ตอนที่ 45 : ตอนที่ 45

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 463 ครั้ง
    8 พ.ค. 62

 เวลานั้นมีไม่มาก ทันทีที่ตะวันลับขอบฟ้างานเต้นรำก็จะเริ่มขึ้น  ตระกูลเชาว์เรนเดินทางมางานเต้นรำโดยไม่ได้เผื่อเวลาไว้มากนัก ในเมื่อเบอร์นาร์ดมีป้ายสำหรับเข้างานเต้นรำ เขาก็ไม่ต้องเหลียวมองเหล่าตระกูลเล็กๆที่มารอหน้างานราวกับสุนัขที่รอคอยเศษอาหาร

แต่หลังจากได้ข่าวเรื่องแกรน สมาชิกในตระกูลก็จำต้องไหวตัวอย่างเร่งด่วน ใกล้เวลาเริ่มงานจำนวนผู้เดินทางมารอคอยนั้นก็เหยียบไปถึงหลักหมื่น หากรวมเหล่าพ่อค้าและทหารของเมืองอาคนัสแล้ว การจะหาตัวแกรนนั้นแทบไม่ต่างจากคลำมือหาเศษกรวดในกองทราย

เบอร์นาร์ดเดินทางไปหาคาร์นตามที่นัดพบแม้เขาจะร้อนใจในเรื่องของแกรน แต่ลึกๆแล้วในใจของเบอร์นาร์ดมีแต่ความปรอดโปร่ง อีกไม่นานที่นี่ก็จะเป็นเวทีของเขา จุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงสำหรับนักเวทที่จะมีบทบาทในอาณาจักรเอเทน ไม่ใช่เพียงแค่เด็กหนุ่มจากตระกูลไร้นาม

คาร์นเองก็ให้ความร่วมมือกับเบอร์นาร์ดเป็นอย่างดี แม้หลายวันที่ผ่านมาเขาไม่ได้สนใจแกรนมากนัก แต่โชคดีที่แกรนนั้นไม่ได้ย้ายที่พักไปไหนทำให้เด็กหนุ่มถูกพบเจออย่างรวดเร็ว

หลังจากข่าวเรื่องที่อยู่ของแกรนมาถึงหูของวิลเลี่ยม เขาก็ดำเนินตามแผนการที่วางไว้ทันที

แกรนเองเวลานี้ก็นั่งอยู่เบื้องหน้าเต็นท์เล็กๆที่เขาซื้อมา กริยาท่าทางสำรวมและสงบ แต่เสียดายว่าข้างกายนั้นกลับไร้ผู้ใดยืนเคียงข้าง แผ่นหลังเด็กหนุ่มพิงลงบนเก้าอี้ไม้อย่างผ่อนคลาย สายตาจับจ้องกับเหล่าคนที่กำลังเดินทางมาถึงตรงหน้า ชายวัยกลางคนที่เป็นคนที่เขาคุ้นเคยจ้องมองกลับมาพร้อมกับกดคิ้วของเขาลงต่ำ

เวลาผ่านไปเกือบเดือนแม้ในเวลานี้สองพ่อลูกก็ได้เจอกันอีกครั้ง แต่ทั้งคู่ต่างก็ไม่ได้มีแววตาที่เปี่ยมสุขเมื่อพบสายเลือดที่จากหายไปนาน ต่างคนต่างก็จ้องมองราวกับเห็นส่วนเกินที่ต้องพลักมันไปให้พ้นหน้า

วิลเลี่ยมเดินนำหน้าเหล่าญาติตระกูลเชาว์เรนเข้ามาอย่างองอาจ ทั้งท่วงท่าและสีหน้าบ่งบอกให้ถึงความโกรธที่แฝงซ่อนอยู่ในใจ

"เจอตัวจนได้นะ เจ้าลูกเนรคุณ!!" วิลเลี่ยมส่งเสียงตวาดราวกับสายฟ้าฟาด เรียกความสนใจจากทั้งผู้คนและทหารรักษาการที่ยืนอยู่โดยรอบ

เหล่าญาติๆเองต่างเดินดาหน้าเข้ามา พร้อมกับคำด่าที่เป็นดั่งมีดที่ทิ่มแทง

"แกรน เจ้ากับเรเวนนั้นช่างกล้า!! หลบหนีจากตระกูลนั้นมีโทษตายสถานเดียว หลังจากกระจายข่าวตามหาตัวมานาน หากไม่ได้น้ำใจของนายน้อยคาร์นคนชั่วเช่นเจ้าก็คงลอยนวลต่อไป โชคดีที่สวรรค์มีตา ทำให้ในที่สุดพวกเราก็ตามตัวจนเจอ" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวด้วยแววตามุ่งร้ายดุจพยัคฆ์ล่าเนื้อ แต่ใบหน้ากลับคล้ายนักพรตที่กำลังผจญมาร

"แกรน เป็นแค่คนพิการเดินไม่ได้ กล้าดียังไง!! หากวันนี้ข้าไม่ได้เฉือนเนื้อเจ้า ข้าคงไม่สามารถหลับตาลงได้"

"เจ้าเด็กนี่คือคนเนรคุณของตระกูล!!"

