ที่ปรึกษาพิเศษ "แอชลีย์"

ตอนที่ 3 : EP.2 – คำขอร้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ก.พ. 62

RE: DREAM

ที่ปรึกษาพิเศษ แอชลีย์

EP.2 – คำขอร้อง

<อ้าว หายไปไหนแล้ว>

แอชลีย์เดินกลับมาที่โซนอาหารหลังจากเสร็จกิจในห้องน้ำแล้ว เขาคิดว่าเขาทำธุระไม่ถึงห้านาที ไม่ได้นานมากพอที่จะทำให้เซเบอร์เกิดเบื่อแล้วเดินไปที่อื่น ซึ่งนั่นทำให้แอชลีย์คิดได้ว่าน่ามีอะไรที่น่าสนใจสำหรับเซเบอร์เลยไปที่อื่น

เขาเริ่มหันมองรอบตัวก็พบว่าค่อนข้างยากที่จะมองหาคนหายถึงเพราะบริเวนนี้เป็นที่พักก่อนเข้าโซนสำคัญของหอดูดาวแห่งนี้เลยมีคนเยอะเต็มไปหมดแม้ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กก็ตามที

<หรือจะงอนเรื่องขนม>

แอชลีย์ย้อนคิดเรื่องเผลอกินเยลลี่คนเดียวก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะปัดความคิดนี้ทิ้งไปเพราะเซเบอร์แสดงตัวชัดเจนอยู่ว่าเธอต้องการที่จะหยอกเขาเล่น

<หรือจะงอนจริงๆ>

เขาคิดตลบกลับมาอีกทีเพราะเมื่อก่อนเซเบอร์เคยทำตัวประชดไม่ให้เขารู้ว่าเธองอนอยู่ด้วย ซึ่งเอาเป็นว่านิสัยกวนๆ ของเซเบอร์ทำให้เขาสับสนเดาใจไม่ค่อยถูกสักที

<แย่ละ ถ้างอนจริงๆ....หือ?...อ๋อ นั่นไง>

ระหว่างที่คิดอยู่ บังเอิญว่าหันไปเจอเซเบอร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักโดยมีเด็กนักเรียนยืนล้อมรอบอยู่ ดูเหมือนว่าเด็กพวกนั้นจะรู้จักกับเซเบอร์ เธอก้มตัวลงมาคุยกับกลุ่มเด็กนั้นด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน มีลูบหัวบ้าง แกล้งหยิกแก้มเด็กบ้างหยอกเย้ากันไป

มันเป็นภาพที่แอชลีย์เห็นบ่อยๆ เขาเปรียบเทียบเซเบอร์เป็นแสงดาวที่โดดเด่นจากเรื่องนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยบุคลิกราวกับดวงดาวนี้ มักทำให้เขาเห็นเซเบอร์เจอปัญหาเดิมๆ ซ้ำซากอย่างเช่นมีผู้ชายหน้าหล่อๆ ไม่ก็จำพวกเสี่ยร่ำรวยมาชอบมาตามติด และเธอมักจะใช้แอชลีย์เป็น ไม้กันหมาแน่นอนว่าทำให้เขาถูกเขม่นไปด้วย

แอชลีย์ยิ้มเจือนๆ กับประสบการณ์ซวยๆ ที่ผ่านมา แล้วเดินเข้ามาหาเซเบอร์ แต่ยังไม่ทันไปถึงเขาต้องชะงักหยุดเดินเพราะเห็นผู้ชายชุดตำรวจคนหนึ่งเดินเข้าถึงตัวเซเบอร์ก่อน ซึ่งคนๆ นั้นทำเอาแอชลีย์ใจแป้ว

<เจ้านั่น!>

เขาอยากวิ่งเข้าไปแทรกกลาง ณ บัดเดี๋ยวนั้น แต่เมื่อเห็นเซเบอร์ทักกลับตำรวจคนนั้นด้วยความเป็นมิตรแล้วเลยทำไม่ลง ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่คนที่เซเบอร์ทำแบบนั้นด้วยและนั่นยิ่งทำให้ใจแอชลีย์แสบลึกถึงทรวงอก พอได้สติเขาเอามือทุบกลางอกเบาๆ ย้ำเตือนฐานะตัวเอง

<แอชลีย์...แกยังไม่มีสิทธิที่จะคิดแบบนั้นนะ>

พอลมหายใจเป็นปกติเลยเดินหน้าเข้าหา จะเดินหลบไปก็ไม่ทันแล้วเพราะเซเบอร์หันมาทางเขาพอดี

“ฉันมากับรุ่นพี่ค่ะ!

