แอบ - Secret of Love - (E-book)

ตอนที่ 14 : ขอแค่มองดูอยู่ตรงนี้ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    4 ก.ค. 63

 

13

ขอแค่มองดูอยู่ตรงนี้

 

ทั้ง ๆ ที่ในห้องนี้มีแค่ฉันคนเดียวแต่ความรู้สึกตอนนี้มันปั่นป่วนไปหมดส่งผลให้ฉันไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ตลอดทั้งคืนถึงแม้ว่าจะง่วงมากแค่ไหนก็ตาม

ฉันตื่นขึ้นมานั่งมองสิ่งของที่อยู่ในห้องรอบ ๆ ตัวอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง ทำให้ได้รู้ว่าฉันต้องการที่ปรึกษา ฉันไม่อยากเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวเพราะยิ่งพยายามเก็บมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งรู้สึกอึกอัดมากแค่นั้น

ในเมื่อมีเรียนตอนบ่ายก็ต้องพาตัวเองออกจากหอตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเพื่อไปทานข้าวที่โรงอาหารของคณะก่อนที่จะเข้าเรียน ฉันตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องเมื่อคืนให้กับเพื่อนในกลุ่มกัน

“กูว่าแล้วว่ากายยังไม่เลิกชอบมึงหรอก กูสังเกตตั้งแต่เมื่อคืนละไม่ยอมหนีไปจากมึงเลย”

ไอ้ตาลที่เป็นคนขี้สังเกตบอก

“เออ กูก็ว่าอยู่ว่าทำไมไม่กลับไปนั่งกับเพื่อน” ทีนี้เป็นไอ้พิล

“กูว่าเรื่องกายเอาไว้ก่อนเถอะ มึงควรเคลียร์เรื่องพี่เซนให้จบว่าจะเอายังไงจะไปขอคืนดีหรือไม่ดี”

มิลค์ที่นั่งฟังมานานอดพูดขึ้นมาไม่ได้

“กูไม่รู้ว่ะ ถึงกูจะยังชอบเขาแต่กูก็ไม่มั่นใจว่าเขายังชอบกูอยู่รึเปล่า”

“การกระทำทุกอย่างมันมีเหตุผลเสมอ กูไม่อยากไปก้าวก่ายในชีวิตของมึงมาก แต่ขอให้มึงเลือกหรือตัดสินใจโดยใช้หัวใจมึงเอง ไม่ว่ามึงจะตัดสินใจยังไงกูก็ยังอยู่ข้าง ๆ มึงเสมอนะ” มันดึงฉันเข้าไปกอดและลูบหลังให้ทำอย่างกับฉันเป็นเด็ก ๆ

“เข้าใจแล้ว”

“นี่จะบ่ายครึ่งแล้วรีบไปเรียนเหอะฝนจะตกแล้วเนี่ย” ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้าที่มืดครึ้ม ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้เลยว่าอยู่ช่วงฤดูไหนเพราะตั้งแต่ฉันเปิดเทอมมาถึงตอนนี้นี้มันก็มีครบสามฤดูไปแล้วเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เดี๋ยวหนาว สลับปนเปกันไปเรื่อย ๆ

เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนเราก็แยกย้ายกันตามปกติซึ่งฉันก็ขอไปซื้อชานมไข่มุกร้านเดิมก่อนที่จะกลับหอเพราะยังรู้สึกมึน ๆ หัวอยู่เล็กน้อยกับอาการเมาค้างจากเมื่อคืน

กริ๊ง! เสียงกระดิ่งที่ห้อยประตูดังขึ้นเมื่อฉันใช้มือผลักประตูนั้นเข้าไป

“รับอะไรดีคะ” พนักงานรีบรับบริการทันทีที่ฉันเข้าไปในร้าน

“เอาชานมไข่มุกหวานน้อยหนึ่งค่ะ”

“วันนี้มีโปรโมชั่นซื้อสองแถมหนึ่งนะคะลูกค้าสนใจรับไหมคะ”

โปรโมชั่นดี ๆ แบบนี้ใครจะไม่สนใจล่ะว่าไหม

“เอาก็ได้ค่ะ”

“รอสักครู่นะคะ”

ฉันหาที่นั่งรอเครื่องดื่มที่สั่งไปพร้อมมองออกไปรอบ ๆ ท้องฟ้าตอนนี้เริ่มครึ้ม แสงเริ่มลดน้อยลงมากขึ้นเรื่อย ๆ บ่งบอกได้ว่าไม่นานฝนต้องตกลงมาแน่ ๆ

“ลูกค้าคะ ชานมไข่มุกสามแก้วหวานน้อยได้แล้วค่ะ” เสียงพนักงานของร้านเรียกขึ้นมา

“ขอบคุณค่ะ” เมื่อรับมาแล้วฉันก็กล่าวขอบคุณแล้วเดินออกมา

SEN’S TALK

ผมแอบมองเธอตั้งแต่เธอเดินเข้ามาในร้านนี้แต่เธอก็คงไม่เห็นผมอย่างแน่นอนเพราะมุมที่ผมนั่งอยู่ทำให้สายตาของเธอมองมาเห็นผมไม่ได้

ลูกแมวก็ยังคงเป็นลูกแมวที่กินเก่งเหมือนเดิม ที่รีบตอบตกลงทันทีที่ได้ยินโปรโมชั่นนั้น 

“มึงมองอะไรวะ” น้ำเพื่อนสมัยเด็กของผมถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าสายตาของผมจดจ้องไปที่ลูกแมวที่นั่งรอออเดอร์ของเธออยู่ที่โต๊ะนั้น

ผมกับน้ำเรารู้จักกันตอนที่ผมไปเรียนที่อเมริกาตอนนั้น อาจเป็นเพราะน้ำเป็นคนไทยคนเดียวที่อยู่ที่นั่นในโรงเรียนตอนนั้นมันเลยทำให้เราสนิทกันมากถึงแม้ว่ามันจะเป็นผู้หญิงก็ตาม

น้ำกลับมาเที่ยวที่ไทยตั้งแต่ต้นเดือนที่แล้วและเราก็นัดเจอกันที่พร้อมเพรียงเมื่อวานนี้ เราไม่ได้เจอกันเกือบหกปีเต็มทำให้ผมได้คุยอะไรหลาย ๆ อย่างกับมันมากขึ้น

“ไม่มีอะไร” ผมตอบปัดไป

“อะไรวะมึงชอบคนนั้นหรอ” แน่นอนว่าผมไม่เคยปิดบังอะไรมันได้เลยสักครั้ง

“...”

