เล่ห์พยัคฆ์ลวงมังกร

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 เซี่ยเจี่ยเหยียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,716
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    16 ก.ค. 60

         โลกเบื้องล่างลงไปเป็นเขตแดนของมนุษย์ ดินแดนที่อยู่ห่างไกลไร้ชื่อ ไร้ผู้ปกครอง ภูเขาสูงตระหง่านเมฆหมอกครึ้ม ขุนเขาแห่งนี้มีชื่อว่าอินเทียน ชาวบ้านเรียกตามสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนี้ มืดครึ้มจนคิดว่าเป็นที่อยู่อาศัยของปีศาจ ยากที่แสงตะวันจะสาดส่องเข้าไปถึง ชาวบ้านอาศัยอยู่ห่างออกไปจากสถานที่แห่งนี้มากนัก ชายป่าตีนเขาเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่มากมาย สัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุม จะมีบ้างที่บางครั้งชาวบ้านจะพากันรวมกลุ่มเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์และหาของป่านำไปขายในเมืองที่ห่างออกไป ระยะเวลาของการเดินทางนั้นเป็นวันๆ

            ชาวบ้านต่างอยู่กันอย่างสงบ เพราะต่างรู้ดีว่าภายในถ้ำลึกเข้าไปในภูเขานั้น มีซากของความชั่วร้ายถูกผนึกไว้ ณ ที่แห่งนี้ ตกกลางคืนเสียงกรีดร้องลอยตามสายลมชวนให้สยดสยอง จะมีเพียงชายแก่ร่างผอมเกร็งที่ทำหน้าที่เฝ้าศาลเจ้าเล็กๆตรงบริเวณทางขึ้นเขาอินเทียน

            ในทุกวันก่อนที่ตะวันจะตกดินชายชราจะปิดประตูทุกบานจนแน่นหนา จุดไฟในเตาหินจนสว่าง ภายในศาลเจ้ามิได้มีรูปเคารพเหมือนดังเช่นที่อื่น เหลือเพียงฐานหินที่ว่างเปล่า กับกระถางธูปสัมฤทธิ์ลายมังกรอันใหญ่ และโต๊ะสำหรับวางของเซ่นไหว้ ใต้โต๊ะมีรูปสลักหินเป็นรูปแมวนอนหลับ  ชายชราอาศัยหลับนอนห้องที่แบ่งเอาไว้ เสียงครูดกับผนังกำแพงหิน เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้อง เสียงกระซิบเบาๆเหมือนคนคุยกัน ชายชราลุกขึ้นกางหนังสือออกนั่งอ่านท่ามกลางเสียงหวีดหวิวชวนสยองในค่ำคืนนั้น

            กลิ่นกำยานหอมลอยมาเข้าจมูกของป่ายจื่อเฉียน นางทำจมูกฟุดฟิดแล้วนิ่วหน้า จากที่นั่งทำสมาธิแล้วเดินไปนอนเล่นรับแสงแดดอ่อนๆใต้ร่มไม้ เสียงฝีเท้าหนักๆย่ำแบบไม่ยั้งแบบนั้นนางถึงกับขมวดคิ้ว...เจ้าตงฮุ่ยหัวเอ๊ย! เสียงฝีเท้าหยุดกึก ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำสวมเกราะสีดำสนิททั้งร่าง มือข้างหนึ่งกอดหมวกศึกเอาไว้กำลังทำหน้าไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร ไม่แน่ใจว่าจะเรียกดีหรือไม่ ในเมื่อท่านแม่ทัพนอนขดตัวกลมอยู่แบบนั้น เกิดเรียกแล้วท่านแม่ทัพอารมณ์เสียตะปบศีรษะหลุดขึ้นมา อึ๊ย..สยอง