“สวัสดีครับคุณตำรวจ...คุณชื่ออะไรนะ พอดีลืมไปแล้ว”

หากฟังดูผิวเผิน แอชลีย์อาจจะทำตัวแซะทำเป็นลืมชื่อของคนที่เขาเจอบ่อยๆ แต่ด้วยความจริงเวลานี้...เขาลืมชื่อจริงๆ...ตำรวจชายหนุ่มอายุมากกว่าเซเบอร์ประมาณห้าปี ไว้ผมไม่สั้นไม่ยาวโทนสีดำน้ำตาล นัยน์ตาสีฟ้าสะอาดที่ดูเหมือนจะได้พ่อหรือแม่ฝั่งยุโรปมา ได้แนะนำตัวเองอีกครั้ง

“ผม...ลูคัส มาเทเลสครับ ยินดีที่ได้เจอกันอีกนะครับ คุณแอชลีย์”

“โอ้ คุณลูคัสนี่เอง ว่าแต่ทำไมถึงไม่บอกยศนำหน้ามาด้วยละครับนี่”

“ผมไม่อยากยกยอยศของตัวเองไปทั่วหรอกครับ จะใช้เฉพาะเวลางานจริงๆ”

“อ้าว...ตอนนี้ไม่ใช่เวลางานเหรอครับ”

“พักเที่ยงครับ”

“พักเที่ยงนานดีนะครับ ตอนนี้บ่ายสามแล้ว”

“เวรผมออกช้าหน่อยครับ กำลังมาหาอะไรทานแล้วนี้พอดีเลยบังเอิญมาเจอคุณเซเบอร์”

“แวะมาหาที่ทานไกลดีนะครับ ตั้งบนเขาด้วย...แล้วจะกลับไปทำงานทันเหรอครับนี้”

“คุณไม่จำเป็นต้องห่วงแทนผมหรอกครับ”

“อืมมมมมม...”

แอชลีย์ปั้นหน้ายิ้มแย้มอย่างเต็มทีเพื่อปิดปังสีหน้าที่แท้จริง ส่วนฝั่งลูคัสจะพึงพอใจกับการตอบคำถามทั้งหมด เซเบอร์ที่ยืนอยู่ระหว่างกลางทั้งคู่มองใบหน้าลูคัสสักพักหนึ่งก่อนที่จะโดดเข้าก่อนแขนแอชลีย์แล้วพูดอ้อน

“ไม่เอาสิรุ่นพี่! อย่าเสียมารยาทสิ! จะหึงให้มันน้อยๆ หน่อย”

“หา?”

แอชลีย์ตกใจอยู่แวบหนึ่ง ก่อนที่จะเห็นเซเบอร์กระพริบตารัวๆ ใส่เป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ซึ่งนั่นทำให้เขาแอบดีใจเล็กๆ แล้วทำหน้ามั่นใจดูสีหน้าตกใจของคุณตำรวจเลยตอกย้ำฝังโลงซะเลย

“เอ่อ...ก็ช่วยไม่ได้ ฉันมันขี้หึงขี้หวงแฟน”

“เดี๋ยวก่อนนะครับ? คุณเซเบอร์ คุณกับเขา...เป็น...”

ลูคัสหน้าเสียอย่างหนักและเซเบอร์เป็นคนถามเองหลังจากนั้น

“แฟนค่ะ!

สองคำที่ดังมากพอที่จะทำให้ชายทั้งสองคนต่างรู้สึกไปคนละที่ละทางอารมณ์ ลูคัสเหมือนจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างก่อนที่จะบอกว่า “ขอตัวก่อน” แล้วออกจากหอดูดาวทันที ส่วนแอชลีย์ที่กำลังใจลอยอยู่ถูกเซเบอร์ดึงสติลงมา

“รุ่นพี่...รุ่นพี่!!

“หือ!? เซเบอร์?”

“ตะกี้รุ่นพี่เป็นอะไร?”

“ก็...แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ”

แอชลีย์แถไปอย่างงั้น แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นสีหน้าเป็นห่วงของเซเบอร์กลับมาแทน

“เอ่อ...ฉันขอโทษ”

“หือ? ขอโทษเรื่องอะไร”

“ก็...เรื่องเมื่อกี้ไง พอดีมันนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงดีแล้วเลยใช้รุ่นพี่เป็นแฟนปลอมๆ อีกแล้ว ทั้งๆ ที่ฉันสัญญาวาจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วเชียว”

“ไม่ๆ ไม่เป็นไรหรอก”

“ไม่ได้ค่ะ! ครั้งล่าสุดฉันทำให้รุ่นพี่ต้องเจ็บตัวนะคะ!

