาปแช่งกันไปแล้วเหรอ ฉันมาเสียเวลากับมันไปตั้งหลายนาที

“ของอะไรเหรอครับ ให้ผมพาไปไหม” สายตาระยิบระยับและลุคที่ดูเป็นคนเจ้าชู้ทำให้ฉันขนลุกเกรียว

“เอ่อ...ดอกไม้น่ะค่ะ” 

“หืม...ดอกไม้งั้นเหรอ”

“ครับ”

“คงไม่ใช่จากร้านบลอสซั่มใช่ไหมครับ”

“อ๊ะ รู้ได้ยังไงคะ” ฉันตาโตด้วยความตกใจ

“ใช่สินะครับ”

“ใช่ค่ะ”

“หรือว่าคุณคือ...” เว้นช่วงไปเพราะค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเป็นลูกค้าของที่ร้าน

“บังเอิญจังนะครับ เพราะผมก็ตั้งใจที่จะมาเอาดอกไม้เหมือนกัน”

พอเขาตอบคำนั้นก็มาฉันก็โล่งใจราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก

“โล่งอกไปที ฉันนึกว่าจะโดนลูกค้าเฉ่งเอาซะแล้ว”

“ขอโทษทีนะครับที่ต้องนัดรับแถวนี้ พอดีว่ามันกะทันหันไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ใครจะไปรู้ว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นล่ะคะ” มันไม่ใช่ความผิดเขาสักหน่อยนี่

ฉันยิ้มให้เขาก่อนที่จะหันกลับไปสนใจการเรียกประกันต่อพร้อมกับโทรบอกพี่ชายให้มารับไปด้วยกัน

หลังจากที่จัดการตัวเองเสร็จฉันก็เดินกลับไปหาคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนก่อนที่จะกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณจริง ๆ นะคะที่มาช่วยในครั้งนี้ นี่ก็เสียเวลามากพอแล้ว ฉันไม่รบกวนคุณแล้วดีกว่า ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” 

“อยู่คนเดียวมันอันตรายให้ผมอยู่เป็นเพื่อนดีกว่า” เขาเดินไปนั่งบนฝากระโปรงรถของตัวเอง ทั้งตบยุงไปพลาง

เขาลำบากตัวเองไปหรือเปล่านะ 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวพี่ชายฉันก็มาถึงแล้ว”

“ยุงแถวนี้มันเยอะจริง ๆ ผมว่าเราไปนั่งรอกันในรถดีกว่าไหมครับ” เขาเมินคำพูดของฉันไปและโบ้ยไปที่รถหรู

จะว่าไปยุงก็เริ่มจะรุมฉันแล้วเหมือนกัน

“คือว่า...”

“ถ้าพี่ชายคุณมาแล้วผมจะไปทันที” ด้วยสายตาที่ไม่แสดงออกถึงอาการล้อเล่นทำให้ฉันตอบรับไปอย่างไม่อิดออด

“ก็ได้ค่ะ” 

ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีเจ้าหน้าที่บริษัทประกันก็มาถึงพร้อมกับถามความเป็นไปของเรื่องราวทั้งหมดพร้อมกับขอหลักฐานจากคนที่ช่วยฉันเอาไว้ด้วย

ไม่นานรถตู้คันใหญ่ของที่บ้านก็มาจอดต่อท้ายพร้อมกับร่างสูงโปร่งของพี่ชายฉันที่เดินลงมา

“ผมคงต้องไปแล้ว” คนที่อยู่ข้างตัวเอ่ยขึ้น

“อ๋อค่ะ ถ้าเจอกันอีกหวังว่าฉันจะได้เลี้ยงตอบแทนนะคะ”

“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนที่จะหันหลังกลับไป

ยังไม่ทันที่คนตัวสูงจะก้าวขึ้นรถฉันก็ตะโกนเรียกเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวค่ะ”

“ครับ?” เขาหันมาพลางทำหน้าสงสัย

ถามดีไหมนะ?

ถึงจะน่าอายหน่อยแต่ฉันก็ตัดสินใจพูดมันออกไป “ฉันยังไม่รู้ชื่อคุณเลย ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ?”

