Harry Potter (OC) | Blake: the journey of rude ravenclaw boy #ผมเบลคผมเป็นคนดี

ตอนที่ 39 : 38 | ว่าด้วยเรื่องผมเปียเป็นเหตุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1299
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 178 ครั้ง
    28 พ.ค. 62


38

ว่าด้วยเรื่องผมเปียเป็นเหตุ






          พอเราโตขึ้น เราก็เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง ทั้งตรงและไม่ตรงกับคนอื่น ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ความคิดของผมไม่ตรงกับคนอื่นเขา แล้วก็จบลงที่การทะเลาะเบาะแว้ง


          และยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดของตัวเองถูก ผมรู้สึกอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าคนอื่นผิดนะ คนอื่นอาจจะถูกและผมก็อาจจะถูกด้วยเหมือนกัน เพียงแต่เรามองกันคนละมุม ก็แค่นั้น


          ผมเคารพความคิดของคนอื่น และผมก็หวังว่าคนอื่นก็ควรเคารพความคิดของผมบ้าง แม้ผมจะอายุแค่สิบสี่ก็เถอะ


          “เป็นไงบ้าง” โคลอี้เดินปรี่เข้ามาถามผมทันทีที่เห็นผมออกมาจากห้องพักอาจารย์ใหญ่


          ผมส่ายหน้า “เธอคงต้องแบกบัตเตอร์เบียร์มาให้ฉันแล้วล่ะ”


          โคลอี้ทำหน้าผิดหวัง “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอก ฉันแค่หวังว่ามักกอนนากัลจะยอมให้นายไปฮอกส์มี้ด อย่างน้อยก็ครั้งนี้ครั้งเดียวก็ได้”


          อาจารย์ใหญ่ยังยืนยันเหมือนเดิม ปีการศึกษานี้ผมหมดสิทธิ์ไปฮอกส์มี้ดทุกกรณี


          ผมอยากจะวิ่งไปอุ้มแมวของผมคืนมาก แค่ขอออกไปเที่ยวครั้งเดียวก็ไม่ได้! แต่ก็นั่นแหละ ศาสตราจารย์​มักกอนนากัลคงมีเหตุผล​ของตัวเอง และผมไม่เข้าใจในเหตุผล​นั้น


          “ต้องรอปีสี่อย่างเดียวแล้วล่ะโคลอี้ ฉันมันพวกมีทัณฑ์บน”


          “ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ปีหน้านายก็อย่าหัวร้อนมากไปจนพังโรงเรียนอีกก็แล้วกัน ตั้งแต่รู้จักกันมาฉันต้องคอยทำให้นายอารมณ์เย็นลงกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้” โคลอี้เหมือนจะบ่นผมแต่ก็ดูเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดา ๆ มากกว่า


          “เชื่อฉันเถอะ เธอจะได้ทำหน้าที่นี้ไปอีกนาน” ผมกอดคอโคลอี้ “เพราะว่านี่มันหน้าที่เธอ ยัยเต่า”


          “ฉันรับสมัครหาผู้ช่วยดีกว่า เผื่อว่าวันนึงฉันเกิดรับมือไม่ไหวขึ้นมา” โคลอี้บอก


          “ถ้าเธอไม่ไหวก็ไม่มีใครหน้าไหนไหวแล้วล่ะ” ผมรู้ตัวนะว่าผมนิสัยไม่ค่อยจะดี แล้วก็คงมีแค่โคลอี้ที่ทนกับนิสัยของผมได้


          “นั่นน่ะสิ แอนิต้าก็ปลอบใครไม่เก่ง เผลอ ๆ นายอาจจะไฟลุกกว่าเดิม เคลวินตัวเป็นผู้ชายก็จริง แต่ก็อ้อนแอ้น คงรั้งนายไว้ไม่อยู่หรอก ส่วนไลแซนเดอร์แรงเยอะหน่อย หิ้วปีกนายได้ แต่เสียอย่างเดียวคือชอบยุยงส่งเสริมนาย”


          ก็ถูกของโคลอี้ แต่ผมก็ไม่ได้โมโหหัวร้อนจนไร้สติสักหน่อย ทำไมเธอพูดเหมือนผมโดนผีร้ายเข้าสิงขนาดนั้น


          “นี่โคลอี้ บางครั้งฉันก็หายเองเหอะ”


          “ก็บางครั้งของนายมันนาน ๆ ครั้งนี่นา ก็เห็นพร้อมต่อยคนอื่นตลอด บางทีฉันก็คิดนะ เป็นพ่อมดแท้ ๆ แต่ไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์สู้ นี่ฉันไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอกนะ แค่พูดเฉย ๆ”


          “ฉันชินน่ะ ใช้กำปั้นกับฝ่าตีนมันสะใจกว่า แต่ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ครั้งหน้าฉันจะหยิบไม้กายสิทธิ์ก่อนก็แล้วกัน ขอบคุณที่บอกวิธีสู้เพิ่มให้นะ ว่าแล้วก็ไปหาคำสาปเจ๋ง ๆ เพิ่มดีกว่า”


          “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอกน่ะ นายนี่จริง ๆ เลย”


          ผมกับโคลอี้กลับมาที่ห้องโถง คาบนี้ปีสามทุกคนว่าง แต่ประชากรในห้องโถงนั้นมีไม่เยอะเพราะไปนั่งตากลมอยู่ที่ริมทะเลสาบกันหมด อากาศในปลายเดือนเมษายนอุ่นขึ้น ลมพัดเย็นสบาย แถมดอกไม้ที่ศาสตราจารย์สเปราต์นำมาปลูกรอบ ๆ ปราสาทก็กำลังแข่งกันผลิดอกบานสะพรั่ง


          “เป็นไง ได้รึเปล่า” ไลแซนเดอร์ถามผมทันทีที่ผมนั่งลง


          “ไม่ มักกอนนากัลยืนยันนั่งยันนอนยันว่าไม่ให้ฉันไปฮอกส์มี้ด”


          “ฉันก็กะไว้แล้วแหละ คนอย่างอาจารย์ใหญ่พูดแล้วไม่คืนคำหรอก แค่ยกเลิกการกักบริเวณก็บุญนักหนาแล้ว” เคลวินบอก


          “ตั้งแต่ช่วงปีใหม่มาฉันมีแต่เรื่อง ปีนี้ฉันปีชงหรอ”


