เล่ห์พยัคฆ์ลวงมังกร

ตอนที่ 36 : ตอนที่ 34 พบหน้าบอกความนัย (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    18 ก.ค. 60

ยังไม่สว่างร่างสูงใหญ่ของเซี่ยเจี่ยเหยียนก็ออกไปจากกระท่อม  ก่อนที่จะไปเขาจัดการเรื่องอาหารให้กับป่ายจื่อเฉียนจนเรียบร้อย  ทั้งยังเขียนจดหมายไว้ให้กับนางเรื่องยาที่ต้องกินให้ครบ  ซึ่งในความจริงนางตื่นนานแล้วเพียงแต่กำลังตัดสินใจว่าจะทำตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่  นางลุกขึ้นในตอนสายจัดการอาหารบนโต๊ะจนเรียบไม่มีเหลือ  หากชายหนุ่มอยู่เห็นคงยิ้มแก้มแทบแตก  กระบอกใส่ยาที่ถูกทำให้เป็นเม็ดวางไว้อย่างเรียบร้อย

“ข้าขอโทษ เจี่ยเจี๋ย” นางเอ่ยออกมาได้เพียงเท่านี้  จดหมายอีกฉบับถูกวางแทนที่จดหมายของเขา  นางไม่กล้าที่จะบอกกับเขาตรงๆ  เพราะอย่างไรเสียคงถูกห้ามด้วยเหตุผลนานับประการ  หญิงสาวก้าวเดินออกมาจากกระท่อมหลังน้อยนางหันหลังกลับไปมองด้วยสายตารู้สึกผิด  หากเขากลับมาคงเสียใจที่นางไปโดยไม่บอกกล่าว  ถ้าเขาจะโกรธนางก็ยอม  หญิงสาวสวมชุดสีดำยาวรัดสายคาดเอวสีแดง มัดผมแบบบุรุษสะพายถุงผ้าที่มียาและอาหารแห้ง ก้าวเดินอย่างมุ่งมั่น  โดยไม่อาจเห็นว่ามีสายตาเฝ้ามองนางด้วยความเป็นห่วงอยู่บนต้นไม้สูง  เซี่ยเจี่ยเหยียนคาดไว้แล้วว่านางคงต้องไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง และวันนี้ก็มาถึงก็ดังคาดต่างฝ่ายต่างไม่มีความกล้าที่จะกล่าวคำลาต่อหน้ากันได้ 

ป่ายจื่อเฉียนออกเดินเท้าไปยังทิศทางของเขาอินเทียน  หนทางนั้นไกลมากในร่างของมนุษย์แบบนี้  ความพยายามและความมุ่งมั่นของนางเต็มเปี่ยม  ตลอดเส้นทางที่เดินทางผ่าน  บ้านเรือนล้วนพังเสียหายมากมายจากแผ่นดินไหว  บางแห่งเกิดฝนตกจนน้ำท่วมบ้านเรือน  ชาวเมืองไร้ที่อยู่อาศัยนั่งร้องไห้กันระงมเซ็งแซ่ หญิงสาวเดินตรงดิ่งไปหาชายชราที่นั่งพิงต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างนัก สภาพหมดอาลัยกับชีวิต

“ท่านผู้เฒ่า เกิดอะไรขึ้น” สายตาฝ้าฟางเงยสบตาคมสวยก็ให้ตกใจ  ท่าทางของคนผู้นี้เหมือนไม่ใช่คนธรรมดาทั่ว  ชายแก่มีท่าทีหวาดกลัว ป่ายจื่อเฉียนจึงปลอบชายชราให้สงบใจ

“ท่านไม่ต้องกลัวข้าเพียงอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันที่นี่ และมีอะไรที่ข้าพอจะช่วยพวกท่านได้บ้าง”

“เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมาก น้ำท่วมหมู่บ้านอย่างหนัก พัดพาพืชไร่ของเราจนเสียหาย พวกข้าไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกินกันแล้ว” เขาถึงกับปล่อยโฮออกมา ป่ายจื่อเฉียนมองดูชาวบ้านที่มีสภาพสิ้นไร้เหล่านั้น  ศึกของทะเลหนานไห่ยืดเยื้อขนาดนี้เชียว