            “อยากตายหรือยังไงเจ้าฮุ่ยหัว” เสียงของป่ายจื่อเฉียน นั้นราบเรียบนางพลิกตัวลุกขึ้นนั่งผมยุ่งอ้าปากหาวเขี้ยวขาววาววับ พยัคฆ์ขาวตัวเขื่องมีสร้อยข้อเท้าส่งเสียงกรุ๊งก้าวย่างเชื่องช้า กลับกลายร่างเป็นป่ายจื่อเฉียนดังเดิม นางยืนกอดอกอ้าปากหาว

            “มีอะไรว่ามา”

            “เรียนท่านแม่ทัพ เขตแดนทางเหนือเกิดความผิดปกติของพวกอสูรในพื้นที่ขอรับ” เพียงได้รับข่าวเรื่องเผ่าอสูรนางถึงกับขมวดคิ้ว อสูรแต่ละพื้นที่ต่างอยู่อย่างสงบไม่เคยมีใครล้ำเส้นแม้แต่พวกเทพเซียนทั้งหลาย หากใครกล้ามีหวังต้องเจอกับนางไม่มีละเว้น

            “ชาวอสูรบางคนหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุขอรับ”ป่ายจื่อเฉียนหลับตานิ่งคิดแล้วจึงออกคำสั่งกับคนของตนทันที

            “ฮุ่ยหัวเจ้าคัดนายกองฝีมือดีไปคอยตรวจดูพวกเผ่าอสูรทั้งสี่ทิศ ข้าจะไปหาท่านเสวี่ยนอู่” เหมือนกับนางนึกอะไรบางอย่างออก ร่างเพรียวแข็งแรงหันไปสั่งการกับแม่ทัพซ้ายตงหัว “เจ้าลงไปหาตาเฒ่าเหลียวฟุที่เขาอินเทียนแล้วรีบมารายงานข้า”

            “ขอรับ!” ป่ายจื่อเฉียนมีสีหน้ากังวล บางอย่างทำให้นางหงุดหงิดใจ สายลมพัดวูบบิดเป็นเกลียวกลายเป็นพยัคฆ์ขาวกระโดดพุ่งตัวออกมา หญิงสาวกระโจนขึ้นตะปบหลังคอโหนตัวขึ้นขี่หลังทะยายขึ้นสู่ฟากฟ้ามุ่งหน้าไปยังตำหนักของเทพเต่าดำ  เสวี่ยนอู่ ป่ายจื่อเฉียนนางเกลียดที่นี่จริงๆ เมื่ออุ้งเท้าใหญ่แตะพื้นหินเย็น สถานที่แห่งนี่สะอาดตาเรียบง่าย โล่งเลี่ยนจนน่าเบื่อนางมองตำหนักของท่านสวี่ยนอู่ มองกี่ทีก็เหมือนมองศาลเจ้าไม่มีผิด ขาดแต่เพียงร่างนิ่งสงบราวนักพรตของเขาเท่านั้น หากมีใครนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่กับแท่นกลางโถงนั่นหละก็ใช่เลย

            ข้ารับใช้ของตำหนักวิ่งหน้าตั้งมาท่านเทพเต่าดำที่ยังคงนั่งสมาธิไม่เลิก เอ่ยรายงานถึงการมาของท่านป่ายจื่อเฉียน     เทพเสวี่ยนอู่ยิ้มเย็นรีบออกไปให้การต้อนรับ นานทีจะมีใครมาเยี่ยนเยือน

            “เชิญท่านป่ายจื่อเฉียนตรงนี้เถอะ” ท่านเทพเสวี่ยนอู่เป็นชายวัยกลางคนที่ดูแล้วน่านับถือ แต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ในมือจะมีพู่กันเหล็กขนาดใหญ่ติดอยู่ตลอด