“ฮั่นแน่ไม่ตอบอีก ถ้ามึงไม่ชอบกูขอจีบนะสเปคเลยผู้หญิงแบบนี้”

เมื่อสิ้นสุดคำนั้นผมต้องรีบออกตัวก่อนที่ไอ้เพื่อนคนนี้มันจะเอาจริง ใช่ไอ้น้ำมันชอบผู้หญิงและมันก็ชอบแกล้งผมแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เราอยู่ที่อเมริกา

“ไม่ต้องเลยคนนี้ของกู”

“เอาว่ะ แล้วมึงลองจีบยังมานั่งมองอยู่อย่างนี้มึงคงได้เขาเป็นแฟนหรอก”

“ลองแล้ว ได้แล้ว เลิกแล้ว”

“อะไรนะ!”

“ตามนั้น”

“ไอ้เซนมึงทิ้งเขาอีกแล้วหรอ” มันด่าผมทันทีที่ได้ยินมาผมกับน้องเลิกกันแล้ว ไอ้น้ำมันมักจะว่าผมเสมอว่าถ้าไม่จริงใจกับใครก็ไม่ต้องไปคบให้เขาเสียใจเพราะมันเห็นว่าผมจะขอเลิกกับผู้หญิงทุกคนที่คบได้ไม่นาน

 

“ครั้งนี้กูไม่ได้ทิ้งเขาแต่เขาทิ้งกู”

“เออสมควรโดนทิ้ง” นอกจากมันจะไม่ปลอบผมแล้วแม่งยังซ้ำเติมผมอีก

“ไม่ช่วยแล้วยังมาซ้ำเติม”

ผมหันไปมองตามวาที่กำลังจะเดินออกไปจากร้านแห่งนี้

“มึงตามไปดิ” มันพูดขึ้นพร้อมผลักทำเอาผมแทบตกเก้าอี้

โห ผลักขนาดนี้ไม่ถีบกูเลยวะ

“กูไม่กล้าไปยุ่งกับเขาแล้ว เขามีคนใหม่แล้ว”

“มึงรู้ได้ไงว่าเขามีคนใหม่” ตอนแรกผมแค่คิดว่าน้องกับไอ้หมอนั่นเป็นแค่เพื่อนกันตามปกติแต่พอเห็นเธออยู่กับไอ้หมอนั่นที่สวนแล้วทำให้ผมรู้สึกว่าเธออาจจะเริ่มมีใจให้มันแล้ว และสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าเธออาจจะมีใจให้มันจริง ๆ ก็คือเมื่อคืนที่พร้อมเพรียง เธออยู่กับมันสองคนและยอมให้มันไปส่งที่คอนโดโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ เธอปล่อยให้มันเข้าห้องโดยที่ไม่มีใครอยู่ด้วยมันทำให้รู้ได้เลยว่าเธอไว้ใจมันมาก

“ค่อยเล่า”

ผมวิ่งออกไปทันทีเมื่อเห็นว่าเธอกำลังก้าวออกจากร้านไปจริง ๆ

“มึงเพิ่งบอกกับกูว่าไม่กล้าไปยุ่งกับเขา” ไอ้น้ำตะโกนตามหลังผมมา

“ช่างแม่งไปก่อน”

เมื่อผมออกมานอกร้านก็กวาดสายตามองหาคนตัวเล็กทันทีท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างแรงในขนะนี้พบว่าเธอยืนมองฝนที่ตกหนักอยู่ข้าง ๆ ร้าน โดยที่ไม่มีอะไรมาสามารถบังฝนได้เลย

ผมรีบสาวเท้าเดินไปยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ เธอหันมาพร้อมกับทำหน้าตกใจอย่างกับเห็นผีและเดินถอยหลังออกไป

“เข้าไปในร้านก่อนเดี๋ยวไม่สบาย” ผมบอกไปอย่างนั้นเมื่อเห็นว่าฝนเริ่มตกแรงขึ้น

คนดื้อไม่ยอมคุยกับผมได้แต่ส่ายหน้ารัว ๆ เพื่อเป็นคำตอบ ผมรีบมองหาอุปกรณ์จะที่ช่วยกันฝนได้แต่อยู่ดี ๆ ก็พบว่าคนตัวเล็กวิ่งตากฝนออกไปแล้ว

“วา”

“โธ่เว้ย” ผมรีบสาวเท้าตามเธอไปทันทีและด้วยความที่ขาผมยาวกว่าเธอมากจึงสามารถตามเธอได้ทัน

เสื้อช็อปตัวใหญ่ถูกถอดออกมาเพื่อคลุมหัวเราทั้งคู่ไว้ก่อนที่มือใหญ่ของผมจะโอบไปที่ไหล่ของคนตัวเล็กและพาวิ่งไปที่โรงจอดรถที่อยู่ข้างหน้าไม่ใกล้ไม่ไกล

“ปล่อยนะ” เมื่อถึงที่หมายคนที่อยู่ในอ้อมแขนก็ขยับตัวยุกยิกราวกับว่าต้องการออกจากอ้อมแขนผมเร็ว ๆ มันยิ่งทำให้ผมอยากแกล้งเธอมากขึ้นกว่าเดิม

“พี่เซนปล่อยหนูนะ” ผมทำเป็นหูทวนลมกับคำพูดคำนั้นเพราะอยากอยู่แบบนี้ให้นาน ๆ ไม่รู้ว่าถ้าอนาคตเธอมีคนใหม่ผมคงจะไม่สามารถอยู่ตรงนี้ต่อไปได้เหมือนเดิม

พลั่ก!