“เอาอย่างนี้ พวกท่านเดินทางไปทางทิศตะวันตก จะพบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ใกล้กับเขาสูงไม่มีชื่อ ใกล้ๆจะมีกระท่อมอยู่ที่นั่นเป็นบ้านของชายผู้หนึ่ง ท่านไปเขาแล้วบอกว่าข้าเป็นคนบอกให้มาอาศัยที่ดินแถวนั้นตั้งรกรากเถอะ  หากมีชายร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปเอ่ยถาม ให้บอกว่าข้าป่ายจื่อเฉียนเป็นคนบอกให้พวกท่านมา” นางเอ่ยเสียยืดยาว ชายชราจึงเรียกชาวบ้านให้มารวมกลุ่มกัน สถานที่แห่งนั้นอาจจะรกไปบ้างก็ให้ช่วยกันถากถางสร้างบ้านเรือนทำกินกันไป  ชาวบ้านต่างพากันกอดคอร้องไห้ด้วยความยินดี คุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณกันให้เสียงดัง

เงามืดหลังต้นไม้หนาทึบถึงกับถอนใจเบาๆ  สายเงารีบกลับไปรายงานให้กับเซี่ยเจี่ยเหยียนรับทราบทันที  กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกำลังมุ่งหน้าไปยังดินแดนที่เขาตั้งใจจะสร้างไว้ให้กับนาง และตอนนี้กำลังจะราษฎรเป็นของตนเองแล้ว

“นายท่าน เออ ท่านกำลังจะเดินทางไปยังที่แห่งใดกัน” ชายชรามีท่าทีนอมน้อมกับนางยิ่งขึ้น  ป่ายจื่อเฉียนยิ้มออกมา

“ข้ากำลังจะไปที่เขาอินเทียน”

“สถานที่แห่งนั้นอยู่ห่างไกลมากทีเดียวหากท่านไม่รังเกียจ ข้ายินดีมอบม้าให้กับท่าน” หญิงสาวมองตามมือเหี่ยวย่นที่ชี้ไปที่ม้าตัวใหญ่สีดำใต้ต้นไม้

“แต่พวกท่านต้องใช้เดินทางกันมิใช่หรือ”

“หามิได้นายท่าน ม้าตัวนี้ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใด หากใครเข้าใกล้ก็โดนเตะ โดนถีบบาดเจ็บกันไปตามๆกัน บางทีท่านลองดูก็ได้” ป่ายจื่อเฉียนมองไปยังม้าเจ้าปัญหาใต้ต้นไม้และเจ้าม้ามันก็มองตอบ  นางเดินเข้าไปใกล้ม้าสีดำตัวใหญ่ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของชาวบ้าน  อาชาสีดำใหญ่ส่งเสียงฟืดฟาดออกมา  กระทืบขาหน้าแรงๆให้รู้ว่าอย่าได้เข้ามา  ป่ายจื่อเฉียนไม่ยิ้มแต่ดวงสีน้ำตาลอ่อนจ้าจ้องดวงตาดั่งลูกแก้วแวววาวของมัน  ค่อยๆยื่นมืออกไปสัมผัสใบหน้าของมันเบาๆ  ท่าทีสงบของมันทำให้ชาวบ้านประหลาดใจ  หญิงสาวตวัดขายาวขึ้นนั่งบนหลังของมันแล้วกระตุกเบาๆให้ออกเดิน

“นายทา่านเก่งจริงๆ” ชายชรายิ้มกว้างประสานมือคารวะให้กับนาง  ไม่มีใครเข้าใกล้ม้าตัวนี้ได้  พอนางมาก็จัดการได้อย่างง่ายดาย  ป่ายจื่อเฉียนยิ้มทะเล้น โน้นตัวลงไปลูบแผงคอของมันไปมาแล้วตบเบาๆ

“มันเป็นม้าฉลาดฟังภาษาคนรู้เรื่อง แค่บอกกับมันว่าจะไปกับข้าหรือจะให้ชาวบ้านจับกินก็แค่นั้น” เพียงได้ฟังคำพูดของนางชาวบ้านที่ยืนห้อมล้อมต่างพากันหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความขบขัน  เสียงร้องไห้เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข พร้อมทั้งความหวังกับแผ่นดินใหม่ที่กำลังจะเดินทางไปพักพิง