            “ท่านเสวี่ยนอู่ ข้าป่ายจื่อเฉียน ขอไม่พูดมากแล้วกัน เผ่าอสูรที่อาศัยทางทิศเหนือของท่าน พวกนั้นหายไปไหนกันหมด” เทพเสวี่ยนอู่มีท่าทีตกใจกับเรื่องที่ได้รับรู้ เขาถึงกับส่ายหัวไปมาจนปัญญาที่จะเอ่ย เรื่องของชาวแดนอสูรหายสาบสูญนั้น         เทพเสวี่ยนอู่มิได้รู้  ป่ายจื่อเฉียนเองก็ระอาที่วันๆท่านเทพเสวี่ยนอู่เอาแต่เข้าฌาน ทำสมาธิไม่คิดจะโผล่ออกมาดูโลกภายนอกกันบ้างหรือยังไงกัน ป่ายจื่อเฉียนผ่อนลมหายเฮือก

            “อะ...แฮ่ม” เสียงหวานใสแบบนี้ไม่มีใครเกิน ท่านเทพจูเชว่นางสวมอาภรณ์สวยหรูสีแดงสด แต่งหน้างดงามจับตา ในความสวยงามแฝงความโหดร้ายเอาไว้เต็มเปี่ยม

            “แหมๆ เจ้าเสือน้อยตั้งแต่ตายแล้วฟื้นขึ้นมา เจ้าขยันออกเที่ยวเสียเหลือเกิน” ป่ายจื่อเฉียนทำเสียงจิ๊จ๊ะ เทพจูเชว่เดินยิ้มกริ่มเข้าไปร่วมวงสนทนา ท่าทางของทั้งคู่ดูจะเป็นกังวล แต่ป่านจื่อเฉียนกลับส่งยิ้มขยับในนางนั่งใกล้ๆ

            “ไม่เลยพี่สาวคนสวย หากแต่เพียงเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลก็เท่านั้น ท่านมาก็ดีแล้ว”ป่ายจื่อเฉียน ขยับให้เทพจูเชว่ได้นั่งลง ยกป้านชารินลงจอกสีขาว จากเหตุการณ์ประหลาดที่ได้รับรายงาน เหล่าชาวเผ่าอสูรหายไป

            “ข้าส่งตงหัวลงไปพบกับตาเฒ่าเหลียวฟุที่เขาอินเทียน หากได้เรื่องอะไรก็จะรีบมารายงาน ขออย่าให้เป็นอย่างที่ข้ากังวลเลย” นางบ่นออกมาหนักๆ เพียงเท่านั้นทั้งสามก็เงียบ

            “วันนี้เป็นวันรวมเหล่าเทพอสูรกันหรืออย่างไร” เสียงทุ้มนุ่มเรียบดังมาแบบไม่บอกกล่าว ทั้งเทพเสวี่ยนอู่และเทพจูเชว่ต่างลุกขึ้นแสดงการคารวะต่อผู้มาใหม่ ยกเว้นเพียงผู้เดียว เทพชิงหรงหาได้สนใจกับความโอหังของเจ้าเสือน้อย ร่างสูงเดินเรื่อยมาใกล้ทิ้งตัวลงนั่งข้างป่ายจื่อเฉียน

            “ยังไงเจ้าเสือ” นางหันมาทำตาขวาง แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจจะเกี้ยวพาแต่ทำไมพอเจอตัวเข้ากลับทำอะไรไม่ถูก

            “อยากโดนตะกุยหน้าหรือท่านผู้อาวุโส” เทพชิงหรงกัดฟันกรอด แรงโทสะที่สามารถสัมผัสได้ทำให้เทพเสวี่ยนอู่และจูเชว่ขยับกายออกห่างอย่างช้าๆ

            “คู่นี้มาเจอกันทีไรต้องกัดกันทุกทีซิน่า” สองเทพต่างกระซิบเบาๆ หากเทพชิงหรงกลับเอยออกมาทั้งที่ยังจ้องหน้าเจ้าเสือเขี้ยวขาว ว่า-ข้าได้ยินที่พวกเจ้าพูด-   ป่ายจื่อเฉียนนั่งทำหน้าบูดสมองของนางกลวงไปหมด ไม่คิดว่าเขาจะมาเร็วแบบนี้ตั้งใจจะไปพบเจอและเกี้ยวพาในงานของท่านเง็กเซียนฮ่องเต้แท้ๆ  เทพมังกรดำนั่งทำหน้านิ่งสนิทกระพือพัดในมือช้าๆราวกับจะรอให้เจ้าเสือน้อยเอ่ยคำ

