แอบ - Secret of Love - (E-book)

ตอนที่ 1 : คนที่ไม่อยากรู้จัก 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,567
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 214 ครั้ง
    1 ก.ค. 63

1

คนที่ไม่อยากรู้จัก

 

8.00 a.m.

 

เวลานี้คงเป็นเวลาที่ผู้คนมากมายต่างรีบร้อนไปทำงาน ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องไปให้ทันเรียนเวลา วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกในชีวิตปี 1 ของฉัน นี่ขนาดมีรถเป็นของตัวเองและอยู่คอนโดที่ใกล้มหาวิทยาลัยที่สุดยังใกล้จะสายขนาดนี้ ถ้าอยู่บ้านฉันคงไม่ต้องมาเรียนแล้วแหละ

 

ใช่แล้ว ฉันออกมาอยู่คอนโดคนเดียวตามฉบับนักศึกษาทั่วไป ไม่ได้อยู่ที่บ้านทั้ง ๆ ที่บ้านก็ไม่ได้อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยขนาดนั้น ก็อย่างว่าแหละพอเราจบกับชีวิตวัยมัธยมเราก็ต้องการอิสระมากขึ้น ฉันจึงขอที่บ้านออกมาอยู่คนเดียวเหมือนพี่ชายของฉันนั่นก็คือ‘ พี่วิน’ พี่ชายคนเดียวของฉันที่เรียนคณะแพทยศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน 

 

รายนั้นอย่าให้พูดเลย ถึงจะเรียนหมอแต่นิสัยก็ไม่ได้ต่างจากผู้ชายทั่ว ๆ ไปมากนักหรอก ตอนกลางวันก็เรียนตามปกติ แต่พอตกเย็นก็ไปสิงอยู่ร้านเหล้า ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือ ทั้ง ๆ ที่คณะตัวเองก็เรียนหนัก

 

“โอ๊ยยยย ......จะติดอะไรหนักหนาเนี่ย คนจะไปเรียนไม่ทันอยู่แล้ว” รถที่กำลังเข้าไปในมหาวิทยาลัยต่างจอดติด ๆ กันอยู่บนถนนเส้นยาว

 

แม่ช่วยน้องวาด้วย น้องวาไม่อยากไปสายตั้งแต่วันแรกTT

 

เวลาผ่านไปสักพักรถของฉันก็สามารถผ่านเข้ามาในมหาวิทยาลัยได้ แต่ตอนนี้มัน 9.50 แล้ว ฉันมีเรียนตอน 9.30 แปลว่าฉันสายไปตั้ง 20 นาที 

 

อาจารย์จะกินหัวไหมเนี่ยแถมห้องเรียนยังอยู่ชั้น 5 อีก

 

โอ้ยยยย จะขึ้นไปยังไงให้ทัน

 

ทำไมมันซวยตั้งแต่วันแรกเลยวะ

 

ครืด ครืด! มือถือที่อยู่ในกระเป๋าสั่นไม่หยุดทำให้ฉันต้องหยิบมันขึ้นมาดู

 

Milk is calling.

 

ไอ้มิลค์โทรมาพอดีเลย

 

“ฮัลโหล”

 

(ไอ้วา มึงมาเรียนไหมเนี่ย วันนี้มันวันแรกนะ มึงจะสายตั้งแต่วันแรกเลยรึไง) ฉันว่าแล้วว่ามันต้องบ่นแน่ ๆ 

 

“ก็กูตื่นสาย รถก็มาติดอีกกว่าจะเข้ามาได้ ว่าแต่อาจารย์เข้ายังวะ” ฉันแทบจะไม่มีข้อแก้ตัวอย่างอื่นเลยเพราะที่สายคงเป็นเพราะฉันทำอะไรช้าแถมกว่าจะฝ่ารถที่ติดไปแถวยาวก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรเลย

 

(ยังจะกล้าถามอีกเนอะว่าอาจารย์เข้ายัง เขาเข้าตั้งแต่เก้าโมงยี่สิบแล้วจ้า) พอได้ยินคำนั้นฉันก็เริ่มใจเสียขึ้นมา

 

“แงงงง มึงเขาจะด่ากูไหมเนี่ย เออนี่กูอยู่หน้าห้องแล้วกำลังจะเข้าไปแค่นี้แหละ” ฉันวางสายแทบไม่ทันหลังจากที่มาถึงหน้าห้องเรียน

 

(เออ ๆ)

 

จากนั้นฉันก็ต้องพึ่งบุญที่ทำมาและแหละ

 

“ขอให้อาจารย์ไม่ด่า ๆ ๆ”