          “ไม่เกี่ยวกับปีชงหรอก เกี่ยวกับนายล้วน ๆ เลย เราก็เกิดปีเดียวกันหมดทั้งกลุ่ม” แอนิต้าบอก


          “ขนาดโคลอี้ที่เกิดวันเดียวกัน เดือนเดียวกัน ปีเดียวกันกับนายยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย ชีวิตสงบสุขและราบเรียบ” ไลแซนเดอร์บอก


          “ไม่เลยไลแซนเดอร์ ชีวิตฉันไม่สงบสุขและราบเรียบตั้งแต่เบลคมายุ่งเรื่องอาหารการกินและบังคับฉันออกกำลังกายแล้ว” โคลอี้พูดขึ้นมาทันควัน และผมได้แต่ยิ้มหัวเราะ


          “นี่แหละน้าพวกเกิดในวันแห่งความรัก สวรรค์คงลงโทษส่งเจ้ากรรมนายเวรมาทวงความสุขคืนซะละมั้ง” เคลวินพูดติดตลก


          “ถ้าเป็นอย่างนั้นเจ้ากรรมนายเวรของฉันก็คือเบลคแล้วหล่ะ” โคลอี้พูดก่อนจะหันมาหาผมและใช้มือจับไหล่ผมทั้งสองข้าง จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเหมือนสวดมนต์ “เลิกแล้วต่อกันนะเบลค ฉันอโหสิให้ เวรย่อมรับระงับด้วยการไม่จองเวร ไปที่ชอบที่ชอบเถอะ”


          “โคลอี้”


          “ว่า?”


          “เธอน่ะ ไล่ฉันไม่ได้หรอก”


          “นั่นสิ ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ” โคลอี้ยิ้ม ก่อนจะยกมือที่จับไหล่ของผมอยู่ขึ้นมาขยี้ผมของผมแทน


          “พอ ๆ เดี๋ยวนี้เล่นหัวแล้วนะ” ดูสิ ขยี้จนหัวยุ่งไปหมดเลย


          “ฉันคิดถึงโพลาร์น่ะ”


          “ไอ้หมายักษ์นั่นน่ะหรอ”


          “ใช่ เอ... ฉันว่าตอนนี้นายตัวโตกว่ามันแล้วด้วย”


          “ถ้ามันยังโตได้อีกฉันจะไม่ไปเหยียบบ้านเธอตลอดชีวิตเลย” หมาอะไรตัวใหญ่เป็นบ้า ผมยังจำตอนที่มันยกขาจะตะปบผมได้อยู่นะ


          “ตัวใหญ่น่าฟัดดีออก ตัวเล็ก ๆ อย่างลูน่ากอดไปก็ไม่เต็มไม้เต็มมือ มันไม่ฟิน”


          “ใครบอก ลูน่าตัวหอม ขนนิ่ม แถมยังน่ารัก แค่เห็นหน้าก็ฟินแล้ว ยิ่งตอนมาร้องเหมียว ๆ ออดอ้อนนะ ฉันนี่แทบจะเข่าทรุดให้ได้ พูดแล้วก็คิดถึง ไปไหนแล้วเนี่ย ลูน่า!”


          “โอ้ยพ่อคุณ แมวหรือเมีย เทิดทูนเหลือเกิน” เคลวินพูดขึ้น


          “ถ้าเบลคมีแฟนคงได้ทะเลาะกับแฟนเพราะรักแมวมากกว่าแน่ ๆ” ไลแซนเดอร์บอก


          “เห็นด้วย ไม่ต้องถอดไพ่ก็รู้ สงสารคนที่โชคร้ายคนนั้นจริง ๆ” แอนิต้าบอก


          “นี่ก็แซะกันจัง หัดชมฉันเหมือนยัยเต่าบ้างสิ”


          “หึ เบลคกี้ เบลคกี้ เบลคกี้ นายช่างไม่รู้อะไร ยัยเต่าของนายน่ะร้าย! ยัยนี่แค่อยู่เป็น ที่คอยชมคอยอวยก็เพราะหวังพริงเกิ้ลส์กับขนม”


          “เคลวิน! พูดอะไรเนี่ย ทุกวันนี้ฉันก็อดอยากจะตายอยู่แล้ว” จากนั้นโคลอี้ก็หันมาหาผมพร้อมกับกระพริบตาปริบ ๆ “นายอย่าไปฟังนะ เคลวินใส่ร้ายฉัน นายฉลาด นายเป็นคนดี นายรู้ใช่ไหมว่านั่นมันไม่จริง ฉันไม่ได้หวังพริงเกิ้ลส์ของนายสักนิ๊ด อ้อ ฉันว่าลูน่าก็น่ารักนะ เป็นแมวดำที่น่ารักที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย”


          ผมเท้าคางมองหน้าเพื่อนผมแดงเงียบ ๆ ผมกับเธออยู่ด้วยกันมาเกือบสามปี โคลอี้เหมือนจะเป็นคนซื่อ ๆ ไร้พิษภัยก็จริง แต่นั่นก็แค่บุคลิก เพราะเธอจะสู้สุดใจกับเรื่องที่เธอเห็นว่าสำคัญ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่เรื่อง


          “เธออยู่เป็นจริง ๆ ด้วยโคลอี้” เห็นได้จากประโยคยืดยาวเมื่อกี้


          “ว้าย แผนแตกแล้วจ้ายัยเต่า”


          “เงียบไปเลย ไม่งั้นฉันจะฟ้องเบลคว่านายแอบร่วมมือกับฟีลิกซ์ถ่ายรูปเบลคตอนนอนหลับไปขาย” โคลอี้ชี้หน้าเคลวิน “อ้อ แล้วฉันก็จะฟ้องด้วยว่านายเผลอเหยียบไมโลจนมันร้องอย่างน่าสงสารด้วยความเจ็บปวด”


          “เธอพูดมันออกมาหมดแล้วโคลอี้” แอนิต้าบอกพร้อมกับยิ้มอย่างเห็นใจไปให้เคลวิน


          “อ้าวหรอ ตายแล้ว ฉันไม่ได้ตั้งใจอ่ะ ทำไงดี”


          “ฉันนึกได้ว่ามีธุระ ไปก่อนนะ” เคลวินบอกเร็ว ๆ และรีบเก็บข้าวข้อง


          “เคลวิน!” ผมจ้องเคลวิน


          “นายเป็นคนดี ไม่โกรธกันเนอะ” เคลวินยิ้มแห้ง ๆ ให้ผมก่อนจะวิ่งออกจากห้องโถงใหญ่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมาพูดกับโคลอี้ “ฝากไว้ก่อนนะยัยผมแดง!”