ป่ายจื่อเฉียนควบอาชาตะบึงออกไปไม่หยุด  นางต้องการที่จะไปถึงเขาอินเทียนให้เร็วที่สุด  แต่ม้ากับคนต้องพักนางจึงต้องยอมหยุด  หญิงสาวจับจูงม้าสีดำไปดื่มน้ำและหาหญ้าให้กับมัน ส่วนตนเองก็หยิบอาหารแห้งออกมาจากห่อผ้า  นางมองดูกระบอกใส่ยาก็มีสีหน้าสลด  อาหารแห้งถูกเตรียมเก็บไว้อย่างดี  ราวกับจะรอให้นางหยิบฉวยติดออกมา  นางกัดริมฝีปากยิ้มออกมาทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ

“เจี่ยเจี๋ยนี่เจ้าคงรู้อยู่แล้วว่าข้าจะออกมา ข้าขอโทษ” นางใช้หลังมือปาดน้ำมูกที่กำลังไหลแล้วจัดการกินอาหารและยาตามที่เซี่ยเจี่ยเหยียนเขียนกำชับไว้  กองไฟกองเล็กถูกก่อขึ้น  เสียงฝีเท้าเดินย่ำหนักๆตรงมาที่นาง  หญิงสาวเตรียมรับกับเหตุการณ์ด้วยสติ

“นายท่าน!” เป็นเจี่ยจิ้งที่เดินมา นางถึงกับอ้าปากแปลกใจเพราะบนหลังของเจี่ยจิ้งมีเด็กชายแก้มป่องหลับอยู่  เขาเหล่มองตัววุ่นวายที่เกาะหลังอย่างเหนียวแน่น

“อ๋อ เจ้าหนูนี่เป็นเซียนน้อยจากตำหนักชูเทียน ท่านชิงหรงให้เขาแปลงเป็นท่านแล้วให้ข้าพาหนีเพื่อล่อทหารสวรรค์”  เขาจัดการวางร่างของถังหรงแต่เจ้าหนูกลับตื่นขึ้นมา  เมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ถึงกับตาโตส่งเสียงดีใจ

“ท่านป่ายจื่อเฉียน เป็นท่านจริงๆด้วย”  แต่นางกลับทำหน้าไม่รู้จัก  แต่ก็เอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยเบาๆ

“ขอโทษที่ข้าจำเจ้าได้ อาจเป็นเพราะข้าดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเข้าไปกระมัง” ถังหรงทำหน้าจะร้องไห้

“เจ้าหนูอย่าร้องไห้ เป็นข้าที่ไม่ดีเอง” นางลูบศีรษะทุยของถังหรงแล้วยิ้มแย้ม  เด็กน้อยทำหน้าราวกับไม่เชื่อสายตา

“ท่านดื่มน้ำแกงยายเมิ่งไปเยอะอย่างนั้นหรือ”

“ทำไมกัน ก็นิดเดียวเอง” หญิงสาวทำหน้าประหลาดใจกับคำถามของถังหรงน้อย

“ก็ดูท่านใจดี ไม่ปากร้ายเหมือนเมื่อก่อน” ป่ายจื่อเฉียนทำตาปริบ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ  “เจ้าเด็กอ้วน” สองมือกางออกจัดการขยุ่มพุ่งของเจ้าหนูถังหรง  เสียงหัวเราะงอหายของทั้งคู่ทำให้เจี่ยจิ้งถอนใจด้วยความระอา  รอจนถังหรงหลับอยู่บนตักของเจี่ยจิ้ง  ป่ายจื่อเฉียนจึงบอกจุดหมายที่นางกำลังไป

“เจ้าพาถังหรงไปส่งที่ตำหนักชูเทียน ที่นั่นไม่มีผู้คุ้มกัน เจ้าอยู่ที่นั่นไปก่อน” เจี่ยจิ้งพยักหน้า