            “ท่านทั้งสองข้ากลับแล้ว ท่านอาวุโสข้าขอลา” สายลมพัดวูบเข้ามาหอบใหญ่ ร่างสูงเพรียวกระโดดขึ้นนั่งบนหลังพยัคฆ์ขาวเหินขึ้นฟ้าไปต่อหน้าต่อตาเทพทั้งสาม...คิดจะหนี เทพมังกรชิงหรงส่ายหน้าเจ้าเด็กดื้อสุดท้ายก็ไม่รู้เรื่องกัน เขาเพียงอยากรู้ว่าทำไมนางถึงได้สามารถมีชีวิตกลับมาได้อีกครั้ง แต่ในเมื่อทั้งเทพเสวี่ยนอู่และเทพจูเชว่อยู่ที่นี่แล้ว ดวงตารีทรงอำนาจตวัดไปยังสองเทพที่กำลังจะย่องหนี

            “พวกท่านจะไปไหน” ถึงจะนั่งจิบชาเฉยชาแต่ทว่าใครเล่าจะอาจหาญไปต่อกรด้วย
            “ข้ามีเรื่องอยากจะถาม”


              ป่ายจื่อเฉียนทะยานขึ้นฟ้าลอยอยู่เหนือภูผาสูงชันน้อยใหญ่ พยัคฆ์ขาวตัวเขื่องพานางไปโดยไม่มีจุดหมาย เพียงเห็นหน้าชายที่ตนเองประกาศว่าจะเกี้ยวพาราสีถึงกับทำอะไรไม่ถูกหลบเลี่ยงมาเสียหน้าตาเฉย ปกตินางเป็นคนไม่เคยกลัวสิ่งใด ขนาดท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ กับท่านหวงหรง นางยังไม่เคยเกรง(ใจ) เหตุใดเพียงสบตาสีนิลคู่นั้นถึงกับต้องถอยหนี หญิงสาวผ่อนลมหายใจ

                “ไปหาท่านหวงหรง” นางเอ่ยกับเจ้าพยัคฆ์ขาว เพียงวูบเดียวร่างสูงเพรียวกระยืนเด่นหน้าทางเข้าโถงทองคำ นางเบ้ปากทำตำหนักเสียงดงาม อย่างว่าหละท่านเทพเสวี่ยนอู่เวลาหาที่หย่อนใจก็มาแวะพักนั่งเล่นกินลมยังตำหนักชิวเทียน ส่วนท่านเทพสุดสวยอย่างจูเช่ว์นางมักมาที่ตำหนักท่านหวงหรง ด้วยเหตุผลที่ว่าหรูหรา งดงาม พวกประหลาดบ้านช่องตัวเองมีก็ไม่ชอบอยู่กัน

                “ท่านหวงหรงอยู่ไหน” บริวารประจำตำหนักวิ่งหน้าตาตื่นออกมาต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญอย่างป่ายจื่อเฉียน และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่นางเองก็ยังสงสัย บริวารของท่านหวงหรงเดินกันไม่เป็นหรืออย่างไร มากี่ทีเห็นวิ่งกันมาทุกที

