แอบ - Secret of Love - (E-book)

ตอนที่ 4 : รุก 100 %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,379
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 178 ครั้ง
    1 ก.ค. 63

 3 

รุก 

 

คณะศิลปศาสตร์

 

ทำไมวันหยุดวันไปไวอย่างกับโกหกแต่วันที่ไปเรียนแค่ชั่วโมงเดียวแทบจะเท่ากับหนึ่งวันของฉัน ฉันต้องฝืนลากสังขารตัวเองมาคณะแต่เช้าเพื่อรอทำควิซแรกของเทอม ด้วยสมองอันน้อยนิดของฉันทำให้การทำข้อสอบผ่านไปได้อย่างยากลำบากมาก แถมไอ้ที่ตอบไปก็ไม่รู้ว่าจะถูกรึเปล่า ทำได้แค่ภาวนาขอให้มันถูกสักข้อก็พอใจแล้ว

 

“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะ นี่แค่ควิซแรกเอง ยังไม่มิดเทอมสักหน่อยอย่าเครียดเลย” มิลค์ใช้มือเล็ก ๆ ของมันลูบหัวฉันอย่างเบามือทำอย่างกับว่าฉันเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ พูดเเล้วก็หงุดหงิด ใช่สิต่อให้อ่านหนังสือมาทั้งคืนก็ทำไม่ได้ ไม่รู้อาจารย์ออกข้อสอบยากหรือเป็นเพราะฉันไม่มีสมองกันแน่นะ

 

เอ่อ แต่ฉันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าแหละ

 

“นี่ขนาดควิซแรกกูก็ไม่รอดแล้ว ถ้าอยู่ถึงปีสี่กูไม่ต้องอ่านสอบตั้งแต่ปิดเทอมเลยหรอ” น้ำตาลหัวเราะอย่างชอบใจ กับการตัดพ้อของฉัน

 

“วันนี้กูขอไปเล่นกับลูกมึงที่ห้องได้ไหม” มิลค์หันหน้ามาเพื่อพูดกับฉัน

 

“มาดิ”

 

“มึงตั้งชื่อลูกมึงยังวะ เห็นมึงเรียกแต่ก้อนสำลี ให้กูช่วยตั้งไหม กูมีชื่อเก๋ ๆ เยอะนะเว้ย” ไอ้ตาลที่กำลังดูดชานมไข่มุกพยายามที่จะช่วยตั้งชื่อให้ลูกของฉัน

 

“ก็ก้อนสำลีคือชื่อลูกกู” มันนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

 

พรวด!!!

 

น้ำชานมไข่มุกพุ่งออกจากปากน้ำตาลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เสียงลำลักน้ำดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในหน้าสวยเริ่มเปลี่ยนสีไปเป็นสีแดง มิลค์เริ่มขยับตัวไปใกล้ ๆ เพื่อลูบหลังให้มันเพื่อหยุดอาการของเพื่อนสาว ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งมันก็กลับมาสู่สภาวะปกติ

 

“มึงใช้อะไรคิดวะเนี่ย”

 

“ทำไม น่ารักออก” ฉันตอบด้วยใบหน้านิ่ง ๆ ตามสไตล์ ก้อนสำลีแล้วมันทำไมออกจะน่ารัก เคยมีใครตั้งชื่อแมวได้เก๋เท่าฉันไหมล่ะ

 

"น่ารักตรงไหนวะ"

 

ปากเสียที่สุด!

