เล่ห์พยัคฆ์ลวงมังกร

ตอนที่ 34 : ตอนที่ 32 การตั้งรับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,065
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    18 มิ.ย. 60

ณ เขาอินเทียน...เทพชิงหรงนั่งทำสมาธิอยู่ภายในศาลเจ้า  เสียงจากภายนอกทำให้เขาลืมตาขึ้นมา  ร่างสูงลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออก ภายนอกผู้เฒ่าเหลียวฟุกำลังจัดเตรียมอาหารเช้าแบบเรียบง่าย ชายชราเงยหน้าขึ้นมาพบเข้ากับใบหน้าเรียบนิ่งของเทพมังกรดำที่กำลังมองสำรับอาหารต่างๆด้วยสายตาว่างเปล่า

“ท่าทางองค์เง็กเซียนคงตื้อไม่เลิก” เขาพยักหน้าหงึกๆไม่รู้สึกรู้สมใดๆกับการเทียวไปเทียวมาของข้ารับใช้ของตำหนักหมื่นห้อง

“ก็อย่างที่บอกหากเราอยู่ในที่ทางของตนเองก็จะปลอดภัย” ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบ เพราะก็รู้อยู่เต็มอกว่าอันตรายที่บัดนี้อยู่เบื้องบนสวรรค์แล้ว  เทพชิงหรงนั่งมองดูชามข้าวตรงหน้าโดยไม่แตะต้อง  ใจกำลังคิดถึงเจ้าตัวยุ่ง ว่าจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ กินข้าวหรือยัง อาการดีขึ้นหรือไม่ สุดท้ายก็ถอนใจเฮือก

“ท่านชิงหรง ท่านป่ายจื่อเฉียนคงไม่เป็นอันตราย ตอนนี้ก็คงรักษาตัวและอาการคงดีขึ้นบ้างแล้ว” ชายชราคีบอาหารเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ปากก็ยังคงพูดต่อ เพราะท่าทางเงียบขรึมของเขาทำให้บรรยากาศของมื้อเช้าอึดอัด

“ในฐานะที่ข้าอายุก็มากแล้วถึงจะไม่มากเท่าท่าน หากว่าท่านเป็นห่วงท่านป่ายจื่อเฉียนก็หาทางไปดูนางก็ได้” เขานิ่งไม่ตอบเช่นเดิมท่านผู้เฒ่าจึงถอนใจ  ท่านชิงหรงก็ใจแข็งจริง ถึงแม้ว่าจะไว้ใจท่านป่ายจื่อเฉียนแค่ไหน แต่อย่าลืมว่าเซี่ยเจี่ยเหยียนก็มีใจให้นางไม่น้อย  เทพชิงหรงถือตะเกียบในมือค้าง แต่แล้วก็วางตะเกียบแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าไปยังหน้าถ้ำที่ผนึกร่างสิบหางไว้  รูปสลักหินหินหน้าถ้ำผุกร่อนไปตามกาลเวลา  เขานั่งลงข้างรูปสลักหินใหญ่

นับตั้งแต่ที่เสียซูหลิงหลิง เทพมังกรดำต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมหนักหนา หลบหลีกหนีไปยังที่แห่งใดซูหลิงหลิงต้องปรากฏกายทุกที่ไป เจ็บปวดใจจนอยากจะฉีกทึ้งร่างของเสวี่ยนปี่ให้สิ้นซากไปเสียให้ได้ บ่อยครั้งจนเขากลายเป็นพวกด้านชาไร้ความรู้สึก  ราวกับพลิกฝ่ามือการท่องไปทั่วภพภูมิ(หนี)จนเริ่มจะเบื่อ จึงรับคำเชิญของญาติผู้น้องในมาพำนักยังตำหนักชูเทียน ก็ให้มาพบเข้ากับสตรีผู้หนึ่ง ณ แดนของตำหนักประจิมซึ่งคั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามกัน

เทพชิงหรงนั่งยิ้มกับรูปสลักหิน มือเรียวลูบเบาๆนึกถึงวันแรกที่บังเอิญเจอกับป่ายจื่อเฉียน  นางแลดูงามแปลกตาไม่เหมือนนางฟ้าหรือเทพธิดา เส้นผมสีน้ำตาลยาวไม่มัดเกล้าให้เรียบบร้อยกลับปล่อยให้สยายล้อลม สวมเพียงเสื้อฝ้ายเก่ามอซอ เดินเท้าเปล่าไปตามสวนของตำหนักชิวเทียน  บางครั้งนางก็หยุดเดินเล่นแล้วหันหลังกลับมามองรอบกาย คงรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง  กลายเป็นว่าเขายึดตำหนักชูเทียนเป็นที่พักผ่อนนอนซุ่มดูหญิงงามเดินเล่นชมสวนและบางวันนางหายไปทีละนานๆ

...กลายเป็นกิจวัตรที่จะต้องมานอนเฝ้ามอง ไม่เห็นก็ให้คิดถึง  หลายครั้งที่คิดจะตัดใจด้วยว่านางอาจจะเป็นสตรีของเทพพยัคฆ์ขาว  สุดท้ายก็ต้องกลับมานั่งเฝ้านอนเฝ้าราวพวกเสียสติ

แต่ที่ไหนได้ใครเล่าจะคิด หากไม่ใช่เพราะเจ้าเด็กซนทั้งสองหนีเที่ยวไปถึงฝั่งตะวันตก  เขาคงไม่มีวันได้รู้ว่าสตรีที่เฝ้ามองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเป็นเวลานานคือ เทพพยัคฆ์ขาวแห่งประจิม  ผู้ขึ้นชื่อลือชาถึงนิสัยเกเร ไม่ไว้หน้าใคร เอาแต่ใจอย่างเหลือแสน

“หึ เจ้าเสือน้อยใครจะรู้ว่าเจ้า ทำเพื่อข้ามากมาย แล้วยังมาอกหักเพราะข้าอีก” ความลับที่เทพมังกรทองหวงหรงยอมคายออกมา ให้เขาได้รับฟังและทำให้เทพมังกรดำตัดสินใจเรื่องของนางได้ง่ายขึ้น

 

 แดนมนุษย์...

ป่ายจื่อเฉียนนั่งใช้ตะเกียบหนีบเมล็ดถั่วทีละเมล็ด นางสามารถขยับมือหยิบจับได้ดีขึ้น

“อืม ดีขึ้นมาก นับว่าอาการเจ้าดีขึ้นมาก” นางพยักหน้าหงึกๆยิ้มแป้น ป่ายจื่อเฉียนสามารถลุกขึ้นเดิน ทำธุระส่วนตัวได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเซี่ยเจี่ยเหยียน  กว่าครึ่งปีบนโลกมนุษย์อาการของนางแบบนี้นับว่าดีมากทีเดียวจนน่าประหลาดใจ  ร่างสูงใหญ่ยืนกอดอกภูมิใจกับผลการรักษา

“เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนก่อนแล้วกัน และนี่ยาดื่มให้หมด” ถ้วยยาสีดำวางตรงหน้า ก่อนที่จะดื่มนางถอนใจหลายเฮือกทีเดียว ขมมาก เซี่ยเจี่ยเหยียนหยิบชามใส่ยาเดินหายเข้าไปในครัว  ชายหนุ่มวางชามยากับโต๊ะพบเครื่องหมายลับปรากฏบนโต๊ะ เขาแสร้งทำเป็นเก็บกวาดอยู่ในครัวใช้เวลาอยู่นานทีเดียว เมื่อชะโงกหน้าออกมาป่ายจื่อเฉียนนางหลับไปแล้ว

“มีเรื่องอะไรรายงาน” ปรากฏเงาร่างสีดำนั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่ง สายลับของแดนอสูรเข้าพบเพื่อรายงานสถานการณ์ต่างๆ

