COME CLOSER ถูกที่ถูกเวลา

ตอนที่ 2 : Come Closer : Chapter 1 - หนี 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 999
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    24 ธ.ค. 63

CHAPTER 1 

หนี

 

 

“ทำอะไรกันวะ” น้ำเสียงที่ฉันจำได้ดีทำให้ฉันเริ่มรู้สึกว่าได้ตัวช่วยขึ้นมา ฉันกำลังที่จะเอ่ยปากฟ้องพี่ชายของตัวเองแต่ก็พลันหุบลงทันทีเมื่อสายตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตา

เขาปล่อยฉันออกจากการพันธนาการของเขาพร้อมทั้งผละออกไปจากตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่พี่ชายของฉันจะมาเห็น เขาก็เดินไปนั่งที่โซฟาและไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น

“ไม่มีอะไร” เขาคนนั้นพูดออกมาพร้อมทั้งเหลือบตามองมาที่ฉันเล็กน้อยก่อนที่เขาจะหยิบเอกสารบางอย่างออกมาจากกระเป๋าและวางลงไปที่โต๊ะตรงหน้า

คิดว่าหล่อมากรึไง 

ฉันแอบบ่นชายคนนั้นอยู่ในใจ ถึงแม้ว่าจะคิดอย่างนั้นแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขามีเสน่ห์เกินกว่าที่จะละสายตาจากใบหน้านั้นได้

“กลับมาแล้วหรอ” พี่แทนที่เดินออกมาจากในครัวพร้อมกับแก้วน้ำหนึ่งแก้วเดินเข้ามาหาฉันที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ดูก็รู้เลยว่าเมื่อกี๊เขาคงไปเอาน้ำมาผู้ชายคนนี้แน่ ๆ 

คงเป็นแขกของพี่แทนสินะ

“กลับมาแล้วค่ะ”

“กลับมาแล้วก็ขึ้นไปนอน ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว” ถึงแม้ว่าคำพูดนั้นจะดูเป็นห่วงอยู่บ้างแต่เพราะความสนิทมันก็ทำให้ฉันรู้ได้ว่าเขาต้องการไล่ให้ฉันออกไปจากตรงนี้เพื่อคุยธุระกับผู้ชายคนนั้น

แค่นี้ก็ต้องไล่ด้วย

แม้ในใจของฉันจะมีความไม่พอใจอยู่บ้างแต่ก็แสดงออกมาต่อหน้าเขาไม่ได้ฉันจึงรีบสะบัดตูดหนีออกมาจากตรงนั้นแต่หูก็ยังฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่ไปด้วย

ความแปลกใจแล่นเข้ามาในสมองเมื่อรู้สึกถึงความแปลกประหลาดกับสิ่งที่พี่ชายทำเมื่อฉันเดินกลับมาถึงห้องเรียบร้อยแล้ว ทุก ๆ ครั้งที่พี่แทนมีเพื่อนมาที่บ้านเขามักจะแนะนำให้ฉันรู้จักอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้กลับแปลกออกไป เขาไล่ฉันขึ้นมาบนห้องราวกับกันให้ฉันอยู่ห่างจากคน ๆ นั้นทั้ง ๆ  ที่ปกติเขามักจะชวนคุยเล่นอยู่บ่อยครั้ง

แต่ก็นะ ถึงแม้จะสงสัยยังไงฉันก็ไม่กล้าที่จะถามเขาออกไปเพราะฉันเชื่อว่าเขาคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่ได้บอกฉันเอาไว้แน่นอน

 

 

“น้องแพรพักบ้างเถอะค่ะ” ฉันที่กำลังเช็คดอกไม้นานาพันธุ์อยู่ในร้านต้องหันกลับไปมองผู้ช่วยคนเก่งที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล

ตอนนี้ยิ่งใกล้กับวันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยดังฉันจึงต้องรีบเช็คของ ยิ่งเป็นสิ่งที่เหี่ยวเฉาง่ายอย่างดอกไม้สดยิ่งต้องระมัดระวังและเตรียมตัวมากเป็นพิเศษ

“ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าไม่มีของให้ลูกค้าหนูก็อดได้เงินสิคะ” คำพูดหยอกเย้าถูกส่งไปถึงผู้ช่วยสาว 

“โถ แค่นี้ก็รวยมากแล้วค่ะ ยังไงสุขภาพของเราก็ต้องมาก่อนนะคะ ถ้าเสียไปแล้วซื้อคืนไม่ได้เลยนะ” ฉันส่ายหน้าให้กับเธอเบา ๆ ทั้งอดขำกับคำพูดของเธอไม่ได้ ถึงเราจะอายุห่างกันไม่มากนักแต่เธอก็เหมือนกับแม่ของฉันคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ดูแลทั้งเรื่องการงาน รับผิดชอบที่ร้านให้ แถมยังไม่วายห่วงเรื่องสุขภาพของฉันอีก

ช่างเป็นพนักงานดีเด่นจริง ๆ สิ้นเดือนต้องขึ้นเงินเดือนให้แล้วไหม

“งั้นหนูฝากพี่อ้อมสั่งข้าวให้หน่อยแล้วกัน” ฉันถือโอกาสนี้ให้เธอสั่งอาหารให้เพราะเริ่มรู้สึกว่าภายในท้องเริ่มประท้วงหนักเข้าไปแล้ว

“ได้ค่ะ” เธอวางมือจากบัญชีที่ทำอยู่และหันไปคว้าโทรศัพท์มือถือมากดสั่งอาหารร้านประจำทันที

ตั้งแต่ที่ฉันเรียนจบมาฉันก็มาใช้ชีวิตช่วงกลางวันอยู่ที่ร้านเสมอ คงเพราะว่าผลตอบรับของที่ร้านดีเกินคาดจึงทำให้ฉันไม่กล้าที่จะละเลยมันเพราะกลัวว่าลูกค้าจะหายไป จนแม่ของฉันถามถึงเรื่องแฟนไม่เว้นแต่ละวัน แม่ฉันน่ะคาดหวังให้ฉันได้ผู้ชายสักคนมาเป็นแฟนเพราะเธอกลัวว่าฉันจะขึ้นคาน ตั้งแต่เด็กจนโตฉันไม่เคยมีแฟนแม้แต่คนเดียวเลยด้วยซ้ำ ถามว่ามีคนมาจีบไหมตอบได้เลยว่ามีมาเรื่อย ๆ แต่เป็นเพราะว่าไม่มีใครที่ตรงตามที่ฉันต้องการฉันจึงเลือกที่จะมองข้ามผ่านไปเสมอ จึงเป็นสิ่งที่แม่ฉันกังวลมาตลอดถึงแม้ว่าปากจะบอกว่าเข้าใจก็เถอะ

ครืด ครืด!

โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของฉันสั่นอย่างต่อเนื่องทำให้ฉันต้องหยิบมันขึ้นมาดู

‘คิง’ 

เบอร์ที่ปรากฏอยู่บนจอทำให้ฉันแทบจะโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งไป ไม่ว่าจะพยายามหนีมากแค่ไหนเขาก็พยายามที่จะตื้อฉันมากเท่านั้น เมื่อคิดอะไรไม่ออกฉันจึงเลือกที่จะเมินไม่รับสายและหันกลับไปเลือกดอกไม้ต่อ

มันเป็นแบบนี้อยู่ทุก ๆ วัน คิงมักจะโทรมาชวนฉันไปทานข้าวเสมอเมื่อเขาว่าง บางครั้งที่ฉันรู้สึกกไม่ดีและปฏิเสธไปเขาก็มักจะตื้อฉันอยู่เสมอจนทำให้ฉันลำบากใจอยู่ไม่น้อย ฉันเคยคิดที่จะบอกเรื่องนี้กับเพื่อนคนอื่น ๆ ในกลุ่มแต่ก็กลัวว่าจะพลอยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนในกลุ่มแตกสลายไป คงมีแค่เกรซคนเดียวที่พอจะรู้เรื่องราวทั้งหมดและคอยอยู่ข้างฉันมาตลอด

พอเสียงสั่นเงียบไปทำให้ฉันยกมือถือขึ้นมาดูเพื่อที่จะเช็คให้ชัวร์ว่าเขาจะไม่มาตอแยอีกแต่ก็ต้องปาดน้ำตาเมื่อคิงส่งข้อความมาหาแทน

เย็นนี้เราไปกินข้าวกันนะ คิงจองร้านอาหารไว้แล้ว เดี๋ยวสี่โมงคิงจะไปรับที่ร้าน’ 

พอฉันได้อ่านข้องความนั้นแล้ว ทำให้ฉันรีบมองไปที่เวลาทันที 

แย่แล้วนี่มันจะสี่โมงแล้วนี่

ด้วยความตกใจและต้องการหลุดพ้นจากคนน่ารำคาญอย่างเขา ฉันจึงเลือกทิ้งงานที่ทำอยู่และหนีออกจากร้านอย่างรวดเร็วเพื่อเลี่ยงที่จะเจอเขา

“พี่อ้อมคะ แพรต้องไปแล้วนะคะ” เมื่อเก็บของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยฉันก็เดินไปหาผู้ช่วยคนสนิทเพื่อบอกลาทันทีและส่งไม้ต่อไปให้เธอรับมืออย่างช่วยไม่ได้

“อีกแล้วหรอคะ” น้ำเสียงที่ดูเหนื่อยใจนั้นทำให้ฉันแอบสงสารเธอไม่ได้ที่ต้องคอยรับหน้าแทนฉันตลอด

“ฝากด้วยนะคะ” ฉันยิ้มให้เธอก่อนที่จะเดินออกมาแต่ยังไม่ทันที่จะออกจากประตูพี่อ้อมก็พูดขึ้นมาว่า “พี่ล่ะสงสารน้องแพรจริง ๆ ที่ต้องคอยหนีแบบนี้ตลอด คุณคิงก็มีแฟนอยู่แล้วยังจะมาวอแวกับน้องแพรอีก น่าจะถ่ายรูปไปให้แฟนคุณคิงดูนะคะ”

“แพรก็อยากทำค่ะ แต่ก็กลัวว่าแฟนเขาจะไม่พอใจ” ฉันพอจะดูออกว่าปรายเป็นคนยังไง เธอมักจะหวงแฟนและค่อนข้างเชื่อคิงมากกว่าคนอื่นจึงไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้ไป

“อย่าใจดีมากนะคะ ผู้ชายอย่างนี้แหละค่ะที่ต้องเอาให้เข็ด พี่รำคาญแทนน้องแพรจริง ๆ วอแวไม่เลิกเลย” 

อย่าว่าแต่พี่รำคาญเลยค่ะ แพรก็รู้สึกไม่ต่างกันมากนักหรอก

“น้องแพรต้องหาแฟนได้แล้วนะคะ จะได้หลุดพ้นจากเขาสักที” นั่นสินะ อย่างน้อยถ้ามีแฟนสักคนฉันก็คงไม่ต้องมาหาทางหนีเขาอยู่แบบนี้ แต่ปัญหาก็คือแฟนมันหากันง่ายขนาดนั้นเลยรึยังไง ที่ผ่านมาที่ฉันไม่คบกับใครเลยมันก็เกิดจากเหตุผลหลายอย่าง แถมตอนนั้นคนที่มาจีบก็ยาวเป็นหางว่าวยังไม่ได้ใครสักคนมาอยู่ข้างกาย และยิ่งตอนนี้ฉันไม่มีใครมาขายขนมจีบเลยสักคนจะไปจับใครมาทำแฟนได้ล่ะ

“ถ้ามันหาง่ายขนาดนั้นแพรก็มีไปนานแล้วสิคะ พี่อ้อมทำงานกับแพรมาตั้งนานเห็นใครมาจีบแพรบ้างไหมล่ะ” ฉันก็อดน้อยใจไม่ได้ ดูพี่อ้อมสิเปลี่ยนแฟนไปตั้งกี่รอบแล้วก็ไม่รู้แต่ฉันกลับแห้งเหี่ยวเป็นดอกไม้เฉาอยู่แบบนี้

“น้องแพรต้องทำตัวให้แซบสิคะ สวย รวยขนาดนี้ยังไงก็ต้องได้แน่นอนค่ะ” กองเชียร์จำเป็นยังคงเชียร์ไม่หยุดทั้งยังเริ่มเป่าหูฉันมากขึ้น ทำเอาฉันต้องใช้สติวิเคราะห์คำพูดนั้นอีกรอบ

แซบงั้นหรอ? ฉันยังแซบไม่พอรึไง 

สายตาพลันหันกลับมามองชุดที่ตนสวมใส่พร้อมกับพิจารณาดูภาพลักษณ์ของตัวเอง เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขาสั้น ก็ไม่แซบจริง ๆ นั่นแหละ แต่งตัวอย่างกับคุณป้าจริง ๆ 

หรือว่าเราควรเปลี่ยนลุคดีนะ?

