ตอนที่ 78 : Ch.71 Awakened! II - [Hype Train] Update V.2 17/12/59

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ธ.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.71 Awakened! II - [Hype Train]

[มุมมองของนานามิครึ่งชั่วโมงหลังเกิดโศกนาฏกรรม]

[26/05/2055 - 16:39 UTC+8]

[Area CH-3, Warning-Zone, Life Dome, ตอนใต้ของเกาะดิไวน์]

“อือ...เตรียมความพร้อมไว้ อีกสิบนาทีจะออกเดินเครื่องเลิกกัน...เฮ้อ”

นานามิตอบรับวิทยุสื่อสารของลูกน้องที่ไปประจำการรถไฟข้างนอกตัวไลฟ์โดม เธอถอนหายใจอย่างอ่อนแรงแล้วก็เห็นลูกน้องอีกสามคนกำลังช่วยกันเข็นแคปซูลที่มีเด็กสาวผมเหลืองยาวที่ชื่อว่า [เรย์ลี่] ที่ยังคงปลอดภัยอยู่เพียงคนเดียวออกจากไลฟ์โดมเพื่อเอาขึ้นขบวนรถไฟพร้อมกับพวกเมนเฟรมที่ควบคุมแคปซูลทั้งหมื่นตัวและโลกเสมือนไปด้วยตามคำสั่งของวิคตอเรียเพื่อเอาไปวิเคราะห์ข้อมูล

ลงเอยแบบนี้จนได้...

นานามิไม่อยากจะให้เป็นเช่นนั้นแต่เมื่อมองโดยรอบภายในไลฟ์โดมแล้วก็เห็นภาพโศกนาฏกรรมนับหมื่นชีวิตที่ถูกสังหารให้ตายทั้งเป็นพร้อมๆ กันและเธอก็จินตนาการไม่ออกว่าพวกสื่อและสังคมกำลังโจมตีความล้มเหลวของเวิลด์เจเนอรัลอย่างรุนแรงเพราะดร.ดิไวน์ได้แผ่ภาพฆ่ากันสดๆ ไปทั่วโลกด้วยแต่สำหรับตัวนานามิเองแล้วไม่ค่อยมีฟีดแบคมากนักเพราะเธอก็ผ่านเรื่องฆ่าฟันมาเยอะ

สำหรับเราก็แค่วันแย่ๆ วันหนึ่ง

แต่เฟลิกซ์...

นานามิคิดแล้วมองไปยังตรงกลางโดม เฟลิกซ์นั่งเข่าอ่อนกับพื้นอย่างกับวิญญาณออกจากร่าง ในดวงตาแดงคู่ของเธอมีแต่ความว่างเปล่าเป็นอาการช็อกอย่างรุนแรงมากซึ่งนานามิเองก็ไม่เคยเห็นเพื่อนตัวเองเป็นหนักขนาดนี้มาก่อน

ผูกพันกับโลกเสมือนนั่นมากแน่ๆ

นั่นเป็นคำตอบที่พอจะคิดได้แล้วก็เห็นความพยายามของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าทอมมี่ที่ว่าเป็นเพื่อนสนิทกับเฟียน่าและเป็นคนรู้ใจของเฟลิกซ์ในโลกเสมือนที่พยายามสะกิดเขย่าไหล่ให้เฟลิกซ์ได้สติแต่มันไม่ได้ผลแม้แต่น้อย ยืนดูนานๆ เข้าก็รู้สึกทั้งสงสารและสมเพชพร้อมๆ กัน สุดท้ายตัดสินใจเดินเข้าไปหา

“เฟลิกซ์”

เจ้าของชื่อไม่มีทีท่าจะตอบรับ

“จะไม่บอกว่าฉันเข้าใจหรอกเพราะฉันไม่มีวันเข้าใจ...แต่สิ่งที่เธอทำได้และควรจะทำตอนนี้คือย้ายก้นตัวเองไปที่รถไฟซะ”

นานามิเท้าเอวพูดอย่างจริงใจ ทอมมี่เหมือนจะตกใจเล็กน้อยกับคำพูดแบบนั้นแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล นานามิซี๊ดปากมองบนเดินไปมาอย่างหงุดหงิดไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี

อะไรที่จะทำให้เจ้าเพื่อนบ้านี่ได้สติวะเนี่ย...

คนสำคัญ? เฟียน่าก็วุ่นวายกับแนวรบอยู่...อากิตะคงไม่ได้เดี๋ยวนึกว่าหลอนได้ยินเสียงจากคนตายอีก

คนสุดท้าย...