"ข้ามองเด็กคนนี้โตมากับมือ ไม่คิดเลยว่ามันจะชั่วช้าถึงเพียงนี้!!"

"ทุกท่าน นี่คือเรื่องสำคัญภายในตระกูลเชาว์เรน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรทั้งนั้น" เสียงของเหล่าผู้อาวุโสที่ด่าทอและอธิบายความผิดของแกรนได้กล่าวอย่างครบถ้วนให้ผู้คนที่หันมองนั้นได้ยิน เหล่าญาติๆตระกูลเชาว์เรนต่างเผยหน้าและออกปากด้วยสีหน้าที่เที่ยงธรรมราวกับจะตอกย้ำให้ผู้คนฟังว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นล้วนเป็นความถูกต้อง พร้อมใส่ความผิดที่เหลือจะนึกกล่าวไปให้แกรนโดยไม่กระพริบตา

สายตาของผู้เดินผ่านและมองดูเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้ เรื่องเช่นนี้สำหรับเมืองอาคนัสแล้วยากที่จะได้เห็น ยิ่งเวลางานเต้นรำที่ใกล้เข้ามา ไม่มีทางที่เมืองอาคนัสจะยอมให้แขกทั้งหลายเห็นภาพเช่นนี้ก่อนเริ่มงาน

ไม่ว่างานเลี้ยงจะจัดขึ้นที่ใด หากเจ้าภาพปล่อยให้มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นหน้างาน ศักดิ์ศรีของเจ้าภาพก็คงจะถูกทำลายจนไม่เหลือ

วิลเลี่ยมหันมองรอบๆและยกมือคำนับผู้หันมองพร้อมกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มเจียมตัว "ต้องขออภัยที่รบกวนทุกท่าน แต่เด็กหนุ่มคนนี้นั้นเป็นผู้ทรยศตระกูลที่พวกเราตามหา พวกเราต้องการเพียงจะพาเขากลับไปรับโทษเท่านั้น ไม่มีอะไรที่ท่านต้องใส่ใจ"

ได้ฟังคำกล่าวของเหล่าญาติปริศนาในใจของแกรนเองก็ไขกระจ่าง สีหน้าของเขานั้นเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง

"ท่านพ่อว่าลูกทรยศตระกูลอย่างนั้นเหรอ?" แกรนเปิดปากถาม เรื่องนี้ต้องเป็นความเข้าใจผิดของท่านพ่อแน่นอน เรื่องเช่นนี้ลูกทำไปแล้วจะได้อะไรกัน"

ได้ฟังคำของแกรน วิลเลี่ยมถึงกับตัวสั่นไปทั้งร่างด้วยความโกรธ สิ่งที่เขาต้องการทำก็คือกดดันให้แกรนรู้สึกหวาดกลัวแต่แววตาของเด็กหนุ่มกลับไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นซ่อนอยู่ภายใน "ฮึ่มมมม!!!! ไอ้ลูกเนรคุณ อย่ามาเรียกข้าว่าเป็นพ่อ!! มันเป็นความสะเพร่าของข้าเองในตอนที่เจ้ากระทำผิดใหญ่หลวงนั้นควรจะสั่งประหารเจ้าไปเสีย แต่ข้ากลับเมตตาลูกเนรคุณเช่นเจ้า ลงโทษเพียงแค่ส่งไปยังป่าบทเพลงอสูรเพียง 1 เดือนเท่านั้น เจ้ากลับถือโอกาสนี้ตกลงกับเรเวนผู้ดูแลของเจ้าเพื่อจัดฉากหนีออกจากตระกูล เวลาผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ แต่กลับทำให้สร้างความวุ่นวายให้กับตระกูลของเรามากถึงเช่นนี้"

"น่าแปลก" แกรนกล่าว "ตอนที่ข้าถูกลงโทษโดยส่งไปยังป่าบทเพลงอสูร เวลาโทษนั้นนานถึง 1 เดือน หากข้าและผู้ติดตามยังไม่กลับตระกูลหลังเวลาผ่านไปนานแล้วนั่นย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ตอนนี้เวลายังไม่ถึง 1 เดือนแท้ๆ พวกท่านกลับรีบส่งคำประกาศจับตัวข้าเสียแล้ว เรื่องข้าหลบหนีท่านจะรู้ได้อย่างไรกัน?"