“เทพธิดาเสวี่ยนปี่เอ่ยขอเกล็ดเทพมังกรดำ โดยให้องค์เง็กเซียนเป็นผู้ออกหน้าขอรับ” เซี่ยเจี่ยเหยียนมองไปยังร่างที่นอนหลับสนิทของป่ายจื่อเฉียน  หวังว่านางคงไม่ได้ยิน

“แล้วท่านชิงหรงว่ายังไง”

“ท่านเทพมังกรดำยังคงอยู่ที่เขาอินเทียน โดยกางเขตอาคมไว้ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้ขอรับ และยังฝากความถึงท่านด้วยขอรับ”

“เขาว่ายังไง” เงาสายลับข้ารับใช้ก้มหน้าลงแทบจะมุดลงพื้นให้ได้

“ฝากความว่าถ้าอยู่ในที่ทางของตนก็จะปลอดภัย บางทีคงเป็นความนัยบางอย่างขอรับ”

“ใช่เขาบอกแบบนั้นก็คืออย่างนั้น” เป็นการเตือนให้ดูแลป่ายจื่อเฉียนให้ดีคงอยากจะบอกแบบนั้น

“หากมีข่าวอะไรเพิ่มเติมจงรีบมารายงานข้าทันที”

“ขอรับ” เงาร่างสีดำหายวูบไปอย่างรวดเร็ว เซียเจี่ยเหยียนมองดูป่ายจื่อเฉียนที่นอนคุดคู้อยู่บนเตียง ท่าทางนิ่งสงบแบบนั้นคงจะหลับสนิทจริง  จึงวางใจเขาดับตะเกียงแล้วเข้านอน

ป่ายจื่อเฉียนนางลืมตาขึ้นมาทันทีในความมืด  เทพธิดาเสวี่ยนปี่นางต้องการเกล็ดมังกรดำ หากเช่นนั้นท่านชิงหรงจะทำยังไง จะเลี่ยงทำทีเฉยไปได้นานเพียงใดกัน  หากเขาทำนิ่งเฉยองค์เง็กเซียนอาจจะโยนความผิดฐานกบฏกับเขาก็เป็นได้ นางเป็นห่วงเจ้ามังกรเฒ่าเอาแต่ใจขึ้นมา หัวใจของนางปวดหนึบทำอย่างไรจะช่วยเขาให้พ้นภัยครั้งนี้ได้

อรุณรุ่งมาเยือน ป่ายจื่อเฉียนนางจัดการตัวเองจนเรียบร้อย ลุกออกขึ้นยืนแล้วออกเดิน นางพยายามหยิบจับสิ่งของและออกเดิน เพื่อให้แขนขาเข้าที่เข้าทาง  เซียนเจี่ยเหยียนมองดูนางเงียบๆเหมือนทุกครั้ง ราวกับมีเส้นบางๆขวางทั้งเขาและนางเอาไว้ เส้นยางๆที่เรียกว่าสหายที่รู้ใจ  นางพูดน้อยลงทำสมาธิและเข้าฌานนานกว่าทุกครั้ง  จอมอสูรภาวนาขอเพียงอย่าให้เป็นอย่างที่สังหรณ์ใจ หวังว่านางคงไม่รู้เรื่องของเทพมังกรดำ

เงาดำของสายชาวอสูรวูบขึ้นข้างหลังของเขาอย่างรีบเร่ง

“นายท่านบัดนี้เกิดกลุ่มเมฆดำจากทิศตะวันออกมุ่งหน้ามายังดินแดนแห่งนี้ขอรับ”

“เป็นพวกใด”

“มิอาจทราบได้ แต่ก่อนหน้านี้ท่านชิงหรงเดินทางไปพบกับท่านเทพมังกรทะเลเพื่อขอกำลังป้องกันหากเป็นปีศาจจากโพ้นทะเลขอรับ” เซี่ยเจี่ยเหยียนนิ่งเงียบใช้ความคิด ขนาดว่าเจ้ามังกรเฒ่ายอมลงไปพบกับมังกรเฒ่าทะเลตะวันตกเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่