เธอผลักผมออกอย่างแรงจนเราทั้งคู่กระเด็นออกจากกัน ใบหน้าที่ผมชอบมองส่งสายตามองมาด้วยความหงุดหงิดก่อนที่จะเดินขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างเร็ว

ได้กอดแค่นี้ก็พอใจแล้ว

END SEN’S PART

ฉันพาเนื้อตัวที่เปียกโชกกลับมาที่คอนโดอย่างปลอดภัย เหตุการณ์ตอนที่อยู่ที่โรงจอดรถนั้นมันทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก ฉันจึงต้องรีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างมันจะเลยเถิดมากกว่านี้ โดยการทำเป็นโกรธและรีบหนีออกมา

ฉันไม่รู้ว่าเขามีผู้หญิงกี่คน ไม่รู้ว่าตอนนี้เขายังรู้สึกกับฉันเหมือนเดิมไหม ฉันไม่มั่นใจในตัวเขาเลยสักนิด มันทำให้ฉันไม่กล้าทำอะไรสักอย่างจนกว่าจะพร้อมจริง ๆ แต่หลาย ๆ ครั้งที่ฉันเจอมันสอนฉันได้ว่าการที่เรายิ่งรอนานเท่าไหร่ผลลัพธ์มันก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น บางทีเขาอาจจะเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวฉันแทนก็ได้

ฉันนั่งทบทวนความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของเราอยู่ที่โซฟาจนมารู้ตัวอีกทีผมและเสื้อผ้าที่เคยก็เกือบแห้งสนิทแล้ว จึงต้องรีบพาตัวเองไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะไม่สบาย

เมื่อคืนฉันหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ก่อนที่จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนช่วงเช้ามืด ฉันปวดหัวจนนอนไม่ได้จึงต้องลุกขึ้นมากินยาที่ฉันเกลียดเพื่อทำให้ตัวเองหลับ กว่ายาจะออกฤทธิ์ฉันก็แทบอยากจะร้องไห้ออกมาเพราะอาการปวดหัวของฉันมันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องนอนนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น ก่อนที่จะหลับไปด้วยฤทธิ์ยาและตื่นขึ้นมาอีกทีตอนเก้าโมงเช้านี้

ตอนนี้รับรู้ได้เลยว่าร่างกายของฉันกำลังต่อสู้กับพิษไข้อย่างหนัก น่าจะเป็นผลมาจากเมื่อวานที่ฉันวิ่งตากฝนออกมาจากคาเฟ่นั้น อาการปวดตามเนื้อตามตัวและมีน้ำมูกไหลเริ่มจู่โจมคนป่วย ทำให้ไม่สามารถพาตัวเองลุกขึ้นมาได้เลย มือเล็กคว้ามือถือที่อยู่บนหัวเตียงกะว่าจะโทรหาใครสักคนแต่ก็พบว่าแบตเตอรี่หมด

“มาหมดอะไรตอนนี้เนี่ย”

ฉันบ่นออกมาด้วยอาการหัวร้อน จากนั้นก็พยายามพาตัวเองลุกขึ้นเพื่อไปหยิบที่ชาร์จมา ในเมื่ออาการยังไม่แย่มากเท่าไหร่ฉันก็พยายามพาตัวเองออกไปซื้อข้าวมากินเพื่อจะได้กินยา เมื่อก้าวพ้นหน้าประตูห้องแล้ว อยู่ ๆ ประตูของห้องข้าง ๆ ก็ถูกเปิดออกมาโดยใครบางคน ทำให้ฉันต้องหันไปมองโดยอัตโนมัติ

ใบหน้าที่มีเครื่องหน้าที่สวยงามราวกับเทพธิดากับผิวที่ขาวละเอียดราวกับน้ำนม เธอเป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่อยู่กับพี่เซนในคืนนั้น ฉันจำเธอได้ทั้ง ๆ ที่ที่นั่นแสงไฟแทบจะไม่มีแต่ฉันกลับจำใบหน้าของเธอได้อย่างแม่นยำ 

เมื่อเธอเห็นฉันก็ส่งยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตรทำให้ฉันต้องยิ้มตอบเธอไป ก่อนที่เราจะเดินมาขึ้นลิฟท์ตัวเดียวกันและแยกจากกันที่ใต้คอนโด

เธอมานอนกับพี่เซนงั้นหรอ

ฉันเผลอเก็บเรื่องนี้ไปคิดจนกระทั่งฉันกลับขึ้นไปที่ห้องอีกครั้งหลังจากได้ข้าวที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว

มันแปลกที่ฉันพยายามที่จะกินมันมากเท่าไหร่ก็ทำให้ฉันกลืนมันไม่ลงสักที สายตาก้มลงไปมองข้าวที่ยังเต็มกล่องเหมือนเดิมไม่ลดลงไปเลยสักนิดและล้มเลิกที่จะกินมันต่อ จึงเดินไปหยิบยาที่พี่วินเคยซื้อมาให้เมื่อครั้งที่แล้วมากินเผื่อว่าอาการป่วยจะทุเลาลง

ความรู้สึกหนาวเริ่มจู่โจมเมื่อฉันนอนพักได้ไม่นานจนทำให้ฉันต้องลุกขึ้นมาปิดแอร์ทันที เมื่อมองไปข้างนอกก็พบว่าตอนนี้ฝนกำลังตกอย่างหนักโดยไม่มีท่าทีว่าจะเบาลงสักนิด

ฉันยังคงปวดหัวเหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ และตอนนี้ก็รู้สึกจุกที่ท้องจนปวดร้าวไปหมด ฉันพยายามที่จะล้มตัวลงนอนแล้วก็ทำไม่ได้เป็นเพราะอาการปวดท้องเหมือนกับมีอากาศดันอยู่ข้างในเริ่มปวดเพิ่มมากขึ้น

อาการจุกเหมือนกับมีลมดันขึ้นมาทำให้ฉันไม่สามารถทำอะไรได้ ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ตอนนี้ที่พึ่งเดียวของฉันคือพี่วินดังนั้นฉันจึงพยายามเอื้อมมือให้ได้ไกลที่สุดเพื่อจะหยิบมือถือมาให้ได้ แต่ยิ่งขยับตัวยิ่งหน่วง ๆ ที่ท้องมากกว่าเดิม มันเจ็บจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

ฉันพยายามกดโทรพี่วินให้เร็วที่สุดเพราะว่าเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว

(ฮัลโหล)

“พี่วิน”

(เป็นอะไรหื้ม ทำไมเสียงสั่นอย่างนั้น)

“น้องวาปวดหัว เจ็บท้อง มันจุกที่ท้องเหมือนจะเรอแต่น้องวาก็เรอไม่ออก มันเจ็บมากเลย”