          “ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”


          “หยุดอยู่ตรงนั้นเลยเคลวิน! ถ่ายรูปไม่เท่าไหร่ แต่นายเหยียบแมวฉัน ยอมไม่ได้!” ผมตะโกนบอก ก่อนจะลุกแล้ววิ่งตามเคลวินไป


          “เดี๋ยวฉันให้แมวนายเหยียบคืนนะ!”


          “หยุด!”



- - - - - - - - - -




          ผมว่าบางครั้งผมก็มีอาการโง่อย่างเฉียบพลัน โง่แบบที่ไม่สมควรอยู่บ้านเรเวนคลอ


          เส้นผมบังภูเขาแท้ ๆ ...ผมลืมไปได้ยังไงว่าผมรู้ทางลับไปฮอกส์มี้ดโดยที่ไม่ต้องเดินผ่านรั้วโรงเรียนที่มีฟิลช์คอยคุมเข้มตรวจเด็กนักเรียนอยู่


          มานึกได้ก็ตอนเห็นต้นวิลโลว์จอมหวดหลังจากเดินไปส่งพวกโคลอี้ที่หน้าประตูเรียบร้อยแล้ว


          “ลูน่า ด่าฉันว่าโง่ที”


          “เมี้ยว”


          ผมถูกห้ามไปฮอกส์มี้ด... แต่ใครสนล่ะ ผมจะไป!


          “เดี๋ยวฉันมานะลูน่า”


          “เมี้ยว” ลูน่าเดินตามผมมา


          “ไม่ได้ ไว้ขึ้นปีสี่แล้วจะพาไปอีกรอบ”


          “เมี้ยว” ลูน่าเดินมาหา จากนั้นก็ไซร้ตัวเองกับขาของผม และยังใช้ตาสีเหลืองน่ารัก ๆ จ้องผมอีก


          โถลูก... ใครจะกล้าใจร้ายกับหนูลง


          “ไม่ ฉันต้องไม่หลงกลแกลูน่า”​ ผมสะบัดหน้าเรียกสติ “ไป กลับเข้าปราสาทไปเดี๋ยวนี้ วันนี้ฉันยอมให้เล่นกับคุณนายนอร์ริสได้”


          “เมี้ยว”


          ยัง ยังอีก ยังจะจ้องผมตาแป๋วอีก


          “ลูน่า”


          “เมี้ยว~”


          เสียงร้องแบบนั้น สเต็ป​การ​กระพริบตา​แบบนั้น... ให้ตาย ใจผมอ่อนยวบยาบหมดแล้ว! อย่าไปทำแบบนี้กับหนุ่มที่ไหนนอกจากคุณฟีบัสเชียว


          “มามะเด็กดี ไปเที่ยวกับปะป๊ากัน”​ ผมเดินไปหาลูน่า และมันก็ยกขาหน้าขึ้นอย่างรู้งาน “ฉันจะเลิกรักแกได้ยังไงนะลูน่า ถ้ารู้ล่ะก็ไม่ต้องบอกนะ เพราะฉันไม่มีทางเลิก”


          ผมเดินไปทางต้นวิลโลว์จอมหวดที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบพังเพราะแฮร์รี่ พอตเตอร์กับเพื่อนของเขาขับรถเหาะได้มาชนเข้า ผมรู้ได้ไงอ่ะหรอ ศาสตราจารย์​ซาบินี่บอกระหว่างที่ช่วยผมซ่อมกำแพง มีเรื่องตลก ๆ สมัยเรียนอีกหลายเรื่องที่อาจารย์เล่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่อาจารย์กับกลุ่มเพื่อนไปแกล้งเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ทั้งนั้น รวมถึงแกล้งแม่ของผมด้วย


          และถ้าผมเดาไม่ผิด เบลส ซาบินี่ต้องอยู่แก๊งบูลลี่ตอนสมัยเรียนแน่ ๆ ผมฟังธง


          ผมเดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นวิลโลว์จอมหวด รักษาระยะห่างไม่ให้มันรู้ตัวจนเหวี่ยงกิ่งไม้​มาฟาดผมซะก่อน ดอมบอกว่าต้องกดตาไม้ที่อยู่ตรงโคนต้นก่อนจะมุดโพรงเข้าไป


          ปั้ก!


          แล้วอยู่ ๆ ผมก็ล้มหน้าทิ่มขณะก้มตัวลงกดตาไม้ แม่งเอ้ย ใครวะ!


          “ฉันเอง”


          “เธอเองหรอ เป็นบ้าอะไรเนี่ยอยู่ ๆ ก็มาชน!” ผมบอกมาริลิน ชนไม่พอ ผมหัวโขกกับต้นไม้ด้วยเนี่ย


          “เอาเป็นว่าขอโทษก็แล้วกัน” มาริลินบอกผมและลุกขึ้นอย่างเร่งรีบ เธอชะเง้อคอเหมือนมองหาใครสักคนอยู่


          “แล้ววิ่งมาแบบนี้มีอะไร ใครตายหรือไง” ผมถามเธอและเช็คหัวตัวเองไปด้วยว่ามันแตกรึเปล่า


          “สกอร์เปียสน่ะสิ”


          “สกอร์เปียส?”


          “หมอนั่นเป็นบ้าไปแล้ว! อยู่ดี ๆ ก็ไม่ยอมไปฮอกส์มี้ด แถมพยายามจะจับฉันถักผมเปีย ตานั่นมันบ้าขนาดไปลากลิลี่ให้มาสอนถักผมในหอสลิธีริน”


          “สกอร์เปียสจะจับเธอถักเปีย?”


          “ใช่ เด็กสลิธีรินผมยาวเยอะแยะ โดโรธีที่ติดเขาแจก็ผมยาว แต่เจ้าบ้าแมงป่องนั่นบอกว่าโดโรธีผมเข้ม ต้องเป็นฉันเท่านั้น เพราะฉันมีสีผมใกล้เคียงกับแคสสิโอ​เปีย​มากที่สุด!”