“เฟลิกซ์...เธอลืมอันนาไปแล้วใช่ไหม”

“อัน...นา?”

น้ำเสียงที่ค่อยเบาออกมาจากปากแห้งๆ ของเฟลิกซ์ที่เงยหน้าขึ้นมาอย่างเศร้าสร้อย นานามิยิ่งเห็นอาการเพื่อนตัวเองชัดๆ แล้วยิ่งหดหู่ใจแต่ก็ต้องบอกให้ได้สติ

“ถ้ายังไม่ลืมก็จงไปรอที่รถไฟเพราะรถไฟคันนั้นพาเธอไปหาอันนาได้”

“อัน...นา...อัน...นา...”

เฟลิกซ์ลุกขึ้นเหมือนคนละเมอแล้วก้าวเดินช้าๆ อย่างกับคนที่กำลังเพ้อฝัน ทอมมี่ลุกขึ้นช่วยประคองเดินตรงออกจากไลฟ์โดมไป ส่วนนานามิเอามือกุมหน้าตัวเองเพื่อเช็คน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมาด้วยความรู้สึกที่สงสารเพื่อนตัวเองอย่างมาก แต่ก็กลับมาเข้มแข็งได้อย่างรวดเร็วแล้วเดินไปตรงจุดที่เคยมีแผงควบคุมอยู่ก้มลงใส่รหัสและเวลาทำงานของตัวจุดชนวนระเบิดที่เชื่อมกับระเบิดทุกจุดที่ติดตั้งในไลฟ์โดมนี่ทั้งหมด

ที่นี่จะต้องพังทลายไปกับความผิดพลาด

ที่นานามิทำแบบนั้นเพราะได้รับคำสั่งมาเช่นกันด้วยเหตุผลที่ตัวท่อที่ดูดเลือดเนื้อของตัวประกันนั้นยังคงทำงานอยู่เลยต้องการที่จะทำลายมันไม่ให้ถูกส่งต่อไปที่ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ที่เกิดขึ้นใหม่และขยายใหญ่มากขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว นานามิตั้งไว้สิบนาทีแล้วเดินออกมาสู่ภายนอกโดมที่มีป่าล้อมรอบและเหล่าลูกน้องประมาณสิบคนที่ยืนคุ้มกันพื้นที่โดยรอบอยู่ เธอออกคำสั่งทางวิทยุ

“หน่วยคุ้มกันไลฟ์โดมยกเลิกภารกิจที่ทำอยู่แล้วให้ไปคุ้มกันบนรถไฟแทน”

พอสั่งเสร็จก็เห็นลูกน้องวิ่งไปขึ้นขบวนรถไฟที่ทางขวามือที่มีห้าตู้จอดเทียบท่าอยู่ แล้วเธออดที่จะหันหลังเงยหน้ามองสูงไม่ได้เพราะมันเป็นสิ่งที่ข้องใจเธอมาตั้งแต่ช่วงบุกมาถึงที่นี่แล้วก็คือสิ่งที่อยู่เหนือทางเข้าไลฟ์โดมมันเป็นหุ่นยนต์ที่มีโครงสร้างเหมือนมนุษย์แต่มีขนาดใหญ่และสูงกว่าตัวรถไฟสองเท่านอนคว่ำหน้าโอบกอดกับตัวไลฟ์โดมอยู่ข้างบนเหมือนเป็นสัญลักษณ์เชิงปกป้องอะไรสักอย่างซึ่งเธอก็เสียวหลังอยู่ว่าถ้ามันขยับได้คงงานเข้าหนักแน่ๆ

คิดมากไปมั้ง

[ในขณะเดียวกัน – ยานแม่มอชชินนี่]

[Area CH-3, Warning-Zone, ตอนเหนือของเกาะดิไวน์ห่างยี่สิบกิโล]

“ถึงสถานการณ์จะกลายเป็นแบบนี้ แต่ก็ช่วยให้เร่งเวลาในการทำลายดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ได้เร็วขึ้น”

มอชชินนี่สรุปให้ฟังผ่านช่องสื่อสารตัวส่วนให้แก่วิคตอเรียที่นั่งกลุ้มใจอยู่ประจำที่ในศูนย์บัญชาการชั้นลอยของตนเอง ในขณะที่บนจอยักษ์ยังคงแสดงผลการรบทางเหนือและบนเกาะฝั่งตะวันออกที่กำลังยกตัวเกาะมันเองลอยขึ้นฟ้าอีกครั้งจากผลของดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ที่กลับมาทำงานเพราะสิ่งที่ดร.ดิไวน์แสดงให้ทุกคนบนโลกเห็นพร้อมกัน มอชชินนี่เงียบดูปฏิกิริยาสักพักก็ทัก