(ในห้องมียาลดกรดไหม น่าจะเป็นกรดไหลย้อน)

“ฮึก ไม่มี”

(ไม่ร้อง ๆ เดี๋ยวพี่จะไปอยู่เป็นเพื่อน)

“ต้องรีบมานะ ฮึก”

(ครับ เดี๋ยวพี่จะรีบไป)

พี่วินใช้เวลาไม่นานเขาก็มาถึงที่คอนโดของฉัน เขารีบให้ฉันกินยาทันทีที่มาถึง มันทุเลาลงเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น

ว่าที่คุณหมอจัดแจงท่านอนและวัดไข้ให้ฉันอย่างเสร็จสรรพแต่ผลกับปรากฏว่าไข้ฉันสูงถึง 39.7 องศา เขาดูตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะเปลี่ยนใจพาฉันไปที่โรงพยาบาล โดยมีฉันที่ดื้อไม่ยอมไป คัดค้านหัวชนฝาแต่ตอนนี้พี่ชายที่เคยตามใจกลับไม่ตามใจอย่างที่เคยลากฉันมาถึงโรงพยาบาลจนได้

หมอตัดสินใจให้ฉันนอนดูอาการที่โรงพยาบาลเมื่อเห็นว่าฉันทานอะไรไม่ได้ ทำให้ฉันต้องโทรไปบอกเพื่อน ๆ ว่าไม่ได้เข้าเรียนบ่ายนี้

“กินโจ๊กก่อนนะ” พี่วินซื้อโจ๊กมาจากโรงอาหารของโรงบาลเทใส่ชามให้ฉันที่นอนไม่มีแรงอยู่บนตียงอย่างดี

เกิดมาก็ไม่เคยป่วยหนักถึงต้องนอนโรงพยาบาล อย่างมากก็แค่มาหาหมอแล้วได้ยากลับไปทาน แต่นี่กลับต้องนอนแถมที่มือยังมีสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยางอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย

ที่นี่ไม่เหมาะกับฉันเอาซะเลย

“น้องวากินไม่ลง แค่กลิ่นน้องวาก็จะอ้วกแล้ว”

“ลองสักคำก็ยังดี ยิ่งเป็นกรดไหลย้อนยิ่งต้องกินอาหารให้ตรงเวลานะ”

“มันจะอ้วก”

“คำเดียว” ช้อนที่เต็มไปด้วยโจ๊กถูกจ่อมาที่ปากฉันทำให้ฉันต้องงับเข้าปากไปอยู่หลายคำ

เมื่อพี่วินกลับไปเรียนแล้ว ทิ้งฉันไว้ที่ห้องโล่ง ๆ นี่คนเดียว เวลาไปไม่ถึง 10 นาที อาการก็เริ่มแสดงออกมา เมื่อฉันเริ่มแน่นท้องอีกรอบ อาหารทั้งหมดที่ทานไปถูกตีกลับมาที่เดิมจนต้องรีบคว้าเสาน้ำเกลือวิ่งเข้าห้องน้ำไป

หมดกันที่กินมาทั้งหมดไม่เหลือเลยสักนิด ฉันอ้วกจนมีน้ำขม ๆ ออกมาแทนอาหารทั้งหมด

ทรมาน ทรมานมาก

มือเล็กที่ติดสายน้ำเกลือยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลออกมา ก่อนที่จะจัดการเก็บทุกอย่างแล้วพาตัวเองมานอนบนเตียงและหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า

หูได้ยินเสียงตะกุกตะกักดังขึ้นมาจากในห้องทำให้ฉันต้องค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามองหาต้นเสียงนั้น

“อ้าว ตื่นแล้วหรอ เป็นไงบ้างดีขึ้นไหมมึง”

พอฉันตื่นขึ้นมาช่วงเย็นก็เจอคำถามที่ส่งมารัว ๆ จากเพื่อนสนิทที่พากันยกกลุ่มมารวมตัวกันอยู่ที่นี่พร้อมกับกลุ่มของพี่เซนที่ไม่มีแม้แต่เงาของพี่เซนเลยแม้แต่นิด

“ยังปวดท้องอยู่เลย”

“กูซื้อผลไม้มาเต็มเลยของชอบมึงทั้งนั้น” ไอ้มิลค์ยกผลไม้ถุงใหญ่มาวางตรงหน้า

“ขอบใจนะ”

“กินไหมเดี๋ยวกูปอกให้”

“ไม่ล่ะ กูกินไม่ลง”

ฉันหันไปมองรอบ ๆ เผื่อว่าจะเจอเขาบ้างแต่ฉันกลับหันไปเจอผู้หญิงคนเดิมคนที่เดินออกจากห้องของพี่เซนในตอนเช้าและเป็นคนเดียวกับที่พร้อมเพรียง

“ลืมบอกเลย นี่น้ำเพื่อนพวกพี่เองเพิ่งกลับมาจากอเมริกา” 

พี่เอิร์ทพูดขึ้นมาราวกับว่าเพิ่งนึกขึ้นมาได้

“Hi” เธอส่งเสียงทักทายมา 

“สวัสดีค่ะ” ฉันก็เลยยกมือไหว้ตอบเพราะเธอน่าจะอายุมากกว่า

ฉันแปลกใจนิดหน่อยที่เธอมาอยู่ที่นี่ แต่มันก็คงไม่ได้แปลกอะไรเพราะเธอเป็นเพื่อนของพี่ ๆ เขา

“แล้วมึงไปทำอะไรมาทำไมได้มานอนซมอยู่แบบนี้” ไอ้ตาลที่นั่งปอกผลไม้อยู่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่ซื้อมาให้ฉันแต่มันกับหยิบเข้าปากตัวเองและเคี้ยวตุ้ย ๆ พร้อมกับถามหาสาเหตุการป่วยของฉัน

“สงสัยเมื่อวานกูตากฝนมากไปมั้งเลยไข้ขึ้นน่ะ”

แกร็ก! เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้นมาทำให้ฉันต้องชะเง้อคอออกไปดูคนที่มาใหม่ซึ่งเป็นพี่พยาบาลที่เอายามาให้ฉัน ทำเอาฉันต้องถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ

“มองหาใครวะ” ไอ้พิลจ้องหน้าฉันเพื่อจับผิดพิรุธ

“เปล่า กูแค่มองหาพี่เซน เอ้ย! พี่วิน”