“เออ คือ ไม่ทราบว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่าขอรับ”

“ว่ามา คือท่านชิงหรงมีท่าทีอ่อนแรง กระทำการใดให้ระมัดระวังตัวและยังหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้าด้วยขอรับ” เซี่ยเจี่ยเหยียนขมวดคิ้วความสงสัยของเขาพุ่งไปยังร่างของป่ายจื่อเฉียนทันที  นางแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว ระยะเวลาเพียงครึ่งปี นางแทบจะออกวิ่งได้แล้ว  หนำซ้ำเทพชิงหรงนิสัยออกจะหยิ่งทะนงตัว ไม่มีทางที่จะเลี่ยงการต่อกรซึ่งหน้าแน่

ขึ้นชื่อว่าพยัคฆ์ย่อมจมูกดีหูไวตาไว นางได้ยินทุกคำที่สายลับของชาวอสูรรายงานกับเซี่ยเจี่ยเหยียน  นางไม่โกรธเคืองที่เขาจะไม่ยอมบอก ดังนั้นจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวอันใด ทำตัวเป็นปกติเช่นเดิม แต่ใจนางกลับแล่นไปถึงชายร่างสูง พูดน้อยนึกจะทำอะไรก็ทำ  มือเรียวลูบไปตามปมที่ผูกเอาไว้  เชือกที่คอของนางหากกระตุกทีเดียวก็หลุดแล้ว แต่คงต้องรอเวลาเหมาะๆ

เซี่ยเจี่ยเหยียนมักจะหายไปวันหรือสองวันแล้วค่อยกลับมา  และทุกครั้งจะเห็นนางเดินไปมารอบกระท่อม  ออกกำลังแขนและขา เขาเพียงแค่อยากลองทดสอบนางเพื่อความแน่ใจ  แต่นางก็ยังคงเป็นคนไข้ที่ดีเหมือนเดิม

“วันนี้จะเดินขึ้นเขากันไหม” จู่ๆก็ถามป่ายจื่อเฉียนทำตาโตแล้วก็ยิ้มออกมา  ดีเหมือนกันได้เดินขึ้นเขาด้วยขาตัวเองดูสักครั้ง นางจึงตอบตกลง ทั้งสองเดินเรื่อยๆไม่รีบเร่ง  สองข้างทางสร้างความเพลิดเพลินไม่น้อย  ชายร่างสูงใหญ่เดินนำหน้าสองมือไพล่หลัง  นานครั้งถึงจะหันกลับมามอง  ต่างคนต่างความคิด หญิงสาวคิดหาวิธีที่จะไปช่วยเทพชิงหรง  ส่วนเซี่ยเจี่ยเหยียนกำลังคิดบางเรื่องที่ห่างไกลกว่านั้น

“จื่อเฉียน วันหน้าหากเจ้าอยากอยู่ที่แดนมนุษย์ สถานที่แห่งนี้คือบ้านของเจ้า” เขาเดินนำไปแต่ไม่หันกลับมามอง  หลายวันมานี่นางคงคิดอะไรได้เยอะแยะมากมายทีเดียวถึงได้เงียบไป  เขาก็เช่นกันคงไม่มีวันแทรกกลางระหว่างทั้งคู่ได้

เทพชิงหรงเดินเข้ามาช่วยนางแบบตรงๆ  เขาช่วยนางต่อหน้าต่อตาเทพธิดาเสวี่ยนปี่โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว ปิดบังอำพรางซ่อนนักโทษ พาหนี ทุกอย่างล้วนอยู่ในแผนการของเขาทั้งทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด

เกล็ดมังกรที่สำคัญที่สุดของเขา  ชายผู้นั้นเอาไว้ที่หัวใจของนางเมื่อตอนที่เข้าไปหาในคุก ทำทีเป็นไม่สนใจใยดี  แต่กลับวางสิ่งสำคัญของตนให้กับนาง  ถ้าเทพชิงหรงไม่ทำนางอาจสิ้นชีพเสียตั้งแต่ในคุกแล้ว