เซเบอร์พูดถึงเรื่องเก่าที่เขาโดนหนึ่งในคนที่ตามตื้อเธอเข้ามาต่อยหวังแย่งแฟน พอนึกถึงเขาก็ยกมือลูบแก้มซ้ายที่เคยโดนก่อนที่จะถามเซเบอร์ถึงเรื่องที่สงสัย

“แล้วมันยังไงกัน? ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเธอทำแบบนี้กับตำรวจคนนั้นเลย? ฉันนึกว่าเป็นคนที่เธอไว้ใจได้อะไรซะอีก”

“ก่อนหน้านี้มันใช่อยู่ค่ะ เขาไม่เคยทำท่ามาจีบฉันเลยตั้งสามปี อยู่ๆ ช่วงนี้มาเกาะแกะฉันจนวันนี้ทนไม่ไหวแล้วค่ะ”

“เลยใช้ฉันเป็นไม้กันหมาอีกรอบ”

“ขอโทษค่ะ! ขอโทษค่ะ! ขอโทษค่ะ! ขอโทษค่ะ! ขอโทษค่ะ! ขอโทษค่ะ!

“เดี๋ยวๆ พอๆๆๆ”

เซเบอร์ก้มหัวสำนึกผิดหลายรอบจนแอชลีย์เป็นห่วงสุขภาพคอของเธอ พอเซเบอร์เงยหน้าขึ้นก็เห็นน้ำตาเล็ตบนดวงตาทั้งสองข้างด้วย แอชลีย์รู้สึกถึงงานกำลังเข้ามาอย่างมหาศาล

<แย่ละ...ถ้าน้ำตาเธออกมาละก็...>

เขาคิดยังไม่ทันไรก็เห็นผลของมันแล้ว น้ำตาเซเบอร์ไหลพรากทั้งสองข้าง ไหล่สั่นระริกเริ่มกระตุก ใบหน้าเริ่มแดงกั่ม ลมหายใจกระตุก ก่อนที่จะเงยหน้าหลับตาลงร้องลั่นหอดูดาว

“แง๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!

ผู้คนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างจับจ้องมาทางเดียวกันและรูปแบบเดียวกันด้วย ตอนแรกมองที่เซเบอร์ด้วยความสงสัยก่อนที่จะมองแอชลีย์ด้วยความโกรธเคือง เขายังตกใจไม่หายเลยทำได้แต่เอามือกุมหัว

<ยัยบ้านี่!! ต่อมน้ำตาแตกง่ายอีกแล้ว!!!>

“ขอโทษค่ะรุ่นพี่ ฮัดดดดดด ชิ้ว!!

เซเบอร์ยังคงสำนึกผิดไม่หายพอจามหน้าแดง หลังจากที่ทำให้เรื่องวุ่นวายจนเกือบทำให้แอชลีย์ถูกรุมประชาทันฑ์กลางหอดูดาวจากนิสัยส่วนตัวของเซเบอร์ที่ต่อมน้ำตาแตกง่าย ซึ่งใช้เวลาทำความเข้าใจให้ทุกๆ คนพอสมควร จนตอนนี้ทั้งคู่มาอยู่ริมรั้วระเบียบชมวิวข้างนอกหอดูดาวในช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกคิดไปเล็กน้อยหรือทไวไลท์นี่เอง ท้องฟ้าจะไล่สีจากส้ม ฟ้า ม่วงและดำในฝั่งตรงกันข้าม เขาชอบช่วงเวลานี้มากสุดเพราะคิดว่ามันดูสวยงามดี

เซเบอร์ที่เห็นรุ่นพี่กำลังเหม่อเงยหน้าดูท้องฟ้าเลยแหงนดูตาม ทำให้เธอนึกถึงเรื่องเก่าๆ จนอดที่จะพูดออกมาไม่ได้

“คิดถึงตอนเด็กเลยนะคะ”

“ตอนเด็ก?”

“ก็รุ่นพี่กับฉันชอบไปเล่นสวนสนามเด็กไงละ เราต่างก็ชอบเล่นจนถึงเวลาท้องฟ้าเป็นแบบนี้..เอ...อะไรนะ ตอนนั้นที่รุ่นพี่ชอบทำให้บ่อยๆ...อ๋อ! ก่อกองทรายปราสาทผู้กล้า!