ไอ้ปากไม่รักดีทำไมพูดออกไปแบบนั้น ฉันคาดโทษกับตัวเองในใจ

“วู้วววววววววววววว” คนที่อยู่ในนี้ทั้งห้องส่งเสียงร้องแซวออกมาพร้อมกันโดยที่ไม่ได้นัดหมายเลยสักนิด

“อ้าว โป๊ะแตกซะแล้วเพื่อนกู”

“กูแค่พูดผิดเอง โป๊ะแตกอะไร” ฉันรีบแก้ตัวพัลวัน

“ไม่รู้หรอว่าปากมันจะชอบพูดสิ่งที่เราคิดออกมาตลอดน่ะ”

“เพ้อเจ้อ กูแค่สับสนชื่อนิดเดียวเอง”

“จริงเปล่า ๆ” พี่มิกซ์ที่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ ยังรวมหัวแกล้งฉันไปด้วยอีกคน

“พี่มิกซ์อะ” ฉันหันไปมองค้อนใส่คนขี้กวน

“พี่ล้อเล่น ๆ”

“นี่มันก็ทุ่มกว่าแล้ว กูว่ากลับกันเถอะให้น้องมันพักบ้าง”

หลังจากที่คุยกันมานานกว่าชั่วโมงพี่เอิร์ทก็หยุดพวกเราไว้ก่อนที่จะเกินเวลาเข้าเยี่ยม

“เออ ๆ กลับเหอะ พี่ไปแล้วนะน้องวาหายไว ๆ นะ” พวกพี่บอกลาฉันพร้อมกับทยอยเดินออกไปทีละคน

“เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกกูมาใหม่นะมึง” คราวนี้เป็นไอ้ตาล

ฉันก็ได้แต่มองตามตาละห้อยเพราะอยากกลับไปกับพวกเขาบ้าง

ฉันไม่อยากนอนอยู่ที่นี่!!! ยิ่งเป็นห้องนอนพิเศษมันก็ยิ่งน่ากลัวเพราะในห้องไม่มีใครเลยสักคน หน้าต่างที่เปิดไว้ก็มีสายลมพัดเข้ามาเรื่อย ๆ จนผ้าม่านปลิวขยับไปตามสายลม ตอนนี้ฟ้าที่เคยสว่างกลับมืดมิดมีเพียงแสงไฟจากห้องนี้เท่านั้นที่ทำให้มองเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างได้

เมื่อฉันอยู่ตัวคนเดียวความเงียบงันก็เข้ามาปกคลุม ได้ยินแต่เสียงอะไรบางอย่างกระทบกับหน้าต่างด้านนอก

แกร็ก แกร็ก! เสียงนั้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แกร็ก แกร็ก! และยังดังไม่หยุด

ฉันตัดสินใจคว้าเสาน้ำเกลือเดินเข้าไปดูต้นเสียงนั้นให้เห็นกับตา ขาทั้งสองก้าวไปช้า ๆ ทีละก้าว ๆ จนเสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เพราะตัวของฉันอยู่ใกล้กับต้นเสียงมากขึ้น

แกร็ก!

“คนไข้ไปทำอะไรอยู่ตรงนั้นคะ”

ฉันสะดุ้งอย่างตกใจเมื่อพี่พยาบาลเดินเข้ามาเงียบ ๆ

“เอ่อ หนูได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ก็เลยลุกมาดูค่ะ แหะ ๆ”

“อ๋อ มันเป็นเสียงลมพัดเศษโครงหน้าต่างค่ะ พอดีมันหลุดไปช่างก็ยังไม่ได้มาซ่อมเลย”

“งั้นหรอคะ หนูก็นึกว่าเป็นอย่างอื่นซะอีก” ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ที่มาของต้นเสียงแล้ว

“คนไข้กินยารึยังคะ”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“นี่เป็นชุดเปลี่ยนนะคะ เดี๋ยวจะมีคนมาเช็ดตัวให้ค่ะ” เธอพูดออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าฉันไม่มีญาติมาอยู่ด้วย

“เอ่อคือขอเช็ดเองได้ไหมคะ” ถ้าให้ใครมาเช็ดให้ฉันคงต้องอายมากแน่ ๆ เลย

“ได้ค่ะ เดี๋ยวพี่แจ้งให้นะคะ”

“ขอบคุณมากนะคะ”

หลังจากที่พี่เขาได้มาเช็คสายน้ำเกลือต่าง ๆ แล้วเธอก็กลับออกไปทันที ฉันจึงต้องทำการลงมือเช็ดตัวด้วยตัวเอง

นี่แหละนะเมื่อไม่มีคนมาเฝ้ามันก็จะลำบากแบบนี้แหละ แม่ก็ไปต่างประเทศไปดูงานกับพ่อ ส่วนพี่ชายก็มาได้ไม่นานต้องไปอ่านหนังสือ ตอนแรกเขาตั้งใจที่จะนอนเฝ้าฉันแล้วแต่พอเห็นเขาแบกหนังสือเล่มหนาเข้ามาแล้ว ฉันต้องกลับคำบอกให้เขาไปนอนที่หอแทนเพราะว่าดูแล้วพี่วินคงจะอ่านดึกแน่ ๆ

การเช็ดตัวด้วยตัวเองผ่านไปอย่างทุลักทุเล ยิ่งไอ้สายน้ำเกลือตัวปัญหาที่ยาวจนฉันต้องคอยจับไว้ตลอดเพื่อไม่ให้มันหลุด ทำให้ใช้เวลาในการเช็ดตัวค่อนข้างนาน

หลังจากที่กลับมาที่เตียงฉันก็เล่นโทรศัพท์มือถือแก้เบื่อจนเริ่มปวดหัวขึ้นมาอีกรอบ ทั้ง ๆ ที่กินยาไปแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมมันปวดหัวขึ้นมาอีกแล้วล่ะ

ฉันจำเป็นต้องวางมือถือและล้มตัวนอนลงไปกับเตียงและเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว

 

SEN’S TALK

ผมมาหาเธอตั้งแต่ช่วงเย็น ๆ พร้อมกับพวกไอ้เอิร์ทกับเพื่อนน้องแต่ผมก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะดูเธอยังไม่อยากที่จะเห็นหน้าผม จึงได้แต่รออยู่หน้าห้องจนกว่าเธอจะหลับ 

