<จบ> Crystal Fall [ชีวิตต่างโลกที่แสนซวยของเฟลิกซ์] Vol.1-2-3

ตอนที่ 76 : Ch.69 Operation Outflank IV - [Crystalfall]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ธ.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.69 Operation Outflank IV - [Crystalfall]

[คริสตัลฟอร์]

[26/05/2055 - 13:51 UTC+8]

“อั่ก!!! เจ็บๆๆๆๆๆ”

ในขณะที่กำลังสับสนอยู่ว่าทำไมถึงมองอะไรไม่เห็นเพราะหลังจากเธอเห็นว่ามีลำแสงทำลายดาร์คไซเบอร์เอลฟ์แล้วเกาะก็ตกลงสู่ทะเลแล้วจู่ๆ รอบตัวก็ดับมืดไปหมด สิ่งที่รั้งตัวเฟลิกซ์ไว้กับไม้กางเขนก็ถูกปลดออกอย่างไม่ทันตั้งตัวเลยล้มหน้าคว่ำกับพื้น พอลุกขึ้นแสงสว่างกลับมาอีกครั้งแต่ตัวบาร์เทนเดอร์หรือผู้คุมโลกไม่อยู่เสียแล้ว

หายไปไหน?

สงสัยได้ไม่นานก็ใช้มือทั้งสองดันลุกขึ้นแล้วเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามือซ้ายจักรกลกลับมาใช้งานได้แล้วพร้อมๆ กับคริสตัลกลางอกที่กลับมาส่องแสงสว่างอีกครั้งเลยเรียกคนที่สิงอยู่

“มาเรีย...คุณมาเรียได้ยินฉันไหม? ช่วยออกมาช่วยกันหน่อย”

เงียบฉี่โอเค เยี่ยม

เธอมองในห้องอย่างถี่ถ้วนว่ามีอะไรใช้การได้บ้างแต่ก็ไม่มีเลยมุ่งตรงไปที่ประตูที่ถูกแง้มไว้อยู่เลยค่อยๆ ยื่นหน้าออกไปดูภายนอกทางซ้ายและขวาพบว่ามันเป็นทางเดินยาวโล่งๆ โดยตัวอาคารเป็นรูปแบบโมเดิร์นสมัยใหม่ขัดกับแฟนตาซีในโลกนี้อย่างชัดเจน ส่วนตรงหน้านั้นเป็นภายนอกอาคารที่มองเห็นแสงแดดยามบ่าย เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครเลยเดินย่องออกไปยืนริมระเบียงแล้วมองลงไปเห็นพื้นที่อาคารสีขาวเป็นรูปตัวยูโดยมีสนามว่างๆ อยู่ตรงกลางและรู้ว่าตัวเองอยู่ชั้นสามของอาคาร เมื่อมองไกลออกไปก็เห็นพื้นดินป้าไม้เล็กน้อยและมีซากเรือเหาะลำหนึ่งที่มีควันลอยอยู่ไกลๆ

นั่นคงเป็นเรือเหาะของเราแน่ๆ ตกลงที่นี่มันที่ไหนกันนะ

เฟลิกซ์มองรอบตัวอีกครั้งก็ไม่เห็นสิ่งใดๆ เป็นพิเศษนอกจากประตูหลายบานที่ชวนให้นึกถึงโรงเรียน พอย่างก้าวเพียงแค่หนึ่งก้าวก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาจนได้ ภาพที่ติดตานั่นไม่มีวันจางหาย

เรย์ลี่!!!

เธอออกตัววิ่งไปทางขวาด้วยความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ว่าคนที่กำลังถูกทรมานอยู่ทางนั้น

เรย์ลี่! อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ!! ฉันกำลังไปช่วยแล้ว!!!

ความเป็นห่วงยิ่งทวีคูณให้วิ่งไล่เปิดประตูดูทีละบานให้เร็วขึ้น ตามหาเรื่อยๆ จนไล่ลงถึงชั้นหนึ่งของอาคารกลาง เธอได้วิ่งผ่านห้องหนึ่งที่เป็นประตูบาเรียสีฟ้ากว้างกว่าห้าเมตรและมองเข้าไปข้างในก็เห็นทุกๆ คนถูกขังนั่งและนอนแผ่อยู่ในนั้นรวมกระทั่งคนที่เธอเป็นห่วงมากที่สุด

เรย์ลี่!?