 

"มึงคิดว่าจะมีใครตั้งชื่อแมวตัวเองแบบนี้อีกไหมล่ะ คิดดูนะแค่ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่ามันต้องเป็นสิ่งที่น่ารัก" อะไรที่มันเป็นก้อน ๆ แค่ได้ยินก็ทำให้ใจละลายแล้วแหละ

 

“เออ น่ารักก็น่ารัก” น้ำเสียงที่ดูประชดประชันนิด ๆ ตอบออกมาพร้อมกันอย่างกับนัดกันมา

 

 

 

คอนโดX

 

ติ้ด ๆ

 

เสียงปลดล็อคประตูห้องดังขึ้น มือเล็กของฉันค่อย ๆ ดันประตูไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน

 

“เมี้ยวววว” เจ้าก้อนสำลีน้อยออกมาต้อนรับอย่างรู้หน้าที่ เท้ามังคุดน้อย ๆ นั้นตะปบมาที่ขาของผู้เป็นเจ้าของอัตโนมัติพร้อมกับร้องด้วยเสียงที่ออดอ้อน เจ้าก้อนสำลีนี่ตั้งแต่ฉันเอามาเลี้ยงมันก็ไม่ทำอะไรเลยนอกจากกินกับนอน จากที่อ้วนอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งอ้วนหนักเข้าไปใหญ่

 

“งุ้ยยยย ขี้อ้อนจังเลย” เพื่อนสาวผู้มาใหม่ยื่นมือของเธอลงไปจิ้มพุงกลม ๆ ของเจ้าก้อนสำลี ส่วนเจ้าตัวนั้นไม่ต้องพูดถึงนอนกางขาให้เกาอย่างรู้งาน ผิดกับที่ทำกับฉันเมื่อกี๊โดยสิ้นเชิง 

 

“เดี๋ยวให้อาหารมันก่อนมึงค่อยเล่นกับมันนะ ” สองขาเรียวเดินไปหยิบอาหารแมวที่ราคาของมันสามารถซื้อข้าวฉันได้หลายมื้อเลย แต่ก็นะเป็นทาสก็ต้องเจียมตัวเพราะเราต้องให้เจ้านายอยู่ดีกินดีก่อนค่อยนึกถึงตัวเอง

 

กิจกรรมระหว่างเพื่อนสาวของฉันกับเจ้าก้อนสำลีดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงเวลาสองทุ่มซึ่งเป็นเวลาสมควรที่เพื่อนฉันควรกลับไปที่หอมันได้แล้วเพราะถ้าดึกกว่านี้ก็คงต้องนอนที่นี่แล้วแหละ ฉันแยกเจ้าหนึ่งตัวกับหนึ่งคนออกจากกันพร้อมเดินไปส่งเพื่อนที่หน้าคอนโด

 

เมื่อส่งมันขึ้นรถเสร็จแล้วฉันก็ลากร่างกายที่พร้อมจะทิ้งตัวลงบนเตียงเดินเข้ามาในลิฟท์ด้วยความเคยชิน ร่างใหญ่ของใครบางคนเดินเข้ามาที่ลิฟท์พร้อมกับเสียงทุ้มที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากนั้น หลังจากที่เข้ามาอยู่ในลิฟท์ด้วยกันแล้ว

 

“ชั้น 7 ครับ” มือสวยกำลังจะเคลื่อนไปกดตามที่ร่างใหญ่ของคนในลิฟท์ขอมา สมองฉุกคิดได้ว่าเป็นชั้นเดียวกับตน ส่งผลให้มือชะงักลง ใบหน้าเงยหน้าขึ้นไปมองมองตัวใหญ่อัตโนมัติด้วยความอยากรู้ ทันใดนั้นสายตาสองคู่สอดประสานกันทันทีพร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ จากผู้ชายตรงหน้านั้นส่งมาให้

 

“ไง” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาพร้อมกับใบหน้าหล่อยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันจนรับรู้ถึงลมหายใจร้อน ๆ ของคนตรงหน้า สองขาของฉันก้าวถอยหลังออกมาอย่างง่ายดาย

 

“ออกไปนะ พี่ต้องการอะไร” ริมฝีปากบางขยับเปล่งเสียงออกมาเพื่อเตือนให้เขาห่างออกไป

 

ติ้ง!