“เรารู้น่ะว่าเธอไม่ได้แคร์ตัวประกันพวกนั้น”

“ฉันน่าจะรู้ตัวตั้งแต่ตอนที่เธอพูดถึงความจริงของดร.ดิไวน์ว่ามันจะต้องกลายเป็นแบบนี้...แต่ฉันก็ยังโกหกตัวเอง”

วิคตอเรียไม่พอใจกับความผิดพลาด เธอเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลับมามีสติกับเรื่องตรงหน้าอีกครั้ง

“ส่งยานรับตัววีไอพีไปแล้วใช่ไหม”

“ใช่ ส่งไปทันทีหลังจากที่เฟียน่าเคลียร์ปืนต่อต้านอากาศยานแถวจุดรับตัวหมด”

มอชชินนี่รายงานให้ทราบ ประตูหลังที่เป็นทางเข้ามาของวิคตอเรียถูกเปิดออกโดยผู้หญิงผมขาวเงินนัยน์ตาสีขาวโพลนทีสวมผ้าคลุมสีดำทั้งตัว หล่อนย่างก้าวเข้ามาอยู่ห่างจากวิคตอเรียสิบก้าวบ่นใส่อย่างที่เคยเป็น

“ไม่ได้เหยียบที่นี่นาน...เกิดเรื่องเยอะแยะเลยนะ ยัยจิ้กจอก”

“เรด...”

วิคตอเรียหมุนเก้าอี้หันมาดูด้วยสายตาที่เย็นชา ซึ่งนั่นทำให้เรดแปลกใจเพราะปกติแล้ววิคตอเรียมักจะหยอกล้อเธอเสมอแต่ตอนนี้กลับสุขุมอย่างมากและออกคำสั่ง

“มอชชินนี่ เธอกลับไปบัญชาการแนวรบได้แล้ว”

คนสั่งถอดเครื่องสื่อสารข้างหูวางลง เรดถามเรื่องที่ข้องใจ

“เรื่องครั้งนี้มันหนักมากหรือยังไง”

“อือ...แล้วเรื่องงานนั้นเป็นไง” วิคตอเรียหมายถึงงานที่ดิออลโนว์หรือมอชชินนี่มอบหมายให้เรดทำ

“ที่ว่าเวทมนต์นั่นหรือ...มันก็แค่ความเชื่อลวงตาโง่ๆ ไม่มีอะไรนอกเหนือคำว่าจินตนาการที่เพ้อไปกันเอง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของเอ...บัญชีต้องสะสางเลยจัดการไม่เหลือซากไปแล้ว”

เรดเกือบจะหลุดคำต้องห้ามออกมากลางศูนย์บัญชาการ วิคตอเรียมองดุใส่แต่เรดไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด...เลยเข้าสู่เรื่องต่อไป

“เรด...ฉันอยากให้เธอไปสบทบกับหน่วยเฉพาะกิจสามศูนย์หกที่บนเกาะนั่นหน่อย”

“ฉันไม่ชอบทำงานเป็นทีม” เรดปฏิเสธ “ถ้าจะส่งคนระดับฉันไป ไม่ส่งรันเนอร์ไม่ดีกว่าหรือ”

“รายนั้นไม่ไหวกลับมาแล้ว เหลือแต่เธอ...และถ้าจำเป็นจริงๆ ฉันอนุญาตให้ใช้เรสเทียร์ได้”

วิคตอเรียเอ่ยเช่นนั้นทำให้เรดไม่ค่อยพอใจ

“คนที่ออกคำสั่งกับเรสเทียร์ได้มีแต่ฉันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้เธอมาสั่ง”

“ฉันว่าฉันมีสิทธินะ ลืมแล้วหรือไงว่าเรสเทียร์แบกรับกุญแจสำคัญของแผนการต่อต้านพระเจ้าของฉันอยู่”

วิคตอเรียบอกอย่างชัดเจนและสุขุมจนทำให้เรดที่หาข้ออ้างไม่ได้ยอมแพ้

“ก็ได้...แต่ยังเก็บเจ้านั่นให้ฉันอยู่หรือเปล่า”

[ท้ายขบวนรถไฟขนส่งบนเกาะ]

[26/05/2055 - 17:04 UTC+8]

[Area CH-3, Warning-Zone, ตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะดิไวน์]

“แม่ฉันจะมา!? ค่ะ...ค่ะท่าน...รับทราบค่ะ”

นานามิร้องเสียงหลงกับเรื่องที่ไม่คาดฝันก่อนที่จะตัดการสื่อสารไป

ทำไมถึงโผล่มาตอนนี้!? ทั้งๆ ที่หายไปเกือบจะยี่สิบปีแล้วเนี่ยนะ!?