                “ท่านหวงหรงอยู่ที่สระมรกตเจ้าค่ะ” นางพยักหน้าให้แล้วเดินไปยังสระมรกต ตำหนักของท่านหวงหรงหรูหราน่าอยู่ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเทพมังกรทองผู้นี้ชอบความเรียบง่ายเป็นที่สุด ตำหนักที่หรูหราก็เพื่อเวลาที่เทพจูเชว่มาเยือนจะได้ไม่เบื่อ ส่วนที่เงียบสงบสร้างจากหยกเย็นก็เพื่อท่านเสวี่ยนอู่ผู้สันโดษ แต่สำหรับนางแล้วป่าเขารก ต้นไม้หนา แสงแดดอบอุ่นคือที่นางชอบ สระมรกตกว้างใหญ่ก็เพื่อบรรดาเทพมังกรทั้งหลายที่อาจแวะมา

                สระน้ำสีเขียวสดใสราวหยกเย็น สวยงามจับตาน่ามองแต่สำหรับนาง ซึ่งเป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์และอยู่เหนือภูติผีปีศาจ บอกได้อย่างเดียวว่า...ข้าไม่ชอบน้ำ!

                เทพมังกรหวงหรงปล่อยใจให้สบายไปกับผืนน้ำ โดยไม่รู้ว่ามีสายตาคมของป่ายจื่อเฉียนมองอยู่ เจ้าเสือขาวขาวีนหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วโยนลงไป ที่หมายคือร่างขาวนวลชวนน้ำลายสอที่กำลังแหวกว่ายธาราอย่างสบายใจ

                โป๊ก! เจ็บ! เทพหวงหรงหันหน้าไปยังที่มาของก้อนหิน เจอเข้ากับร่างสูงเปรียวที่ยืนโบกมืออยู่บนฝั่ง

                “เจ้าเด็กบ้านี่ ไม่รู้จักโต” ปากบ่นแต่ก็ว่ายมาถึงฝั่ง ร่างสูงสง่ากำยำ ร่างกายมีมัดกล้ามสวยงาม ร่างเปลือยเดินขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจคนที่ยืนรออยู่ ป่ายจื่อเฉียนเองก็มิได้เขินอาย ยื่นผ้าผืนใหญ่ส่งให้ เทพหวงหรงรับมาเช็ดหยดน้ำตามร่างกายจนแห้ง สวมกางเกงตัวยาวสีขาวแล้วสวมเสื้อแขนยาวสีขาวยาวทับอีกชั้น

                “เจ้าคนไม่รู้จักอาย” นางยกไหล่ไม่ใส่ใจ “ท่านก็หน้าไม่อายข้ายืนอยู่ ยังจะกล้าขึ้นมาทั้งๆที่ไม่ใส่อะไรเลย”สรุปว่าพอกัน เทพหวงหรงไม่เคยคิดว่าป่ายจื่อเฉียนเป็นสตรี เช่นเดียวกับที่นางเห็นร่างกายของเทพมังกรทองผู้นี้แล้วมิได้รู้สึกกระดากอายแต่อย่างใด แต่ใช่ว่าจะมีใครได้เห็นร่างกายของนางได้ง่ายๆ แม้แต่เทพมังกรทองหวงหรงก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน

                 หญิงสาวนั่งพิงพนักเก้าอี้นั่งเท้าคาง เคาะโต๊ะ ขยับแข้งขาไปมา สุดท้ายลุกขึ้นยืน จะแต่งกายนานเกินไปแล้วท่านเทพมังกรทอง ‘ครืดด’ เสียงครางต่ำในลำคอของนางทำให้รู้ว่าเริ่มจะหมดความอดทน

กรอบ! “อะโห เจ้าเสือน้อย รอแค่นี้ทำเป็นทนไม่ไหว” ป่ายจื่อเฉียนส่ายหน้านี่ท่านเป็นเทพมังกรทองจริงหรือเปล่ากัน เหตุใดถึงได้เอ้อระเหยเช่นนี้

“ข้าจะมาปรึกษาท่านเรื่องที่ชาวแดนอสูรหายไป ท่านว่าจะเป็นของจอมอสูรหรือไม่” นางนั่งยกขาขึ้นขัดสมาธิตั้งใจฟังเทพมังกรทอง เทพหวงหรงพยักหน้าช้าๆมือเกาคางเบาๆ