 

เสียงประตูลิฟท์เปิดออก ฉันก็รีบเคลื่อนตัวออกจากบริเวณนี้อย่างรวดเร็ว ขาเล็กรีบก้าวไวโดยที่ยังได้ยินเสียงเดินตามมา จังหวะที่มือเล็กกำลังจะเปิดประตูนั้น ร่างกายรับรู้ถึงแรงกอดรัดบริเวณหน้าท้องพร้อมกับตัวทั้งตัวเริ่มลอยสูงขึ้นจากพื้น เหตุการณ์ตอนนี้คือฉันกำลังถูกคนตัวใหญ่อุ้มจากด้านหลัง 

 

ด้วยความตกใจมือน้อยจึงตีไปที่แขนของคนตัวใหญ่เพื่อให้ตัวเองหลุดจากการถูกเกาะกุม ร่างเล็กดิ้นไปมาเหมือนกับว่าตัวเองถูกของร้อน ไม่ถึงเสี้ยงวินาทีร่างกายก็ถูกพาเข้ามาอีกห้องซึ่งเป็นห้องข้าง ๆ กัน

 

“นี่ปล่อยนะ พามาที่นี่ทำไม” ฉันโวยวายออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดีแล้ว

 

“มาปล้ำมั้ง” คนหน้ามึนที่อุ้มฉันอยู่เอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เรียบเฉย

 

แขนแกร่งทั้งสองข้างค่อย ๆ คลายตัวออกจากเอวของฉันพร้อมกับวางร่างเล็กของฉันลงบนพื้นอย่างนิ่มนวล ใบหน้าของผู้ถูกกระทำหันไปมองหน้าคนตรงหน้าอย่างไม่คิดจะเกรงกลัวด้วยความโมโห สองมือยกขึ้นพร้อมที่จะทำร้ายคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างหน้า ร่างสูงเห็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วทั้งหมดแต่ยังไม่ทันที่คนตัวเล็กจะทำอะไร กายใหญ่รีบดันร่างเล็กลงบนโซฟาโดยใช้ร่างกายที่มีขนาดใหญ่กว่าในการพันธนาการคนที่อยู่ใต้ร่างตัวเองไว้

 

“ปะ ปล่อยนะ จะทำอะไร” เสียงคนตัวเล็กเอ่ยขึ้น พร้อมเงยหน้ามองคนบนร่างตน ตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาคลอ ตัวและเสียงเริ่มสั่นออกมาอย่างชัดเจน

 

“พี่ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับหนูนะ เรารู้จักกันรึยังไง คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้มาทำตัวแบบนี้กับคนอื่น" 

 

“หึ” คำสั้น ๆ ที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายคนนี้ ไม่ได้ทำให้ฉันจับใจความที่เขาจะสื่อได้เลย

 

“ปล่อยหนู” ฉันบิดข้อมือออกจากมือแกร่ง

 

“ไปกินข้าวกัน”

 

“อะไรนะ” เอ่อ...นี่มันอะไรเนี่ย เขาบ้าไปแล้วใช่ไหม ฉันกับเขาเรายังไม่ได้รู้จักถึงขั้นที่จะไปกินข้าวด้วยกันเลยนะ

 

“ไปกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อย” คนตังสูงลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมฉุดตัวฉันขึ้นมายืนเสมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่

 

“หนูไม่ไป! พี่อยากกินก็ไปกินคนเดียวสิ” คนตัวสูงหันมาจ้องหน้าฉันทันทีด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความรู้สึกไม่พอใจ ทำไมต้องไม่พอใจด้วยล่ะ ฉันเป็นใคร เขาเป็นใคร เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธเขาไม่ใช่รึไง

 

“จะกินบนนี้หรือที่ร้านข้างล่างเลือกเอา” พี่เซนสาวเท้ามาใกล้ฉันเรื่อย ๆ หลังจากที่ก้าวออกไปแล้วในตอนแรก สองขาเรียวก็ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ กินที่นี่คงไม่ได้กินข้าวแล้วแหละ เซฟตัวเองก่อนแล้วกัน