เธอยังคงตกใจไม่หายหลังจากที่ได้ยินว่าเรดหรือแม่บุญธรรมของเธอกำลังมาที่จุดรับตัวเพื่อเป็นกำลังเสริม

ยังมีเรื่องที่ต้องดูแลให้มันเรียบร้อยผ่านพ้นไปด้วยดีก่อน

นานามิน้ำเตือนตัวเองแล้วมองดูเฟลิกซ์ที่นั่งอยู่ข้างแคปซูลเหม่อลอยอย่างห่อเหี่ยวยังไม่ได้สติโดยมีทอมมี่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเป็นห่วง ตอนนี้พวกเขาอยู่ท้ายขบวนที่มีแต่พื้นเท่านั้น ไม่มีตัวตู้แต่อย่างใดเลยทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องจัดวางของแค่ต้องระวังเรื่องเดินตกจากรางรถไฟ นานามิให้ลูกน้องทั้งหมดกระจายอยู่ตามทุกจุดของรถไฟเพื่อสังเกตและสกัดพวกหุ่นยนต์ของดิไวน์ที่อาจจะโผล่มาระหว่างทางตอนไหนก็ได้เพราะเส้นทางที่พวกเธอมากันตอนแรกนั้นไม่ได้เคลียร์ทั้งหมดเน้นวิ่งฝ่ามาเลยทำให้ตอนนี้มีคนคุ้มกันท้ายขบวนกันอยู่แค่สองคนคือนานามิและลูกน้องผู้ชายอีกหนึ่งที่ถนัดการตั้งบาเรียเพื่อป้องกันการไล่ยิงตามหลังของพวกหุ่นที่ดักหน้าแล้วไล่ยิงตามมา นานามิมองดูนาฬิกา

อีกสิบกว่านาทีจะถึงจุดรับตัว...เรื่องก็จะจบลงแล้ว

เธอภาวนาให้เป็นเช่นนั้นแล้วมองดูท้องฟ้ายามเย็นที่มีก้อนดำมวลพลังงานสสารมืดที่ถูกเรียกว่าดาร์คไซเบอร์เอลฟ์กำลังขยายโตขึ้นอย่างช้าๆ อยู่ไกลออกไปทางเหนือ โดยมีการโจมตีจากเวิลด์เจเนอรัลและไฮเทคอัพเปอร์จากทางฟ้าหลุดเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แถวนั้นมีการป้องกันอย่างหนาแน่นและเพราะตัวเกาะกำลังลอยสูงขึ้นจากมหาสมุทรต้านทานแรงดึงดูอย่างเหลือเชื่อตอนนี้ค่าความสูงที่เธอรู้จากศูนย์บัญชาการคือร้อยกว่าเมตร

ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์...ตกลงมันคืออะไรกันแน่ ต้องไม่ใช่อย่างที่เดซี่บอกว่ามันเป็นแค่ภูมิปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงเฉยๆ แน่

หือ?

นานามิเห็นฝูงนกแตกรังบินจากซ้ายมือที่เป็นด้านหลังของรถไฟ พอหันไปก็เห็นฝูงนกจำนวนมากกำลังบินตามรถไฟเหมือนกำลังหนีอันตรายบางสิ่งจากสัญชาตญาณของมันเอง

รู้สึกไม่ค่อยดีเลย...ไม่ดีเลย

เมื่อตั้งสติให้ดีๆ ก็รู้สึกว่ารถไฟมันสั่นไหวเล็กน้อยแล้วมีเสียงบางอย่างกำลังไล่ตามหลังมา เธอเลยบอกลูกน้องที่อยู่ข้างกาย

“เฮ้ยๆ โอเมน! ตั้งบาเรียที่ท้ายขบวนเร็วเข้า!

“ตั้งทำไมครับ?”

“อย่าขัดคำสั่งหัวหน้าสิเฮ้ย! เดี๋ยวตบหัวหลุดซะนี่!! เปิดช่องให้ปืนฉันประจำตำแหน่งให้ด้วย!