สมองพยายามคิดและพูดอยู่กับตัวเอง โดยที่สองขานั้นก็ก้าวเดินออกมาจากร้านด้วยเช่นกัน ลืมแม้กระทั่งบอกลาคนช่างยุเมื่อครู่ ฉันมุ่งหน้าไปที่รถคันโปรดพร้อมกับขับมันออกมาที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่ใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้ ระหว่างที่รถจอดติดอยู่หน้าห้างดังนั้น ฉันก็มองออกไปรอบ ๆ เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของตึกรอบข้าง เมืองหลวงที่เคยมีตึกเก่า ๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเปลี่ยนไปในทุก ๆ วัน จากที่เคยเป็นตึกสูงสามสี่ชั้นก็กลายไปเป็นตึกที่สูงเป็นสิบสิบชั้น ควันรถลอยคละคลุ้งสร้างมลพิษทางอากาศจนหลายคนต้องหาหน้ากากมาปิดหน้าเพื่อรักษาสุขภาพตัวเอง

เมื่อไหร่ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่หมดปัญหาพวกนี้สักทีนะ วันหลังฉันคงต้องลดการใช้รถยนต์แล้ว คงต้องเริ่มจากตัวเองก่อนจริง ๆ สินะ

รถที่เคยติดเริ่มเคลื่อนตัวออกจากที่ตรงนั้นและมุ่งหน้าหาที่จอดภายใต้อาคารห้างดัง ฉันเดินเข้าไปเพื่อมองหาเสื้อผ้าสวย ๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนฉันให้กลายเป็นคนที่สวยขึ้นมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าร้านจะมีเป็นสิบแต่ฉันก็มุ่งไปที่ร้านที่เป็นที่นิยมของหมู่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงานที่ราคาไม่ได้แพงจนเหล่านักศึกษาแตะไม่ถึง

“ยินดีต้อนรับค่ะ กำลังมองหาเสื้อผ้าแบบไหนคะ” เมื่อพนักงานเห็นฉันเข้ามาในร้านก็เริ่มที่จะให้การบริการอย่างดี

“ขอดูเสื้อแบบที่ช่วงวัยทำงานใส่ค่ะ แต่เอาสีสดใสหน่อยนะคะ ที่มองดูแล้วไม่แก่มาก” นี่แหละนะ ต่อให้ฉันจะเพิ่งออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยยังไงแต่ฉันก็ยังชอบความเป็นวัยรุ่นและยังอยากใส่ชุดน่ารัก ๆ อยู่

“งั้นเชิญด้านนี้เลยค่ะ” พี่พนักงานนำทางฉันไปอีกฝั่งที่รวมชุดที่ดูเป็นทางการแต่ใช้ผ้าสีที่มีความพาสเทลเพื่อเจาะตลาดกลุ่มเด็กวัยรุ่น

ฉันมองเห็นเสื้อเปิดไหล่ทั้งสองข้างสีชมพูตุ่น ๆ รัดรูปที่เข้าได้ดีกับกางเกงขายาวที่เป็นสีเดียวกัน กางเกงเป็นลักษณะเป็นกางเกงเอวสูงที่ใครใส่แล้วก็จะช่วยโกงความสูงของเราไปได้หลายเซนติเมตรกันเลยทีเดียว

“ขอลองเซ็ตนี้ได้ไหมคะ” ฉันชี้ไปที่ชุด ๆ นั้น

“ลองได้เลยค่ะ” พี่พนักงานหยิบเสื้อกับกางเกงชุดนั้นที่มีไซซ์ตรงกับตัวของฉันมาให้พร้อมกับชี้ไปที่ห้องลองเสื้อที่อยู่ฝั่งเดียวกัน

พอได้ลองใส่แล้วผลลัพธ์ของมันต่างกับที่ฉันคิดไว้นิดหน่อย ทั้ง ๆ ที่ตัวเสื้อเป็นสีชมพูหวานแหววแต่กลับเปลี่ยนลุคของฉันให้เป็นเป็นสาวเซ็กซี่ขึ้นมาทันที คงเป็นเพราะช่วงหน้าอกที่ถูกดันขึ้นมาทำให้มันดูแปลกตาแต่ก็ไม่ได้ดูโป๊จนเกินไป 

“ว้าว สวยมากเลยค่ะ หุ่นดีมากเลย” พนักงานที่ร้านเอ่ยชมขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหน้าที่ที่ต้องการให้ขายสินค้าได้หรือเป็นเพราะฉันใส่แล้วดูดีจริง ๆ 

“อืม มันเปิดมากไปรึเปล่าคะ” ช่วงหลังที่เว้ามากเกินไปทำให้ฉันแอบไม่มั่นใจอยู่นิดหน่อยจึงถามความเห็นจากพนักงานที่ร้าน

“ไม่หรอกค่ะ กำลังสวยเลย” 

อวยเก่งจริง ๆ เลย

สุดท้ายแล้วชุดที่ลองเมื่อครู่ก็ตกมาอยู่ในมือของฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ได้มาตัวเดียวเหมือนที่คิดเอาไว้น่ะสิ ฉันได้เสื้อผ้าชุดใหม่มาอีกสามตัวล้วนแล้วมาจากร้านเดียวกันทั้งนั้นเลย 

