ที่ปรึกษาพิเศษ "แอชลีย์"

ตอนที่ 5 : EP.4 – ความลับของหอดูดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ก.พ. 62

RE: DREAM

ที่ปรึกษาพิเศษ แอชลีย์

EP.4 – ความลับของหอดูดาว

<เที่ยงคืน?>

นาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังทั้งเข็มสั้นและยาวบรรจบที่เลขสิบสองและแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดเข้ามาผ่านบานกระจกรอบๆ กล้องส่องดาวทำให้รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนยังไม่ใช่เที่ยงวัน แอชลีย์หัวเสียนิดหน่อยที่เขาดันตื่นขึ้นมากลางดึกแต่แคร์นอนมากกว่า

<ตื่นมาทำไมเนี่ย นอนๆ>

<เที่ยงคืน...เอ๊ะ?>

แอชลีย์ตื่นขึ้นมาอีกรอบแต่เวลายังคงอยู่เท่าเดิม แสงจันทร์ยังคงสาดส่องผ่านบานกระจกเช่นเดิม เขารู้สึกว่ามันแปลกๆ เลยฝืนตัวลุกขึ้นมาเดินโซเซๆ ไปยังนาฬิกาที่ติดผนัง ก็เห็นว่ามันยังเดินอยู่เลยควักมือถือขึ้นมาดูนาฬิกาที่เครื่องตั้งไว้กับโซนเวลาอินเตอร์เน็ตโลกก็เป็นเวลาเที่ยงคืนเช่นกัน

<อะไรเนี่ย?>

เขาเกาหัวแคร่กๆ แล้วโยนคำถามนาฬิกาทิ้งไป มองไปรอบๆ ก็ยังคงเห็นห้องโถงกล้องดูดาวได้ชัดเจนเพราะแสงจันทร์ช่วยเพียงแต่บรรยากาศเงียบชวนน่านอนต่อมากถ้าไม่ติดว่าเขาอยากจะเข้าห้องน้ำตอนนี้เลยไปยังประตูทางออกทางซ้าย พอเปิดไปก็เจอกับทางยาวที่มีแยกซอยออกตามทาง แล้วเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้

<แย่ละ จำทางไม่ได้>

แอชลีย์เดินกลับเข้ามาไปยังโซฟาที่เซเบอร์นอนหลับปุ้ยสนิทจนเขาไม่กล้าปลุกถามเรื่องทางไปห้องน้ำ พอมองหน้าเธอชัดๆ ก็เห็นว่ามีเส้นผมบังอยู่เลยเขี่ยออก ความรู้สึกที่เขาพยายามปิดบังซ่อนเร้นมาตลอดเกิดรอยแตกเลยเผลอตัวโน้มตัวประกบริมฝีปาก

<นุ่ม...>

ขณะที่กำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกนั้น เขารีบผละออกมาอย่างตกใจเพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรช็อตที่ปากเขาเหมือนกับไฟฟ้าสถิต ก่อนที่จะจ้องมองเซเบอร์ว่าจะตื่นหรือไม่แต่ยังคงหลับปุ้ยสนิทต่อ...ตอนนี้แอชลีย์ทั้งโล่งทั้งกลัว

<เมื่อกี้นี่เราทำอะไรลงไป>

เขายังไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่าจะเบลอถึงขนาดหลุดควบคุมตัวเองไปขโมยจูบของเซเบอร์ตอนหลับได้ เลยพยายามตบหัวเบาๆ ให้หายมึน แต่ก็ยังไม่หายสักที

<ไม่ปกติ...มันมึนแปลกๆ แฮะ>

แอชลีย์ยังคงไม่เชื่อตัวเองเลยเดินออกไปข้างนอกอีกครั้งแล้วตัดสินใจหาทางไปเอง แต่ยังไม่ทันก้าวเดินก็เพิ่งนึกอะไรออก

<เดี๋ยวๆ...อาจารย์น่าจะอยู่ห้องอีกฝั่งในห้องตะกี้>

เขาเดินกลับเข้ามาห้องกล้องดูดาวรอบที่สองอย่างมึนงงแล้วเดินไปยังอีกประตูทางขวาที่เป็นสำนักงานของอาจารย์เรน แต่พอเข้าไปแล้วก็ไม่เจอใคร

<อ้าว...อาจารย์เขาไปนอนไหน?>

แอชลีย์เกาหัวหนักกว่าเก่าแล้วเดินไปทางออกทางเดิมอีกทางอีกครั้ง แล้วค่อยๆ เดินคล้ำทางเดินไปเรื่อยๆ ไล่ทุกแยกทุกซอย เขาไม่แน่ใจว่าเดินเลี้ยวมาทางไหนแล้วบ้างเพราะในหัวของเขายังคงมึนไม่หาย จนอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองไม่สบายหรือเปล่า