 

“ก็ได้”

 

“ก็ได้คือ? กินที่นี่?” ใบหน้าหล่อ ๆ นั้นเลิกคิ้วถามด้วยสีหน้าที่กวน 

 

“กินข้างล่าง!” คนที่ตัวเล็กกว่ารีบสาวเท้าเดินไปที่หน้าประตูห้องทันที่ด้วยอาการฟึดฟัด ส่วนเจ้าของห้องก็เดินตามหลังไปอย่างอารมณ์ดี

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

 

มือเล็กที่กำลังเอื้อมไปเปิดประตูหยุดชะงักทันทีพร้อมกับหันหน้าไปมองเจ้าของห้อง คนตัวใหญ่เดินมาที่ประตูอย่างไม่รีบร้อนพร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดประตู ใบหน้าของผู้ชายทั้งสี่คนนั่นก็คือพี่มิกซ์ พี่กัน พี่เอิร์ท และพี่บาส ที่ถูกประตูบังไปก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นพร้อมกับแววตาที่ดูตกใจเล็กน้อย

 

“อ้าว น้องวานี่” เสียงพี่มิกซ์เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ

 

“ฮั่นแน่ ยังไงมึงไอ้เซน แอบกิ๊กกันโดยที่กูไม่รู้หรอวะกูตกข่าวได้ไงเนี่ย” พี่เอิร์ทเอามือทั้งสองกุมใบหน้าตัวเองพร้อมส่ายหน้าไปมาและแสดงสีหน้าที่ดูเศร้าจนน่าหมั่นไส้

 

ฉันรู้หรอกนะว่าเขากำลังแซวอยู่!

 

“เสือก” คำหนึ่งคำบวกกับน้ำเสียงเรียบ ๆ ของพี่เซนเปล่งออกมาจากลำคอหนา

 

“กลับห้องไปก่อนไป” พี่เซนหันมาบอกฉัน

 

“แหม เสียงอ่อนเสียงหวานเลยนะมึง เดินกลับห้องดี ๆ นะคะน้องวา” พี่เอิร์ทเอ่ยแซวพร้อมหันมาหยอดฉันตามประสาผู้ชายเจ้าชู้

 

ป้าบ!

 

มือใหญ่ของพี่เซนลั่นลงไปที่หัวพี่เอิร์ททันทีตามด้วยเสียงหัวเราะจากพี่ ๆ ทั้งสามคนต่อมา มือพี่เซนเอื้อมมาจับมือของฉันเอาไว้พร้อมดึงตัวฉันออกไปจากห้องของเขาและเดินไปส่งฉันที่หน้าห้อง

 

“พรุ่งนี้รอด้วย ไปเรียนพร้อมกัน” พูดแค่นั้นก็เดินหนีไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ทิ้งให้ฉันยืนหน้าเหวออยู่ตรงนั้นคนเดียว หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นแรง หน้ามีสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่บอกกับตัวเองไว้ว่าจะไม่ยุ่งกับผู้ชายคนนี้แต่ทำไมใจกลับรู้สึกไปกับเขาง่าย ๆ แบบนี้กันนะ

 

แปะ แปะ! ฉันตบหน้าเรียกสติตัวเองหลังจากที่เข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้ว

 

หยุดคิดเดี๋ยวนี้นะไอ้วา ห้ามรู้สึกนะ สองมือทึ้งหัวตัวเองเหมือนกับคนบ้า จนเจ้าแมวน้อยที่กำลังเล่นอยู่ถึงกับหยุดชะงักเพื่อมองแม่ของตนว่ากำลังทำอะไร

 

 

 

7.00 น.