แขนที่ว่างยกขึ้นมาเพื่อดูเวลาที่ข้อมือปรากฏว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว ฉันจึงยกมือถือที่ปิดเสียงไปเมื่อตอนสี่โมงเย็นขึ้นมาเพื่อโทรถามความเรียบร้อยของที่ร้าน

“เป็นยังไงบ้างคะ ปิดร้านรึยัง” เมื่อรู้ว่ามีคนรับสายฉันจึงกรอกเสียงลงไปเพื่อถามความเป็นไปกับพี่อ้อม

“แพร นี่เราเอง” แต่เสียงที่ตอบมาทำให้ฉันแทบจะขว้างของที่อยู่ในมือทิ้ง

“เราขอคุยกับพี่อ้อมที” ฉันปรับเสียงที่พูดเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจนิด ๆ ที่เขาถือวิสาสะมารับโทรศัพท์ของคนที่ร้านของฉัน

“พี่อ้อมไปเข้าห้องน้ำน่ะ” 

“งั้นก็ฝากบอกพี่อ้อมโทรกลับมาหาเราด้วยนะ” การตัดบทคือสิ่งที่ดีที่สุดของฉันในตอนนี้ ฉันจึงหาจังหวะที่เหมาะ ๆ สำหรับการวางสายจากเขา

“แพรอยู่ไหนให้...” 

ติ้ด!

ฉันกดตัดสายทิ้งไปและกดปิดเสียงทันทีโดยไม่รอฟังที่เขาพูดให้จบ ถึงแม้จะเป็นการเสียมารยาทแต่ฉันก็มั่นใจว่าที่ทำไปนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว

 

 

เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสดใสของฉันและเป็นวันหยุดวันเดียวที่ฉันมีในสัปดาห์นี้ทำให้ฉันรู้สึกดีมากเป็นพิเศษ ฉันตื่นขึ้นมาออกกำลังกายตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรูปร่างที่ดีและต้องการความสดชื่นถึงแม้ว่าในใจอยากจะตื่นสักตอนเที่ยงก็เถอะ

เมื่อแดดเริ่มแรงขึ้นฉันก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านเพราะว่าทนความร้อนจากข้างนอกไม่ไหว เดินผ่านห้องครัวไปไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงของแม่ดังขึ้นมาจากในครัว

“ใส่หมูลงไปอีกหน่อยสิคะป้าอร เจ้าแพรจะได้ทานได้เยอะ ๆ”

“ค่ะ คุณพิม” 

เสียงของคุณแม่กับป้าอรทำให้ฉันเปลี่ยนทิศทางจากห้องนอนไปเป็นห้องครัวแทน กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยทำให้ท้องของฉันเริ่มผลิตน้ำย่อยออกมารอแล้ว

“ทำอะไรกันคะสองสาว” ช่องหว่างระหว่างทั้งสองคนมีฉันเดินเข้าไปแทรกอย่างรวดเร็วเพื่อชะโงกดูข้าวต้มในหม้อ

“ข้าวต้มหมูจ้ะ” แม่ของฉันตอบออกมายิ้ม ๆ

“โห น่ากินจังเลย ต้องอร่อยมากแน่ ๆ เลย” ฉันรีบชมเพื่อเอาใจ

“ปากหวานจริง ๆ ไปอาบน้ำได้แล้วไป ใกล้จะเสร็จแล้วจะได้ทานพร้อมกันไปเลย” แม่ใช้มือดันหลังของฉันให้ออกมาจากห้องครัวเป็นการไล่แบบตั้งใจและหันกลับไปสนใจอาหารในครัวต่อโดยที่ไม่มีใครมาสนใจฉันเลยสักคน

หมูในหม้อมันสำคัญกว่าฉันรึไง

พอฟ้องใครไม่ได้ฉันก็เดินขึ้นไปบนบ้านเพื่ออาบน้ำตามคำสั่งของแม่ 

 

 

Itt’s part

“คุณอิฐครับ คุณแทนมาขอพบครับ” พอลคนสนิทของผมเดินเข้ามาบอกผมในห้องทำงาน

“ให้เข้ามา” ผมวางมือทั้งหมดจากงานที่ทำเพื่อพาตัวเองไปอีกห้องที่มีไว้พบลูกค้าเพื่อไปเจอกับไอ้แทน หรือแทนคุณ เพื่อนสนิทที่ไม่ควรสนิทด้วยแต่ผมก็คบมันเป็นเพื่อนมาตั้งแต่สมัยที่เราเรียนอยู่ที่อังกฤษด้วยกัน

เมื่อเปิดประตูเข้าไปยังห้องที่นัดไว้ก็เห็นไอ้เพื่อนตัวแสบนั่งทำหน้ากวนประสาทอยู่ที่โซฟาตัวใหญ่กลางห้อง

“ไหนรถกู” ผมกับมันชอบพนันกันในเรื่องบางเรื่องที่เราความเห็นต่างกัน โดยใช้ของที่ต่างฝ่ายอยากได้เป็นข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งล่าสุดที่เราพนันกันก็เป็นเรื่องการลงทุนธุรกิจยางรถยนต์ใหม่ที่เราไปซื้อหุ้นเก็บไว้ที่ฮ่องกง ตอนนั้นที่นั่นมีปัญหาทางการเมืองทำให้ผมคิดว่าคงได้กำไรต่ำกว่าที่คิดไว้แน่ ๆ แต่ไอ้แทนกลับคิดต่างออกไป มันมั่นใจว่าต้องได้กำไรสูงแน่ ๆ ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่มันคิดไว้จริง ๆ เพราะธุรกิจนั้นเติบโตได้แบบก้าวกระโดดคงเป็นเพราะความคงทน ดีไซน์ และลูกเล่นใหม่ ๆ ทำให้คนที่นั่นหันมาสนใจกันมากมาย ของพนันที่เราตกลงกันเอาไว้คือ Ferrari SF90 Stradale รถที่ผมนำเข้ามาและมันก็หมายตาเอาไว้ตั้งแต่แรก ยอมรับว่าครั้งนี้ผมคงขาดทุนไปแต่ครั้งหน้าผมจะเอาให้คุ้มกว่ารถที่เสียไปแน่