 

หลังจากพนมมือไหว้เสร็จก็เปิดประตูเข้าไป เป็นไปตามที่คิดไว้เป๊ะ ๆ นอกจากอาจารย์จะไม่ด่าแล้ว ยังไม่ชายตามองมาเลยสักนิด นี่ถือว่าฉันโชคดีใช่ไหม

 

“มึงไม่มาพรุ่งนี้เลยล่ะ” ไอ้ตาลหรือน้ำตาลเอ่ยเป็นประโยคแรกหลังจากที่เห็นฉันเดินเข้ามาในห้อง

 

“ก็รถมันติดนี่หว่า” ฉันตอบด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

 

“รถมันติดหรือมึงตื่นสาย” 

 

“ใครบอกว่ากูตื่นสาย กูตื่นตั้งแต่ 7 โมง แต่แค่แต่งหน้านานไปหน่อยเอง แหะ ๆ ก็มันวันแรกนี่ขอสวยหน่อยไม่ได้หรอ” กว่าจะผ่านพ้น ม. ปลาย ที่ต้องหน้าสดไปโรงเรียนฉันก็แทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ฉันมีโอกาสที่สามารถแต่งสวยมาเรียนได้มันก็ต้องทำเป็นธรรมดาอยู่แล้วสิ

 

“จ๊ะ’’ เพื่อนถึงกับมองบนใส่เลย 

 

เราเลิกคุยกันเมื่อเห็นว่าอาจารย์ประจำวิชาเริ่มเพ่งเล็งมาแล้ว ทุกคนจึงกลับไปอยู่ในโหมดเด็กเรียนกัน

 

 

 

หลังจากที่เราเรียนวิชาแรกเสร็จ พี่ ๆ ในคณะก็เข้ามาคุยเรื่องประกวดดาวเดือนคณะ แน่นอนว่าไม่ใช่ฉันแต่เป็นน้ำตาลเพื่อนฉันต่างหาก

 

คนอะไรหุ่นดี หน้าก็คม เหมาะสมสุด ๆ แล้วคนนี้

 

“มึง กูไม่อยากประกวดเลยว่ะ” น้ำตาลพูดขึ้นหลังจากที่รุ่นพี่มาขอชื่อไปแล้ว

 

“ทำไมวะ ดีออกกูจะได้มีเพื่อนเป็นดาวคณะสวย ๆ ไง” ใช่ไหมล่ะ ใคร ๆ ก็อยากให้เพื่อนตัวเองเป็นดาวกันทั้งนั้นแหละ

 

“ทำไมมึงไม่ไปประกวดเองล่ะจ๊ะ” คนไม่อยากประกวดเริ่มประชดประชัน

 

“ก็กูไม่สวยเหมือนมึงนี่หว่า” ฉันตอบไปอย่างนั้น ถึงฉันจะหน้าตาดีจนมีรุ่นพี่มาขอชื่อฉันก็ขอบายแน่นอน ยิ่งเป็นดาวยิ่งต้องทำงานหนักเหมือนกับต้องแบกศักดิ์ศรีของคณะไปด้วยตลอด

 

“จ้า อีคนไม่สวย” ทั้งมิลค์และน้ำตาลพูดออกมาพร้อมกัน

 

ฉันก็พูดจริงนี่นา ยอมรับว่าหน้าตาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นแต่ไม่ได้สวยหน้าเป๊ะผิวแทนสายฝอ หุ่นดีเป็นซูเปอร์โมเดลเหมือนไอ้ตาล ไม่ได้หน้าตาน่ารักเหมือนไอ้มิลค์แต่หน้าตาก็ถือว่าอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนนี้แล้วกัน

 

“มึงวันนี้เราไปกินข้าวที่โรงอาหารวิศวะกันไหม เขาบอกว่าวิศวะที่นี่โคตรดีอะ” วันเเรกมันก็ต้องเจิมแบบนี้แหละ

 

“โห วันแรกมึงก็วิ่งไปกินที่คณะอื่นเลยหรอ” มิลค์พูดดักคอฉัน 

 

มันก็ต้องประเดิมกันหน่อยสิ จะได้เช็คของกันก่อนไง

 

“แล้วจะไปไม่ไป” ฉันลองถามคำถามลองเชิงมันก่อนเพราะมันดูตั้งท่าที่จะขัดกันเหลือเกิน

 

“ไปค่า” นึกว่าจะแน่ สุดท้ายก็ไปอยู่ดี 

 

หลังจากที่พวกเราตกลงกันเสร็จก็เดินผ่านตึกเรียนไปคณะข้าง ๆ ทันที

 