          โอเค ผมกำลังกลั้นขำอย่างสุดชีวิต มาริลินวิ่งป่าราบขนาดนี้เพราะแค่กลัวโดนจับถักเปียหรอ


          “ฮ่าฮ่าฮ่า มาริลิน เธอกำลังทำฉันปวดท้อง ฮ่าฮ่าฮ่า” ผมกลั้นขำไม่อยู่อีกต่อไป ขำขนาดที่ผมแทบจะไม่มีแรงอุ้มลูน่า


          “ฉันจะบ้าตายอยู่แล้วแต่นายมาขำเนี่ยนะ มีความสุขบนความทุกข์​ของคนอื่นจริง ๆ เลย” มาริลินบ่น


          “นี่ป้า ไปเล่าให้ใครฟังใครเขาก็ขำทั้งนั้นแหละ” ไม่ขำนี่เส้นลึกมากเลยนะ ใครจะไปคิดว่าเด็กสลิธีรินจะประหลาดขนาดนี้ เผลอ ๆ ประหลาดกว่าเรเวนคลออีก


          “ไม่มีทาง เรื่องประหลาดและเพี้ยนเรเวนคลอนำไปแบบไม่เห็นฝุ่น” มาริลินบอก “คุยกับนายแล้วเสียเวลา ฉันรีบไปดีกว่า เดี๋ยวสกอร์เปียสตามมาเจอแล้วฉันจะได้โดนดึงหนังหัวอีก”


          “อย่าบอกนะว่าสกอร์เปียสถักผมเธอไปแล้ว” ผมทักเพราะมาริลินตอนนี้ปล่อยผมทั้งที่ปกติจะมัดเป็นหางม้าตลอด


          “ก็เออสิ! โคตรจะเจ็บ ฉันถึงได้หนีมาไง คนบ้าอะไรถักเปียแน่นฉิบหาย ฉันล่ะสงสารอนาคตหนังหัวของน้องหมอนั่น”


          มาริลินคงทนไม่ไหวน่าดูถึงได้หลุดพูดคำหยาบออกมาแบบนั้น ก็แอบน่าสงสารเหมือนกันแฮะ อยู่เฉย ๆ แท้ ๆ


          “ใช่ ฉันอยู่ของฉันเฉย ๆ อุตส่าห์ไม่ไปฮอกส์มี้ดเพราะจะอาบน้ำให้แมรี่แล้วก็อ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้ต่อ แต่พออาบเสร็จเจ้าบ้านั่นก็ผีเห่อน้องเข้าสิง” มาริลินยังคงอ่านใจผม และบ่นต่อไป “ฉันว่าฉันไปหลบที่หมู่บ้านดีกว่า หาร้านน้ำชานั่งสงบสติอารมณ์​ เย็น ๆ ค่อยกลับ”


          “เดี๋ยว เธอจะไปฮอกส์มี้ดหรอ” ผมถามมาริลิน


          “ใช่สิ อย่างน้อยที่นั่นก็คนเยอะ สกอร์เปียสไม่หาฉันเจอได้ง่าย ๆ หรอก”


          “แล้วไปยังไง”


          “ประตูสิถามได้ มีทางอื่นอีกหรือไง”


          “มาริลิน!” เสียงของสกอร์เปียสดังแว่วมาจากทางด้านหลังของผม “คราวนี้ฉันจะถักผมเธอเบา ๆ เลยฉันสัญญา ฉันต้องฝึกถักก่อนจะกลับบ้านนะ เห็นใจฉันเถอะ!”​


          “เวรแล้วไง” มาริลินรีบใช้ตัวผมบังตัวเองทันที


          สกอร์เปียสกำลังมาทางนี้ และดูเหมือนเขาจะเห็นผมแล้ว


          “โอ้ยทำไงดี วิ่งออกไปตอนนี้ตานั่นต้องเห็นแน่ ๆ” มาริลินพูดอย่างร้อนลน สายตาก็หาทางหนีทีไล่ไปด้วย


          “นี่มาริลิน ความจริงยังมีอีกทางที่ไปฮอกส์มี้ดได้นะ” ผมกระซิบเบา ๆ เพราะสกอร์เปียสเริ่มเดินใกล้เข้ามาทุกที


          “หมายความว่าไง?” มาริลินจ้องผม และหันไปมองโพรงไม้ใต้ต้นวิลโลว์จอมหวด เธอคงไม่สังเกตว่าต้นไม้หยุดนิ่ง ไม่ทีท่าว่าจะทำร้ายเราเลย


          “อืม ทางนั้นแหละ”


          “เอาก็เอา ฉันยอมมุดก็ได้” จากนั้นมาริลินก็ค่อย ๆ เดินไปใกล้ ๆ โพรงไม้ เธอชั่งใจก่อนจะก้มลงและมุดลงไป ส่วนผมก็พยายามบังให้เต็มที่


          “เบลค!”


          “ว่าไงสกอร์เปียส” ผมหันไปหาสกอร์เปียสและยิ้มทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


          “ยิ้มทำไมเนี่ย ว่าแต่นายเห็นมาริลินบ้างไหม”


          “ยัยป้าขี้บ่นน่ะหรอ ไม่เห็นหรอก” ผมบอก และใช้มือขวาไขว้นิ้วกันแล้วซ่อนไว้ข้างหลัง


          “เห้อ ฉันเดินหารอบปราสาทแล้ว ไม่รู้เธอไปอยู่ไหน”


          “แล้วนายหามาริลินไปทำไมหรอ” ผมเล่นละคร​แกล้งถามต่อให้สมบทบาท


          “ฉันก็แค่จะฝึกถักผมเปียเอาไว้ถักให้แคสซี่ แต่เหมือนฉันจะดึงผมเธอแรงไปหน่อย ก็ลิลี่บอกว่ายิ่งแน่นยิ่งสวย ฉันก็ดึงซะเต็มที่เลย แต่คงลืมผ่อนแรงมั้ง มาริลินร้องดังลั่นหอแล้วก็งอนตุ้บป่องวิ่งหนีออกมาเลย”


          ผมพยายามกลั้นขำอีกครั้ง สงสารมาริลินว่ะ


          “นายไปหาคนอื่นฝึกก่อนแล้วกัน มาริลินคงไม่ให้นายยุ่งกับผมของเธออีกนาน”