“อยู่ที่ศูนย์มึงไปเอาได้เลย” 

การที่มันมาหาผมในเวลานี้มันทำให้ผมแปลกใจอยู่นิดหน่อยเพราะนี่เป็นเวลาทำงานผู้บริหารอย่างมันไม่น่าทิ้งเงินก้อนหนามาเอารถแน่ ๆ

“มึงมองทำไม” ก็ทำตัวแปลกขนาดนี้ผมก็ต้องสงสัยอยู่แล้วจริงไหม

“มึงมาทำไม” ผมถามอย่างตรงไปตรงมา

“มาเอารถไง” สายตาที่เผยออกมาแสดงถึงความกังวลอย่างปิดไม่มิด ทำให้ผมอดที่จะถามหาความจริงไม่ได้

“ถ้ามึงไม่พูดก็ไสหัวไปได้แล้ว เสียเวลาทำงานของกู” 

“หึ” มุมปากของไอ้แทนกระตุกนิดหน่อยพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อหลบตาผม 

“งั้นกูขอตัว” ผมทำท่าจะลุกขึ้นยืนแต่มันก็รั้งไว้ “เดี๋ยว”

“พูดมา” คำพูดสั้น ๆ ทำให้มันลอบถอนหายใจก่อนที่จะเริ่มเปิดเรื่องมา

“เดียร์ เด็กในบ้านมึง” มันยังคงไม่เล่าอะไรแต่กลับเอ่ยชื่อเด็กในบ้านของผมที่แม่ของผมเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เด็กโดยให้ป้าสวยเป็นคนดูแล

“ทำไม”

“กูเผลอไปมีอะไรด้วยคืนก่อน” คำพูดนั้นทำให้หมัดของผมลอยไปกระทบหน้าไอ้แทนอย่างแรง

ผลั๊ะ! ใบหน้าของมันแนบลงไปกับโซฟาตัวนั้นด้วยแรงจากหมัดของผม

เดียร์เป็นเหมือนน้องสาวของผมต่อให้มันจะเป็นเพื่อนสนิทผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาล่วงเกิน

เดียร์เพิ่งจะเรียนอยู่แค่ปีสามซึ่งถ้านับอายุตอนนี้ก็ห่างจากเราถึง 7 ปี ต่อให้จะเป็นการสมยอมหรือการบังคับยังไงมันก็มีความผิดและมันไม่ใช่ความผิดทางกฎหมายหรอกนะ มันเป็นความผิดที่มันต้องชดใช้โดยการรับผิดชอบยังไงล่ะ ยิ่งถ้าเรื่องนี้ถึงหูแม่ผมเมื่อไหร่ ผมคงต้องโดนแม่ไล่ออกจากกองมรดกแน่ ๆ เพราะไอ้ตัวก่อเรื่องมันเป็นเพื่อนสนิทของผม

“มึงทำได้ยังไง”

ไอ้แทนเริ่มเล่าเรื่องอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่ผมได้แต่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ แต่ก็มีบ้างที่อย่างจะซัดหน้ามันอีกรอบด้วยความโมโห ยิ่งเดียร์ยังเรียนอยู่ด้วยเกิดพลาดขึ้นมาคงต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ ตอนนี้ผมคงต้องหาทางแก้ไขให้เร็วที่สุดก่อนที่เรื่องนี้จะบานปลายไปมากกว่านี้

“มึงต้องรับผิดชอบ”

“กูรู้แล้ว” ใบหน้าของคนทำผิดอย่างมันดูกังวลเล็กน้อยจนผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเรื่องที่มันหนักใจเป็นเรื่องนี้จริง ๆ รึเปล่า

“วันไหนมึงว่างมึงก็เข้าไปคุยกับแม่กู อย่าให้กูต้องลากคอมึงไปเอง” ต่อให้มันจะเป็นเพื่อนผมยังไงมันก็ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ แต่ถ้าเธอไม่ต้องการผมจะไม่บังคับให้เดียร์ต้องมาแต่งงานกับมันหรอกนะ

“กูจะเข้าไปหาแม่มึงได้ยังไงในเมื่อเขาไม่อยากให้กูรับผิดชอบ” ดูท่าแล้วเธอคงจะปฏิเสธมันไปแล้วแน่ ๆ 

“หึ” สมน้ำหน้า ควรโดนปฏิเสธซะบ้าง

ถึงแม้ว่าจะมีผู้หญิงเข้าหามันมากแค่ไหนและต่อให้มันมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครสักคนเป็นพิเศษมันก็ยังทำตัวเจ้าชู้ไปวัน ๆ แต่ผู้หญิงพวกนั้นกลับยอมรับและไม่กล้าที่จะก้าวออกไปจากชีวิตของมันเลยสักคน

“ตั้งแต่วันนั้นกูก็ยังไม่ได้เจอเขาอีกเลย มึงคิดว่าเขาจะยอมให้กูรับผิดชอบหรอวะ” มันถอนหายใจออกมาพร้อมกับยกเหลือบมองไปที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง

“แค่เขาไม่อยากให้รับผิดชอบมึงก็จะไม่ทำว่างั้น”  

ก็ดีเหมือนกันที่เดียร์ไม่อยากให้มันรับผิดชอบเพราะผมก็ไม่อยากมีน้องเขยเลว ๆ อย่างมันเหมือนกัน เรื่องนี้น่าจะจบลงไม่ยากถ้าไม่มีใครปริปากออกไป

“เฮ้ย กูไม่ได้คิดอย่างนั้นนะเว้ย”

“มันก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง” เรื่องนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งเดียร์ก็คงไม่ได้คิดมากกับเรื่องนี้ถ้าดูจากนิสัยกล้าได้กล้าเสียของเธอแล้ว

คิ้วของมันขมวดเข้าหากันอย่างเร็วเมื่อได้ยินคำพูดของผม

“อะไรของมึง เมื่อกี๊บอกให้กูรับผิดชอบอยู่ดี ๆ ก็มากลับคำ”