อย่างไรก็ตามแอชลีย์ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก็หาเจอ แต่เป็นห้องน้ำสาธารณะที่คนละส่วนที่เขากับเซเบอร์ใช้อาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนหน้านี้ เขาเปิดก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้า แต่ยังไม่ทันได้วิกน้ำมาล้างเขาก็อ๊วกแทน กินเวลาไปเกือบสิบนาทีกว่าจะจัดการธุระตรงนั้นเสร็จแต่มันก็ทำให้หัวสมองเขาโล่งแล้วส่องกระจกตรงหน้า

<ดูไม่จืด>

เขามองดูริมฝึปากตัวเองแล้วเอามือแตะแล้วรู้สึกเจ็บข้างในเลยดึงริมฝีปากลงมาก็เห็นรอยสีดำคล้ายรอยไหม้ใหญ่กว่าเม็ดถั่วที่ดูเหมือนเป็นรอยใหม่ ตอนแรกเขาคิดว่าอาจจะเป็นเพราะตอนจูบที่เหมือนถูกไฟฟ้าช็อต แต่เขาก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งทันทีเพราะเป็นไปไม่ได้เลยคิดว่าคงนอนฝันปากตัวเอง แล้วคิดถึงตอนจูบอีกครั้ง

<ดีที่ไม่อ๊วกใส่ยัยนั่น...แต่มันเป็นการฉวยโอกาสเกินไปหรือเปล่านะ?>

แอชลีย์ยังคงไม่แน่ใจกับการกระทำของตัวเอง เขายืนคิดกับตัวเองสักพักก็ตัดสินใจกลับไปนอน แต่บังเอิญขากลับดันจำทางไม่ได้เลยกินเวลาไปอีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะหาห้องโถงกล้องดูดาวจนเจอ

<ที่นี่มันเขาวงกตหรือยังไงกันนี่>

เขาคิดแล้วค่อยๆ ปิดประตูไม่ให้คนนอนอยู่ตื่น แล้วเดินตรงไปยังโซฟาตัวเอง ระหว่างเดินก็แวะหันไปมองคนหลับ

และนั่นทำให้เขาตื่นเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคนที่ควรนอนอยู่กลับหายไป

<เซเบอร์หาย? หายไปไหน?>

เขายืนคิดอยู่สักครู่ก็ลงเอยว่าคงเข้าห้องน้ำ...แต่นั่นทำให้เขาตกใจ

<หรือว่าตอนจูบทำให้เธอตื่น!?>

แอชลีย์กำลังรนรานอย่างหนัก คิดล่วงหน้าว่าจะถูกโกรธไปตลอดชีวิตหรือได้อยู่กันไปชั่วตลอดชีวิต ซึ่งอย่างหลังเป็นความคิดที่เข้าข้างตัวเองอย่างมาก แต่สุดท้ายก็คิดทำนองว่าเขาคงคิดมากไปเองเลยหลับไปนอนโซฟาตัวเองแล้วมองไปยังนอกบานกระจกที่เห็นดวงดาวชัด ด้วยความเคยชินเวลาที่เขาอยู่คนเดียวเมื่อเห็นดวงดาวมักจะอธิฐาน

<หวังว่า...เซเบอร์...ไม่สิ เซนิจะยกโทษให้นะ>

โครม!!!

จู่ๆ เขาก็ตกจากโซฟาด้วยแรงกระชากบางอย่าง จมูกเขาเลยจุ่มกับพื้นเต็มๆ ชักดิ้นชักงอกลิ้งไปมาเหมือนสิบรอบแล้วค่อยลุกขึ้นมามองหาคนทำแต่ก็ไม่เจอ ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าไม่ใช่แต่โซฟา ของทั้งห้องมีความเคลื่อนไวคล้ายๆ กันแล้วหยุดไปในไม่กี่วินาที เขายืนงงอยู่สักพักก็ตีความเอง

<แผ่นดินไหว?>

แอชลีย์สำรวจมองรอบๆ แล้วก็ไม่พบข้าวของเสียหายตกหล่นแต่อย่างใดแม้แต่บานกระจกเลยยิ่งทำให้งงหนักเข้าไปอีก

<แล้วอะไรที่มันถีบฉันตกโซฟาได้ละเนี่ย>

โครม!!!

ประตูออฟฟิคของอาจารย์เรนถูกผลักอย่างแรง เขาหันไปมองก็พบเจ้าของห้องที่ชุดนอนที่เกือบฉีกขาดทั้งตัวและเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเดินอย่างอ่อนแรงเข้ามาล้มกองที่พื้นตรงหน้าเขา มันเป็นภาพสะเทือนขวัญสำหรับแอชลีย์ผู้กลัวหนังเลือดสาดอย่างมาก แต่เขายังไม่ทันร้องอาจารย์ที่นอนจมกองเลือดพูดบางอย่างด้วยเสียงอันแผ่วเบา

“ปะ...”