          “นั่นน่ะสิ แต่ฉันอยากได้คนผมสีอ่อนนี่นา เด็กสลิธีรินรุ่นเราก็มีแค่มาริลินที่มีผมสีอ่อน เด็กบ้านอื่นฉันก็ไม่สนิท อยู่ ๆ จะไปขอถักผมก็ไม่ได้ โดโรธีก็ผมเข้ม ลิลี่ก็ผมแดงอีก ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจนะฉันเดินไปหาดอมินีคแล้ว”


          ผมจะบอกให้ดอมระวังสกอร์เปียสไว้ หมอนี่เป็นอันตรายต่อพวกผู้หญิงผมสีทองและสีบลอนด์​ โชคดีที่โคลอี้ผมแดงและแอนิต้าผมน้ำตาล ไม่งั้นผมคงทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเพื่อนถูกกระชากหนังหัว


          “นายลองขอถักผมศาสตราจารย์​มักกอนนากัลดูสิ ผมสีอ่อนเหมือนกัน หัวหงอกจนขาวเกือบทั้งหัวแล้ว”


          “อย่าให้อาจารย์​ได้ยินเชียว ไม่งั้นนายอาจจะอดไปฮอกส์มี้ดจนถึงปีเจ็ด” สกอร์เปียสบอกติดตลก “แล้วนายมาทำอะไรตรงนี้ เดี๋ยวก็โดนต้นวิลโลว์หวดเอาหรอก”


          “อ้อ เอ่อ พาลูน่ามาเดินเล่นกินลมชมวิว​น่ะ แต่เดี๋ยวก็กลับหอแล้ว”


          “เมี้ยว”


          สกอร์เปียสพยักหน้า “ฉันไปหามาริลินต่อดีกว่า ไว้เจอกันนะเบลค อ้อ วิชาปรุงยาถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้ตลอดเลยนะ”


          “ขอบคุณมาก เจอกัน”


          สกอร์เปียสเดินไปแล้ว ผมได้แต่ถอนหายใจและมองหน้าลูน่า


          “อยากถักเปียไหมลูน่า”


          “หม่าววว”


          “ขนแกถักได้ที่ไหนล่ะ”


          ผมเดินไปที่โพรงไม้อีกครั้ง มองซ้ายมองขวาก่อนจะมุดลงไป มันเป็นเนินที่ค่อนข้างลาดชันและขรุขระ ตอนปีนขึ้นมาไม่เท่าไหร่ ตอนลงเนี่ยแหละหน้าจะทิ่มเอาได้ง่าย ๆ แถมทางก็มืด


          พรืด!


          นั่นไง... ผมเหยียบพลาดและเซจนล้มไปข้างหน้า ลูน่ากระโดดออกจากแขนผมไปแล้ว ดูมัน อุตส่าห์​ใจดีจะพาไปเที่ยว มาทิ้งกันได้ง่าย ๆ เฉยเลย


          ตึง!


          แต่ทำไมไม่ค่อยเจ็บเลยวะ


          “ก็นายทับฉันอยู่ไง” เสียงของมาริลินพูดขึ้น “เอ้า ลุกไปสิ รออะไรล่ะ ตัวฉันจะแบนติดพื้นแล้ว!”


          “โทษที” ผมรีบยันตัวลุกขึ้น ก่อนจะปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อผ้า “แต่แหม เธอตัวนิ่มดีจัง สนใจเป็นฟูกนอนให้ฉันสักวันสองวันไหมแมรี่”


          “ฝันไปเถอะ, ลูมอส” มาริลินปฏิเสธ​ทันทีและจุดไฟขึ้นที่ปลายไม้กายสิทธิ์​ และเริ่มมองทางข้างหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “นายแน่ใจนะว่าทางนี้ไปฮอกส์มี้ดได้”


          “ลูมอส, แน่ซะยิ่งกว่าแน่” ผมจุดไฟและเดินไปอุ้มลูน่าขึ้น “แต่เธอจะไม่ไปก็ได้นะ”


          “ฉันไม่ได้มุดโพรงไม้เพื่อให้นายมาล้มทับแล้วต้องปีนกลับขึ้นไปเพื่อเจอสกอร์เปียสนะ”


          “ถ้างั้นก็ตามมา บ่นเป็นป้าอยู่นั่นแหละ”


          “มันไปได้แน่นะ”


          “ไปได้สิ ฉันเคยเดินกลับจากฮอกส์มี้ดทางนี้” มาริลินจะกลัวอะไรเนี่ย ผมไม่พาไปฆ่าหรอกนน่า


          “ใครจะรู้ล่ะ”


          ผมกับมาริลินเดินตามทางอุโมงค์ใต้ดิน​มาเรื่อย ๆ ทางชันบ้าง ลาดบ้าง เรียบบ้าง ขรุขระบ้าง กำแพงหินข้าง ๆ มีรอยกรงเล็บขนาดใหญ่​อยู่บางจุดเพิ่มความหลอนให้มาริลินเข้าไปอีก


          “ใกล้ถึงรึยัง ฉันว่าเราเดินมาไกลแล้วนะ” มาริลินถามและมองไปข้างหลังตลอดเวลา มีครั้งนึงเธอตกใจหนูตัวเล็ก ๆ จนร้องกรี๊ดออกมาด้วย


          “สุดทางข้างหน้าก็ถึงแล้ว”


          “ใต้นี้มันอึดอัด ฉันไม่ชอบ”


          “ฉันว่าคงไม่มีใครชอบเหมือนกัน”


          “แล้วนายรู้ได้ยังไงว่ามีทางแบบนี้”


          “มีคนบอก”


          “ใคร”


          “ไม่บอก”


          “อ่อ ดอมินีค”


          “คราวหลังไม่ต้องถามก็ได้นะถ้าจะอ่านใจน่ะ”


          “แต่นายโดนห้ามไปฮอกส์มี้ดไม่ใช่หรอ คิดจะแหกกฎหรือไง”


          “ก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่” ผมบอก ก่อนจะฝากให้มาริลินอุ้มลูน่า


          ตอนนี้เดินมาจนสุดทางแล้ว ผมคาบไม้กายสิทธิ์ไว้ที่ปากและใช้สองมือดันแผนไม้ที่ดูไม่เข้ากับกำแพงหินข้างบนออก จากนั้นก็ปีนขึ้นไป


