ตอนที่ 85 : Ch.77 บทส่งท้าย Vol.3 - [The Beginning of the End]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ม.ค. 60


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.77 บทส่งท้าย Vol.3 - [The Beginning of the End]

[ห้าวันหลังดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ถูกทำลาย]

[31/05/2055 - 07:02 UTC+8]

[Area CH-3, Warning-Zone, ยานแม่มอชชินนี่เหนือสถานที่ที่เคยมีเกาะดิไวน์อยู่]

"เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน”

วิคตอเรียพูดอย่างเหนื่อยๆ แล้วจิบกาแฟที่ประจำในศูนย์บัญชาการโดยมีแดเนียลยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะโฮโลแกรม

ยังนึกถึงวันนั้นที่ประกาศต่อสภาโลก ไม่รู้ว่าตัวของเราไปเล่นไม้แบบนั้นได้ยังไง...

เหมือนกับว่าตัวเองเริ่มเหนื่อยเลยปล่อยให้มันเป็นไปตามชะตากรรมอย่างงั้นหรอ

ก็คงวางแผนไว้อยู่ว่าจะประกาศดันเรื่องพีทูเต็มที่ภายในสิบปีนี้ แต่ห้าวันก่อนนี่เผลอจริงๆ

เธอคิดแล้วเอานิ้วดันสันจมูกแลดูเครียด แดเนียลถาม

“พร้อมที่จะรับฟังรายงานสถานการณ์หรือยังครับ”

“ยัง...ขอเวลาอีกสักหน่อย”

วิคตอเรียขอต่อเวลา เธอนั่งเคร่งนึกพลางไปเรื่อยๆ จนต้องขอความเห็นจากแดเนียล

“แดเนียล...พอมีที่พักร้อนตากอากาศดีๆ แนะนำบ้างไหม”

“ปัดโธ่ท่านเลขาธิการ! ยังไม่ใช่เวลามาคิดถึงเรื่องนั้นนะขอรับ!

“ฉันรู้ แค่อยากเตรียมให้พร้อมหลังเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จ ตัวฉันจะเออเลอร์จะแย่อยู่แล้ว...ร่างกายต้องการพักผ่อน”

“ท่านก็พูดอย่างกับเป็นเด็กออฟฟิศไปได้”

“เด็กออฟฟิศ?” วิคตอเรียได้ยินคำนั้นแล้วยิ้มยกกาแฟขึ้นจิบ “เอาตามตรงฉันก็อยากจะเป็นนะ เป็นแค่เด็กออฟฟิศ...อาจจะวุ่นๆ หน่อยแต่สบายใจกว่ามานั่งแท่นคุมอยู่นี่”

“อย่าพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เถอะครับ”

แดเนียลพยายามลากเธอกลับเข้ามาสู่โลกความจริง วิคตอเรียบิดแขน

“นั่นสิ การที่มาอยู่ถึงจุดนี้ที่ไม่ใช่เด็กออฟฟิศก็เพราะมีหลายเรื่องมันผลักดันตัวฉันมา...จะให้ละทิ้งมันไปก็ผิดต่อตัวเองและทุกคนที่เสียสละตลอดมา”

เธอจิบกาแฟอีกครั้งแล้วพยักหน้า

“เริ่มรายงานเลย...ฮ้าววววววววววววว”

แล้วเธอก็หาวซะอย่างงั้นเล่นทำให้แดเนียลเสียเซลฟ์

“ท่านเลขาธิการช่วยเอาจริงหน่อยเถอะครับ!

“นี่ฉันเอาจริงอยู่ฮ้าววววววว...มันนอนไม่ค่อยหลับหลายวันก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าสนใจเลย”

เธอก็ยังหาวอีกรอบ แดเนียลคิ้วตกแต่ก็เริ่มรายงานตามคำขอ

“การก่อจลาจลตาม Area ต่างๆ ที่เป็นผลพ่วงเนื่องมาจากดิไวน์ตัวปลอมได้ทำการข่มขู่กับฉายภาพสังหารตัวประกันนั้นได้ลดลงไป 79%...กระแสความล้มเหลวเรื่องช่วยตัวประกันนับหมื่นยังคงทวีสูงขึ้นแต่เชื่อว่าหากได้แจงตามแผนที่วางไว้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะลดกระแสต่อต้านนั้นลงได้, ความร่วมมือระหว่าง Area ลดลงร่วมทั้งบุคคลสำคัญในทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ใกล้ชิดของผู้ที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันก็ลดลงเช่นกันซึ่งยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้, รายชื่อตัวประกันที่เสียชีวิตที่ได้ข้อมูลเมนเฟรมที่ขโมยมาจากเกาะนั้นได้มีผู้ยืนยันได้ว่ามีอยู่จริง 46% กำลังตรวจสอบ 12% ยังไม่มีผู้มายืนยันอีก 42% ฯลฯ”

และอย่างอื่นอีกมากมายจนกระทั่งครบข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในมือของแดเนียล เขาก็เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล

“เรื่องดิไวน์ตัวปลอมที่เป็นแอนดรอยด์นั่นทำไมถึงไม่แจงต่อสาธารณชนวันก่อนด้วยครับ?”

“บอกไปจะมีแต่เรื่องยุ่งยาก...เดี๋ยวทำให้การขายหุ้นทรานสมิธให้กับไฮเทคอัพเปอร์ถูกเพ่งเล็งขึ้นมาซะเปล่าๆ อย่าลืมสิว่าเราขายส่วนการพัฒนาแอนดรอยด์กับเรพลอยด์ที่เป็นสิ่งสำคัญที่ดิไวน์ใช้ในแผนของมันไปล่วงหน้าแล้ว”

“แต่เรพลอยด์...ดิไวน์ไม่ได้ใช้นี่ครับ?”