“เช่นนั้นข้าก็ต้องขอลา นายท่านดูแลตัวเองให้ดี” ป่ายจื่อเฉียนนางพยักหน้าแล้วยิ้มรับ กับอีกเรื่องที่นางเพิ่งจะได้รับรู้  การหนีในครั้งนี้เป็นแผนของท่านชิงหรง  เซี่ยเจี่ยหยียนคือคนสุดท้ายที่ถูกดึงเข้ามาร่วมวงโดยไม่ได้ตั้งใจ  หากจักรพรรดิหยกทราบเรื่องเข้า ข้อหากบฏคงถูกโยนเขาใส่เขาเป็นแน่

กองไฟถูกดับจนสนิทและทิ้งไว้  ป่ายจื่อเฉียนบ่ายหน้าสู่เขาอินเทียนตั้งแต่ยังไม่สว่าง  ท่ามกลางเสียงครืนของท้องฟ้า และแผ่นดินสะเทือนไหว

เขาอินเทียนตั้งตระหง่านตรงหน้า  ยอดเขาสูงเสียดฟ้าจากฝีมือของเทพชิงหรงในอดีต หมอกหนาครอบคลุมไปแทบจะทั่วทั้งขุนเขา  ต้นไม้ใหญ่สูงใบดกหนา ยอดไม้เบียดเสียดกันจนยากที่แสงจากตะวันจะสาดส่องลงมาถึงพื้นดินเบื้องล่าง  ตีนเขาทางขึ้นเป็นบันไดหินหลายร้อยขั้น  นางมองม้าที่นางจูงมาด้วย

“เอาหละเจ้ากลับไปหานายของเจ้าได้แล้ว บอกเขาด้วยว่าข้าขอบคุณ และขอโทษ” อาชาสีดำสะบัดหัวของมันไปมาจนแผงขนสีดำยาวสะบัดไปด้วย  นางพยักหน้าให้มันไป  ท่าทีลังเลของมันทำให้นางต้องเอ่ยกับมันอีกครั้ง

“ไปได้แล้ว บอกเขาตามที่ข้าบอก ไป” สุดท้ายจึงยอมไปแต่โดยดี  ร่างสีดำใหญ่ห้อตะบึงหายไป  ส่วนตัวของนางเองหันหน้ามองขึ้นไป

“กี่วันจะเดินขึ้นไปถึง” นางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วก้าวเดินขึ้นบันไดหินมุ่งหน้าขึ้นไปยังศาลเจ้าข้างบน  หนทางทอดยาวเสียจนไม่อยากรู้ว่าย่ำขึ้นมากี่ขั้นแล้ว กว่าที่จะขึ้นมาถึงก็เหนื่อยหอบแทบสิ้นเรี่ยวแรง  นางนั่งพักใต้ต้นไม้ ศาลเจ้าอยู่ตรงหน้าไม่ห่างนัก หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงดิ่งเข้าไป  หน้าแปลกที่เมื่อมาถึงกลับเกิดอาการหวั่นใจ  มือเรียวผลักบานประตูไม้เก่าๆเพียงเบาๆก็เปิดออกอย่างง่ายดาย  นางเดินดูไปรอบๆ  ภายในกลับว่างเปล่าไร้วี่แววของท่านผู้เฒ่า หรือแม้แต่เทพเฝ้าประตูทั้งสอง

นางเดินตรงไปยังหน้าถ้ำที่ผนึกร่างของเจ้าปีศาจไว้  ก็ไม่พบ

“หายไปไหนกันหมด” นางยืนคิดอยู่ครู่เดียวก็เดินไปยังกระท่อมของเจี่ยจิ้ง  บรรยากาศร่มรื่นเช่นเคยสะอาดเอี่ยม ระหว่างที่นางกำลังยืนคิดอยู่หน้าบ้านของเจี่ยจิ้ง ประตูก็ถูกเปิดออก

“เจ้า!

“ท่าน!” สองสายตาประสานสบ ต่างฝ่ายต่างตกใจ ไม่คิดว่าจะพบกันยังสถานที่แห่งนี้  ร่างสูงของเทพชิงหรงมีท่าทีอิดโรย นางยืนนิ่งค้างมองดูเขา

“เจ้ามาได้ยังไง เจ้าบ้านั่นปล่อยให้เจ้ามาได้ยังไง”

“ข้า ข้า แอบออกมาเอง” นางตอบเข้าด้วยเสียงอ้อมแอ้ม ก้มหน้ามองพื้นฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้ว เจือความไม่พอใจอยู่หลายส่วน  เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่  นางควรหลบซ่อนตัวเองจนกว่าเรื่องจะจบ  นางต้องกลับไป

“คือ คือ ว่าข้า เป็นห่วงท่าน ข้าแอบได้ยินว่าท่าน เออ ไม่สบาย แล้ว...”