          “น็อกซ์” ผมมองไปรอบ ๆ พอเห็นว่าไม่มีใครถึงได้หันกลับไปทางอุโมงค์ “โอเค ส่งลูน่ามา”


          ผมรับลูน่ามาจากมาริลินและเดินไปทางหน้าต่าง มองจากเพิงโหยหวนยังเห็นว่ามีคนเดินกันที่หมู่บ้านอยู่เยอะแยะ ผมคงต้องตามหาพวกโคลอี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่จะมีคนมาเจอผม


          “นี่ ขอโทษนะ แต่ช่วยเสียสละเวลาวางแผนมาพาฉันขึ้นไปหน่อย” มาริลินตะโกนขึ้นมาจากอุโมงค์ข้างล่าง


          “อ้าว ยังไม่ขึ้นมาอีกหรอ”


          “ฉันขึ้นไม่ได้”


          “วุ่นวายจริงแม่คุณ ส่งมือมา” ผมเดินไปหามาริลินที่ยังไม่สามารถพาตัวเองขึ้นมาได้ ก่อนจะช่วยเธอดึงตัวเองจนขึ้นมาได้สำเร็จ


          “ขากลับนายกลับคนเดียวเลย ฉันจะกลับปราสาททางประตู ขึ้นลงก็ยาก ทางก็มืด เลี้ยวไปเลี้ยวมา อับชื้นแถมยังอึดอัดอีก ฉันจะไม่มาอีกเป็นครั้งที่สอง” มาริลินบ่นและเดินดูรอบ ๆ ส่วนผมก็ได้แต่ส่ายหน้ากับผู้หญิงที่ขี้บ่นเกินวัย


          “ถ้าฉันขอพรได้ฉันจะขอให้เธอเลิกบ่น” ผมก้มลงเลื่อนให้แผ่นไม้เข้าที่


          “ขอให้ตัวเองเป็นคนใจเย็นน่าจะดีกว่ามั้ง” มาริลินหันมาบอก “ที่นี่มันเพิงโหยหวนนี่”


          “ใช่ บ้านผีสิงที่ดุที่สุดในเกาะอังกฤษ” ผมแกล้งบอกกิตติศัพท์ของบ้านร้างหลังนี้ เผื่อจะได้เห็นมาริลินกลัวจนขี้ขึ้นสมอง


          “เอาไว้หลอกเด็กเถอะ” แต่มาริลินกลับตัดมู้ดซะย่อยยับ


          “เธอนี่น้า... เรารีบออกจากที่นี่กัน ฉันต้องไปตามหาเพื่อนอีก เธอจะไปด้วยกันไหมหรือแยก”


          “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปหาอัลบัสกับอีริดานัส”


          “โอเค” ผมเดินไปที่ประตู


          “เดี๋ยว!” มาริลินร้องขึ้น และยืนนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงกระซิบ “มีคนอยู่หน้าประตู”


          ผมเดินถอยหลังเบา ๆ ก่อนจะพาตัวเองไปทางหน้าต่างที่สามารถมองเห็นหน้าประตูบ้านได้อย่างเงียบเชียบ หน้าประตูมีผู้ชายกับผู้หญิงที่ผมคาดว่าเป็นคู่รักกำลัง... เอ่อ... แบบว่าพลอดรักกันอยู่ และดูเหมือนกำลังจะเข้ามาในบ้านด้วย


          “เอ่อ มาริลิน เรา...” เห็นแบบนี้แล้วผมคิดอะไรไม่ออกเลย มาเจอหนังสดต่อหน้าขนาดนี้


          “ฉันว่าเราควรหลบ รอให้พวกเขาทำธุระกันเสร็จแล้วค่อยออกไป”


          “ตามนั้น ว่าแต่จะหลบไหน” ในบ้านนี้มีแต่เฟอร์นิเจอร์พัง ๆ ตู้ที่ดูเหมือนจะหลบได้ก็ไม่มีบานประตูปิด


          “ชั้นสองไหม”


          “ฉันว่าไม่ดี ชั้นสองมีเตียง ถึงจะฝุ่นจับแต่ฉันว่าพวกเขาอาจจะขึ้นไปใช้ก็ได้”


          “ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ”


          นั่นสิ ผมมองไปที่หน้าประตูอีกครั้ง แต่สองคนนั้นกำลังเปิดประตูเข้ามา ผมรีบดึงมาริลินมาหลบหลังม่านทันที ส่วนลูน่าก็ทำตัวเป็นแมวที่ดี ไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ มีก็แต่เสียงกระพรวนที่ผมต้องร่ายคาถาให้มันเงียบไปก่อน


          แต่ม่านนี้ฝุ่นโคตรเยอะเลยว่ะ


          “ฮัดชิ้ว!” มาริลินจาม


          “ป้า! จะมาจามอะไรตอนนี้” ผมกระซิบเบา ๆ


          “นั่นเสียงอะไรน่ะ” เสียงผู้หญิงร้องขึ้น


          “ไม้ลั่นมั้ง ไม่มีอะไรหรอก ใครมันจะบ้าเข้ามาในนี้”


          เหอะ ก็พวกแกสองคนไง เกิดนึกบ้าอะไรมาทำเรื่องบัดสีในบ้านร้าง


          “ฉันกลัวว่าจะเป็นอะไรที่เหนือธรรมชาติน่ะสิ”


          “ผีหรอ ไม่มีหรอกน่า ก็แค่ลือกันไปเอง”


          แล้วเสียงพูดคุยก็เงียบไป ผมได้ยินแต่เสียงของตก แล้วก็เสียง... เห้อออ


          “รู้งี้ยอมให้สกอร์เปียสถักผมเปียยังจะดีกว่า” มาริลินพูดขึ้นเบา ๆ


          “เธอว่าเราจะแอบออกไปได้ไหม” ผมถามเพื่อนร่วมชะตากรรม


          “ก็ถ้าพวกเขาไม่สนใจอะไรอีกก็อาจจะได้”


          ผมกับมาริลินค่อย ๆ ย่องออกจากผ้าม่าน และแอบมองไปทางประตู แต่มองยังไม่ถึงหนึ่งวินาทีก็รีบหลบกลับมาแทบไม่ทัน แม่งเอ้ย โซฟาหักขนาดนั้นยังจะทำกันต่อได้อีก นับถือว่ะ