“คนทั่วไปมองแอนดรอยด์กับเรพลอยด์เหมือนๆ กัน...อธิบายไปก็อคติใส่อยู่ดี”

“เข้าใจแล้วครับ แล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไปครับ”

“ช่วงนี้เราถูกทุกฝ่ายจับตาดูอยู่ อย่าเคลื่อนไหวเลยดีกว่านอกจากงมหาชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเกาะดิไวน์แล้วทำลายมันให้หมด...แค่บอกว่าตัวประกันที่เราช่วยได้มีแค่สามคนและหนึ่งในนั้นถึงเป็นผู้ใช้พลังจิตที่ทำลายเกาะนั่นก็วุ่นวายมากพอแล้ว”

วิคตอเรียบ่นอย่างเซ็งๆ เพราะอันที่จริงเรื่องที่ช่วยเฟลิกซ์ ทอมมี่และเด็กอีกคนที่ชื่อว่าเรย์ลี่ไว้ได้อยากจะปิดไว้เป็นความลับ แต่เพราะดิไวน์ตัวปลอมได้เผยภาพสดไปทั่วโลกตอนที่กำลังจะฆ่าตัวประกันทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีอยู่สามคนที่แตกต่างจากทหารเวิลด์เจเนอรัลที่อยู่ในนั้น แต่โชคยังดีที่ภาพมันไม่ชัดมากและอยู่ไกลพอที่จะใช้คำนวณวิเคราะห์ใบหน้าได้ เรื่องที่จะโดนเล่นงานเลยกลายเป็นถูกจี้ตัวจากสำนักข่าวให้เปิดเผยตัวตนของ No.1 Ragnarok กับอีกสองคนที่รอดชีวิต

ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ไม่น่าบอกในที่ประชุมสนธิสัญญาตอนนั้นเลยว่ามีผู้ใช้พีทูอันดับหนึ่งอยู่ด้วย

“ขอรับท่าน...” แดเนียลว่า “หลังจากนี้สิบห้านาที ท่านมีเจรจาลับกับตัวแทนของไฮเทคอัพ—”

“แดเนียล...ไม่ต้องทำมาเป็นผู้จัดการส่วนตัว แค่ทำหน้าที่ของคุณกับตามคำสั่งไม่มากไม่เกิน...เข้าใจใช่ไหม”

วิคตอเรียส่งสายตาแข็งกร้าวพร้อมกับคำตักเตือนที่แฝงไปด้วยคำเตือนที่แท้จริงแก่ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง

คนๆ นี้...กำลังทำอะไรบางอย่างลับหลังอยู่แน่ๆ

ถึงเธอจะไม่ไว้ใจแต่ก็ไม่คิดที่จะเอาเขาออกไปตอนนี้เพราะยังหาคนเก่งแบบเขาไม่ได้ เจ้าตัวที่ทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรก็พยักหน้า

“ผมขอตัว”

พอเขาเดินลงบันไดไป วิคตอเรียก็ลุกขึ้นเดินตรงออกจากศูนย์บัญชาการเพื่อที่ไปที่ๆ นัดเจรจากับไฮเทคอัพเปอร์ไว้ พอประตูทางออกเปิดอัตโนมัติก็เห็นคนที่รอดักยืนหลับพิงกำแพงอยู่ เลยเดินเข้าไปสะกิด

“เรด...”

“ยัยจิ๊กจอก”

พอโดนทักแบบนั้นเลยหลุดความเป็นผู้นำไปทำเป็นแก้มป่องใส่

“หือ!! เรียกชื่อฉันบ้างก็ได้นะ! แล้วมารอตั้งแต่เมื่อไหร่? มีเรื่องอะไร?”

“ก็แค่ครึ่งชั่วโมง แต่ที่จริงมีอีกคนแต่ไปก่อนแล้ว”

“ใคร?”

“รันเนอร์” เรดยักไหล่ “เธอฝากให้บอกว่าจะไปตามเบาะแสแค้นส่วนตัวเลยจะไม่ค่อยอยู่ฐาน มีอะไรก็ติดต่อไป”

“อีกแล้ว!?

วิคตอเรียทวนเสียงสูงเพราะเรื่องเดิมๆ มันเกิดขึ้นอีกครั้ง เรดเห็นใจ

“รู้ว่าไม่อยากให้เด็กคนนั้นทำตามใจชอบแต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันเด็กคนนั้นมันหนักหนาจริงๆ ถึงขนาดให้มอชชินนี่ช่วยสุดแรงเกิดในการตามหาตัวคนที่อยากจะฆ่ายังไม่ได้ความเลย...ให้เจ้าตัวได้ทำมันจะได้ไม่มีเรื่องคาใจรบกวนออกภารกิจ”

“อีกนานแค่ไหนละ? ทางนี้ก็อยากจะบอกให้ตัดใจก็กลัวเจ้าเด็กนั่นจะพาลขึ้นมาทำองค์กรฉันวุ่นวาย ถ้าเด็กนั่นไม่มีพลังนั่นนะ...”

“สรุปแล้วพลังที่รันเนอร์มีมันใช้พีทูหรือเปล่า?”