นานามิเอื้อมหยิบปืนกระบอกใหญ่เท่าโอบมืออย่างอินฟินิตี้แอลเอ็มจีขึ้นมาสอดช่องบาเรียที่ลูกน้องนั่งชันเข่าหยิบลูกกลมๆ ที่ติดตัวขึ้นมาแปะที่กลางเกราะแขนขวาที่ยกขึ้นไว้แล้วเปิดให้บาเรียกางและเปิดช่องให้ปากกระบอกปืนลอดได้เหมือนกับที่ทำตอนที่กำลังบุกขึ้นเกาะ ตัวรถไฟเองก็เข้าสู่ช่วงเข้าโค้งกว้างซ้ายพอดี นานามิจ้องมองที่ปลายรางรถไฟโดยไม่คาดสายตา เสียงเหล็กบางอย่างที่ใหญ่มากกำลังดังเข้ามาเรื่อยๆ เช่นกัน

อย่าบอกนะว่าเป็น—

เรื่องที่นานามิไม่อยากจะให้มันเป็นจริงก็กลายเป็นความจริงที่น่าตกใจจนได้ เมื่อหุ่นยนต์สีฟ้าขนาดยักษ์ที่เป็นเดียวกันกับที่เกาะบนไลฟ์โดมกระโดดข้ามป่าลัดโค้งรางรถไฟลงมาวิ่งด้วยขาเหล็กคู่ไล่ตามหลังห่างไม่เกินห้าสิบเมตร ดวงตาเดี่ยวจักรกลสีแดงยักษ์กินพื้นที่ส่วนหัวทั้งหมดจ้องมองตรงพวกเธออย่างไม่ลดละ แล้วมันก็น้อมตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อลดแรงต้านลมแล้วเร่งสปีดสับเท้าให้เร็วขึ้นพร้อมกับพ่นบูทเจ็ทติดอยู่ข้างหลังตัวมันด้วย

มันน่าจะระเบิดไปพร้อมกับโดมนั่นแล้วสิ!? หรือระเบิดนั่นจะไปปลุกมันแทนละเนี่ย!?

นานามิไม่รู้ว่ามันมาได้ยังไงแต่สิ่งที่ควรทำอย่างมากที่สุดในตอนนี้คือลั่นไกปืน

“ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

กระสุนพลังงานสีฟ้ากว่าร้อยนัดกระหน่ำเข้าที่ช่วงกลางลำตัวของหุ่นยักษ์ถึงจะไม่ระคายเคืองตัวมันแม้แต่น้อยแต่ทำให้ความเร็วมันตกลงไปแต่แล้วเหนือหัวมันก็มีมิสไซล์ถูกยิงขึ้นมาจากแผ่นหลังของมันทำให้นานามิต้องถอยปืนออกจากแนวบาเรียแล้วเอนปืนขึ้นยิงมิสไซล์นั่นก่อนที่จะมาถึงตัว ลูกน้องที่กางบาเรียอยู่จะเปลี่ยนไปใช้ปืนช่วยยิงแต่มีป้อมปืนกลที่ผุดขึ้นมาจากในหัวไหล่ซ้ายของมันออกมายิงกราดใส่ทำให้ต้องทำหน้าที่เป็นคนถือบาเรียรับกระสุนตามเดิม

“บาเรียพอรับไว้ไหม!?” นานามิถาม

“ไหวครับ! แรงน้อยกว่าตรงริมหาดมาก”

คำตอบของลูกน้องทำให้เธอสบายใจได้นิดหนึ่ง หุ่นตรงหน้าเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้นและด้วยความเคยชินในสถานการณ์แบบนี้นานามิเลยร้องหาตัวช่วยที่เคยเรียกใช้ประจำที่อยู่ข้างหลังข้างๆ แคปซูลเด็กสาว

“เฟลิกซ์!! ช่วยฉันหน่อย!! ซัดเจ้าหุ่น—”

แต่เพื่อนที่มีพลังจิตเป็นตัวช่วยอย่างดีกลับยังนั่งเหม่อไม่รับรู้สิ่งรอบข้างเหมือนเดิม ส่วนคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนในโลกเสมือนของหล่อนก็ออกอาการกลัวอย่างชัดเจน นานามิอยากให้เขาพาตัวเฟลิกซ์ไปหลบอยู่แต่ด้วยสภาพแบบนี้คงไปไหนไม่ได้และเผลอๆ อาจจะตกรถไฟก็ได้

ให้มันได้แบบนี้สิ!!!

นานามิยกปืนขึ้นเล็งยิงมิสไซล์สองลูกที่ยิงมาทางซ้ายละขวาให้ระเบิดกลางอากาศอีกครั้งแล้วเรียกลูกน้องผ่านวิทยุ

“เฮ้ย!! ไม่เห็นกันหรือไงวะว่าข้างหลังกำลังงานเข้า! มาช่วยกันหน่อยเฮ้ย!!

“ทางข้างหน้าเจอหน้าหนักเหมือนกันครับหัวหน้า!” เสียงในสายบอก “พวกมันโผล่กันมาดักทางเพียบเลย!