เซเบอร์เอ่ยด้วยความรู้สึกที่โหยหาอดีตอย่างยิ่ง โดยไม่รู้ตัวว่าแอชลีย์มองเธอด้วยความรู้สึกที่บางอย่าง เธอยังคงเล่าต่อไป

“รู้สึกว่ายังมีอีกอย่างด้วยนะ...เบสบอล? เล่นได้แค่ไม่กี่วันเองมั้ง ฉันเผลอตีบอลทำกระจกบ้านแถวนั้นแตกเลยกลัวมากเลยละ กลัวจนไม่กล้าไปสนามนั่นหลายวันจนรุ่นพี่เกิดบ้าตะโกนเรียกถึงฉันที่หน้าบ้านทุกวันจนใจอ่อน ลองทำตัวกล้าหาญกลับไปเล่นที่สนามนั่นอีกครั้ง”

ถึงตอนนี้เซเบอร์คอตกถอนหายใจ เล่าส่วนที่เธอเจ็บปวด

“แต่เล่นได้แค่วันเดียว รุ่นพี่ก็ย้ายบ้านด่วนหายไป...รู้ไหมคะ อยู่ๆ ทิ้งกันไปไม่ลาสักคำมันเจ็บปวดมากแค่ไหน”

เธอหันมาถามพร้อมน้ำตาแห่งความเจ็บปวดและสงสัย เพียงแต่คราวนี้เธอไม่ได้ต่อมน้ำแตกง่ายอีกแล้วเพราะมันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กดทับอยู่ ไม่ก็เพิ่งร้องไห้หนักไปก่อนหน้านี้เลยไม่ค่อยจะมีน้ำตาอีกแล้ว เธอรอคำตอบอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อแต่กลับได้รับคำตอบที่ทำให้แปลกใจ

“เซนิ?”

ชื่อสั้นๆ เอ่ยออกมาจากแอชลีย์ เซเบอร์ไม่แปลกใจมากเพราะนั่นคือชื่อเล่นของเธอจริงๆ  แต่แปลกใจหน่อยๆ ว่าจนป่านนี้แล้วตั้งแต่ได้กลับมาเจอกับรุ่นพี่ช่วงศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เพิ่งจะเรียกชื่อ เซนิเป็นครั้งแรก

“ค่ะ...คะ?”

“เซนิ...เธอคือเซนิ!?

คำถามสั้นๆ มาพร้อมกับใบหน้าที่งุนงงของแอชลีย์ ทำเอาเซเบอร์ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วคราว สมองเธอทำงานอย่างหนักในช่วงเสี้ยววินาทีว่า คำสั้นๆ ที่แอชลีย์พูดมามีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งนั่นทำให้เซเบอร์ตกตะลึงอย่างมากเลยถามให้แน่ใจ

“ระ...รุ่นพี่...อย่าบอกนะว่า เพิ่งจะ...จำฉันได้?”

ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา และดูเหมือนว่าแอชลีย์พยายามจะหลบหน้าหนีอีกด้วย

<รุ่นพี่...คุณนี่มัน...คุณนี่มัน!!!>

เซเบอร์กัดฟันแน่นและเดินเข้ามากระชากคอเสื้อแอชลีย์ ลมหายใจทั้งคู่รดใส่กันอยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่เซเบอร์จะปล่อยลงแล้วส่ายหัวกับตัวเองแล้วพูดออกมา

“ฉันมันโง่เองค่ะ”

“เอ่อ...”

“รุ่นพี่คะ!

“ครับ?”

อยู่ๆ เซเบอร์ก็ตะคอกเรียกรุ่นพี่ให้สะดุ้งโหยง เธอประสานตามองจ้องตรงกับรุ่นพี่พร้อมสีหน้าแดงเล็กน้อยเพราะสิ่งที่จะพูดออกมามันฟังดูสุ่มเสี่ยงเกิดอะไรบางอย่างขึ้น ถึงจริงๆ จะไม่ใช่ก็ตาม

“หลังจากนี้กับตลอดทั้งคืนนี้ รุ่นพี่ว่างใช่ไหมคะ?”

“อ่า...อืม ก็...ใช่อยู่”

แอชลีย์พยักหน้าอย่างงงๆ ก่อนที่จะถูกเซเบอร์จู่โจมด้วยการเข้ามาจับมือทั้งสองข้างมากุมมือด้วยกัน

“ถ้างั้น รบกวน...คืนนี้ช่วยอยู่กับฉันเป็นเพื่อนหน่อย...นะคะ!?

คำขอร้องนั้นทำเอาแอชลีย์ต้องหยุดคิดเปิดกรอคำถามนั้นซ้ำไปซ้ำมากจนเข้าใจเลยร้องออกมา

“เอ๊!?

 

 

0 ความคิดเห็น