เรดถามเรื่องที่น่าจะเกี่ยวข้อง

“ยัง...ยังหาโอกาสตรวจสอบอย่างละเอียดไม่ได้ เด็กนั่นระวังตัวมาก”

“เอาเถอะ...ดูเหมือนว่ายังพอไว้ใจได้อยู่ อย่ากังวลไปเลย...”

“แล้วเธอล่ะ มีเรื่องอะไรกับฉัน”

“ฮาปเปอร์”

ชื่ออะไรสักอย่างเอ่ยจากปากเรดซึ่งมันเป็นงานหลักของเรดมาโดยตลอดที่ทำคู่กับฆ่าคนตามใบสั่งของดิออลโนว์ที่ทำให้วิคตอเรียตะลึงไปชั่วขณะก่อนที่จะกระซิบถาม

“เจอแล้ว?”

“ไม่ แค่เพิ่งได้ร่องรอยในรอบยี่สิบปีนี้ว่ามันอยู่ที่ Area TH

Area TH? งั้นเธอก็รีบๆ ไปผนึกมันซะสิ!?

“ถ้ารู้ว่าอยู่ตรงไหนของ Area TH เราไม่ยืนอยู่ตรงนี้หรอก” เรดถอนหายใจก่อนที่จะบอกถึงสาเหตุที่ต้องมารออยู่ “คือต่อไปนี้ฉันจะปักหลักอยู่ Area TH จนกว่าจะหาเจอ เธอเข้าใจที่พูดใช่ไหม?”

“งดรับงานนอกงานในแม้แต่มันมาจากดิออลโนว์และขออนุมัติเซฟเฮ้าท์ใน Area TH ทุกเขตย่อย?”

“เรื่องเซฟเฮ้าท์ฉันจะจัดการเอง...แต่ขออีกเรื่องหนึ่ง”

“ว่า?”

“ถ้าจำเป็นฉันจะใช้เรสเทียร์”

เรื่องที่เรดขอทำให้วิคตอเรียตะลึงยิ่งกว่าเรื่องฮาปเปอร์

“เรด!? เธอก็รู้ดีอยู่ไม่ใช่หรือไงว่าเรสเทียร์แบกรับสิ่งสำคัญจากการทดลองที่ผิดพลาดหลายปีก่อน พลังที่สามารถทำลายบาเรียอาคาเดียทั้งโลกได้!

“ฉันรู้! แต่ถ้าไม่ใช่เรียกใช้เธอก็ผนึกฮาปเปอร์ไม่ใช่หรอก! เธอน่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือไง?”

เรดย้ำเตือนความจริงเรื่องนั้นก่อนที่จะสงสัยเรื่องหนึ่ง

“แต่ถึงบาเรียอาคาเดียถูกทำลายไป...มันก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนิ? แถมจะทำให้ความหวังที่เธอและของฉันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกคนที่ร่วมกันก็ตั้งเวิลด์เจเนอรัลนี่ขึ้นมาให้เกิดขึ้นเป็นจริงไม่ใช่หรือ?”

วิคตอเรียสูดลมหายใจเข้าก่อนที่จะเอ่ยอย่างหนักใจ

“ตอนนี้โลกนะยังไม่พร้อมหรอก...ยังไม่พร้อมที่จะให้ทุกคนทั้งโลกใช้พีทูได้กันทั้งหมด”

[ห้องประชุมแห่งหนึ่ง – ยานแม่มอชชินนี่]

“แย่แน่ แย่แน่ แย่แน่!

นานามิบ่นกับตัวเองอย่างหวั่นเกรงเพราะห้าวันที่ผ่านมาเพิ่งจะนึกได้ถึงเรื่องที่ตัวเธอเองเป็นเจ้าหน้าที่ MLA (โดยเป็นสายให้กับเวิลด์เจเนอรัลอีกต่อหนึ่ง) แล้วกลับเอาปืนเล็งใส่มิซากะเมงุมิบนยาน WG130 ลูกเจ้าของบริษัทไฮเทคอัพเปอร์ที่เป็นเจ้าเดียวที่ให้สัมปทานอาวุธอุปกรณ์และยานพาหนะแก่ MLA…คนที่นั่งอยู่ข้างๆ สงสัย

“คุณน้าเป็นอะไรไปคะ?”

“เคยเผลอทำอะไรที่ไม่ได้ตั้งใจแบบร้ายแรงบ้างไหมเฟียน่า?”

“อืม...ไม่มี” เจ้าตัวปฏิเสธ

“โอ้ย!! จะเอาไงดีเนี่ย! คงมีแต่ต้องก้มหัวให้แน่ๆ! แต่มันเสียศักดิ์ศรีที่ไม่เคยมีใครพรากตลอดสามสิบปีเลยนะ! อ๊าก!

“เอาที่สบายใจเลยค่ะคุณน้า หรือจะลองทำให้มันร้ายแรงหนักกว่าเก่าเอาให้แหลกไปข้างหนึ่ง...ให้หนูช่วยด้วยก็ได้นะ”

“ฉันว่าเราสองคนอยู่ด้วยกันมากไปแล้วมั้ง?”