“เจ้ากลับไปได้แล้ว ข้าสบายดี ในเมื่อพบข้าแล้วก็กลับไปได้” ป่ายจื่อเฉียนยืนนิ่งค้าง นางเดินทางรอนแรมมาไกลไม่ใช่เพื่อมาให้เขาไล่กลับเช่นนี้  นางยังคงยืนนิ่งจ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบ  เทพชิงหรงไม่ต้องการให้นางมาลำบากกับเขา  หากเกิดทหารจากสวรรค์ตามมาพบเข้า ตัวเขาในตอนนี้ไม่อาจปกป้องนางได้หรือแม้แต่ตัวเอง!

“ข้าไม่ได้คิดจะให้ท่านมาปกป้องหรอกน่ะตาเฒ่า” นางเริ่มเสียงแข็งใส่สู้อุตสา่ห์เป็นห่วงเป็นใยแท้ๆ ท่าทางคุยกับผู้อาวุโสคงต้องใช้กำลังกันบ้างแล้ว นางก้าวข้าเข้าไปหนึ่งข้าง แต่เขากลับไม่ยอมถอย  ซ้ำยังผลักนางออกไปให้พ้นจากประตูแล้วผลักบานประตูปิดลงต่อหน้าของนาง

ภายในห้องชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่บัดนี้ผ่ายผอมลงไปเล็กน้อย  เขาหันหลังพิงกับประตูไว้คอยฟังเสียงของนางจากภายนอก

ป่ายจื่อเฉียนทุบประตูแรงๆและส่งเสียงดัง  นางตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ตัดพ้อต่อว่าสารพัดกับเขา  เอ่ยว่านางยากลำบากเพียงใดที่เดินทางรอนแรมมาที่แห่งนี้ด้วยร่างของมนุษย์

“มันเหนื่อยและหิวมากท่านรู้ไหม ไม่ใช่เทพที่นึกจะไปก็ไปนึกจะมาก็มาได้ ข้ามาในฐานะมนุษย์ เชือกบ้าๆที่คอของข้าก็ยังคงอยู่ ท่านจะกลัวอะไร! นางยังคงออกแรงทุบประตูไม่หยุด  เสียงทุบประตูก็เบาลง เป็นเสัยงดังตุบ!แรงๆ  นางใช้หน้าผากโขกกับประตูจนเสียงดัง

"ข้าคิดถึงท่าน ตาแก่งี่เง่ารู้บ้างไหม ข้าคิดว่าท่านลืมข้าทิ้งให้ข้าอยู่ผู้เดียว  พูดกับเงาตัวเอง เดินเล่นกับเงาตัวเองในสวนเหมือนอดีตที่ข้าตั้งใจจะลืม” นางเงียบไป น้ำมูกน้ำตาจะไหล  เหตุใดกันเรื่องในอดีตที่นางพยายามอย่างยิ่งที่จะลืมเลือนกลับแล่นเข้ามาในหัว การที่นางมาที่นี่ไม่เพียงแค่ต้องการพบหน้าเขาเท่านั้น แต่มีเรื่องที่นางต้องทำก่อนที่จะไม่อาจได้ทำ  ร่างเพรียวยังคงยืนหน้าประตูกระท่อม  นางเข้าใจที่เขาขับไล่ไสส่งก็เพื่อความปลอดภัยของตนเอง  แต่ตัวเขานั้นกลับอ่อนแอลงอย่างน่าใจหาย แบบนี้แล้วจะให้นางตัดใจจากไปได้อย่างไร

เทพชิงหรงยืนพิงประตูนิ่งเฉย ชายหนุ่มหลับตาลงจริงอยู่ที่ตอนนี้เขาอ่อนแอลง  เป็นเพราะเกล็ดมังกรของตนได้ให้ไว้กับป่ายจื่อเฉียนไป  ที่คุกในวันนั้นหัวใจของนางจวนเจียนจะหยุดเต้น  เขามิอาจทนเห็นนางต้องตายจากได้อีกแล้ว