“เดี๋ยวฉันไปสบสมเองคะ!” เดซี่ขานรับ “กำลังวิ่งมาจากบนตู้สอง! อีกห้าวินาทีช่วยหยุดยิงชั่วคราวด้วยนะคะ!

หยุดยิง? ทำไม?

ถึงจะพะวงกับการตัดสินใจแปลกๆ ของเดซี่แต่ก็คิดจะลองทำตามดู เธอยกปืนเล็งใส่ส่วนหัวของมันเพื่อยิงกวนประสาทแล้วนับถอยหลังในใจ

สาม สอง หนึ่ง

นานามินับเสร็จง้างนิ้วออกจากไกปืนแล้วหันมองหลังเห็นเดซี่ที่อยู่ข้างบนตู้ที่สี่กระโดดตัวลอยเท้าคู่ใส่หน้าหุ่นยักษ์เต็มๆ จนหงายหน้าล้มดังตึ่งไป ส่วนคนถีบม้วนตัวถอยหลังแล้วกระโดดลมกลางอากาศอีกครั้งแล้วมีไอพ่นสปาร์คออกจากมือทั้งสองของเธอเป็นการผลักให้กลับขึ้นท้ายรถไฟได้ดังเดิม คนที่ได้เห็นสิ่งที่เดซี่ทำต่างยืนตะลึง

เทพเกินไปแล้ว...

จริงสิ เธอเป็นเรพลอยด์นี่?

นานามิลดปืนลงแล้วบอกขอบคุณ

“ช่วยไว้ได้มากทีเดียว”

“มันยังไม่จบค่ะ!

เดซี่หยิบปืนอินฟินิตี้แอลเอ็มจีที่สะพายหลังมาตั้งท่าพร้อมยิง นานามิหันไปดูปลายรางรถไฟก็เห็นหุ่นยักษ์ตัวนั้นกำลังลุกขึ้นกลับมาวิ่งตามใหม่อีกรอบ

ไม่ยอมเลิกราซะที!!

“หัวหน้าครับ! รถไฟกำลังจะเข้าอุโมงค์ครับ!

“เออ! ดีมาก!

หึๆๆๆ ตัวมันใหญ่กว่าอุโมงค์ตามมาไม่ได้อีกแน่ๆ

ระหว่างที่ดีใจอยู่ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของหุ่นยักษ์ มันกระโดดลอยสูงขึ้นแล้วงอเข่าที่มีล้อแล้วลงให้ตรงกับลางอย่างพอดีแล้วร่างกายมันก็ทำการพับตัวเล็กลง ตอนนี้สภาพมันดูเหมือนรถถังบนรางรถไฟอย่างมาก

ไอ้เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!

นานามิทนไมไหวต้องสบถในใจรัวๆ วางปืนลงแล้วหันเดินกลับไปกระชากตัวเฟลิกซ์ให้ลุกขึ้นมา

“เฟลิกซ์!!! ได้สติซะที!! ฉันต้องการเธอ!! ได้ยินไหมฉันต้องการเธอ!! คนตายไปแล้วก็ตายแล้วสิ! ตอนนี้เธอต้องอยู่กับคนเป็นนะ!! เธอไม่อยากอยู่แก้แค้นพวกมันหรือไง!!

ถึงจะตะคอกดังแค่ไหนเฟลิกซ์ก็ยังคงเหม่อลอยอยู่ดี นานามิทนไม่ไหวแบมือซ้ายง้างขึ้นแล้วตบเข้าที่แก้มแรงๆ แต่เฟลิกซ์ยังไม่ได้สติเลยตบหน้าอีกรอบแล้วตามด้วยหลังมืออีกที

ยังอีกหรอ!!

นานามิง้างมือขึ้นสูงๆ แล้วจะฟาดลงมาแต่ถูกจับแขนดักทางไว้ คนที่เพิ่งได้สติถมน้ำลายที่มีเลือดลงพื้น

“มันเจ็บ...นะ”

“หึ...งั้นรีบจัดการมันซะสิ!

นานามิประคองตัวเฟลิกซ์ไปที่ส่วนท้ายสุดของรถไฟ เดซี่ต้องหยุดยิงดูสิ่งที่เฟลิกซ์กำลังจะทำ นานามิสั่งลูกน้องที่กางบาเรียอยู่

“โอเมน! พอได้สัญญาณปลดบาเรียออกเลยนะ!

“ครับ!