นานามิเตือนแต่เฟียน่ายิ้มชอบใจ พอเห็นหน้าแบบนั้นแล้วนึกถึงอีกคนเลยถาม

“แล้วพ่อของเธอเป็นยังไงบ้าง”

“พ่อหนู? เหอะๆ” เฟียน่าหัวเราะไม่ออก “เห็นว่าโดนวิคอตเรียให้เปลี่ยนประวัติไปเป็นสายลับตามเดิมไปอยู่ที่ไกลๆ แล้วคะ ขืนให้กลับมาด้วยตัวตนเดิมละก็แม่หนูที่คิดว่าพ่อตายไปแล้วคงอาละวาดเอาบีมมหากาฬนั่นลงมาที่โลกอีกแน่ๆ”

“ก็ว่างั้น”

นานามิยักไหล่เห็นด้วย เรื่องที่พูดกันนั้นคือเรื่องที่อากิตะหรือสามีของเฟลิกซ์ที่จะเซอร์ไพรส์ลองดีเลยแกล้งตายแต่ระหว่างนั้นดันเกิดเรื่องคริสตัลฟอร์เข้าซะก่อนและเธอก็รู้ดีว่าตอนนี้เฟลิกซ์ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรับรู้เรื่องนี้

ตอนนี้ยัยนั่นคง—

“สวัสดีค่ะคุณเฟียน่านัมเบอร์ทู...คุณนานามิ”

ประตูห้องเลื่อนเปิดพร้อมคำกล่าวทักจากสาวผมดำยาวนัยน์ตาฟ้าที่ดูนิ่งตลอดเวลาแต่ที่ดูต่างไปก็คือที่แก้มทางซ้ายมีรอยตบแดงจางๆ และมีผู้ติดตามอีกหนึ่งคน

“เช่นกันค่ะคุณเมงุมิ”

เฟียน่าว่าตามมารยาท เมงุมิและผู้ติดตามเดินเข้ามานั่งอีกฝั่งของโต๊ะประชุม นานามิกัดฟันช่างใจว่าจะก้มหัวดีหรือไม่ จนแล้วจนรอดก็ตัดสินใจเชิดหน้าใส่

เรื่องอะไรที่จะไปยอมก้มหัวให้พวกที่เป็นหนึ่งสาเหตุทำให้อันนาต้องตาย

เมงุมิที่นั่งลงได้ชั่วครู่มองหาใครบางคน

“แล้วคุณเฟลิกซ์ละคะ?”

“ฉันเป็นตัวแทนของเฟลิกซ์” นานามิตอบแข็งกร้าว

“หือ? ไม่น่าจะมีตัวแทนได้นะคะ เรื่องที่จะคุยนั้นมันสำคัญมาก”

“เวิลด์เจเนอรัลเองก็ต้องคุยกับฉันหรือถ้ามีเฟลิกซ์มาด้วยตัวเองก็ต้องมีฉันอยู่ด้วย...ช่วยกรุณามองฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวของยัยนั่นหน่อยเถอะและตอนนี้ยัยนั่นยังไม่พร้อมที่จะเจอใครทั้งนั้นแม้แต่เลขาธิการเองก็ตาม”

“เป็นอย่างนี้นี่เอง เข้าใจความสัมพันธ์แล้วค่ะคุณเจ้าหน้าที่ MLA

ชื่อตำแหน่งลงท้ายเล่นเอานานามิอกสั่นขวัญแขวนกันเลยทีเดียว เฟียน่าเห็นว่าผู้ติดตามของเมงุมิค่อนข้างสะดุดตาเลยอยากรู้

“ไม่ทราบว่า...ผู้หญิงที่มาด้วยกับคุณคือใครคะ?”

เมงุมิพยักหน้าให้กับคนติดตามที่เป็นผู้หญิงยาวสีฟ้ามัดรวบอายุราวๆ ยี่สิบปลายๆ ใส่ชุดกราวนด์สีขาวของไฮเทคอัพเปอร์ที่มีตัวอักษรใหญ่ๆ อยู่ว่า P.P.R&D ใส่แว่นกรอบสีดำ ผิวสีขาวอมเหลืองนิดๆ เหมือนคนเอเชีย หน้าอกคัพดีที่เสื้อในสีฟ้าเหมือนจะรัดเอาไม่อยู่ สูงร้อยเจ็ดสิบ ใส่กระโปรงทรงเอสีดำสั้น หล่อนลุกขึ้นขยับแว่นตาเหมือนจะเป็นนิสัยส่วนตัวแล้วแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความหวั่นไหว

“ชื่อจริงขอไม่เปิดเผย แต่ที่ถูกเรียกประจำก็คือ...เหม่ยซิง เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยอิสระที่ช่วงนี้รับงานตามสัญญาของไฮเทคอัพเปอร์อยู่ ถึงแม้วันนี้ฉันจะมาในนามตัวแทนของด็อกเซอร์ซิสแต่ก็ดีใจอย่างมากที่ได้บุคคลประวัติการณ์อย่างพวกคุณทั้งสองคน”

“ด็อกเซอร์ซิส!?

“คุณลุง!?

นานามิกับเฟียน่าตกใจกับชื่อด็อกเซอร์ซิสเพราะเป็นพี่ชายของเฟลิกซ์ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดเพราะดันแอบเก็บ DNA Mapping เฟลิกซ์แล้วดันทำหลุดมือโดนขโมยไป

“นี่มันเรื่องอะไรกัน! จะให้เฟียน่าไปอยู่ภายใต้การวิจัยของอีตาคนที่ไม่รับผิดชอบที่ทำให้เกิดเรื่องบัดซบทั้งหมดเนี่ยนะ!?