“ท่านเฟลิกซ์!

เควนเซอร์ที่เห็นก่อนใครเพื่อนทัก ทำให้ทุกคนที่นั่งเศร้าหมองอยู่ต่างเงยหน้าทำสีหน้าเหมือนมีพระแม่ผู้มาโปรดโดยเฉพาะเรย์ลี่กระโดดลอยตัวเข้ามาทันที

“ท่านพี่!!! อ๊าก!!!

แล้วเธอก็โดนบาเรียดีดกระเด็นลงไปกลิ้ง

“เรย์ลี่!! เป็นอะไรหรือเปล่า”

“สบาย...มากค่ะ! แค่คันๆ นิดหน่อยเอง”

“ไม่ใช่! ที่เธอโดนเจ้านั่นมัน...” เฟลิกซ์เบรกตัวเองไว้ทันเกือบบอกเรื่องติดเรท “ก็ฉันเห็นเธอโดนทรมานอยู่เดี่ยวๆ นี่!!

“ทรมาน!?

ไม่ใช่แค่เรย์ลี่ที่ทำหน้างง ทุกคนในห้องขังก็เช่นกันและนั่นทำให้เฟลิกซ์รู้สึกเหมือนคิดอะไรออก เรย์ลี่ยืนยันอีกครั้ง

“ก็เปล่านี่ค่ะ หลังจากที่เรือเหาะนั่นโดนเจ้าพวกชาโดว์บนเกาะนี้บังคับลงมาก็แค่คุมพวกเรามาขังในห้องนี้เท่านั้นค่ะแต่ท่านพี่โดนจับแยกตัวไป...ว่าแต่ทำไมท่านพี่ถึงเดินอยู่ข้างนอกได้ละคะ? พวกชาโดว์น่าจะมีอยู่กันเต็มเลย”

“ไม่เห็นจะมีสักตัว...นะ”

ปากตอบไปแต่หัวเฟลิกซ์ตอนนี้เริ่มกระจ่างหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่บาร์เทนเดอร์ให้เห็นภาพเรย์ลี่ถูกทรมานนั่น...เลยฉุนโมโหอย่างมากใช้หมัดซ้ายจักรกลชกใส่แป้นรหัสทางซ้ายมือของห้องขังจนยุบเข้ากำแพง

ยัยหัวน้ำตาลนั่น!!! บังอาจมาหลอกกันได้!!!

ถึงแม้บาเรียถูกปลดแล้วทุกคนต่างไม่กล้าขยับตัวเพราะเห็นพระแม่ที่มาโปรดเมื่อกี้กลายเป็นปีศาจที่แผ่รังสีอำมหิตน่ากลัวไปแล้ว จะมีแต่ทอมมี่ที่ใจกล้าลุกขึ้นเดินเข้าหา

“เฟรินครับ”

“อะไร!!” เฟลิกซ์ตะคอกใส่ไม่รู้ตัว

“รีบหนีขึ้นท้องฟ้ากันก่อนเถอะครับ พวกชาโดว์อยู่เต็มกันไปหมด” ทอมมี่ทำเป็นใจดีสู้เสื้อ “ผมจำได้ว่ามันมีเรือเหาะจอดหลายลำจอดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่ตก”

“หนีทำไม ฉันอยากจะไล่ตามฆ่าพวกมันจะตาย!

“แต่เราทำอะไรพวกมันไม่ได้เลยนะครับ ยังไม่รู้เลยว่าทำไมพวกมันถึงไม่ฆ่าเลย...แค่หนีกลับไปตั้งหลักก่อนนะครับ”

ทอมมี่ขอร้องอย่างหนัก เฟลิกซ์หรี่ตาลงอย่างช้าๆ

ก็มีเหตุผลอยู่

“ก็ได้ นำทางเลย”

ทอมมี่ไม่รอช้าออกเดินนำออกอาคารก่อนคนแรกและตอนนี้ทุกคนกำลังเดินผ่านสนามกลางเพื่อออกนอกตัวเขตอาคารแถวนี้ ระหว่างนั้นเฟลิกซ์เพิ่งจะคิดเรื่องที่สำคัญที่สุดได้

“เดี๋ยว!!!” ทุกคนหยุดหันมอง “เป้าหมายของฉันก็คือมาที่เกาะลึกลับแห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ...ใช่เกาะนี้ไหม?”