ระหว่างที่นั่งรอผมก็เจอกับพี่วินพี่ชายของเธอที่ผมนับถือและเราก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ผมยกมือไหว้เขาตามปกติ

“มึงมาทำอะไรที่นี่”

“ผมมาหาน้อง”

“แล้วทำไมมึงไม่เข้าไป” คำถามครั้งนี้ทำเอาผมต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้วาพี่วินมักจะโมโหและหาเรื่องผมตลอดมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เราเด็ก ๆ แล้ว วาติดผมมากกว่าติดเขาที่เป็นพี่ชายแท้ ๆ ทำให้เขามักจะมาแยกผมกับน้องออกจากกันตลอด

“ผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้จะออกมาจากปากพี่นะ”

“ถ้ามึงไม่ตอบกูก็จะไม่ให้มึงเข้าไปหาน้องกู”

“ผมรอให้วาหลับก่อนค่อยเข้าไปน่ะ ยังไม่อยากเข้าไปตอนนี้”

“มึงไปทำอะไรผิดมา”

“เราเข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ วาคิดว่าผมมีคนอื่นเลยขอเลิกกับผมแต่ผมไม่ได้มีใครเลยนะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ”

“งั้นมึงกับน้องกูก็เลิกกันแล้ว?”

“ครับ”

“งั้นมึงก็ไสหัวกลับไป”

อะไรของเขาวะ เมื่อกี๊ยังดูใจดีอยู่เลย

“เฮ้ย ได้ไงวะพี่”

“มึงเลิกกับน้องกูแล้ว มึง ไม่ มี สิทธิ์” คำพูดแต่ละคำที่ส่งมาเน้น ๆ และกระแทกใจผมมาก

“แต่เราแค่เข้าใจผิดนะครับ”

“นั่นมันเรื่องของมึง”

“พี่วิน ผมขอเถอะ”

“มึงขอแบบนี้กับกูกี่ครั้งแล้ว ทุกครั้งกูก็ให้โอกาสมึงตลอดแต่มึงก็ยังทำให้น้องกูเสียใจอยู่ซ้ำ ๆ”

“...”

“มึงกลับไปทบทวนตัวเองให้ดีว่าตัวเองพร้อมที่จะดูแลน้องกูจริง ๆ รึยัง ถ้ามึงพร้อมกูก็พร้อมให้มึงเข้าหาน้องกูได้”

“ครับ”

เขาพูดจบก็เดินออกไปจากตรงนี้ทันที ผมแปลกใจมากที่เขาเดินไปที่ลิฟท์ราวกับว่าจะไม่อยู่เฝ้าน้อง สิ่งที่ผมคิดก็เป็นจริงเมื่อมองลงไปจากระเบียงตรงนั้นเห็นรถพี่วินเคลื่อนตัวออกไปจากโรงพยาบาลไปแล้ว

ครืด ครืด! แจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นหนึ่งดังขึ้นทำให้ผมหยิบขึ้นมาดู

‘ครั้งนี้กูจะลืมมันไปก่อน วันนี้มึงก็เฝ้าน้องกูแทนกูก่อนแล้วกัน

 

อะไรของเขาวะ?

เมื่อได้รับอนุญาตจากพี่วินแล้วผมก็รอเวลาให้ดึกอีกสักพักค่อยเข้าไปหาเธอ คนที่เคยเยอะตอนนี้เหลือแค่ทางเดินอันว่างเปล่าไร้ผู้คน ผมตัดสินใจเข้าไปในห้องพักของเธอเมื่อรู้สึกว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว

ร่างเล็กที่อยู่ในชุดผู้ป่วยนอนขดตัวอยู่บนเตียง แถมยังเตะผ้าห่มไปกองไว้ที่ปลายเตียงอีก ผมค่อยก้าวไปหาเธอช้า ๆ และหยิบผ้าห่มที่วางอยู่ปลายเตียงนั้นมาคลุมให้เธอเบา ๆ 

เธอไม่มีท่าทีว่าจะตื่นทำให้ผมรู้สึกสบายใจนิดหน่อยเพราะไม่รู้ว่าถ้าเธอตื่นมาเจอผมตอนนี้เธอจะไล่ผมกลับห้องรึเปล่า ผมนั่งมองใบหน้าที่ของคนที่เคยนอนอยู่กับผมทุกคืน เธอนอนขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่ามีเรื่องหนักใจให้คิดอยู่ตลอดเวลา

นิ้วชี้ของผมค่อย ๆ เขี่ยไปที่ระหว่างคิ้วของเธอเพื่อให้มันคลายตัวออกและมันก็ได้ผล

“อื้อ ร้อน”

เธอขยับตัวเปลี่ยนท่าพร้อมบ่นออกมา เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดขึ้นมาตามกรอบหน้า และพยายามปัดผ้าห่มที่ผมเพิ่มคลุมให้เมื่อครู่ไปไว้ปลายเตียงเหมือนเดิม

ผมค่อย ๆ เอามือไปวัดอุณหภูมิที่หน้าผากของเธอพบว่ามันร้อนมาก ผมรีบเดินออกไปหาพยาบาลด้านนอกเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อน

“ขอโทษนะครับถ้าคนไข้ไข้ขึ้นผมต้องทำยังไงครับ” ผมมาถามพี่พยาบาลที่อยู่ที่เคาน์เตอร์

“ห้องไหนคะ”

“ห้อง 716 ครับ”

“เดี๋ยวเข้าไปดูให้นะคะ”

เธอเดินไปหยิบอุปกรณ์อะไรสักอย่างและเดินนำไปที่ห้อง ผมเดินตามเธอมาพร้อมกับรอให้เธอวัดไข้เสร็จ

“เดี๋ยวญาติคอยเช็ดตัวให้คนไข้นะคะเวลาที่ไข้ขึ้น ถ้าคนไข้อาการไม่ดีขึ้นยังไงกดเรียกพยาบาลได้เลยนะคะ” 