นานามิถึงกับทุบโต๊ะโวยวายลั่นห้องแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้สะทบสะท้านอะไรเลยจ้องตาเมงุมิด้วยความไม่พอใจอย่างเดียว เรื่องที่ถูกพูดถึงนี้จะเป็นข้อหัวการเจรจาตกลงเป็นหลักนี่เอง...เพราะเวิลด์เจเนอรัลถูกจับตามอง การที่คุ้มกันผู้รอดชีวิตจากเกาะดิไวน์ทั้งสามจะเป็นการเด่นเกินไปเลยจะมอบให้พันธมิตรหน้าใหม่อย่าง [ไฮเทคอัพเปอร์] ช่วยจัดการแทนโดยมีเงื่อนไขเรื่องขอตัว [เฟียน่า] ไปเข้าโครงการวิจัยพีทู ซึ่งมันก็สอดคล้องกับนโยบายใหม่ของวิคตอเรียที่เดินหน้าเต็มกำลังเรื่องพลังจิตหรือพีทูในช่วงนี้พอดี

ผู้ช่วยสาวอึ๋มที่ชื่อว่าเหม่ยซิงขยับแว่นเอ่ยแก้ต่าง

“ทางนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่ด็อกเซอร์ซิสถือเป็นบุคลากรด่านพีทูที่มีค่าสำหรับเรามากเลยไม่สามารถนำเขาไปไว้ส่วนอื่นได้ แต่ขอรับรองว่าเขาจะถูกควบคุมและดูแลอย่างดีไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกเด็ดขาด ยิ่งสถานที่ๆ ควบคุมนั้นคือ Area TH-7 เมืองแห่งการทดลองด้วย”

“หึ ทำเป็นพูดดีไป” นานามิเบ้ปาก “คนที่มีอำนาจมากที่สุดไม่ได้มากด้วยเชื่อถือไม่ได้หรอก”

“หมายถึงคุณพ่อของฉันเหรอคะ?” เมงุมิเอ่ยแล้วลูกแก้มรอยมือแดงของตัวเอง “สำหรับเรื่องนี้ฉันมีอำนาจสูงสุดค่ะ แต่ก็ต้องแลกกับอุปสรรคโต้เถียงเจ็บตัวหลายวันเลยค่ะ”

เจ็บตัว? โดนตบมา!?

นานามินึกไม่ค่อยออกว่าที่ได้ยินว่ามามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมงุมิหลับตาเอามือประสานกันที่กลางอก

“แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะว่าฉันจะเหมือนกับท่านพ่อ เพราะคนที่ฉันศรัทธาและเชื่อฟังเดินตามรอยของเขามาโดยตลอดก็คือท่านปู่ของดิฉันค่ะ ขนาดท่านพ่อของฉันยังชมเลยว่าเชื่อปู่มากกว่าพ่อของตัวเอง”

ความภาคภูมิใจของเมงุมิเปล่งประกายจนแสบตา ถึงอย่างงั้นนานามิก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี

ไอ้ที่ว่าเชื่อปู่มากกว่าพ่อตัวเองเหมือนจะด่ามากกว่า

ปู่...ปู่ของเด็กคนนี้? นามสกุลมิซากะ...เหมือนเคยจะได้ยินมาว่าสมัยก่อนมีคนจากตระกูลมิซากะได้ร่วมมือกับเวิลด์เจเนอรัลในการสร้างปรากฏการณ์เมืองลอยฟ้าชินโคเซ็นที่ฉันไปประจำการ MLA อยู่นั่นด้วยนี่หว่า? เห็นว่ามีวีรกรรมคนๆ นั้นสละชีพตัวเองเพื่อไม่ให้อุบัติเหตุเมืองลอยฟ้ามันร่วงลงมาด้วย...

แต่รู้สึกว่าหลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไฮเทคอัพเปอร์กับเวิลด์เจเนอรัลก็แย่ลงจนได้มาต่อใหม่ในครั้งนี้...

“แล้วนอกจากคุณเฟลิกซ์...อีกสองคนที่เป็นผู้รอดชีวิตอยู่ที่ไหนคะ?”

เมงุมิถามหา นานามิรู้สึกหนักใจที่จะพูด

“เด็กผู้หญิงที่เฟลิกซ์เรียกเธอว่าเรย์ลี่ตอนนี้ยังไม่ได้สติอยู่ในแคปซูลอยู่เลย...ส่วนผู้ชายอีกคนที่ชื่อว่าทอมมี่คงอยู่ใกล้ๆ เฟลิกซ์คอยดูอย่างห่างๆ นั่นแหละเพราะตอนนี้เฟลิกซ์ยังไม่พร้อมที่จะเข้าใกล้ได้”

“อือ...ทอมมี่ใช่เด็กมอปลายผมแดงๆ เป็นเพื่อนสนิทของพีใช่ไหม”

“ใช่...หือ?”

นานามิพยักหน้าให้กับคำถามผมแดงแต่อย่างหลังทำให้เธองงแต่ดูเหมือนเฟียน่าจะตกใจลุกขึ้นยืนตาโตกับอย่างหลังมาก

“นี่คุณรู้เรื่องนั่น!? ทำไมพูดชื่อนั่นออกมา!?

“ทอมมี่?”

“อย่าทำเป็นไก๋! เธอตั้งใจพูดถึงเพื่อนสนิทในกลุ่มอีกคนชัดๆ...พีน่ะ! คิดจะเล่นอะไร? เอาไว้ขู่หรือไง? แค่ลุงฉัน แม่ฉันและตัวฉันก็ยังไม่พออีกหรือยังไง!?