คำถามที่เฟลิกซ์ไม่มั่นใจ คนอื่นเองก็ต่างส่ายหัว...ระหว่างที่มึนงงกันอยู่มาเรียก็ปรากฏกายออกมาอยู่ข้างๆ

“มาเรีย!

“คุณเฟลิกซ์ ขอโทษด้วยนะคะที่ออกมาช้า”

“ไม่เป็นไรหรอก...เธอพอรู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่อันนาบอกไว้มันอยู่บนเกาะนี้หรือเปล่า”

“เกาะนี้...”

มาเรียมองรอบๆ ตัวก่อนที่จะพาตัวเองลอยสูงขึ้นหลับตาลงอย่างพิจารณาแล้วค่อยๆ มองอาคารเดิมที่เพิ่งเดินออกมา

“มันอยู่ชั้นสามประตูสีทอง นั่นแหละค่ะสิ่งที่อันนาเคยบอกไว้”

ประตูสีทอง!?

เฟลิกซ์นึกออกทันทีเพราะตอนที่วิ่งตามหาเรย์ลี่อยู่ก็ได้ผ่านประตูเหล็กสีทองที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ดึงเปิดออกไม่ได้ พอได้สติก็บอกทุกคน

“ทุกคนตามฉันมา!

“พวกแกทุกคนหยุดอยู่ตรงนั้น! นึกว่าจะล็อคอินกลับมาไม่ทันซะแล้ว”

เจ้าของเสียงเดินออกมาอาคารที่พวกเขาเพิ่งสวนออกมา จะเป็นใครไม่ได้นอกจากบาร์เทนเดอร์หรือผู้คุมโลกนี้เท่านั้น

แย่ละ นึกว่าจะหายไปเลยซะอีก

เฟลิกซ์คิดอย่างหวั่นใจแต่คนอื่นๆ ที่พอจำหน้าได้อย่างเควนเซอร์ร้องว้าว

“อ้าวพี่สาวที่บาร์มาชงเหล้าแถวนี้เหรอ?”

“ไม่ใช่!

“ตะๆๆ ตามทวงค่าเหล้าถึงที่นี่เลย!?” เซเบอร์ที่ดูเหมือนมีภูมิหลังกับบาร์เทนเดอร์เดินถอยหลังเล็กน้อย

“ไม่ใช่ย่ะ!

“เอ่อ คุณมาที่นี่ได้ยังไงครับ” ทอมมี่ถามตรงเรื่อง

“อย่างงั้นแหละที่ฉันอยากจะตอบ—”

“ขอโทษเรื่องเมื่อคราวนั้นนะครับที่เป็นต้นเหตุทำให้ร้านที่คุณทำงานอยู่พัง”

อยู่ดีๆ แรบบิ้นว่าไปอีกเรื่อง ทั้งไหล่ทั้งคิ้วของบาร์เทนเดอร์สั่นระทวยเหมือนเริ่มทนไม่ไหว อ้าปากตะโกนลั่น

“ไอ้พวกงี่เง่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!

“อ๊าก!!

“อะไรเนี่ย!?

“จับไว้!!

มันไม่ใช่แค่เสียงแต่ยังมาพร้อมกับคลื่นเสียงกระแทกมหาศาลจนเกือบยืนไม่ติดพื้น แต่มาแค่แปบเดียวก็หยุดไป บาร์เทนเดอร์ยืนหอบที่ไม่ใช่เพราะเหนื่อยแต่เป็นความโกรธล้วนๆ

“ดูเหมือนพวกแกจะไม่เข้าใจอะไรเลยใช่ไหม! จงออกมา! เหล่าลูกน้องที่น่ารักของฉัน!!!

เจ้าตัวกางแขนแบมือออกเหมือนกับเป็นท่าเรียกเพราะรอบสนามต่างมีชาโดว์ผุดขึ้นมาจากพื้นดินมากมายกว่าห้าสิบตัว ทุกคนเหมือนรู้ดีว่าสถานการณ์แบบบี้ควรทำตัวยังไงเลยติดหันหลังชนกันรอบทิศเตรียมตั้งท่าพร้อมสู้โดยที่พวกตัวชาโดว์ยังเดินวนอยู่รอบๆ ยังไม่เข้าใกล้ราวกับว่ามันรอฟังคำสั่งจากบาร์เทนเดอร์อยู่ เควนเซอร์ถามคนใกล้ตัวเสียงสั่น

“ทำไมพี่สาวคนนั้นถึงได้มีเจ้าพวกนี้ละ!?