คำกล่าวนี้เมื่อได้ยินวิลเลี่ยมถึงกับเปลี่ยนสีหน้าไปชั่วขณะ เขามั่นใจโดยไร้ข้อกังขาว่าแกรนนั้นทรยศต่อตระกูล แต่กลับลืมไปว่าสาเหตุที่เขารู้ความจริงก็เป็นเพราะการกระทำของเขาเองนั้นก็มุ่งร้ายต่อชีวิตของแกรนเช่นกัน

"หรือว่าที่ท่านรู้ได้ก็เป็นเพราะตัวข้านั้นควรจะเป็นอะไรไปก่อนเวลาโทษจะหมดและผู้ติดตามของข้านั้นควรจะกลับไปรายงานเรื่องนี้ให้ท่านได้ฟังกันแน่?" แกรนกล่าวถามด้วยสีหน้าเย็นเยือก ดวงตาของเขาในตามนี้นั้นดูราวกับมีปีศาจร้ายมาสิงสถิตมันแฝงถึงความโกรธที่เด็กหนุ่มมีอย่างลึกซึ้ง สิ่งที่เขากล่าวนั้นตรงตามที่วิลเลี่ยมคิดราวกับแกรนนั้นสามารถอ่านใจของชายผู้ที่เขาเคยเรียกว่าพ่อได้อย่างถ่องแท้

ได้ฟังคำของเด็กหนุ่ม ดวงตาของวิลเลี่ยมก็กระตุกราวกับไก่ที่กำลังถูกถอนขน น้ำลายในปากตอนนี้ก็เริ่มกลืนลงคออย่างยากลำบาก เขาตั้งใจจะพาแกรนออกไปโดยสงบแต่หากแกรนกล่าวเช่นนี้ ในสายตาของคนรอบข้างความชอบธรรมในคำพูดของวิลเลี่ยมนั้นคงลดลงไป คำพูดของแกรนนั้นเปิดโปงเจตนามุ่งร้ายของวิลเลี่ยมที่มีต่อเขาอย่างหมดจด

ในตอนแรกหลังฟังคำของวิลเลี่ยมเหล่าทหารก็หันกลับโดยไม่สนใจเพราะคิดว่าเรื่องนี้จะจบได้โดยง่าย แค่กลุ่มคนที่เดินทางมาพาตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่งกลับตระกูลเรื่องเพียงเท่านี้นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ได้ฟังคำของแกรนพวกเขาก็ต้องหันมองอีกครั้ง เสียงซุบซิบเริ่มดังมากขึ้นจากรอบด้านสายตาของผู้คนโดยรอบที่มีต่อตระกูลเชาว์เรนเองก็เริ่มแปรเปลี่ยน

แต่มีหรือที่เหล่าคนตระกูลเชาว์เรนจะทนได้ที่จะปล่อยให้เรื่องมันเป็นเช่นนี้ หากไม่โต้ตอบคำกล่าวของแกรนย่อมทำลายภาพพจน์ของตระกูลอย่างย่อยยับ

"ไอ้เด็กชั่ว ยังไม่ยอมหุบปากอีก"

"แกรน!! เจ้าคนไร้สำนึก ตระกูลเมตตาคนอย่างเจ้ามาตลอด แต่เจ้ากลับกล้าให้ร้ายตระกูลตัวเองอย่างนั้นเหรอ!!!"

"ท่านวิลเลี่ยมนั้นเมตตาลูกชายเขาเกินไป บังอาจตั้งคำถามกับท่านวิลเลี่ยมเช่นนี้และเมื่อท่านอธิบายด้วยเหตุผลด้วยความอดทนอย่างที่สุด เจ้ากลับตั้งแง่ใส่ร้ายอย่างไม่ไว้หน้า นี่คือเหตุผลที่คนอย่างเจ้าตระกูลเราไม่ควรจะประณีประนอมใดๆทั้งนั้น"

เหล่าญาติต่างก็ตะโกนด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยคลื่นความโกรธแค้นราวกับพายุคลั่งที่พร้อมจะโหมกระหน่ำใส่อยู่ทุกเมื่อ สีหน้าราวกับผู้ครองธรรมเมื่อครู่นั้นก็เลือนหาย ต่างคนต่างก็ขู่คำรามราวกับสุนัขป่าที่มองเห็นกองเลือด 

วิลเลี่ยมเองก็มองแกรนพร้อมแยกเขี้ยว เด็กหนุ่มคนนี้นอกจากไม่มีความสำคัญอันใดต่อตระกูลแล้วยังกลับกล้าหักหน้าของเขาอย่างไม่ใยดี ในใจตอนนี้วิลเลี่ยมคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าที่จะฉีกแกรนเป็นชิ้นๆ "ฮึ่ม!! ข้ารู้ได้อย่างว่าเจ้าทรยศนั้นก็เพราะข้ามีวิธีของข้า ที่สำคัญความจริงก็คือเจ้าก็ทรยศต่อตระกูลและนี่คือความจริงที่เจ้าปฏิเสธไม่ได้ ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายสิ่งใดให้กับคนทรยศเช่นเจ้า"