เฟียน่าใส่คำถามและความไม่พอใจใส่รัวๆ จนนานามิเองยังตกใจเพราะท่าทางเคารพต่อเมงุมิของเฟียน่าก่อนหน้านี้มันหายไปหมด

นี่มันอะไรกันเนี่ย?

พีนี่ใคร?

เมงุมิหรี่ตาลงอย่างมีเลศนัยแล้วส่งยิ้มอย่างพึ่งพอใจแต่สำหรับคนอื่นแล้วรู้สึกสยองขวัญซะมากกว่า เธอเอ่ยถึงสาเหตุที่รู้ชื่อเพื่อนสนิทอีกคนของเฟียน่าและทอมมี่พร้อมเปิดดูโฮโลแกรมที่เป็นเด็กชายหญิงสองคนกำลังนั่งเล่นด้วยกันโดยมีกล่องดนตรีที่โดดเด่นวางอยู่ระหว่างทั้งคู่

“อันที่จริงฉันน่าจะเป็นฝ่ายตั้งคำถามมากกว่านะคะ เพราะฉันกับพีรู้จักกันมาก่อนเธอซะอีกและเป็นมากกว่าที่เธอคิดอีกด้วย”

“ว่าไงนะ!!!

“ต้องขอโทษด้วยที่มา...สาย?”

วิคตอเรียเข้าห้องมาได้จังหวะพอดี บรรยากาศที่อึมครึมแปลกๆ ที่เจ้าตัวสัมผัสได้เลยมองหน้านานามิเพื่อหาคำตอบซึ่งเธอเองยักไหล่ส่ายหัวไม่รู้เรื่อง วิคตอเรียพูดดักคอไว้ก่อน

“ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรแต่ขอให้เรื่องนั้นเป็นแค่เรื่องส่วนตัว...ทุกอย่างจะดำเนินการเหมือนเดิม คงเข้าใจใช่ไหมเฟียน่า”

“ค่ะ”

เฟียน่านั่งลงอย่างไม่พอใจแล้วจ้องตาดุใส่เมงุมิที่เพิ่งปิดภาพโฮโลแกรมที่ทำให้เฟียน่าเดือดลงไป นานามิศอกเท้าโต๊ะเอามือกุมหัวคิดเหงื่อตก

ทำไมถึงรู้สึกว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความวินาศสันตะโร???

----เฟลิกซ์----

[ยานแม่มอชชินนี่, ห้องฝึกซ้อมยิงขนาดใหญ่]

"เป็นเธอเองสินะ ผู้กล้าตามทำคำนาย" -เชสเซอร์

"ยินดีต้อนรับสู่บ้านกลางไร่หลังนี้นะคะ" -มาเรีย

"แหม่! เฟลิกซ์...เราควรภูมิใจกับสิ่งที่มีอยู่สิ" -อาเซีย

"ที่ฉันทำแบบนี้แค่ต้องการชดใช้บาป" -มาเรีย

"ต้องขออภัยทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่ด้วย" -อาเธอร์

"นั่นแหละคะ ฉันถึงได้ทำ...ยังไง...ละ...คะ" -ลีนี่

"ดาบกับปืน...ดาบกับปืน...เน้นคล่องตัว...รันแอนด์กันละกันครับ" -แกนดัล์ฟ

"ว้าว! แบบนี้ก็ดีเลยสิครับ! กลายเป็นสเปคแบบที่ชอบแล้วสิ" -บาร์เบส

"ใจเย็นๆ ก่อน...นะ...คะ!" -มาเวล

"ก็...เพราะความทะนงตนละมั้ง" -อาเซีย

"เดี๋ยวพวกเราจะล่อไว้ให้เอง" -เควนเซอร์ -เซเบอร์ -แรบบิ้น

"ฉันคิดถึงบ้านหลังนั้น...มากมายค่ะ" -มาเรีย

แม่ค่ะ...อย่า...โทษตัว...เอง...เลยนะ...คะ ระ...รัก.........................

ความทรงจำทั้งหมดในโลกเสมือนที่ชื่อว่าคริสตัลฟอร์ยังคงหมุนเวียนทำให้เฟลิกซ์เจ็บช้ำเพราะช่วยพวกเขาในโลกจริงไว้ไม่ได้เลยและโดยเฉพาะอันนาในวินาทีสุดท้ายทำให้น้ำตาไหลออกมาแต่เพียงเล็กน้อยเพราะเธอร้องไห้มาห้าวันติดแล้วทำให้ตาแดงช้ำไปหมด

แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ...หลังจากที่เธอขาดสติใช้พลังในระดับที่ตัวเองก็ยังไม่เชื่อว่าจะทำได้ในการทำลายเกาะทั้งเกาะไป ผลกระทบของมัน...ทำให้พีทูที่เธอควรจะควบมันได้กลับไหลล้นเป็นพลาสม่าอ่อนๆ ที่จะเผาทุกสิ่งที่เข้าใกล้และเพื่อไม่ให้เดือดร้อนใครเลยมาอยู่ในห้องฝึกซ้อมยิงขนาดใหญ่ในยานแม่มอชชินนี่ที่อดีตเคยเป็นที่ไว้ซ้อมพีทูของเธอนั่นเองโดยมีบาเรียคลุมอยู่รอบๆ ประมาณยี่สิบห้าตารางเมตรเพื่อป้องกันใครเผลอเข้าไปและไม่ให้พีทูของเธอไหลออกไปจากเขตนั้น

“เป็นเพราะฉัน...เป็นเพราะฉัน...”