-------------------------------------------------------------

24/10/63 ใครอ่า ใครคือคนที่เข้าออกคอนโดคุณพี่ได้ แล้วมากินข้าวกับที่บ้านเค้าได้ยังไงก็บอกอยู่ว่าบ้านนี้มีลูกชายสามคน บวกลูกสาวบุญธรรมอีกหนึ่ง แล้วเธอเป็นใครยังคนปริศนา ???? - -! 

25/10/63 ทุกคนคะ นี่ไม่ใช่นางเอกนะคะ อย่าเพิ่งเขินเด็ดขาดเลย ท่องไว้ ๆ ไม่ใช่นางเอก

แงงงงงง เค้าดูรักกันดีแล้วน้องแพรของไรท์จะไปอยู่ตรงไหนล่ะ (T T) กด 99 เอาใจช่วยน้องแพรด้วยนะคะ 

 24.10.63 เอ้าาาา ใครมาอี๊ก พี่อิฐมีแฟนยังไม่พอ เอาผู้ชายแสนดีคนนี้เข้ามาอีก แล้วเขาจะได้รักกันตอนไหนเนี่ย ????

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #36 nuttha1990_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 05:47
    ใครน๊าา ลงเรือลำนี้ดีกว่า ส่วนพี่อิฐนั้นถ้ายังไม่เคลียร์ตัวเองก็อย่าไปยุ่งกับน้อง
    #36
    1
    • #36-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      6 พฤศจิกายน 2563 / 22:38
      เชียร์พี่ธันน์ดีกว่าเนอะ😍😍
      #36-1
  2. #35 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 23:58
    ใครอ่าาา
    #35
    1
    • #35-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      5 พฤศจิกายน 2563 / 00:01
      อุ๊ย พระเอกใหม่รึป่าววววว
      #35-1
  3. #34 11booddy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 19:41
    แล้วเอาน้องแพรของรีดไปไว้ตรงไหนล่ะพี่อิฐ
    #34
    1
    • #34-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      4 พฤศจิกายน 2563 / 23:48
      ต้องทดน้องไว้ในใจก่อนนะค้า
      #34-1
  4. #33 Duangruedeeee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 05:57
    จะมาม่ามั้ยเนี่ยยยย
    #33
    1
    • #33-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      26 ตุลาคม 2563 / 17:42
      ยังก่อน5555 เดี๋ยวรีดเดอร์หนีไรท์ไป🥺🥺
      #33-1
  5. #32 nuttha1990_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 05:22
    ถึงว่าทำไมพี่ชายน้องแพรไม่อยากให้ไปยุ่งด้วย มันเป็นแบบนี้นี่เอง
    #32
    2
    • #32-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      26 ตุลาคม 2563 / 17:42
      ต้องเชื่อพี่แทนแล้ววว
      #32-1
  6. #31 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 23:26
    อ้าวมีแฟนอยู่แล้ว
    #31
    1
    • #31-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      26 ตุลาคม 2563 / 17:41
      แล้วเอาน้องแพรไปไว้ตรงไหน😫
      #31-1
  7. #30 Duangruedeeee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 22:32
    ใครอาาาาาาาา
    #30
    1
    • #30-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      25 ตุลาคม 2563 / 23:12

      อ่านจบอย่าเพิ่งเอารองเท้าปาหัวไรท์นะ
      #30-1
  8. #29 nuttha1990_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 22:20
    ใครน้อออ
    #29
    1
    • #29-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      25 ตุลาคม 2563 / 23:11
      ถ้าตอบจะโดนตีมั้ยยย
      #29-1
  9. #28 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 21:14
    ใครอ่าา
    #28
    1
    • #28-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      25 ตุลาคม 2563 / 23:11
      มีคำตอบแล้วงับบบ
      #28-1
  10. #27 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 23:18
    รอค่าาา
    #27
    1
    • #27-1 มาปาปา(จากตอนที่ 5)
      19 ตุลาคม 2563 / 23:19

      รับทราบค้าบ
      #27-1