          “ใครเขาเอาโซฟาไว้หน้าประตูเนี่ย ฉันอยากจะรู้” มาริลินบ่น ก่อนจะหันไปมองอีกรอบ “สองคนนั้นเอาไม้กั้นประตูด้วย หมดทางแล้วเบลค”


          “งั้นก็เหลืออยู่ทางเดียว” ผมบอก “กลับ”


          แค่จะไปฮอกส์มี้ด ทำไมถึงมีอุปสรรคนักก็ไม่รู้ ช่วงนี้ก็รู้สึกดวงซวยแปลก ๆ โชคไม่เข้าข้างเลย


          “ใช่ โชคไม่เข้าข้างจริง ๆ” มาริลินพูดขึ้น และนั่นทำให้ผมต้องหันไปดูอีกรอบ แต่พยายามไม่โฟกัสสองร่างที่อยู่บนโซฟา


          “แม่ง ซวยได้โล่”


          ถ้าผมจะกลับผมก็ต้องเดินไปทางอุโมงค์ที่อยู่ข้างบันได ซึ่งมันอยู่หลังโซฟา เป็นไปไม่ได้เลยที่สองคนนั้นจะมองไม่เห็นผมกับมาริลิน


          “คงต้องรอแล้วล่ะ”


          “หรือไม่ก็หน้าด้านเดินออกไปเลย”


          “สองคนนั้นจะได้คิดว่าเราสองคนมาทำอย่างเดียวกันน่ะสิ อีกอย่างเขารู้กันทั้งโรงเรียนว่านายมาที่หมู่บ้านไม่ได้”


          “ฉันใส่ฮู้ดก็มองไม่เห็นหน้าแล้ว”


          “แล้วฉันล่ะ”


          “ถอดเสื้อคลุมหัวไป”


          “คิดได้แค่นี้?”


          “หรือเธอคิดอะไรออกล่ะ”


          “ไม่”


          อยู่ ๆ เสียงก็เงียบไปสักพักจนผมสงสัย และตามมาด้วยเสียงครวญครางที่ผมกับมาริลินได้แต่นั่งลงกับพื้นและกุมขมับ


          “ฉันไม่อยากเดินออกไปให้เสียสายตา” มาริลินพูดขึ้น


          “ฉันด้วย”


          “เมี้ยว”


          สุดท้าย แผนแหกกฎไปฮอกส์มี้ดของผมก็พังไม่เป็นท่าเพราะคู่รักคู่เดียว ผมกับมาริลิน และลูน่านั่งหลบอยู่หลังผ้าม่านรอกันเป็นชั่วโมง ๆ และกว่าสองคนนั้นจะเสร็จธุระก็หมดเวลาเที่ยวแล้ว พวกผมปีนออกจากโพรงต้นวิลโลว์ด้วยอาการปลงกับชีวิต และแยกย้ายกันกลับหอไปล้างหน้าล้างตา


          แต่เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีเหตุให้ผมต้องไปห้องพยาบาล


          “นายไปทำอะไรมาเนี่ย มันไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ นะ” โคลอี้บอกระหว่างมาส่งผมที่ห้องพยาบาล


          “ก็มันเป็นไปแล้วนี่” ผมบอกและเดินเข้าห้องพยาบาล มาดามพรอมฟีย์กำลังรักษาใครอีกคนที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย


          “อ้าว คุณสเปนเซอร์ มีอะไร เป็นอะไรมา” มาดามถามอาการ


          “เบลคเป็นตากุ้งยิงค่ะมาดาม” โคลอี้ตอบแทน


          “ตากุ้งยิง? งั้นมานั่งตรงนี้เลย ฉันกำลังรักษาตากุ้งยิงให้คุณโลบูต้าอยู่พอดี แล้วนี่อุ้มแมวมาด้วยทำไม”


          “เอ่อ ลูน่าก็เป็นตากุ้งยิงครับ” ผมตอบก่อนจะหันไปมองหน้ามาริลินที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว


          เราพยักหน้าให้กันเบา ๆ อย่างรู้กัน


          “แปลกจริง โรงเรียนเราฝุ่นเยอะ สกปรกจนเด็กกับแมวเป็นตากุ้งยิงกันเลยหรอ” มาดามทำหน้าฉงน และหันไปหยอดตาให้มาริลินต่อ


          “แปลกจริง ๆ ค่ะมาดาม ถ้าหนูไม่รู้จักนิสัยใจคอของเบลค หนูคงคิดว่าเขาไปแอบดูใครอาบน้ำมาแน่ ๆ” โคลอี้บอก


          เธอไม่รู้อะไรโคลอี้ สิ่งที่ฉันกับมาริลินแล้วก็ลูน่าเจอ มันยิ่งกว่าคนแก้ผ้าอาบน้ำอีก











- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Talk w/ me:

          วงวารรร แค่จะไปฮอกส์มี้ดแต่ดันมีอุปสรรค แถมเป็นตากุ้งยิงกลับมาทั้งคนทั้งแมวอีก ดวงตกจริงๆตาเบลค แมรี่ก็พอกัน มีเพื่อนเป็นสกอร์เปียสต้องทำใจ สงสัยว่าเดรโกเลี้ยงมายังไง ฮาเกิ๊นนนนนน 555555555555 ส่วนโคลอี้คือมนุษย์ผู้อยู่เป็นและสู้ตายเพื่อของกิน และลูน่าที่หนึ่งในใจเบลค ได้ตัวลูน่าปุ๊บก็เมินแมรี่ทันที ไม่ช่วยอะไรต่อทั้งนั้น