“กูไม่อยากได้น้องเขยอย่างมึง” ใบหน้าอันนิ่งงันจ้องลึกลงไปในดวงตาของเพื่อนสนิทพร้อมแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อยชวนให้หมั่นไส้

“แล้วถ้ากูอยากเป็นน้องเขยของมึงล่ะ” ความกังวลที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความสนุกอย่างรวดเร็วเมื่อคิดจะเอาชนะเพื่อนตัวเองโดยการเข้าไปรับผิดชอบความผิดในครั้งนี้

“ถ้าอยากเป็นน้องเขยกูมึงก็ทำยังไงก็ได้ให้เดียร์ยอมให้มึงรับผิดชอบสิ” ถึงแม้จะยังไม่ได้ถามความเห็นของคนที่เสียหายแต่ผมก็กล้าท้ามันเพราะคิดว่ามันไม่กล้าที่จะทำอะไรเธอแล้ว

“เอาสิ ถ้ากูทำได้มึงจะให้อะไรกู” ใบหน้าเจ้าเล่ห์เริ่มถามหาของรางวัลจากการพนันนี้

“กูให้อะไรมึงก็ได้ที่มึงต้องการแต่เรื่องนี้จะไม่มีใครต้องเสียใจหลังจากที่เกมนี้จบ” ถ้าผมเอาคนในบ้านเข้ามายุ่งกับมันโดยตรงแบบนี้คงไม่วายโดนมันทำร้ายจิตใจแน่ ๆ

“มึงหมายความว่ายังไง” มันเริ่มแสดงความไม่ไว้ใจออกมา

“ความรัก” 

“...”

“มึงต้องทำให้เดียร์รักมึงและมึงก็ต้องรักเธอเหมือนกัน”

“...”

“แต่ถ้าทำไม่ได้น้องสาวของมึงก็ต้องเป็นของกูเหมือนกัน”

ดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นแสดงถึงความตกใจ จะไม่มีใครโดนทำร้ายจากเรื่องนี้ ถ้าคนของผมต้องเสียใจ คนของมันก็ต้องโดนด้วย

คนที่ต้องการเอาชนะอย่างมันก็ต้องใช้วิธีนี้เท่านั้นแหละ 

“ว่าไง กล้าไหม” คำถามลองเชิงถูกส่งออกไป

“เออ ก็ได้” มันตกลงอย่างไม่เต็มเสียงนักก่อนที่จะขอตัวไปทำธุระหลังจากที่เราคุยกันเสร็จ ผมมองตามแผ่นหลังของมันที่ค่อย ๆ ไกลออกไปด้วยความพอใจเพราะหวังว่ามันจะไม่ทำให้น้องสาวบุญธรรมของผมต้องเสียใจในภายหลัง

END ITT’S PART 

 

วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันต้องหนีออกมาที่ห้างเพราะเพื่อนคนนั้นคนเดิม ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ฉันต้องทำแบบนี้แต่ฉันก็แอบหวังว่าสักวันคิงจะยอมถอยห่างออกไป

ในขณะที่กำลังเดินไปที่ร้านอาหารร้านประจำแผ่นหลังอันคุ้นเคยของใครบางคนก็โผล่เข้ามาในสายตา ชุดที่ดูเป็นทางการและรูปร่างที่ฉันเคยเห็นมันมานานทำให้ต้องรีบพาตัวเองไปหลบอยู่หลังต้นเสาโดยไว

ไหนบอกจะไปที่ร้านไง ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่

หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความกลัวราวกับว่าไปทำอะไรผิดมา ทำให้มือที่กำเข้าหากันชื้นไปด้วยเหงื่อ ทั้งยังมีเหงื่อผุดขึ้นมาอยู่ตามกรอบหน้าอยู่เรื่อย ๆ

ฉันพยายามที่จะหาทางหนีออกไปจากตรงนี้ เพราะอีกไม่นานเขาต้องหันกลับมาเจอฉันแน่ ๆ จึงตัดสินใจที่จะเดินหนีไปอีกทางเพื่อที่จะหลบเข้าไปเตรียมใจอยู่ในห้องน้ำ สองขาเปลี่ยนทิศทางกลับไปและค่อย ๆ ย่องออกจากหลังต้นเสาใหญ่ที่ใช้เป็นที่พรางตัวชั่วคราว ใจที่กำลังเต้นแรงราวกับมีคนตีกลองอยู่ข้างในทำให้ฉันพยายามที่จะควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงอาการผิดปกติออกไป สองขาที่กำลังจะก้าวเข้าไปในซอกซอยเล็ก ๆ ที่เป็นทางเข้าของห้องน้ำพลันหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่อยากได้ยินดังมาจากทางด้านหลัง

 

ต่อ

 

“แพร” ยังไม่ทันที่จะหันกลับไปก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก้าวเข้ามาหาเรื่อย ๆ ทำให้ฉันต้องหันไปมองเขาด้วยใบหน้าที่ปกติที่สุด

“อ้าว คิง” ฉันทำตัวให้ดูเหมือนกับว่าเพิ่งเจอเขา

“เราไปหาแพรที่ร้านมาพี่อ้อมบอกว่าแพรไปส่งของแต่ไม่คิดเลยว่าจะเจอแพรอยู่ที่นี่” ถึงมันจะดูเป็นคำธรรมดาแต่ฉันก็รับรู้เลยว่าเขาตั้งใจที่จะต้อนฉันให้จนมุม

“อ๋อ เราแวะมาทานข้าวกับแม่น่ะ” แน่นอนว่ามันเป็นการโกหกแต่ก็ช่วยไม่ได้นะเพราะฉันไม่มีทางเลือกจริง ๆ

“เราก็ไม่ได้เจอแม่แพรนานแล้วเหมือนกัน เราขอไปไหว้ท่านได้ไหม”

“เอ่อ”

“อย่าปฏิเสธเราเลย เราแค่ขอไปไหว้แม่แพรเฉย ๆ ไม่ทำอะไร” ทั้ง ๆ ที่สามารถปฏิเสธออกไปได้เลยตรง ๆ เลยก็ได้แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไปเพราะเห็นว่าเขายังเป็นเพื่อนอยู่เสมอ

ในขณะที่สมองพยายามคิดหาวิธีที่จะปฏิเสธเขาอย่างประนีประนอมผู้ชายคนนั้นคนที่ฉันเคยเจอที่บ้านในคืนวันนั้นก็เดินออกมาจากทางออกของห้องน้ำทำให้สมองรีบสั่งการให้รั้งเขาเอาไว้เพราะคิดว่าเขาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

หมับ!