“จะไม่รู้กับแกหรอ!! อยู่ด้วยกันเนี่ย!!!” เซเบอร์ที่ยกโล่ตะคอกใส่

“ที่รู้อยู่ตอนนี้พวกเราแย่แน่ๆ” แรบบิ้นว่า

“ทำไมเธอต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย! เซนเตน่า!

จู่ๆ เรย์ลี่ก็ตะโกนถามแล้วพูดถึงชื่อใครบางคนขึ้นมาซึ่งหมายถึงบาร์เทนเดอร์ที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพราะถูกเรียกแบบนั้น เฟลิกซ์ขมวดคิ้ว

“เรย์ลี่!? รู้จักกันด้วย?”

“ค่ะท่านพี่” เรย์ลี่พยักหน้า “คือ...ต้องรู้จักกันอยู่แล้วอย่างเรื่องคราวนั้นที่เรย์ลี่ตามหาท่านพี่หลังจากที่ทุกคนถูกลบความทรงจำไปเมื่อคราวนั้นท่านพี่ก็เห็นว่าเรย์ลี่คุยกับเธอคนนั้นเหมือนเพื่อน”

“เอ่อ...นั่นสิ” เฟลิกซ์เพิ่งจะนึกออกเรื่องเมื่อคราวก่อนนู้นที่อยู่ในร้านออริน่ากับอันนาที่ปลอมตัวเป็นเอลด้าอยู่ช่วงนั้น

“แต่หลังจากเรื่องนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็มาสารภาพรักกับเรย์ลี่ มาเกาะแกะเรย์ลี่แอบตามเป็นสโตกเกอร์ไปทุกที่”

“ก็ฉันชอบเธอ! รักเธอนี่นา!

บาร์เทนเดอร์หรือเซนเตน่าที่ยืนอยู่แนวหลังชาโดว์เดินเข้ามาเล็กน้อยพร้อมโบกมือสั่งให้ชาโดว์กว่าห้าสิบตัวยืนอยู่เฉยๆ แล้วส่งสายตาหวานแววให้เรย์ลี่โดยตรงซึ่งคนถูกสายตาแห่งความรักและหลงใหลขนลุก

“เรย์ลี่ไม่อยากได้เรื่องพรรคนั้นจากเธอสักหน่อย!

“เดี๋ยวเธอก็อยากจะได้เอง ใช่ไหมเฟลิกซ์...เพราะฉันให้เธอเห็นภาพจำลองไปแล้วนี่ รับรองต้องติดใจไม่ลืมหูลืมตาเลย”

“ไอ้—”

เฟลิกซ์สบถแล้วต้องยั้งมือซ้ายจักรกลตัวเองไว้เพราะรู้ดีว่าขืนเปิดศึกตอนนี้มีแต่เสียกับเสียเลยทำได้แต่กัดฟันกรอด เรย์ลี่ที่ทำหน้าใสซื่อสงสัยเรื่องนั้นเลยถามทันที

“ท่านพี่...ที่เธอพูดนี่มันเรื่องอะไรหรอคะ?”

“อย่ารู้เลย มันออกจะ...เอาเป็นว่าอย่าได้ยินดีกว่าก็แล้วกัน”

“อ่า...ค่ะ ท่านพี่ว่าอย่างงั้นเรย์ลี่ก็จะไม่ถามอีก ท่าทางจะเป็นเรื่องไม่ดีสินะคะ”

ไม่ดีเอามากๆ เลยละ ที่เธอโดนเจ้าหนวดนั่นกระทำชำ—

เฟลิกซ์คิดในใจไม่ได้บอกออกไปแล้วกลืนมันลงคอไปโดยหวังว่าคงไม่มีวันได้บอกเรื่องนี้แน่ๆ เซนเตน่าแบมือขวาออกมา

“มาสิเรย์ลี่ มาหาฉัน...เธอจะได้ไม่เจ็บตัวฟรีไง เพราะยังไงซะเธอกับพวกแกทุกคนก็สู้เหล่าชาโดว์และผู้คุมโลกนี้อย่างฉันไม่ได้อยู่แล้ว”

“ผู้คุมโลกนี้!?