เธอบอกวิธีรับมือต่าง ๆ และเดินกลับไป ทำให้ผมต้องเดินไปหยิบอุปกรณ์มาเช็ดตัวให้เธอ

เมื่อน้ำช่วยให้อุณหภูมิค่อย ๆ ลดเธอก็น่าจะรู้สึกสบายตัวมากขึ้นทำให้อาการสงบไป 

คืนนั้นทั้งคืนผมต้องลุกขึ้นมาเช็ดตัวให้คนป่วยตลอดทั้งคืนโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด เมื่อใกล้จะหกโมงเช้าผมก็ออกมาจากที่โรงพยาบาลเมื่อพี่วินบอกว่าจะมาดูแลต่อเอง 

เมื่อเห็นอาการเธอเมื่อคืนผมยอมรับเลยว่ารู้สึกกังวลเล็กน้อยเพราะเธอไม่ดีขึ้นเลยสักนิดแต่ก็ยังวางใจที่มีพี่วินคอยดูแลอยู่

ผมรีบกลับมาที่คอนโดเพราะต้องกลับไปอาบน้ำเพื่อไปเรียนต่อตอนแปดโมงเช้า

END SEN’S TALK

ช่วงเจ็ดโมงเช้าฉันตื่นมาก็เจอพี่วินนั่งอยู่ที่โซฟาแล้วพร้อมทั้งอยู่ในชุดเสื้อกาวน์เรียบร้อย

เขาต้องตื่นตั้งแต่กี่โมงนะถึงได้อยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อมจะสู้รบขนาดนี้

“มองอะไรตัวเล็ก” พี่วินเงยหน้าขึ้นมาจากไอแพดพร้อมกับถามฉันที่นั่งจ้องหน้าเขาอยู่ตอนนี้

“พี่วินมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“สักพักแล้ว ตื่นแล้วก็ลุกมากินยาก่อนอาหารก่อน”

“ยาอะไร น้องไม่กินได้ไหม”

“แค่ยาลดกรด ลุกขึ้นมากินเร็ว”

ร่างสูงของพี่ชายลุกขึ้นจากโซฟาพร้อมกับก้าวเข้ามาหาฉันช้า ๆ ส่วนมือก็ถือถ้วยเล็ก ๆ ที่ใส่ยาไว้ส่งมาให้ฉันทันที

ฉันหันไปส่งสายตาอ้อนใส่เขา ก่อนที่จะโดนสายตาดุส่งกลับคืนมา ฉันจำเป็นต้องหยิบแคปซูลนั้นเข้าปากทันที 

อื้อหือ เม็ดใหญ่จนเกือบติดคอแหนะ

“อีกครึ่งชั่วโมงค่อยกินข้าวนะ เดี๋ยวพี่ไปต้องไปราวน์แล้ว”

ฉันพยักหน้าให้เข้าเป็นอันว่าเข้าใจก่อนที่พี่วินจะเดินไปหยิบไอแพดแล้วหันมาลูบหัวฉันเบา ๆ ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง

ชีวิตในโรงพยาบาลนี่มันช่างน่าเบื่อจริง ๆ วัน ๆ ไม่ทำอะไรมีแต่กินแล้วก็นอนกว่าจะผ่านมาได้แต่ละชั่วโมงมันช่างยาวนานจริงเหลือเกิน

เมื่อไหร่พวกนั้นจะมาหานะ เหงาจะตายอยู่แล้วเนี่ย

เล่นเกมก็แล้ว ฟังเพลงก็แล้ว ดูหนังก็แล้ว ก็ยังไม่มีใครมาสักที

โอ๊ยยยยย! เบื่อ

แกร็ก!

เสียงประตูทำให้ฉันหันไปมองอย่างรวดเร็ว 

“ฮัลโหลลลล” เสียงนังพิลดังมาแต่ไกลเลย

“กว่าจะมาได้” 

“ทำมาบ่น”

“กูเหงาอยากออกแล้ว”

“ออกอะไรมึงยังกินข้าวไม่หมดถ้วยเลย” ไอ้ตาลชะโงกมาดูชามข้าวที่วางอยู่ของฉัน

“ก็กูกินไม่ลงนี่ มันจ้องจะตีกลับมาอย่างเดียวเลย”

“พยายามฝืนหน่อยจะได้ออกจากโรงพยาบาลเร็ว ๆ”

“ฝืนแล้วแต่มันไม่ไหวจริง ๆ”

“มึงนี่นะ”

“แล้วมึงไปวิ่งตากฝนทำไมวะ” คำถามนี้ทำเอาฉันอึ้งไปเลย ไม่รู้จะตอบมันยังไงดี

“เอ่อ....อ๋อกูลืมกระเป๋าไว้ที่คาเฟ่เลยวิ่งกลับไปเอากลัวว่ามันจะหาย”

“โกหก” ไอ้มิลค์ชี้หน้าฉัน

“กูพูดจริง ๆ นะ”

“หน้ามึงไม่มีพิรุธเลยจริง ๆ”

“เออ ก็ได้ ๆ วันนั้นกูวิ่งหนีพี่เซน”

“นั่นไงกูว่าแล้ว”

“ก็กูทำตัวไม่ถูกนี่ ไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา”

“แล้วตอนนี้ได้คุยกันบ้างยัง”

“ก็ต้องยังสิ”

“อ้าว ยังไม่คุยกันอีกหรอ” ก็ยังน่ะสิ จะเอาเวลาไหนไปคุยในเมื่อฉันยังนอนแอ้งแม้งอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เนี่ย

“อย่างบอกนะว่าเมื่อวานมึงไล่เขาไป” ไอ้มิลค์พูด 

“ไล่อะไรกูงง”

“ก็เมื่อวาน อื้อ อือ” ก่อนที่ไอ้มิลค์จะพูดออกมาไอ้ตาลกับไอ้พิลมันเอามือมาปิดปากอย่างเร็ว

นี่พวกมันปิดอะไรฉันไว้อยู่รึเปล่า

“มีอะไรบอกกูมาเดี๋ยวนี้” ฉันเค้นเอาคำตอบจากพวกมัน

“ไม่มี๊” พูดพร้อมกันแบบนี้ยิ่งหน้าสงสัยไปใหญ่

“บอกมา” ฉันหรี่ตามองพวกมันเพื่อจับผิด

ไม่เนียนเอาซะเลย

“เอ่อ...คือ มึงพูดสิ” คนที่ทำท่าจะเล่าตอนแรกอย่างนังพิลโบ้ยไปให้ไอ้ตาลทันที

“เล่ามา”

“ก็คือว่าเมื่อวานพี่เซนเขามากับพวกกูแต่เขาไม่ได้เขามาดูมึง แต่กูได้ยินจากพี่เอิร์ทมาว่าเขานั่งเฝ้ามึงทั้งคืนเลยจนถึงเช้าเลยนะ”

เฝ้าทั้งคืนเลยงั้นหรอ?