“จื่อเฉียนเจ้ากลับไปเถอะ เซี่ยเจี่ยเหยียนจะคุ้มครองเจ้าได้”

“แล้วท่านหละ ใครจะคุ้มครองท่านกัน” นางยังคงยืนหันหน้าเข้าหาประตู ใช้หน้าฝากโขกกับบานประตูไม่เลิกจนเลือดซึม

“ข้าต้องบอกกับท่าน  ข้าเสียใจที่นานมาแล้วข้าไม่กล้า  และข้าก็กลัวเกินไป” นางหยุดพูดใช้หลังมือปาดน้ำตาที่กำลังไหลออกมา  และเสียงเริ่มสั่น

“ข้า ข้า กลัว” เสียงประตูเปิดออกช้าๆ นางก้มหน้ามองพื้น สองมือกำแน่น  ทำไมถึงได้กลัวเขากัน หรือกลัวการถูกปฏิเสธ แม่ทัพไร้พ่ายแห่งประจิมจึงไม่กล้าจะบอกว่าชอบชายผู้นี้  รั้งรอจนเขาแต่งงานไป แล้วตัวเองก็มาเสียใจ

“เจ้ากลัวอะไร” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ  ป่ายจื่อเฉียนไม่กล้าเงยหน้าขึ้น นางยังคงก้มหน้า

“ข้า ข้า ข้ากลัว ตอนนั้นข้ากลัว ถูกท่านปฏิเสธ แต่ตอนนี้ข้าไม่กลัวแล้ว ถ้าท่านจะปฏิเสธข้า” นางเงยหน้าขึ้นสบตาสีนิลของเขา  เทพชิงหรงขมวดคิ้วกับรอยแดงที่หน้าผากของนาง

“เจ้าคิดว่าข้าจะปฏิเสธเจ้าเรื่องอะไรกัน” เขายังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์จนนางเริ่มจะใจไม่ดี  หรือจะหันหลังหนีไปดีกว่าไหม  สมองของนางเริ่มจะหมุน  ใจเต้นโครมคราม  ในฐานะของแม่ทัพเรื่องแค่นี้เหตุใดต้องกลัวกันเล่า  หญิงสาวสูดลมหายใจลึกฉีกยิ้มที่แสนจะแห้งแล้งออกมา

“คือ เออ คือ” นางก้มหน้าลงก้าวขาเข้าไปหาร่างสูงของเทพชิงหรงแล้วสวมกอดเขาไว้อย่างหน้าตาเฉย

“ท่านผอมลงจริงๆด้วย ฮ่าๆ” สุดท้ายแล้วก็ไม่กล้าพูดออกไปเหมือนเดิม  นางหัวเราะเสียงดังกลบเกลื่อน เทพชิงหรงถึงกับกลอกตาขึ้นฟ้า ถอนใจเบาๆ

“ตกลงเจ้าจะพูดหรือไม่” ป่ายจื่อเฉียนยิ้มแหยส่ายหน้าแล้วซุกหน้ากับอกของเขา นางพูดบางอย่างออกมาอู้อี้ฟังไม่รู้เรื่อง  หูของนางได้ยินเหมือนเขากำลังหัวเราะ

“หากเจ้าไม่พูดข้าพูดเอง เจ้าจะกล้าฟังหรือไม่” นางเงยหน้าขณะที่ยังคงกอดเอวสอบของเขาไว้  แต่เทพชิงหรงกลับมีสีหน้าที่เรียกได้ว่ามืดครึ้มจนนางเริ่มหวั่น  หากสายตาของเขานั้นมองนางอย่างคาดคั้น ไม่อยากคงต้องฟังแล้ว

“หลิงหลิงนางเป็นรักแรกของข้า” ไม่ต้องบอกก็รู้นางคิดแต่ยังเสียดายกอดอยู่จึงยึดร่างสูงสง่าเป็นหลักเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“หากแต่ว่ารักแท้ของข้า และก็มีเพียงแค่ครั้งเดียว เป็นสิ่งที่ข้าจดจำไว้ในในหัวใจมาตลอด เป็นเจ้า” ร่างสูงก้มลงกระซิบข้างหูของนาง  ป่ายจื่อเฉียนนางถึงกับใบหน้าร้อนวูบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะวิ่งหนีก็ไม่ทันแล้วเพราะเขากอดนางเอาไว้แล้ว  จมูกโด่งซุกลงกลางกระหม่อมของนาง