ทุกคนยกเว้นเฟลิกซ์ต่างทำหน้าไม่เชื่อ เฟลิกซ์เลยบอกให้ฟัง

“ยัยนี่มันเป็น...เอ่อ...ว่ากันสั้นๆ ก็เป็นพระเจ้าที่เป็นลูกน้องพระเจ้าอีกทีที่ถูกสั่งให้ดูแลโลกที่นี่”

“จะว่างั้นก็ได้นะ แต่ฉันเคยบอกเธอไปแล้วนี่เฟลิกซ์ ตอนนี้พระเจ้าที่คุมฉันไม่มายุ่งโลกนี้แล้วเพราะฉะนั้นฉันเลยเป็นพระเจ้าโดยสมบูรณ์แบบยังไงละ!!! มาเถอะเรย์ลี่ ฉันไม่อยากบังคับเธอแต่ก็น่าจะรู้ดีว่าเธอไม่มีทางขัดขืนฉันได้อีกต่อไปเพราะฉันจะเอาจริงแล้ว!!!

เซนเตน่าเอ่ยถ้อยคำชัยชนะ ถึงแม้ว่าคนอื่นๆ อย่างเควนเซอร์ แรบบิ้นและเซเบอร์ก็เกิดความลังเลใจขึ้นมาเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่คนที่รับรู้ผลของมันดีที่สุดก็คือเฟลิกซ์ มาเรียและทอมมี่

นี่เรา...มาได้แค่นี้จริงๆ งั้นเหรอ

“เอ๊ะ!?

เฟลิกซ์สะดุ้งเล็กน้อยเพราะจู่ๆ เรย์ลี่ก็ควับหมับแขนขวาไปกอดอย่างเหนียวแน่นแล้วบอกสิ่งที่ตนเองปรารถนามากที่สุดให้กับเซนเตน่า

“สำหรับเรย์ลี่แล้วคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขมากที่สุดเป็นทั้งพี่สาวเป็นทั้งพี่ชายเป็นทั้งแฟนก็คือท่านพี่คนนี้!!

“หา!?

เซนเตน่าร้องเสียงหลง แม้แต่เควนเซอร์ แรบบิ้นและเซเบอร์ก็เช่นกัน ส่วนเฟลิกซ์เองเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่ง

เหมือนงานกำลังจะเข้า

“ใช่ค่ะ! ท่านพี่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรย์ลี่!” เรย์ลี่ยังคงไม่หยุดยั้งการประกาศความสัมพันธ์ “ไม่ว่าจะทุกข์ร้อนมีสุขมากน้อยเพียงใดท่านพี่ก็ห่วงใยเรย์ลี่เสมอ! ถึงแม้ท่านพี่จะมีแฟนตาทึ่มอย่างเชอรี่คนนี้เรย์ลี่ก็ยังได้รับความรักจากท่านพี่เสมอ! และเมื่อเขาก็ทิ้งท่านพี่ไปมีคนอื่นเรย์ลี่เป็นคนเดียวที่ดูแลท่านพี่ตลอดมา!

คนที่ถูกพาดพิงอย่างทอมมี่กำลังอั้นหัวเราะทั้งๆ ที่เป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆ ซึ่งมันทำให้เฟลิกซ์หงุดหงิดเข้าอย่างจัง

เจ้าทอมมี่...ไม่รู้ตัวเลยสักนิดเลยสินะ หึๆ

“อีกอย่าง...ท่านพี่มีร่างกายที่น่าหลงใหลกว่าเธอตั้งเยอะเซนเตน่า!

คราวนี้ทั้งสองคนที่โดนพาดพิงสะดุ้งโหยง

ไหงมาเรื่องนี้ซะงั้นละ!?

“เรย์ลี่...เดี๋ยวฉันกำหนดสร้างมันได้นะ เรื่องพรรคนั้นน่ะ”

น้ำเสียงเซนเตน่าที่ดูเหมือนจะอั้นความโกรธไว้เต็มที่ แต่เรย์ลี่หาได้ใส่ใจไม่

“ไม่เอา! เรย์ลี่จะมีแต่ท่านพี่คนนี้คนเดียวเท่านั้น! เพราะเรย์ลี่มอบทั้งตัวทั้งหัวใจกับท่านพี่ไว้หมดแล้ว!!!