 

ตอนนี้เป็นเวลาที่เช้ากว่าปกติของการไปเรียน ที่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ไม่ต้องสืบเลยว่าเป็นเพราะใคร คนข้างห้องนี่แหละตัวดีเลย เจอกันแค่สามครั้งยังสามารถลากฉันเข้าไปอยู่ในห้องของเขาได้ ช่างเป็นคนที่น่ากลัวจริง ๆ

 

ทำไมฉันต้องตื่นเช้าและมาเรียนเช้าขนาดนี้ ง่วงก็ง่วง มีดีแค่อย่างเดียวคือรถไม่ติด การนั่งอยู่คนเดียวใต้ตึกคณะมันช่างเคว้งคว้างจริง ๆ 

 

เวลาเรียนของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เริ่มตอนเก้าโมงครึ่ง นี่ต้องนั่งรออีกสองชั่วโมงครึ่งเลยหรอ พูดแล้วอยากร้องไห้ สองมือเล็กยกขึ้นกุมขมับอย่างกลุ้มใจพร้อมกับนึกอะไรบางอย่างออกมืออีกข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋าพร้อมหยิบโทรศัพท์มือเพื่อโทรหาใครบางคน

 

(ฮัลโหล ว่าไง) เสียงทุ้มจากคนปลายสาย

 

“พี่วินมามอยัง?”

 

(หืม...ถามทำไม) 

 

“น้องวาอยากไปกินข้าวกับพี่”

 

(ไม่ได้หรอกเช้านี้พี่ต้องเตรียมทำแลป คงไปกินกับน้องไม่ได้หรอก แค่นี้ก่อนนะอาจารย์พี่เรียกแล้ว)

 

ติ้ด... พี่ชายสุดที่รักฉันวางสายใส่ทันทีที่พูดจบ เหอะ ๆ ชีวิตนักศึกษาแพทย์อะนะ มีเวลาก็อุทิศให้แก่การเรียน ฉันล่ะสงสารพี่ชายตัวเองจริง ๆ ไม่เป็นไรนะพี่วิน ให้น้องวาคนนี้ไปเรียนกับพี่คงไม่ไหวแต่สัญญาว่าจะไม่ทำให้พี่ปวดหัวเพิ่มแน่นอน

 

 

ครืด!

 

เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นเป็นสัญญาณว่ามีแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันหนึ่งในโทรศัพท์ดังขึ้น

 

SEN :อยู่ไหน

 

โห...นี่ไปเอาไลน์ฉันมาจากไหนเนี่ย ตามมายันในนี้เลยหรอ คิดว่าฉันจะสนใจอย่างนั้นหรอ ถ้าไม่ตอบซะอย่างใครจะทำไม

 

ฉันเลือกที่จะเมินโทรศัพท์เครื่องนี้เพื่อที่จะหลบหน้าพี่เซน

 

 

15 นาทีผ่านไป

SEN’S PART

 

คิดว่าผมไม่รู้หรอว่าลูกแมวนั่นแอบออกมาจากหอก่อนผมน่ะ รู้ตั้งแต่เห็นคนตัวเล็กเดินมาขึ้นรถด้วยท่าทีที่เร่งรีบแล้ว

 

การตามหาตัวเธอไม่ได้ยากขนาดนั้นเพราะคณะเราอยู่ติดกันและตอนนี้ก็ไม่มีใครบ้ามานั่งรอเรียนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเหมือนเธอหรอก ขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำค่อย ๆ เดินไปด้านหลังหญิงสาวที่กำลังนั่งเล่นเกมส์จากไอแพดของเธออย่างเมามัน โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามีคนมายืนอยู่ข้างหลังตน มือใหญ่ยื่นไปลูบหัวคนตัวเล็กจากด้านหลัง ใบหน้าเล็กเงยขึ้นมาทันทีพร้อมดวงตาที่เบิกกว้าง ริมฝีปากที่อ้ากว้างจนแมลงวันสามารถบินไปทำรังได้แล้วมั้ง

 

“มะ มาได้ไง” วาถามพร้อมลุกขึ้นยืนเพื่อถอยห่างจากผม

 