ใช่แล้ว คณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่ข้าง ๆ กับคณะศิลปศาสตร์ของพวกเรา เป็นคณะที่เรียกได้ว่ามีของดีเยอะที่สุดแต่ไม่ดีก็เยอะเหมือนกัน ถึงคณะเราจะอยู่ข้างกันแต่ภายในตัวคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นก็มีโรงอาหารเป็นของตัวเองและส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใครออกมากินข้าวที่อื่นสักเท่าไหร่ อันนี้ฉันก็ฟังคนอื่นมาอีกทีนะเลยต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองนี่ไง

 

 

โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์

 

หลังจากที่เรามองหาที่นั่งเป็นเวลานานตอนนี้ก็ได้มาสมใจแล้ว โรงอาหารแห่งนี้เต็มไปด้วยนักศึกษามากมายที่เดินยั้วเยี้ยจนลายตาไปหมด ทั้งเสื้อสีดำสีขาวสีกรมสลับปรับเปลี่ยนกันไป อาจจะเป็นเพราะเวลานี้เป็นช่วงเที่ยงของวันแล้วและเป็นวันเปิดเทอมใหม่คนจึงเยอะเป็นพิเศษ

 

ตอนนี้ฉันกำลังมองหาสิ่งที่ตัวเองต้องการมากที่สุดนั่นก็คือ อาหารนั่นเอง ที่นี่มีร้านอาหารเยอะจนฉันคิดว่านี่เป็นโรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยซะอีก แต่มันก็ต้องเยอะแหละเนอะเพราะพี่วินเคยบอกว่าวิศวะเป็นคณะที่มีนักศึกษาเยอะรองจากคณะวิทยาศาสตร์จึงต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าคณะอื่น ๆ เป็นพิเศษ

 

หยุด ๆ มัวแต่คิดอะไรอยู่เนี่ยจะได้กินมั้ยข้าวน่ะ

 

“ไอ้มิลค์ ไอ้ตาล มึงจะกินอะไร กินก๋วยเตี๋ยวกับกูไหม” ด้วยความที่ฉันเห็นว่าคนมันเยอะจึงหันไปถามเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกันเผื่อว่ามันจะอยากกินด้วยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสั่งหลายรอบ

 

“เออ เอาดิร้านอื่นคนเยอะ ขี้เกียจรอว่ะ”

 

ก็ต้องเยอะแหละ นี่มันตอนเที่ยงนี่

 

“กูเอาด้วยคน” ไอ้ตาลตอบทันทีหลังจากที่เหลือบตาไปมองร้านอื่นแล้วคิดว่าไม่น่าสู้ไหว

 

“เอาอะไร กูจะสั่งเล็ก หมู น้ำตก” ฉันถามและบอกเมนูก๋วยเตี๋ยวที่สั่งประจำไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าจะไปกินร้านไหน

 

“เอาเหมือนมึงเลยวา มึงล่ะตาลเอาเหมือนมันไหม” มิลค์ถามตาล

 

“เอา ๆ” ในเมื่อไม่มีใครแย้งฉันจึงหันไปสั่งกับป้าที่น่าจะเป็นเจ้าของร้าน

 

เรายืนรอก๋วยเตี๋ยวอยู่สักพัก ฉันก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดที่บ่งบอกถึงความเป็นวิศวะมากนั่นก็คือ เสื้อช็อปสีเข้มที่สวมทับเสื้อยืดสีดำพร้อมกับกางเกงยีนส์เซอร์ ๆ กับรองเท้าคอนเวิร์สสีขาวที่เสริมให้เขาดูมีเสน่ห์มากขึ้น ซึ่งแค่ดูลักษณะแล้วเขาก็น่าจะเป็นรุ่นพี่ของพวกเราและยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นผู้ชายที่อยู่ข้างห้องของฉันที่คอนโดเดียวกันอีกด้วย

 

ฉันน่ะจำเขาได้ตั้งแต่วันแรกที่ขนของเข้าหอแล้ว ใบหน้าที่หล่อแต่ดูนิ่งจนหน้ากลัว ดูเป็นคนที่ฉันไม่อยากที่จะคุยด้วยเลยสักนิดด้วยหน้าตาที่ดูดุมากประกอบกับการทำหน้านิ่ง ๆ และความเป็นแบดบอยที่มีบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าฉันไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

 

--------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 214 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

156 ความคิดเห็น

  1. #7 My_smile (@09122547) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 01:36
    โหหห ยังไม่คุยก็ไม่ควรยุ่งเเล้ววว5555555
    #7
    1