เรย์ลี่ประกาศชัยตัวเองแล้วกอดเอวเฟลิกซ์อย่างแน่น แต่คนถูกกอดกำลังรู้สึกว่ากำลังดิ่งลงเหว

เฮ้ยเรย์ลี่!? ฉันไม่เคย—

และยิ่งได้เห็นท่าทางของเซนเตน่าที่ก้มหน้าก้มตากำหมัดแน่นดูเหมือนมีไฟโกรธลุกโฉนก็รู้ตัวว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมันหลักเลี่ยงไม่ได้แล้ว

ชิบหายละ

พวกแกไปตายๆ กันให้หมด!!!

วิ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!

เซนเตน่าร้องลั่นเตรียมสั่งให้ชาโดว์เข้าตะลุมบอนแต่ก็ถูกเสียงแหลมดังที่แทรกเข้ามาแต่ไกล ไม่มีใครรู้เลยว่าเสียงนั้นมันคืออะไรกันแน่แต่เควนเซอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังรู้ดี

“เสียงนกหวีดนี่มัน...หรือว่า!! ทุกคนหลบเร็ว!!

“หลบ!? หลบอะไร!?

เซเบอร์ฉงนอย่างหนักเพราะไม่เห็นอยู่คนเดียวว่าอะไรกำลังจะมาเลยโดนคนอื่นผลักตัวให้หลบแทนให้ ตาคู่ของเฟลิกซ์เบิกโตขึ้นเพราะพอหันหลังแล้วเห็นเรือเหาะลำหนึ่งกำลังทะยานดิ่งแนวเฉียงลงมาและใกล้จะถึงที่พวกเขาอยู่แล้วด้วยความเร็วขนาดจะพุ่งเข้ามาถลาไกลชนพวกเขาอีกไม่กี่วิ

มาจากไหนวะนั่น!!!

เฟลิกซ์คว้าตัวเรย์ลี่ไว้โอบกอดแล้วกระโดดหลบไปทางซ้ายกลิ้งตลบคุกฝุ่นกับพื้นก่อนที่จะได้ยินเสียงระเบิดดังครั้งใหญ่เลยหลับตากอดตัวเรย์ลี่แน่นตามสัญชาตญาณ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่โดนอะไรที่ทำให้บาดเจ็บเลยลืมตาเงยหน้าขึ้นดูเห็นซากเรือเหาะที่ลงกลางสนามแล้วใหลไประเบิดตรงหน้าทางเข้าตึกที่เคยที่เซนเตน่าอยู่ซึ่งตอนนี้ไม่เห็นตัวแล้ว

หา!? นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย?

“ทะ...ท่านพี่...กอดแน่นดีจัง”

เรย์ลี่แทบจะพูดไม่เป็นภาษาเลยก้มดูพบว่าเธอกำลังตาลายมึนหัวจากการกลิ้งกับพื้นด้วยกันกับเฟลิกซ์

ให้ตายสิ...เวลานี้ยังจะทำตัวแบบนี้อีกนะ

ถึงในใจจะว่าแบบนั้นแต่ยังใช้มือลูบหัวเรย์ลี่อย่างอ่อนโยนก่อนที่จะพากันพยุงลุกขึ้นดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กองเพลิงน้อยๆ เป็นหย่อมอยู่ทั่วเศษซากเรือเหาะ เหล่าชาโดว์ก็ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน และแล้วก็มีเสียงดังจากบนหัว

“เฮ้อ เหมือนจะมาทันเวลาพอดี”

ยูกะที่มีปีกเวทมนต์สีฟ้าติดหลังโล่งใจแล้วค่อยๆ ลดความสูงลงมาพร้อมกับคราวน์หรือสัสดีที่ใช้เวทย์หรือบางอย่างให้ตัวเองลอยตัวได้โดยที่ไม่ต้องมีปีก เควนเซอร์ที่อยู่อีกฝั่งร้องเรียกวิ่งเข้าหา

“ยูกะ!! เอ่อ...คุณสัสดี?”