“เซี่ยเจี่ยเหยียน ไม่ใช่พวกที่จะเอาชีวิตคนของตนมาเป็นบันไดส่งตัวเองขึ้นมาบนแดนสวรรค์ ข้าคิดว่าไม่น่าจะใช่เขา” ทั้งสองมองหน้ากันแล้วถอนใจเฮือก ถ้าไม่ใช่จอมอสูรแล้วจะเป็นใครกัน

แดนอสูรและแดนสวรรค์ต่างอยู่กันโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกันมานาน หลังจากที่ต้องปะทะกันบ่อยครั้ง เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงเห็นว่าสู้กันไปก็ไม่ได้ทำให้สวรรค์หรือแดนอสูรดีขึ้น ดังนั้นสัญญาสงบศึกจึงมีขึ้น แต่ตอนนี้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดที่ชาวอสูรหายสาบสูญ ชาวแดนสวรรค์จะทำเฉยก็ย่อมได้ แต่ว่านั่นไม่ใช่ป่ายจื่อเฉียน

เสียงซอยเท้าถี่ยิบมาแต่ไกลป่ายจื่อเฉียนถึงกับส่ายหน้า นางเอียงหน้าเข้ามาใกล้ เอ่ยถามท่านเทพมังกรทองด้วยความสงสัยแกมเหน็บแนม

“บริวารของท่านเดินกันไม่เป็นหรือไง” ส่ายหน้าคือคำตอบ “ใครจะเหมือนเจ้ากันเล่า หมู หมา กา ไก่ วิ่งกันให้พล่าน ไม่นับวิญญาณที่รอผ่านประตูบ้านเจ้าอีกเป็นทิวแถว”

“ก็ข้าชอบ”นางเถียงกลับไม่ลดละ นั่นคือนิสัยที่เทพหวงหรงชอบที่จะพูดคุยด้วย นางตรงไปตรงมาและชัดเจนเสมอ ในขณะที่มัวแต่จิกกัดเรื่องบริวารของตน เจ้าของเสียงซอยเท้าก็ยืนนิ่งก้มหน้าต่อผู้เป็นนายเงียบราวสายลมแผ่ว

“เรียนท่านหวงหรงองค์เง็กเซียนฮ่องเต้มีรับสั่งให้พวกท่านเข้าเฝ้าด่วน”

“เรื่องอะไรกัน”

“จอมอสูรเซี่ยเจี่ยเหยียนขึ้นมายังแดนสวรรค์ขอรับ” ทั้งสองมองหน้ากันสิ่งที่ป่ายจื่อเฉียนกังวลยืนเด่นเป็นสง่าบนแดนสวรรค์แล้ว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

338 ความคิดเห็น

  1. #111 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 00:55
    นางเอกเริ่ดมากๆๆๆๆ
    #111
    0
  2. #39 นกยูง-มายา (@Nokyoong) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 22:12
    เป็นสาวเป็นนาง ไม่ชอบอาบน้ำซะง้าน

    ปล. เบื้องล่าง/เซ่นไหว้/ฟุดฟิด/สวมเกราะ/เสียงกรุ๊งกริ๊ง ?/ทะยานขึ้น/น่าเบื่อ/จูเชว่?/ขยับให้/เอ่ยออกมา/ท่านทั้งสอง ?/กระยืนเด่น ?
    #39
    1
  3. #38 tum2303 (@tum2303) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 20:52
    รอๆๆๆๆๆ
    #38
    0
  4. #37 Yingant (@Yingant) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 20:00
    มาต่อไวๆนะคร้าาา
    #37
    0
  5. #36 Nok Wanwilai Jaitap (@nokjungza) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 18:11
    อิอิ นางน่ารัก. สายซึนชันๆ
    #36
    0
  6. #35 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 07:26
    สงสัยเหมือนกัน ทำไมนางฟื้นได้
    #35
    0