“ปะ??”

“ปิดประตูล็อคก่อนเร็วเข้า!! ถ้ายังไม่อยากตาย!!!

อาจารย์เรนตะคอกเต็มหู ทั้งตัวแอชลีย์สะดุ้งโหยงรีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็วแล้วรีบมาดูอาการ

“อาจารย์! นี่คุณไปโดนอะไรมาครับเนี่ย!?

“บะ...บอกแล้วไง อย่าเรียกแบบนั้น...ตอนนอกเวลา...งาน”

“ช่างเรื่องนั่นก่อนเถอะครับ! เดี๋ยวโทรเรียกรถโรงพา...”

แอชลีย์ควักมือถือขึ้นมาแต่ถูกมือเปื้อนเลือดของอาจารย์กุมมือถือไว้

“อย่าโง่...และก็อย่าโทร...นี่มันไม่ใช่เลือดของฉัน”

น้ำเสียงเอาจริงเอาจังที่เขาเพิ่งได้เคยได้ยินครั้งแรกจากเธอเลยยอมทำตามโดยดีอีกครั้ง เขาสำรวจมองไปทั้งตัวถ้าตัดเลือดทิ้งไปเห็นได้ชัดว่าทั้งตัวเธอมีรอยพกช้ำไปทั้งตัว

“นี่คุณไปโดนอะไรมาครับ?”

“พาฉัน...ไปห้องน้ำก่อน”

“ห้องน้ำ? แต่มันไกลมากเลยนะครับ?”

“ไกล? หัวมุมทางซ้ายริมหน้าต่างนะนั่นคือไกล?”

อาจารย์เรนหรี่ตาลงอย่างหนักใจ แอชลี่ย์ได้ยินแบบนั้นเลยลองลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าใกล้หน้าต่างภายในห้องโถงดูดาวแห่งนี้ พบว่าตรงจุดที่บอกนั้นมันเป็นกำแพงหักเข้ามุมที่มีประตูห้องน้ำอยู่ หากนั่งมองจากโซฟาที่อยู่คนละทางจะไม่เห็นประตูห้องน้ำ

<อ๋อ...จำได้ละ ห้องนี้ที่ไว้อาบน้ำตอนหัวค่ำนี่เอง...

ไม่ๆ มันไม่ยังไม่ใช่เวลาคิดเรื่องนั้นตอนนี้!>

แอชลี่ย์ตบความคิดในหัวเสร็จแล้วรีบกลับมาประคองตัวอาจารย์ไปยังห้องน้ำ ซึ่งตัวอาจารย์ขอให้เขาเข้ามาห้องน้ำช่วยด้วยการใช้ฝักบัวฉีดน้ำทั้งๆ ที่ยังใส่ชุดนอนคลุมชั้นในก็ตามที เขาเลือกที่จะเปิดน้ำเบาๆ แล้วรดจากบนหัวเป็นหลักและเขาก็อดใจไม่ได้ว่าท่าทางอาจารย์เรนตอนนี้กับเมื่อหัวค่ำแตกต่างอย่างกับคนละคน

อย่างไรก็ตาม ตัวอาจารย์รู้สึกว่าน้ำจากฝักบัวมันอยู่แค่ตรงหัวเท่านั้น

“นี่พ่อหนุ่ม...ทำไมโกกน้ำแต่บนหัว?”

“ทำแบบนั้นเดี๋ยวคุณก็เจ็บสิครับ อย่าลืมว่าคุณมีรอยช้ำทั้งตัวเลยนะครับ!

แอชลี่ย์บอกตามรูปการณ์แต่นั่นทำเอาอาจารย์เจนตาโตมองใส่ก่อนที่จะหรี่ตาลงอย่างมีเลศนัยที่ดูคล้ายๆ กับตอนหัวค่ำ

“แหม...เพราะงี้นี่เอง เซเบอร์ถึงได้ติดเธอแจเลย”

“ว่าอะไรนะครับ?”

“นี่เธอกวนฉันหรือเปล่า ถึงแกล้งไม่ได้ยิน?”

“เอ่อ...แค่ไม่อยากเชื่อที่ได้ยินตะกี้นี่ครับ” แอชลี่ย์ยอมรับแล้วถามประเด็นสำคัญ “อาจารย์...บอกสักทีได้ไหมครับว่านี่มันเรื่องอะไรครับ? แล้วเห็นเซเบอร์ไหมครับ?”

“เซเบอร์!?” อาจารย์เจนขึ้นเสียง “ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือ? ไม่สิ...เมื่อกี้ถ้าอยู่คงเห็นแล้ว หวังว่าคงไม่ได้เผลอเข้าไปที่นั่น”

“ที่นั่น?”