เมื่อเห็นว่าเรื่องเริ่มไม่จบได้โดยง่าย นายกองทหารผู้รักษาการในพื้นที่นี้เดินมาหาวิลเลี่ยมพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ "เรื่องที่พวกท่านเล่านั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่หลังจากงานเต้นรำจบลงท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรก็คงไม่สายไป" 

หากปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปขณะที่งานเต้นรำกำลังเริ่มพร้อมกับสายตาของผู้คนมากมาย นายกองรู้ดีว่าภาพพจน์ของเมืองอาคนัสคงมีแต่เสียกับเสีย จึงกล่าวแนะนำวิลเลี่ยมให้ดำเนินการเรื่องนี้หลังจากงานเต้นรำจบลง เมื่อถึงตอนนั้นเมืองอาคนัสย่อมไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกต่อไป

ระหว่างที่วิลเลี่ยมกำลังเถียงกับแกรนเองบนกำแพงเมืองอาคนัสชายหนุ่มในชุดขาวสะอาดมองดูเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยความสนใจ การปะทะของตระกูลเชาว์เรนทำให้ผู้คนที่เดินผ่านเริ่มหยุดดูด้วยความสงสัยทำให้เมื่อมองจากกำแพงเมืองแล้วภาพที่เห็นจึงดูยิ่งเด่นชัด

ใบหน้าของชายในชุดขาวนั้นดูหล่อเหล่าไม่ต่างจากเทพบุตรจำแลงกาย ทุกการเคลื่อนไหวนั้นมีรัศมีดูสูงส่งหยิ่งผยอง แต่ก็มีความรู้สึกสงบและสำรวมในเวลาเดียวกัน ทุกทั่วท่าแฝงด้วยมารยาทเพรียบพร้อมที่นายน้อยตระกูลใหญ่ในวังหลวงสมควรจะมี ดวงตาของเขานั้นมองผ่านคนไม่ต่างจากมองดูฝูงมดที่ทำได้เพียงแค่มาอยู่แทบเท้า เผยให้เห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้อาจมีอำนาจใหญ่เหนือกว่าใครจะนึกฝัน

"ตระกูลที่กำลังมีปัญหาที่คือ?" ชายหนุ่มในชุดขาวเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบสงบให้กับชายอีก 2 คนที่คุกเข่าตรงหน้าเขาอย่างนอบน้อม ชายคนหนึ่งสวมชุดดำทั้งร่างหากมองไกลๆแล้วเขาดูไม่ต่างจากเงา ส่วนชายอีกคนหากเบอร์นาร์ดมาเห็นล่ะก็เขาจะต้องร้องออกมาด้วยความแปลกใจอย่างแน่นอน เพราะชายคนนี้ก็คือโรเนล พ่อค้าตลาดมืดที่เด็กหนุ่มคุ้นเคยนั่นเอง

"ตระกูลเชาว์เรนครับ หนึ่งในตระกูลชั้นต่ำที่ชนะประมูลป้าย 'สิทธิไปเยือนนครลอยฟ้าออดิลอน'  ที่ท่านแอบส่งมาประมูลในตลาดมืด" โรเนลกล่าวตอบอย่างนอบน้อม ใบหน้าของเขาแทบจะชิดกับฝ่าเท้าของชายในชุดขาว

ชายหนุ่มในชุดขาวได้ฟังก็เปิดตามองไปที่ตระกูลเชาว์เรนพร้อมกับยิ้มออกมาน้อยๆ "เช่นนี้เอง ดูเหมือนแขกรับเชิญของเรากำลังประสบปัญหา พวกเจ้าส่งคนไปช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเสียหน่อยสิ"

"ข้าน้อยจะทำตามท่านบัญชา" ชายในชุดดำกล่าวร่างของเขาค่อยๆจางหายไปกับสายลม ร่องรอยทั้งหมดของเขานั้นหายไปราวกับว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นเพียงแค่หมอกควัน

ขณะที่ชายหนุ่มในชุดขาวหัวเราะออกมาเบาๆด้วยสีหน้าที่อิ่มเอม "จนถึงตอนนี้แผนการทุกอย่างก็ไปได้สวย ข้าอยากรู้เสียจริงว่าตระกูลเอกอนจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรกัน?"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 463 ครั้ง

1,540 ความคิดเห็น

  1. #1356 CPR. My little Heart (@Z-GIRL-Z) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 18:12
    ในที่สุดก็กลับมาอัพแล้วววว
    #1356
    0
  2. #1289 ofreakmano (@ofreakmano) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 20:46
    ว้าวๆๆ คิดถึงจังเรื่องนี้ ติดตามอยุ่นะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ
    #1289
    0