เธอพึมพำคำๆ นี้ไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่แต่มันไม่ได้ช่วยบรรเทาให้หายรู้สึกผิดบ้างเลย

“หึๆๆ ฉันมันเป็นสวะ มีพลังขนาดนี้แล้วช่วยใครก็ไม่ได้...หึๆๆ สวะจริงๆ”

บทคร่ำครวญยังคงดำเนินเรื่อยไปจนกระทั่งมีแสงพลาสม่าสีทองตรงหน้าเริ่มก่อตัวคล้ายใครสองคนขึ้นมา มันทำให้เธอตาโต

“อันนา! มาเรีย! ทำไมเธอสองคน...ยังไม่ตายสินะ! ใช่ไหม! ใช่ไหม!

แล้วสองคนนั้นทำหน้าบึงเดินหนีสลายหายจากไป มือขวาเธอเอื้อมออกไปคว้าไม่ทัน...ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตัว

“ไม่สิ...ทั้งสองคนนั้นน่ะ...ทั้งสองคนนั้นน่ะ!

เสียงเพ้อทั้งน้ำตาของเฟลิกซ์ที่ดังหลายครั้งทำให้ทอมมี่ที่แอบดูอยู่ทนไหวไว้เดินเข้ามาอยู่ใกล้บาเรีย

“เฟริน!

“หือ? ทะ...ทอมมี่!?

เฟลิกซ์หันหน้าแล้วค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก้าวเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงตรงไปหาจนพีทูพลาสม่าที่คุมไม่อยู่ไปสปาร์คกับตัวบาเรียเข้าจนเกิดแสงจ้าและเสียงดังทำให้ทั้งสองคนตกใจแต่ดูเหมือนเฟลิกซ์จะเป็นหนักกว่านั้นที่ล้มลงคลานถอยหลัง

“มะ...มะ...ไม่นะ! อย่าเข้าใกล้ฉัน! ฉันน่ะ...เป็นตัวอันตรายไปแล้ว! เป็นฆาตกร! เป็นคนใจทราม!

“เฟรินครับ...” ทอมมี่พยายามไม่แสดงอาการสมเพศ

“ไปจากชีวิตฉันเถอะ! ฉันมันตัวซวยพาคนอื่นตายหมด! ชะ...ใช่! ฉันต้องหายๆ ไปซะ!

เฟลิกซ์ที่เริ่มเพี้ยนมากขึ้นเรื่อยๆ ทอมมี่ถอนหายใจแล้วหายใจอีก...เขากดปุ่มให้บาเรียหายไปทำให้เฟลิกซ์ตกใจกับสิ่งที่เขาทำ ทอมมี่เดินเข้าหาเฟลิกซ์ก็คลานถอยไร้สภาพความเป็นมนุษย์หนีเขาเรื่อยๆ

“อย่านะทอมมี่! เดี๋ยวตัวนายก็โดนพีทูของฉันตัดขาดหรอก!

ในที่สุดเฟลิกซ์ก็ถอยมาติดกำแพงและยังดีที่กำแพงนั้นทนทานกับพลาสม่าอ่อนๆ ที่ปล่อยรอบตัวเธอ ทอมมี่เดินเข้ามาจนอีกห้าก้าวเท่านั้นจะถึงตัว เฟลิกซ์เอามือป้องหน้ากรีดร้อง

“อย่าเข้ามานะ!!!

“เฟรินครับ...”

“ไปซะ!!! ไปเลย!!

“เฟรินครับ”

“ฉันบอกให้ไปให้พ้นๆ ไง!!

“เฮ้อ...เฟรินไม่สมกับเป็นตัวเองเลยนะครับ”

คำต่อว่านั้นทำให้เฟลิกซ์เลิกเอามือป้องหน้าแล้วจะตวาดเพื่อไล่เขาไปไกลๆ ใส่ แต่ว่า...

“ฉันบอกแล้วไงว่าให้นาย—”

“นี่ครับ...”

จู่ๆ ทอมมี่ก็ยื่นกำไลเหล็กที่มีคริสตัลชายน์ติดอยู่ลูกเท่าปิงปองโดยพยายามยื่นให้อยู่นอกรัศมีพลาสม่ารอบตัวเธอ เขาที่เห็นเธองงเลยอธิบาย

“คือคุณวิคตอเรียให้ผมมาครับ มันเป็นกำไลสร้างบาเรียตามตัวคนสวม”

“หา!?

“เฟริน...อยากออกไปสูดอากาศสักหน่อยไหมครับ”

[ยานแม่มอชชินนี่ – ชั้นดาดฟ้า]

อากาศ...ดีจังแฮะ

เฟลิกซ์สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มอิ่มถึงแม้จะมีบาเรียคลุมทั้งตัวมาตลอดทางก็ตาม สายลมอ่อนๆ ที่พัดไม่แรงนักบนชั้นดาดฟ้าของยานแม่มอชชินนี่แห่งนี้ทำให้ใจเธอเริ่มสงบได้บ้างแต่ก็ต้องขอบคุณที่ตัวยานแม่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนไม่งั้นคงถูกพัดตกยานไปแน่ๆ

การที่มายังที่นี่ได้นั้นเป็นเพราะถูกทอมมี่ชวนให้ตามออกไปอย่างงงๆ แต่กว่าจะบังคับพีทูให้ถอยทางเอากำไรใส่ข้อมือเพื่อใช้บาเรียขนาดเล็กนี้ก็เล่นเอาลำบากไปเกือบๆ ครึ่งชั่วโมง เธอมองออกไปก็เห็นวิวที่มแต่ก้อนเมฆและได้เห็นตะวันที่โผล่ขึ้นมาครึ่งหนึ่งของแนวเมฆนั้นทำให้แลดูงดงามเป็นภาพที่ชวนสบายตา