“ปิดน้ำได้แล้ว ขอผ้าเช็คตัวหน่อย”

เขาหาผ้าให้ตามคำขอ ตัวอาจารย์เรนรับมาเช็คตามเนื้อตัวซอกชุดนอนที่ฉีกขาดเป็นรูพรุน แต่มันไม่ได้ทำให้แอชลี่ย์รู้สึกมีอารมณ์แต่อย่างใดเพราะในใจเขาตอนนี้มีแต่คำถามและความเป็นห่วงของคนที่หายไปมากกว่า แต่เมื่อเห็นว่าคนเช็คตัวใช้เวลานานเกินไปเลยอดใจร้อนไม่ไหวถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“อาจารย์...มันเกิดอะไรขึ้น? แล้วที่บอกว่าถ้าเซเบอร์ไม่เผลอไปที่นั่น? ที่ไหนครับ?”

“เธอแน่ใจรึว่า จะตามเด็กคนนั้นไปถึงขอบนรก?”

“นรก?”

“ฉันแค่เปรียบเปรย เธออาจจะอยู่แค่แถวๆ นี้ก็ได้ แต่ก็ไม่พ้นอันตราย-”

“อาจารย์!

แอชลี่ย์ขึ้นเสียงตะคอกใส่ บัดนี้เขาโกรธชัดที่อาจารย์เรนเชไชไม่ยอมอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจารย์กลับยิ้มรับแทน

“ทำไมพวกเธอสองคนถึงฟื้นขึ้นมากลางดึกได้ละ? ถ้าพวกเธอตื่นขึ้นมาจากฤทธิ์ยานอนหลับละก็ คืนนี้อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้”

“อา—“

แอชลี่ย์จะตะคอกใส่อีกครั้งให้อาจารย์อธิบายตรงๆ แต่กลับเปลี่ยนใจหยุดซะก่อนเพราะมีคำตอบผุดขึ้นมา

“หรือว่า...ตัวอาจารย์เองก็ยังไม่-”

“ตามนั้น...ฉันมันก็แค่เป็นคนเฝ้ายามไล่คนตอนกลางคืนบางวันให้กับ หอดูดาวที่นี่ก็เท่านั้น ถึงจะไม่เต็มใจก็ตามที”

เรนยักไหล่อย่างจนปัญญา ท่าทางของเธอดูเหมือนว่าจะยอมแพ้อะไรสักอย่าง แต่นั่นก็ไมได้ทำให้ความสงสัยของแอชลี่ย์ลดลงไปสักนิด เรนเลยถอนหายใจบอกวิธีให้แอชลี่ย์เข้าใจได้

“ลองเดินไปยืนริมหน้าต่างตรงกล้องดูดาวในห้องโถง แล้วเธอก็จะรู้คำตอบเอง”

วิธีพิสูจน์ที่ทำเอาแอชลี่ย์มึนงงหนักไปกว่าเดิม แต่เขาก็ยอมเดินกลับออกมาจากห้องน้ำแล้วก้าวเท้าอีกไม่ถึงสิบก้าวก็มาอยู่ริมกระจกที่มีกล้องดูดาวขนาดยักษ์อยู่ข้างๆ เขาเงยหน้ามองก็เห็นทิวทัศน์ที่มีท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงดาวเหมือนทุกคำคืนปกติ

<ดาว...ก็ไม่เห็นอะไรเลยนี่?>

แอชลี่ย์เกาหัวหนักและเตรียมจะกลับไปซักตัวอาจารย์ให้มันรู้เรื่อง

<หือ!?>

แต่ทว่าเมื่อก้มหน้าลงมากลับมีบางสิ่งหายไป ด้านนอกควรจะมีระเบียงกับแนวรั้วแต่กลับไม่มี มิหนำซ้ำไม่มีแม้กระทั้งทางเดินด้านนอกที่อยู่ต่ำลงไป ไม่มีต้นไม้ภูเขาหรือแผ่นดินด้วยซ้ำ กลับมีสิ่งที่เหมือนกับท้องฟ้าราวกับว่ามันสะท้อนกันและกันอยู่

<ท้องฟ้าสีดำ...กับดาว?>

แอชลีย์เหวออย่างหนัก เขากำลังเรียงความคิดของตนอยู่ว่าถ้าไม่มีต้นไม้แผ่นดินหรือพิ้นโลกแล้ว สถานที่ๆ เขาอยู่ตอนนี้คือที่ไหน...

อาจารย์เรนที่ประคองตัวเองออกมาจากห้องด้วยผ้าเช็คตัวพันตัวไว้เป็นคนเฉลยคำตอบ

“ขอต้อนรับเธอสู่ -Pathfinder- ซากยานอวกาศที่มีแต่ความลับ ตำแหน่งปัจจุบันอยู่ห่างจากโลกหลายสิบปีแสง”

 

 

0 ความคิดเห็น