ลูกน้องตอบรับ เฟลิกซ์ยื่นมือขวาเล็งใส่เจ้าหุ่นยักษ์ที่แปลงร่างเป็นรถถังบนรางรถไฟแล้วเริ่มตั้งสมาธิ ที่รอบมือขวาของเธอนั้นมีแสงสีเหลืองเริ่มวิ่งเป็นเส้นมารวมตัวที่ฝ่ามือเฟลิกซ์ เดซี่ที่เพิ่งเห็นครั้งแรกจ้องอย่าไม่ลดละรวมทั้งโอเมน เจ้าของพีทูที่รวมแสงหลังบาเรียนานมากพอเอ่ยคำคว้าชัย

“ตายซะ!

“โอเมนเอาลง!!

นานามิรีบสั่ง ลำแสงบีมสีทองเหลืองพุ่งออกหวิดโดนบาเรียที่เกือบเก็บลงไม่ทันไปหาหุ่นยักษ์ทะลุเข้าไปผ่านหัวจนถึงข้างในตัวของมัน ความเร็วของหุ่นยักษ์แปรงเป็นรถถังเริ่มลดลงแล้วระเบิดเล็กๆ ขึ้นที่หัวหนึ่งครั้งแล้วมันก็ชะลอหยุดนิ่งที่ปลายทางอุโมงค์พอดีก่อนที่จะระเบิดครั้งใหญ่จนอุโมงค์ถล่มลงมา

ตูม!!! ตูมๆๆ!!!

พอมองไม่เห็นซากระเบิดของมันเฟลิกซ์ก็ล้มลงพื้นทันที นานามิก้มลงฟังเสียกระซิบของคนที่เพิ่งได้สติไม่นาน

“ขอโทษนะ...ไม่รู้ว่าตัวเอง...เป็นอะไรเหมือนกัน”

“ช่างมันเถอะ อย่างน้อยเธอไม่กลายเป็นบ้า”

“กลายเป็นบ้า?”

“ก็...ถ้าเธอเป็นบ้าคงใช้พีทูสร้างเรื่องปวดหัวกบาลฉันไม่เว้นแต่ละวันแน่ๆ”

“พูดแบบนั้นจะดูแลฉันตลอดชีวิตหรือไงห๊ะ?”

“แน่สิ ก็เธอมันเพื่อนสนิทคนเดียวของฉัน”

นานามิตอบอย่างยิ่งดี เดซี่ตบมือรัวๆ

“เพิ่งเห็นของจริงแบบรุนแรงครั้งแรกเลยนะคะ! พลังน่าทึ่งมาก!

“เธอเองก็กล้าไม่เบา” นานามิพูดถึงเรื่องที่เดซี่กระโดดถีบยอดหน้าหุ่นยักษ์

 “เทียบกับของคุณเฟลิกซ์ไม่ติดหรอกค่ะ...แต่เป็นแบบนี้มันจะดีสำหรับเขาหรอคะ?”

“เขา?”

นานามิขมวดคิ้วแล้วค่อยมองตามนิ้วโป้งที่ชี้ไปหาทอมมี่ที่นั่งออกอาการกลัวสั่นๆ อยู่

ลืมไปเลยว่ายังมีเด็กมอปลายที่ไม่เคยชินกับสงครามอยู่

[ในขณะเดียวกันยานบัญชาการชั่วคราวของไฮเทคอัพเปอร์]

[Area CH-3, Warning-Zone, ทางเหนือของเกาะดิไวน์สิบเก้ากิโล]

“สวัสดีค่ะท่านพ่อ...มีเรื่องอะไรถึงติดต่อมาเร่งด่วนเหรอคะ”

หญิงสาวอายุสิบห้าสิบหกต้นๆ ผมสลวยยาวสีดำนัยน์ตาสีฟ้ากลมโตที่เต็มไปด้วยความเย็นชาในชุดลูกไม้พิธีการสีขาวทั้งตัวยืนก้มหัวให้กับภาพโฮโลแกรมตัวของคุณพ่อของเธอที่สวมแว่นตาข้างเดียวในห้องสื่อสารส่วนตัว ผู้เป็นพ่อมองลูกด้วยสายตาที่เห็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น

“เมงุมิ...พ่อได้ยินว่าสถานการณ์รบเริ่มคืบหน้าบ้างแล้ว”

“ใช่แล้วค่ะ เชื่อว่าอีกไม่นานจะสามารถเจาะแนวที่สองของทางเหนือเพื่อเข้าสู่ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ค่ะ”

“เรื่องนั่นช่างมัน...เพราะได้ข่าวจากวงในว่ามันจะถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดีอย่างแน่นอนรวมทั้งเกาะนั่นด้วย”

“ทั้งเกาะ!?” เมงุมิหรี่ตา “ถ้าเป็นเช่นนั้น การร่วมมือกับเวิลด์เจเนอรัลครั้งนี้ไม่คุ้มค่าอย่างมากนะคะ”

“ใครบอกว่าให้เจ้าร่วมมือกับมันตลอดไป?”