มือเล็กของฉันเอื้อมไปจับแขนของเขาเอาไว้โดยที่ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย

เขาอยู่ในชุดแหมือนกับเมื่อวันนั้นแต่แตกต่างตรงที่ว่าวันนี้เขาพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นไปอยู่ตรงข้อศอกทำให้มือของฉันแตะลงไปที่แขนหนาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดอย่างเต็มแรง ตั้งแต่เกิดมานอกจากพี่ชายกับพ่อแล้วฉันก็ไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายคนไหนมากขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ ทำให้มือที่เกาะอยู่สั่นโดยไม่รู้ตัวทำให้ต้องรีบกลบเกลื่อนโดยการใช้แรงทั้งหมดดึงเขาเข้ามาอยู่ใกล้มากขึ้น

ไม่รู้ว่าตัวเองเอาแรงมาจากไหนถึงสามารถดึงคนที่ตัวสูงกว่ามายืนอยู่ข้างกายได้ โดยที่เขาก็ยังคงงงกับสถานการณ์นี้อยู่เหมือนกัน ด้วยความที่กลัวว่าความจะแตกฉันจึงรีบสอดแขนเข้าไปควงกับคนตัวสูงเพื่อให้ดูว่าเราสนิทสนมกันโดยที่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อย

“คือวันนี้เรามากับแฟนด้วยน่ะ คงไม่สะดวกจริง ๆ” ฉันกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นพร้อมทั้งส่งยิ้มให้กับคนข้าง ๆ ไปด้วย

“แพรมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเราไม่รู้” ใบหน้าของคิงดูตกใจกับคำพูดของฉันทำให้ฉันแอบพอใจอยู่เล็กน้อย

ฉันแอบยิ้มอยู่ในใจก่อนที่จะหันไปแสดงละครต่อไปอีก “เรากับพี่เขาเพิ่งคบกันไม่นาน เราเลยยังไม่กล้าบอกคนอื่น ๆ น่ะ หวังว่าคิงจะเข้าใจเราใช่ไหม” 

“…” 

“นี่พี่...” ฉันกำลังที่จะแนะนำเขาให้กับคิงรู้จักแต่กลับลืมไปว่าฉันไม่เคยรู้จักชื่อของเขา ใบหน้าเล็กจึงเงยขึ้นไปมองคนตัวสูงข้างหน้าพร้อมส่งสายตาที่ดูน่าสงสารไปให้เขาโดยไว

ช่วยหน่อยได้ไหม 

ไม่รู้ว่าสีหน้าของฉันมันสามารถบอกความในใจได้บ้างไหม คนตรงหน้าถึงได้เงียบไม่พูดอะไร ทั้งยังมีสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ เลยสักนิด

หรือว่าเขาจะโกรธที่ฉันลากเขามาแบบนี้

ในเสี้ยววินาทีทุ้มของคนข้าง ๆ ก็ดังขึ้นมาราวกับสวรรค์เป็นใจ“อิฐครับ”

“นี่พี่อิฐแฟนของเราเอง” ฉันกอดไปที่แขนอย่างเต็มแรงพร้อมทั้งซบลงไปที่ต้นแขนหนาอย่างสนิทสนม

ถึงแม้ว่าเขาจะทำหน้าไม่อยากจะเชื่อแต่เขาก็ยังมีมารยาทที่จะแนะนำตัวตอบ “ผมชื่อคิงยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” 

“พอดีวันนี้เรามีนัดทานข้าวกับแม่ของพี่อิฐด้วยน่ะ คงไม่สะดวกจริง ๆ หวังว่าคิงจะเข้าใจเราใช่ไหม” ฉันทำน้ำเสียงเศร้าเพื่อให้ดูสมจริงที่สุด

“เราเข้าใจ”

“ถ้าอย่างนั้นเราขอตัวก่อนนะ ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว” พอสบโอกาสเหมาะ ๆ จึงรีบหาทางตัดบททันที

ฉันดึงแขนคนตัวสูงตรงหน้าให้ออกมาจากตรงนั้น ก่อนที่จะเดินออกมาฉันแอบเห็นว่าเขาสองคนจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่งทำให้ฉันต้องรีบดึงแขนของผู้ชายคนนี้ออกมาเพราะกลัวว่าความจะแตก

เมื่อรู้สึกว่ามาไกลมากพอแล้วฉันจึงรีบปล่อยแขนของคนตัวสูงพร้อมทั้งขยับตัวออกห่างทันที

พอร่างกายเราห่างออกจากกันฉันก็เอ่ยขอบคุณเขา “ขอบคุณนะคะที่ช่วย” 

ใบหน้านิ่งงันไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจที่ฉันทำแบบนี้หรือเพราะไม่อยากที่จะคุยกับฉันทำให้ฉันต้องสงบปากสงบคำและทำให้ตัวเองตัวเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้

“...”