“มึงอย่าไปบอกพี่เขานะ เขาบอกให้พวกกูปิดมึงไว้”

ฉันไม่ตอบมันแต่พยายามคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ใช่ฉันรู้สึกได้ว่ามีคนเช็ดตัวให้อยู่ตลอดแต่ฉันก็คิดว่าเป็นพี่วินเพราะตื่นมาก็เจอเขาเป็นคนแรกเลยนึกว่าเขาจะแอบมาเฝ้าฉัน

“วันนี้มึงก็รอดูก็แล้วกันว่าพี่เซนเขาจะมาอีกรึเปล่า”

ไม่ต้องบอกฉันก็จะทำแน่นอน ถ้าไม่หลับไปก่อนอะนะ

ฉันนั่งคุยกับเพื่อนอยู่นานสองนานจนพวกมันกลับไปพี่วินก็มาพอดี เขานั่งอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ เตียงและยังบอกว่าให้ฉันหลับก่อนเขาถึงจะกลับไป

ฉันที่ทำอะไรไม่ได้ก็แค่นอนรอเวลาอีกสักพักและแกล้งหลับไป เมื่อรู้สึกว่าพี่วินออกจากห้องไปแล้ว สักพักฉันก็ได้ยินเสียงประตูเปิดอีกรอบพร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครสักคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง

กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยส่งกลิ่มหอมมาเตะจมูกพร้อมสัมผัสอุ่น ๆ ทาบลงมาที่หน้าผากของฉันเบา ๆ ก่อนที่จะหายไปแต่ยังทิ้งไออุ่นเอาไว้

ฉันไม่กล้าที่จะลืมตาขึ้นมาดูด้วยซ้ำไม่รู้ว่าเขาทำหน้าแบบไหน ทำอะไรอยู่แค่รู้สึกว่าเขาอยู่ข้าง  ๆ ฉันก็ไม่กลัวอะไรแล้ว ก่อนที่ความรู้สึกดีนั้นก็ค่อย ๆ กล่อมให้ฉันหลับไปในที่สุด

*ราวน์ (ราวน์วอร์ด)= มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Round ward หมายถึงการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยในห้องพักผู้ป่วย (วอร์ด) ของแพทย์และพยาบาล ซึ่งจะทำเป็นกิจวัตรประจำวัน แพทย์และพยาบาลจะเดินไปที่เตียงผู้ป่วยทุกเตียงเพื่อตรวจและสอบถามอาการของผู้ป่วย พร้อมทั้งสั่งการรักษาตามอาการที่เปลี่ยนแปลง 

------------------------------------

มาส่งแล้ววววววว

ขอโทษรีดเดอร์ทุกคนที่วันนี้มาดึกไปหน่อยนะค้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

156 ความคิดเห็น

  1. #144 Toywoohottest (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 11:46
    น้องเริ่มใจอ่อนแล้ว แต่รีดยังไม่อยากให้คืนดีกันเลย 555
    #144
    1
    • #144-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      10 กรกฎาคม 2563 / 17:36
      อย่าใจร้ายกับพี่เซนเลยน้า😢
      #144-1
  2. #64 pattarajirawadee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 22:46
    ยังไงอะไรคะเนี่ย
    #64
    1
    • #64-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      5 มิถุนายน 2563 / 08:09
      🤫🤫🤫🤫🤫🤫
      #64-1
  3. #63 pattarajirawadee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 22:06
    รีบๆเข้าไปเลย5555
    #63
    1
    • #63-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      3 มิถุนายน 2563 / 22:31
      ทางสะดวกแล้วววว
      #63-1
  4. #62 aomunyarat (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 21:02
    งงกับพี่วินด้วยคนค่ะ ตกลงจะเอาไง555 ไม่ดึกเลยค่ะไรท์ เพราะรีดนอนดึก รอได้้ ขอบคุณที่อัพให้อ่านนะคะ
    #62
    1
    • #62-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      3 มิถุนายน 2563 / 21:32
      งงด้วยคนค่ะ555
      #62-1
  5. #61 pattarajirawadee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 10:29
    ใจเเข็งหน่อยสิน้องสู้ๆๆ.
    #61
    1
    • #61-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      3 มิถุนายน 2563 / 11:35

      Keep fighting!
      #61-1
  6. #60 Dragon9865 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 21:42
    สู้ๆนะน้องวา ทำไมพี่เซนถึงไม่ห่วงน้องเลย
    #60
    1
    • #60-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      2 มิถุนายน 2563 / 21:44
      นั่นสิ ทำไมพี่เซนใจร้ายยยย😤🤔🤔🤔
      #60-1
  7. #59 Duangruedeeee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 21:31

    รอน้าาา
    #59
    1
    • #59-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      2 มิถุนายน 2563 / 21:32
      โอเคครับ😂😂😂😍
      #59-1
  8. #58 aomunyarat (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 21:29
    น้องวาป่วย สงสารน้องง ให้น้องสมหวังไวๆนะไรท์555 ขอบคุณที่อัพให้อ่านนะคะ ดึหแค่ไหนก็อ่านค้าา
    #58
    1
    • #58-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      2 มิถุนายน 2563 / 21:31
      ดีใจจจจจ😍😍😍😍😍
      #58-1
  9. #57 pattarajirawadee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 12:36
    ยังไงกันแน่นะพี่เซน5555
    #57
    1
    • #57-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      2 มิถุนายน 2563 / 21:30
      พี่เซนคนย้อนแย้ง555
      #57-1
  10. #56 aomunyarat (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 23:23
    วาต้องสู้อิพี่บ้างนะลูก ให้อิพี่ง้อนานๆบ้าง น้องเจ็บตลอด แงง ขอบคุณที่อัพให้อ่านนะคะ
    #56
    3
    • #56-1 std22732(จากตอนที่ 14)
      1 มิถุนายน 2563 / 23:33
      🙏🏻🙏🏻🙏🏻 ขอบคุณสำหรับกำลังใจดีๆนะคะ
      #56-1