          ตอนนี้ยาวมาก เกือบ 5000 คำ แต่งเพลินและตัดไม่ได้เลยค่ะ

          เราชอบฉากที่เบลคกับมาริลินมองหน้ากันตอนสุดท้ายมาก เธอเป็นตากุ้งยิงหรอ เออ ฉันก็เป็น พยักหน้าแบบรู้กัน 555555555555 ตากุ้งยิงเป็นได้หลายสาเหตุนะคะ และสาเหตุที่พวกเจ้าเบลคเป็นกันคือเรื่องของความไม่สะอาด โดนฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ ก็พวกนางเล่นไปหลบหลังผ้าม่านฝุ่นเขรอะกันเป็นชั่วโมงแบบนั้นนี่เนอะ หรืออาจจะเป็นเพราะสาเหตุอื่น(?)ร่วมด้วยก็เป็นได้


jujuly

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 178 ครั้ง

1,857 ความคิดเห็น

  1. #1173 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 22:54
    อยากบอกแคสซี่ให้หนีไปค่ะน้องงงง ไปโบซ์บาตงเถอะะะ555555 วงวารน้องแมว เคลวินจะทำไรก็ได้ แต่จะเหยียบไมโลไม่ด้ายยยย
    #1173
    0
  2. #1037 Nu pe (@Peerada1648) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 11:26
    เหยียบแมว=ตกนรกหมกไหม้
    แมวเหยียบ=ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุด
    #1037
    1
    • #1037-1 jujuly (@srnswan) (จากตอนที่ 39)
      2 มิถุนายน 2562 / 22:29
      ทาสแมวที่แท้ทรู
      #1037-1
  3. #952 autumn morning^^ (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 22:11
    ลูน่ายังเป็นตากุ้งยิงเลยอ่ะ โอ้ยขำไม่ไหวแล้ว555
    #952
    0
  4. #946 มออานอซอเอ X Grill. (@mlspanda) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 09:34

    ไม่นึกว่าสกอร์เปียสจะขนาดนี้ 555555555วงวารมาริลินฮืออออ

    #946
    0
  5. #793 บราว์นี่๑๓' (@nokia123) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 21:47
    ตอนนี้ตลกมาก5555555ดูวุ่นวายเเล้วก็ดวงซวยกันสุดๆ
    #793
    1
    • #793-1 jujuly (@srnswan) (จากตอนที่ 39)
      23 เมษายน 2562 / 01:16
      จากปกติก็วุ่นวายแทบทุกตอนอยู่แล้วนะ 555555555
      #793-1
  6. #792 msyokky (@masitorn) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 00:21
    สงสารแคสซี่ในอนาคตเลยนะคะ มีพี่แบบนี้55555
    #792
    1
    • #792-1 jujuly (@srnswan) (จากตอนที่ 39)
      19 เมษายน 2562 / 11:31
      แคสซี่นั่งกุมขมับแล้ววว
      #792-1
  7. #791 WHO IS ME? (@athitayafah) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 20:50
    นี่ถือเป็นโมเมนต์ได้ใช่ไหมคะ ฮือออ เรือแม่แล่นหลังแห้งมาสักพัก 555555
    #791
    1
  8. #790 Hazel_nut (@hazel-nut) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 20:43
    เบลคเอ๊ยยยย 5555555555555 ขำที่สุดตรงแมวก็เป็นตากุ้งยิง ลูน่าลูกกกก 55555555555 เป็นเบลคนี่ชีวิตเคยปกติบ้างไหมอะ อุแง
    #790
    1
  9. #789 Sun&Moon (@kibumloveink) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 19:48
    เดี๋ยวๆ อะไรคือการไปลากน้องเพื่อนมาให้สอนถักเปีย สกอร์เปียสสสสสส 5555555555555555
    #789
    1
  10. #788 Kittttttttie (@studentgroup153) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 19:37
    โดโรธีนี่ลูกใครนะลืม เบลคลูกกก จะแหกกฎก็ทำไม่รอด5555555 สงสารเขานะคะ
    #788
    1
  11. #787 KAZEKUNG (@konata-3-) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 18:56
    รีดขำให้กับสิ่งนี้ โอ้ยยย ต้องไปเจอเรื่องบัดสีบัดเถลิง แถมยังเป็นตากุ้งยิงอีก น่าสงสารเค้านะคะ
    #787
    1
  12. #786 m.ppmm (@maprang_bell) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 18:37
    โชคไม่เข้าข้างเลยจริงๆ แล้วยังเป็นตากุ้งยิงอีก555555
    #786
    1
  13. #785 Palmme28 (@088Palm9800262) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 18:33
    นี้มันแหกกฎความเป็นสลิธีรินสุดๆ เพี้ยนกันไปหมดทั้งโรงเรียน
    #785
    1
  14. #784 Ts_Cp (@0997128592) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 18:08
    สงสารหนูเบลคเค้านะคะ จะไปฮอกมี้ดก็ไม่ได้ไป แถมต้องเจอเรื่องบัดสีอีก ถถถ 555555 //สงสารจริงๆนะ :)
    #784
    1
  15. #783 Fay Chatcha (@fay_cha_fay) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 17:45
    โว้ยยยยย ทีมน้องแมรี่ค่าาาาาาาาาา 554
    #783
    1
  16. #782 bombom88 (@bombom88) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 17:43
    ตอนหน้าขอให้น้องดวงดีบ้างน่ะ สงสาร 555
    #782
    1
  17. #781 ployyuun (@ployyuun) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 17:08

    ตาเบลคนี่เป็นคนที่มีดวงกับอะไรแบบนี้นะคะ55555555
    #781
    1
  18. #780 SunDashine (@SunDashine) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 16:36
    ตากุ้งยิง5555555
    #780
    1
  19. #779 Moragod Thinnamai (@Moragod-T) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 16:28
    พระนางชัวร์ป๊าบ!!!! แอนิต้าคอนเฟิร์ม
    #779
    1
  20. #778 SLYTHERIN'S GIRL (@Lyra_Selwyn) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 16:09

    ขอบทให้โดโรธีเยอะๆนะไรท์ พ่อแม่โดโรธีด้วยนะ!!
    สงสารแมรี่ต้องซวยตามเบลคกับลูน่าเลย555
    #778
    1
  21. #777 zkdlinx (@zkdlinx) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 16:03
    แกเขามาด้วยกันว่ะ เรือช้านนน
    #777
    1
  22. #776 Frodina (@rungring4334) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 15:40

    สงสารน้อง แค่จะหนีเที่ยวยังต้องมีอุปสรรค5555555
    #776
    1
  23. #775 Panitanoey (@Panitanoey) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 15:34
    บ้านสลิธีรินกับบ้าพอกับเรเวนคลอ ฮาๆๆซวยจริงเลยตาเบลคเป็นตากุ้งยิง
    #775
    1
  24. #774 nimnim9397 (@nimnim9397) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 15:34
    โถว ตาเบลคของฉัน5555//กอดปลอบน้าาา
    #774
    1
  25. #773 Alice12 (@paploy61244) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 15:28
    เข้าใจความรู้สึกเลยเราก็เคยเป็นหนูทดลองถักเปียเหมือนกัน กระซิกๆๆ
    #773
    2