“ฉันขอโทษจริง ๆ นะคะที่ดึงคุณเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแบบนั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” ฉันก้มหน้างุดมองไปที่ปลายรองเท้าหนังสุดหรูของเขา

“’งั้นหรอ” ผู้ชายคนนี้ยังคงประหยัดคำพูดอยู่เหมือนเคย

“หวังว่าคุณจะเข้าใจใช่ไหมคะ” คราวนี้ฉันยอมเงยหน้าขึ้นไปมองเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะกลัวว่าเขาจะเอาเรื่องจริง ๆ

“...” ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

อย่าทำตัวน่ากลัวแบบนี้สิ ฉันรู้ตัวเองอยู่หรอกว่าทำผิดน่ะ แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ นี่นา ก็ตอนนั้นฉันคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ นี่

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะคะ อ้อ แล้วก็ขอโทษอีกครั้งนะคะที่ทำให้ลำบาก” 

ไม่ไหวแล้ว ขอชิ่งก่อนแล้วกันนะ

ในระหว่างที่กำลังจะย่องออกมาแขนข้างขวาที่อยู่ใกล้กับเขาก็ถูกมือสากคว้าเอาไว้พร้อมดึงให้ฉันเข้าไปหาทำให้ใบหน้าของฉันถลาเข้าไปใกล้กับหน้าอกของเขาอย่างเร็ว

รุนแรงเกินไปแล้วนะ ถ้าเมื่อครู่ฉันไม่ยั้งตัวไว้ทัน หน้าของฉันคงซุกไปที่อกเขาแล้วแน่ ๆ

“คุณคิดจะหนีง่าย ๆ อย่างนี้หรอ ไม่คิดจะรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำหน่อยรึไง” น้ำเสียงที่แตกต่างกับทุก ๆ ครั้งถูกส่งออกมาทำให้ฉันอดแปลกใจอยู่นิด ๆ 

“ฉันไม่ได้หนีนะ” คนทำผิดรีบปฏิเสธเร็วไว

“แล้วจะไปไหน” คนตัวสูงถามต่อ

“ฉันแค่จะไปเอารองเท้า” โชคดีที่สั่งรองเท้าคู่ใหม่เอาไว้จึงสามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวได้อย่างดีเลยทีเดียว

“งั้นหรอ” 

“แล้วคุณล่ะจะให้ฉันรับผิดชอบยังไงไม่ทราบ ให้เลี้ยงข้าวไหม ตอนนี้ฉันมีเวลาไม่มากนะ” ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาต้องการอะไรเพียงแต่ตอนนี้ฉันต้องรีบไปเอาของที่นัดไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นร้านก็จะปิดและได้ของอีกทีวันจันทร์หน้า

“มันไม่ง่ายไปหน่อยหรอ”

อะไรของเขาเนี่ย ต้องการอะไรก็ไม่พูดเอาแต่พูดอะไรกำกวมอยู่ได้

“คุณก็....” ฉันที่กำลังจะอ้าปากพูดต่อก็ถูกขัดด้วยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของเขา

ครืด ครืด! 

ร่างสูงของเขาหันกลับมามองกันนิดหน่อยก่อนที่เขาจะกดรับสายและกรอกเสียงลงไป

“ว่าไง” 

“...”

“ที่ร้านไหน” 

“...”

“จะไปเดี๋ยวนี้”

พูดไม่กี่ประโยคเขาก็วางสายไปก่อนที่หันมาสบตากับฉันนิ่ง ๆ 

“ผมจะมาเอาคืนวันหลัง ระวังตัวให้ดีล่ะ”

ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบโต้อะไรกลับไปเขาก็เดินหนีไปทิ้งให้ฉันมองตามแผ่นหลังหนา ๆ ที่ดูก็รู้ว่าเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่น ๆ แน่นอน จากที่มีอารมณ์โมโหก็เปลี่ยนเป็นอีกอย่างทันที

บ้า นี่ฉันคิดอะไรอยู่เนี่ย 

มือเล็กตบไปที่ใบหน้าที่กำลังแดงก่ำของตัวเองอย่างแรง ทั้งยังส่ายหน้าไปมาราวกับกำลังทะเลาะกับตัวเองโดยที่ไม่ได้สนสายตาของคนรอบตัวเลยแม้แต่น้อย

-----------------------------------------------------------------

มาถึงตอนแรกของเราแล้ววววว มาอ่านกันเร็ว

น้องแพรจะหนีคิงรอดไหมมารออ่านครั้งหน้ากันนะคะ 

 

ช่วงนี้ไรท์เพิ่งเปิดเทอมและที่คณะก็เรียนหนักกว่าจะกลับถึงหอก็ดึกมากแล้ว 

ไรท์จะพยายามลงให้บ่อย ๆ นะคะ ขอโทษที่มาช้าน้า // ไหว้ย่อ

 

มาดูกันว่าน้องแพรจะหนีคิงยังไง จะรอดรึเปล่า? จะมีใครเข้ามาช่วยมั้ยน้ารอดูเฉลยครั้งหน้านะงับ ^^

มาต่อให้แล้วนะคะ อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหนน้า ไรท์ยังอยากแต่งต่อให้จบเหมือนเดิมแต่เรื่องนี้อาจจะไม่ได้จบเร็วเหมือนเรื่องก่อน แต่ไรท์จะไม่ทิ้งช่วงอัพนานเหมือนครั้งที่เเล้วแล้วนะคะ 

 

100% แล้ว

ยัยน้องแพร หนูจะหื่นแบบนี้ไม่ได้นะลูก ไว้หน้าตัวเองบ้าง

ส่วนพี่อิฐก็ยังเดาทางไม่ได้เหมือนเดิมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แบบนี้น้องแพรจะรับได้มั้ยน้าาาาา 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #8 firstzy93 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 01:59
    รอค่าาาา
    #8
    1
    • #8-1 มาปาปา(จากตอนที่ 2)
      31 สิงหาคม 2563 / 13:39
      น่ารักที่สุดเลยยยยย
      #8-1
  2. #7 nuttha1990_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 06:03
    นุ้งแพรจะหนีเสือปะจระเข้มั้ยน๊าาาา
    #7
    1
    • #7-1 มาปาปา(จากตอนที่ 2)
      27 สิงหาคม 2563 / 21:39
      🤫🤫🤫🤫🤫🤫
      #7-1
  3. #6 Arena29 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 23:06

    รอนะค้าาาา
    #6
    1
    • #6-1 มาปาปา(จากตอนที่ 2)
      27 สิงหาคม 2563 / 00:15
      ไรท์กลับมาแล้วววว😿
      #6-1
  4. #5 Duangruedeeee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 22:57

    รอต่อจ้าาา
    #5
    1
    • #5-1 มาปาปา(จากตอนที่ 2)
      27 สิงหาคม 2563 / 00:14
      มาแล้วน้าาาา
      #5-1