คนเป็นพ่อเอ่ยเรื่องให้สงสัยมากกว่าเดิม เมงุมิกำลังจะเอ่ยปากถามแต่คนเป็นพ่อส่งข้อมูลหนึ่งให้ดูเป็นภาพของผู้หญิงผมแดงวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งที่มีชื่อติดมาด้วยว่า [เฟลิกซ์ ดิฟเฟอร์]

“ต้องขอบคุณความสะเพร่าของวิคตอเรียที่ให้เห็นใบหน้าของลูกนัมเบอร์วัน ในที่สุดเราก็รู้ตัวแล้วว่าเป็นเธอคนนี้”

พ่อของเธอเอ่ยอย่างพึ่งพอใจ เมงุมิไล่ดูข้อมูลของเฟลิกซ์อย่างถี่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นประวัติทำงาน ครอบครัว ภาพจากสถานที่ต่างๆ รวมกระทั่งเรื่องของเฟียน่าลูกสาวของเฟลิกซ์ด้วยซึ่งทำให้เมงุมิเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อย และในที่สุดคนเป็นพ่อก็บอกจุดประสงค์หลักการติดต่อมาครั้งนี้

“เมงุมิ เธอต้องชิงตัวผู้หญิงคนนี้มาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ตาม”

ความเห็นแก่ตัวสุดๆ ของพ่อตัวเองที่เธอไม่ค่อยชอบใจนักแต่จำใจแสร้งเป็นไม่รู้สึกอะไร

“ค่ะท่านพ่อ...แต่ขอร้องอะไรสักอย่างได้ไหมคะ”

“ขอร้อง? เจ้าขอร้อง? ปกติเจ้าไม่ใช่คนแบบนี้”

“ไม่เชิงขอร้องค่ะ ขออภัยที่ใช้คำผิดเพียงแค่ขออำนาจในการตัดสินใจตามสถานการณ์จะได้ไหมคะเพราะเรื่องคราวนี้มีหลากปัจจัยที่เกินจะควบคุม อาจจะเกิดเหตุเรื่องไม่คาดฝันหรือตัวเลือกที่ดีกว่า”

“ตัวเลือกที่ดีกว่า...”

คนเป็นพ่อสนใจประโยคนั้นอย่างลึกซึ้ง เมงุมิพยายามจ้องหน้าพ่อตัวเองให้เป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ในที่สุดพ่อก็ตัดสินใจ

“จริงของเจ้า ถ้าอย่างนั้นขอมอบอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดแก่เจ้า แต่เจ้าก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับไฮเทคอัพเปอร์ด้วยเช่นกัน ไม่อย่างงั้นพ่อจะถือว่าเจ้าล้มเหลวและต้องกำจัดทิ้งลงขยะ”

“ค่ะท่านพ่อ”

และแล้วการสื่อสารก็จบลง เมงุมิที่ก้มหัวเคารพอยู่เอามือทาบอกตัวเองเพราะรู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังเต้นแรงก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาดูข้อมูลที่พ่อของเธอส่งมา เธอเลื่อนเปิดข้อมูลเกี่ยวกับลูกสาวของเฟลิกซ์ที่ชื่อว่าเฟียน่าซึ่งมีรูปถ่ายหนึ่งที่เฟียน่าถ่ายกับเพื่อนสนิทของเธอสองคน คนซ้ายก็คือผู้ชายผมแดงตาฟ้าชื่อว่าทอมมี่ ส่วนคนขวานั้นเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เธอต้องเปลี่ยนใจที่แรกเริ่มจะทำตามคำสั่งของพ่อตนเองอย่างเคร่งครัดเพราะคนที่สามที่อยู่ในรูปนั้นเป็นสำคัญของเธอ เป็นคนที่ไว้ผมยาวสีดำน้ำตาลยาวนัยน์ตาสีน้ำตาลเช่นกันใบหน้าเอิ่มอิ่มดูสวยสไตล์คนเรียบร้อยในชุดนักเรียนสาวของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน Area TH-7 เมงุมิบรรจงนำนิ้วมือแตะคนๆ นั้นอย่างช้าๆ

“ใครจะกล้าขายแม่ของเพื่อนสนิทของคนที่ฉันรักละ ใช่ไหม...พีคุง”


53 ความคิดเห็น