 ทำให้ความสงสัยของเรื่องที่นางสามารถฟื้นจากอาการบาดเจ็บรุนแรงได้เร็วจึงกระจ่างแจ้งทันที  เทพชิงหรงไม่ใยดีกับคำเชิญขององค์เง็กเซียน  ทำเป็นเฝ้าเขาอินเทียนทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าซากที่อยู่ในถ้ำเป็นเพียงซากของจิ้งจอกเก้าหางที่อดีตถูกเจ้าปีศาจกลืนกิน

“เจี่ยเจี๋ย เจ้าคิดอะไรอยู่”

“หือ เออ คือ ไม่มีอะไร แล้วเจ้าหละมีอะไรหรือ”

“มี ข้าอยากเอามันออก” นางแตะที่เชือกรอบลำคอของนาง “ข้ารำคาญ” ง่ายๆตามแบบของนาง

“บอกข้าได้ไหมว่าเจ้าคิดอะไร” เซี่ยเจี่ยเหยียนถึงสีหน้าจำไม่แสดงออก แต่นางรู้ดีว่าเขาคิดอะไร  คงกำลังกังวลกับตนเองเป็นแน่ หากเขารู้ความคิดของตนมีหวังคงห้ามแน่ๆ หญิงสาวจึงยิ้มออกมา “ก็อย่างที่บอก ข้ารำคาญ”

ทั้งคู่เดินลงจากเขามาเงียบๆ  เสียงลิงภูเขาร้องกันให้ระงม นางชอบที่มีลิงอยู่แบบนี้  ท่าทางคงน่าสนุกไม่เบา 

“นี่ถ้าท่านไม่บอกว่าเป็นผู้บุกเบิกสถานที่แห่งนี้ ข้าคงคิดว่าเป็นเขาฮวากั่วซานเสียอีก” เขาหันมายิ้มหลังจากที่นิ่งเงียบกันมาตั้งนานสองนาน

“หากเป็นเช่นนั้นท่านฉีเทียนต้าเซิ้นคงได้ไปอาละวาดบ้านพังไปนานแล้ว” ต่างฝ่ายต่างหัวเราะ จากที่แลดูห่างเหิน บรรยากาสกลับมาเช่นดังเดิมอีกครั้ง  ทำให้เซี่ยเจี่ยเหยียนทำใจให้สงบลงได้หลายส่วน  หากวันหน้าต้องเสียนางไป

          ฝั่งตะวันออกกลุ่มแมฆดำเคลื่อนเข้าสู่เขตทะเลของเทพมังกรอ๋องหนานไห่เอ้ากวง  ผืนน้ำทะเลเขียวเข้มเกิดเป็นมวลคลื่นบิดเป็นเกลียวขึ้นสูง ปรากฏร่างของเหล่าทหารหาญแห่งมังกรทะเลเตรียมตั้งรับการการมาของเหล่าปีศาจโพ้นทะเล... 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

338 ความคิดเห็น

  1. #203 นกยูง-มายา (@Nokyoong) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 01:50
    หืมมมม ท่านเทพมังกรดำคุ้มค่ากับความรักจริงแฮะ
    เจ้าเสือน้อยตาถึงแท้

    ปล. คงตื๊อ/ปากก็ยัง/รูปสลัก/ให้มาพำนัก/ซึ่งตั้ง/เรียบร้อย/ไม่ (ไว้) หน้า/ทำธุระ/เขาว่ายังไง/เซี่ยเจี่ยเหยียนมอง/เส้นบาง ๆ ที่/สาย (ลับ)/มังกรทะเลเฒ่า ?/เอ่อ คือ ?/ซึ่งหน้า/ยังร่างของ/ทุกอย่างล้วน/สิ้นซะเสีย ?/ถึง..จะไม่/บรรยากาศ/กลุ่มเมฆดำ
    #203
    0
  2. #200 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 00:26
    สนุกอินทุกตอนๆๆๆๆ
    #200
    0