“ข้าเป็นรักแท้ของท่านตั้งแต่ตอนไหนกัน” นางเงยหน้าถามด้วยความอยากรู้ ใจของนางไม่ต้องการให้เขาลืมภรรยาที่แสนดีอย่างซูหลิงหลิง เทพชิงหรงไม่ชอบใจรอยแผลกลางหน้าผากของนาง เขาจูบลงไปเบาๆเจ้าตัวยุ่งหาแต่เรื่องเจ็บตัว

“ไม่รู้เหมือนกัน” ง่ายๆสั้นๆจนป่ายจื่อเฉียนอ้าปากค้าง  แต่เทพชิงหรงกลับหัวเราะเบาๆแทน  สายตาของเขาอ่อนโยนเมื่อมองหญิงสาวที่ยังคงหน้าหนากอดเอวของเขาไม่ยอมปล่อย

“หลิงหลิงเป็นหญิงที่ดีและเป็นรักแรกของข้า จนกระทั่งนางจากไปข้ายังคิดว่าตัวเองคงไม่อาจจะรักใครได้อีก”

“ท่านต้องทนทุกข์” ป่ายจื่อเฉียนเอ่ยออกมาเบาๆ และเขาก็พยักหน้ารับ ใช่ต้องทนทุกข์

“จนข้าเริ่มชาชินกับความทุกข์ที่เสวี่ยนปี่ยื่นให้  วันหนึ่งข้าพบเข้ากับหญิงสาวท่าทางประหลาด นางไม่ใส่รองเท้า ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง สวมเพียงเสื้อผ้าป่านยาวตัวเดียวเดินไปเดินมาในสวนของตำหนักชิวเทียน” เขาหยุดมองใบหน้าของนางและก็ต้องอมยิ้มกับท่าทางประดักประเดิดของนาง

“เป็นข้านี่นา”

“ข้าแอบมองเจ้ามาตั้งหลายร้อยปี” หยิกแก้มนุ่มนิ่มเบาๆ “และข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร คิดว่าเจ้าเป็นสตรีของเทพพยัคฆ์ขาว กำลังคิดอยู่เลยว่าแอบชอบผู้หญิงของคนอื่น” พูดติดตลกออกมาเขาวางคางเกยกับศีรษะของนางเบาๆ  จนกระทั่งได้พบกันเมื่อเจ้าพวกเด็กซนทั้งสองหนีเที่ยว  อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องต่อที่ตำหนักของเทพหวงหรง

“ด้วยเหตุนี้เจ้าหวงหรงถึงได้ส่งทั้งเจ้าและข้าลงมาแดนมนุษย์” เรื่องราวต่างๆจากปากของเขาทำให้นางทำตาโต  ไม่คิดมาก่อนว่าตนเองทำเรื่องแบบนี้ได้

“ข้าดื่มน้ำแกงยายเมิ่งจนจำไม่ได้”

“ใช่ เจ้ามีน้ำใจเป็นคนดีที่หาได้ยาก เจ้าห่วงหลิงหลิง เจ้าไม่แทรกแทรงแย่งชิงเช่นหญิงอื่นๆ และเจ้าแอบรักข้าข้างเดียวมาตั้งนาน เจ้าทำได้ยังไงกัน” เทพชิงหรงกระซิบถามเบาๆ  ความรู้สึกเก้อเขินพุ่งเข้าหัวใจของนาง  แต่ก็ยังคงหน้าหนากอดเอวของเขาไม่ยอมปล่อยอยู่ดี  แต่สิ่งที่นางกระทำเพื่อเขานั้น นางทำโดยไม่ปริปากบอกกล่าวหรือร้องขอสิ่งใด ทั้งในอดีตตลอดมาทำให้ความรู้สึกแปลกใหม่เกิดขึ้นกับตัวของเทพมังกรดำ