“บอกให้รอไม่ใช่หรอ ทำไมออกมาก่อนหรือว่าอยากโดนทำโทษ” ผมเปลี่ยนเรื่องเพื่อแกล้งคนตรงหน้า

 

“มะ ไม่ใช่สักหน่อย วันนี้อาจารย์นัดเช้าก็เลยมาก่อนไง” ยังจะเถียงต่อไปอีก ดื้อจริง ๆ

 

“หึ” ผมไม่ตอบพร้อมคว้ามือของคนตรงหน้าพร้อมกับพาเดินไปที่รถ

 

“พี่จะพาหนูไปไหน” คนตัวเล็กถามออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าผมกำลังจะขับรถออกไป

 

“กินข้าวไง”

 

“หนูไม่หิว” 

 

“ไม่กินข้าวเช้าระวังสมองไม่ทำงานนะ” ใบหน้าหล่อยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

 END SEN’S PART

 

 

“ไม่กินข้าวเช้าระวังสมองไม่ทำงานนะ” นี่เขาหลอกด่าฉันหรอเนี่ย

 

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกด่าก็แสดงอารมณ์ไม่พอใจโดยการเบ้หน้าเล็กน้อยและหันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง ทำให้บรรยากาศระหว่างเราถูกความเงียบปกคลุม ไม่มีคำใดเอ่ยออกมาจากปากของคนทั้งคู่ เมื่อรถขับมาถึงร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่งที่อยู่ระแวกเดียวกับมหาวิทยาลัย เขาก็พาฉันลงมาจากรถ

 

“กินอะไร” พี่เซนถามฉันหลังจากที่เราเข้ามานั่งภายในร้านเรียบร้อยแล้ว

 

“กะเพราหมูกรอบไข่ดาวสุก ๆ”

 

 “ยังเหมือนเดิมเลยนะ” พี่เซนพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาด้วยเสียงที่เบา จนฉันแทบไม่ได้ยิน

 

“อะไรนะ” ใบหน้าหล่อไม่ตอบคำถามอะไรแต่หันไปสั่งข้าวให้ฉันแทน

 

ฉันย่นจมูกใส่ทันทีเมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมตอบคำถาม

 

 

เมื่อกินข้าวเสร็จเราก็นั่งกันอยู่ที่ร้านอาหารสักพัก ฉันมองไปที่เขาและเริ่มคิดอะไรบางอย่างในใจ

 

ถ้าเขามาจีบฉันจริง ๆ ฉันควรเปิดใจให้ผู้ชายอย่างเขาไหมนะ เขาไม่ได้เข้ามาหาฉันอย่างที่ผู้ชายคนอื่นทำ มันทำให้ฉันเริ่มไม่แน่ใจ ยิ่งข่าวคราวที่ฉันรู้มาจากคนอื่น ๆ มันก็ยิ่งทำให้ฉันอยากจะตีตัวออกห่างจากเขา

 

 

------------------------------------------

 

หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะค้า ติ ชม ได้เลยน้า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 178 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

156 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 20:18
    รุกแรงไปป ค่อยๆนะคุณพี่ ชีวิตจริงแอบน่ากลัววว
    #131
    1
    • #131-1 มาปาปา (@std22732) (จากตอนที่ 4)
      4 กรกฎาคม 2563 / 23:31
      ถ้ามองตามความจริงไรท์ก็ว่าน่ากลัว แต่พี่เขามีเหตุผลน้า พี่เซนรักน้องงงงง
      #131-1
  2. #4 fhasai2550 (@fhasai2550) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 17:58

    อีเ-้ยยย!? กูอิน เขารู้จักกันๆ กรี๊ดดดดดฟิน
    #4
    2
    • #4-1 มาปาปา (@std22732) (จากตอนที่ 4)
      8 พฤษภาคม 2563 / 18:43
      ชอบความเซนเซอร์คำเอง5555 น่ารัก
      #4-1