ไม่เคยขึ้นมาบนนี้เลย...มีที่ดีๆ ที่เราพลาดไปได้ยังไงกัน

“วิวดีไหมครับ”

“อือ...” เฟลิกซ์พยักหน้า “แล้ว...นายรู้ได้ยังไงว่ามีที่ๆ แบบนี้อยู่? เป็นคนนอกที่ไม่น่าจะถูกปล่อยให้เดินเล่นในยานได้นะ”

“แอบเดินเล่นยังไงครับ”

“ห๊ะ!? ทำแบบนั้นเดี๋ยวนายได้ตายหรอก”

“ไม่หรอกครับ คุณนานามิบอกว่าถ้าโดนจับได้ให้พูดสรรเสริญเวิลด์เจเนอรัลแล้วจะรอดครับ”

“เพลงสรรเสริญ?”

“ออลไฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ....ฟอร์นิเจอร์!

ทอมมี่ทำท่าตะเบ่งแล้วเข้มเสียงสูงอย่างมุ่งมั่นแต่กลับทำให้เฟลิกซ์ขำหนักมาก

“ฮ่าๆๆๆๆ!!! ออลไฮฟิวเจอร์ต่างหากเฮ้ย! อันนั้นมันของในบ้านแล้ว!

“แล้ว? งั้นหรอครับ?”

“ก็ใช่นะสิ! คนบ้าอะไรบูชาฟอร์นิเจอร์ ฮ่าๆๆๆ”

เฟลิกซ์หัวเราะจากใจจริง ทอมมี่เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

“อารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือยังครับ”

“เห๊ะ!?” เฟลิกซ์แปลกใจกับตัวเองแล้วทำเป็นนิ่งใหม่ “ตะกี้แกล้งโง่ใช่ไหม?”

“อะไรประมาณนั้น...มั้งนะครับ”

“ทอมมี่—”

เปล้ง!!!

จู่ๆ บาเรียรอบตัวเฟลิกซ์ก็แตกเพราะเผลอปล่อยการควบคุมพีทูไปถูกกำไรจนพัง เฟลิกซ์ยืนนิ่งค้างสนิท จะมีแต่ทอมมี่ที่มองตาเธอแล้วเริ่มเดินเข้าใกล้

“อย่านะทอมมี่...เดี๋ยวนายเจ็บตัวนะ!

“เฟรินไม่มีวันทำร้ายผมหรอกครับ”

“อย่ามาพูดบ้าๆ! ฉันคุมไม่อยู่ของจริงนะ!

“ผมเชื่อใจคุณ”

“อย่านะ!!

พรึ่บ!!

ทอมมี่เข้ากอดเธออย่างไม่เกรงกลัว เฟลิกซ์หลับตากลัวปิดสนิทจนผ่านไปหลายวินาทีเธอจึงจะสังเกตว่าตัวเธอเมื่อได้รับความอบอุ่นอย่างนิ่มนวล เมื่อลืมตาขึ้นก็ยังเห็นทอมมี่ยังกอดเธออยู่แต่พีทูที่ควบคุมไม่ได้มันหายไปแล้ว

ได้ไง?

ถึงแม้จะหาคำตอบไม่ได้ แต่ความอบอุ่นที่กำลังได้รับอยู่นั้นทำให้แขนขวาของเธอเองค่อยๆ โอบกอดตัวเขาเป็นการตอบสนองอัตโนมัติ

อยากอยู่อย่างงี้...นานๆ จัง

เธอเริ่มปล่อยตัวตามความรู้สึก ทอมมี่ที่ยังคงโอบกอดอยู่ก็พูดเรื่องหนึ่งขึ้นมา

“เรื่องเรย์ลี่น่ะครับ เห็นว่าได้หมอฝีมือดีเข้ามาช่วยหาทางรักษาให้แล้ว เห็นว่าหมอชื่อว่าเจสันน่ะครับ”

“หมอเจสัน!?” ชื่อหมอคนนั้นทำให้เฟลิกซ์สบายใจ “เขาเป็นมือหนึ่งของโลกเลยละ เรย์ลี่อีกไม่นานคงลืมตามาอยู่กับพวกเราแน่...เหมือนกับที่เคยเป็น”

“นั่นสิครับ...เหมือนกับที่เคยเป็น”

ทอมมี่ตอบรับ แต่เมื่อรู้สึกว่าบ่าเขาเหมือนจะมีน้ำตาซึมถูกตัวเลยเอามือลูบหัวเฟลิกซ์ช้าๆ ราวกับลูบหัวเด็กน้อยที่กำลังเสียใจอยู่

“ถ้ามีอะไรอยากพูด...ก็พูดออกมาให้หมดเลยครับ ผมอยู่ตรงนี้แล้ว”

คำพูดที่แสนจะซื่อตรงนั้นได้ไปทลายกรอบบางอย่างในตัวเฟลิกซ์จนเข่าอ่อนลงไปแล้วร้องไห้ฟูมฟาย...และปล่อยให้สายลมเหนือท้องทะเลที่ๆ เคยมีคนที่อยากจะช่วยแต่กลับสลายเป็นผุยผงพัดน้ำตาให้เลือนจางหายไป

ยังเหลือตอนสุดท้ายอีกหนึ่งตอนนะจ๊ะ


53 ความคิดเห็น