 เขารักนาง รักในความเป็นแม่ทัพไร้พ่ายผู้ไม่เรียกร้องอะไรจากเขา มีจุดยืนของตนเอง รักที่นางยอมแม้แต่จะสละชีวิตตัวเองเพื่อเขา และตอนนี้แม้อยู่ห่างไกลนางยังดิ้นรนมาหาแล้วบอกว่าเป็นห่วง 

ในเมื่อนางไม่เอ่ยความในใจก็เป็นเขาเสียเองที่เอ่ย  บางทีการที่นางอยู่กับเซี่ยเจี่ยเหยียนคงทำให้นางได้รู้ใจตัวเองขึ้นมา  ป่ายจื่อเฉียนยังคงยืนเงียบก้มหน้างุด  มือไม้เริ่มสำรวจร่างของเขา ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มอ่อนโยนกับนาง

“สำรวจพอหรือยัง” นางจึงยอมเงยหน้าขึ้นมา สีหน้าของป่ายจื่อเฉียนราวกับจะร้องไห้ออกมาจนเขาต้องลูบผมของนางเบาๆเพื่อปลอบ

“ก็แค่ไม่มีอะไรให้กินเท่าไหร่ ถึงได้ผอมลง เจ้าไม่ต้องห่วงว่าข้าจะอดตายที่เขาอินเทียนหรอก”

“ท่านไม่ไล่ข้าไปอีกแล้วใช่หรือไม่” นางกระเด้งตัวเองออกมายืนตรงหน้าเทพมังกรดำ  ส่วนตัวของเขาเองนั้นค่อยๆเดินไปนั่งลงกับชิงช้าใกล้ๆ

“หากไล่แล้วเจ้าจะไปหรือไม่” นางส่ายหน้าแรงๆ มาถึงทั้งทีจะยอมไปได้ง่ายๆได้อย่างไรกัน  พลันก็เกิดแรงสะเทือนของแผ่นดินไหว ส่งมาถึงเขาอินเทียน  แต่ด้วยเขตอาคมของเทพชิงหรงทำให้ผ่อนแรงลงไปได้มาก  ดวงตาคมสีสวยวาววับ แต่เขาก็รู้ทันความคิดของนาง

“อย่าหวังจะไปช่วยพวกเขา  ยังไงเสียอ๋องหนานไห่ต้องต้านกำลังจากปีศาจพวกนั้นได้แน่  เพียงแต่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับแดนมนุษย์บ้าง...อย่างนั้นหรือนางคิดแต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่น้อยเลยทีเดียว

“เจ้าต้องหายดีกว่านี้ก่อน”

“แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่าหายดีแล้วกันเล่า ทั้งท่านทั้งเจี่ยเจี๋ยพอกันเลย” อารมณ์เบิกบานแทบหมดเมื่อนางเอ่ยชื่อเล่นของเซี่ยเจี่ยเหยียน  แต่ยกประโยชน์ให้ก็แล้วกัน ในเมื่อเขารักษานางจนขนาดหนีมาหาเขาได้แบบนี้




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

338 ความคิดเห็น

  1. #221 นกยูง-มายา (@Nokyoong) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 01:55
    เคลียร์ใจกันเสียที
    (ตบบ่าปลอบใจจอมอสูรผู้แสนดี)

    ปล. มีสายตา/น้ำท่วม/ตรงดิ่ง/นอบน้อม/ยื่นมือออกไป/นายท่านเก่ง/หรือจะให้/จำเจ้า (ไม่) ได้/ตาปริบ ๆ/ขยุ้มพุง/เซี่ยเจี่ยเหยียนคือ/โยนเข้าใส่/ไปแทบจะ/น่าแปลก/ก้าวขาไป/ร่างสูง/ที่แห่งนี้//คอของข้า/โป๊ก ๆ/ใช้หน้าผาก//ข้างหู/แล้วก็ต้อง//แทรกแซง/อ๋องหนานไห่
    #221
    0
  2. #209 ChanidaWangwaew (@ChanidaWangwaew) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 09:55
    น้ำตาคลอๆ ดีใจที่ได้เจอกันแล้ว
    #209
    0
  3. #208 monmanon (@monmanon) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 01:52
    #208
    0
  4. #207 irainii (@Darezo_osca) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 22:32
    เจอกันแล้ว ฮืออออ
    ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีน้ส
    #207
    0