แล้วจู่ๆ จากวิ่งที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของคนรักก็เหี่ยวของเพราะเพิ่งเห็นคนที่มาด้วยกัน เฟลิกซ์เห็นแล้วอดที่จะนิทราในใจไม่ได้

ปัดโธ่...นายชั่งไม่มีความกล้าซะเลย

“แล้วมากันได้ยังไงนี่?” เฟลิกซ์ถาม

“ฉันเคยแอบฝังเวทมนต์สะกดรอยตามไว้ในตัวเควนเซอร์ค่ะ เลยตามมาถูก หึๆ”

ยูกะเฉลยอย่างยินดีแต่คนที่ถูกบอกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในตัวหน้าซีดไปซะแล้ว เรย์ลี่เดินไปหาสัสดี

“สัสดี!? แล้วสถานการณ์ที่นั่นเป็นยังไงบ้างคะ ที่สถาบันฯ”

“มันสายเกินไป...ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้แม้แต่ดาบเล่มนั้น ยูกะเลยคิดว่าตามพวกเธอมาน่าจะได้เรื่องกว่า”

สัสดีพูดแล้วมองดาบเล่มยาวที่ยูกะพกไว้อยู่ เฟลิกซ์หรี่ตามองก็ยังเห็นออร่าสีดำที่ครอบคลุมอยู่นั่น

งั้นเจ้าปลาหมึกนั้นคงอยู่ในขั้นที่สูงกว่าดาบเล่มนั่นสินะ

“รุ่นน้อง!! โอ้ย! เจ็บๆๆ”

“รุ่นพี่บาร์เบส!?

เฟลิกซ์ตะลึงอีกคนที่โผล่มาซึ่งเพิ่งจะลุกขึ้นยืนเพราะโดดลงจากเรือเหาะโดยที่ไม่มีเวทมนต์ช่วย เรย์ลี่เองก็ตกใจเช่นกันเลยรีบเข้าไปหาฮีลให้

“บาร์เบส! นี่นายมากับเขาด้วยเหรอเนี่ย!? เอ่อ...แล้วทำไมถึงทักท่านพี่ก่อนจะทักเรย์ลี่ละเนี่ย?”

“ก็มันเห็นรุ่นน้องเฟลิกซ์ที่หุ่นเอ็กซ์เด่นกว่าใครก่อนคนอื่นนี่...โอ้ย!!!

“พูดมาได้หน้าตาเฉยเลยนะ!!

เรย์ลี่เขกหัวบาร์เบสที่เคยจูบกับเฟลิกซ์แล้วเดินแก้มป่องกลับมากอดแขนขวาเธอเหมือนจะสื่อว่าเฟลิกซ์เป็นของใครกันแน่ ส่วนเจ้าตัวที่เป็นจุดศูนย์กลางยืนหน้านิ่ง

เรย์ลี่ บาร์เบส ทอมมี่...

นี่ฉันกำลังสร้างฮาเร็มอยู่หรือเปล่าเนี่ย

ไม่ๆๆๆ!!! ตอนนี้จะมาคิดถึงเรื่องนี้ไม่ได้!!!

“ทุกคน!!! รีบตามฉันไปที่ห้องคอนโซลหนีออกจากโลกนี้กันก่อนเถอะ”

“หน่อย!!! หมาตัวไหนเอาเรือเหาะมาชนฉันเนี่ย!!!

เสียงนั้นดังจากใต้ซากเรือเหาะใกล้ทางเข้าตึกที่กำลังขยับเขยื้อนแล้วกระจายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เซนเตซ่าลุกขึ้นมาอย่างเป็นปกติสุขไม่มีอะไรทำร้ายเธอได้ ยูกะกับคราวน์ต่างงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เควนเซอร์ตะโกนบอกทั้งสองคนนั้นให้รู้ตัว

“คนๆ นั้นเป็นศัตรูครับ! ถอยออกมา!

และแล้วทุกคนก็กลับมารวมตัวตรงกลางสนามยืนหันหลังชนกันอีกครั้ง เซนเตน่าหัวเราะ

“หึๆๆๆ ขอยอมรับว่ามันทำให้ฉันตกใจกลัวตายไปแว๊บหนึ่ง แต่ฉันคือพระเจ้า! ไม่มีอะไรทำร้ายฉันได้หรอกนา! ฉันอยากจะให้พวกแกตายเมื่อไหร่ก็ยังได้!! เพราะพวกแกเป็นแค่—”

หลังจากนั้นเฟลิกซ์ไม่ได้คำร่ายบ่นยาวอย่างกับตัวร้ายนั้นอีกเลยเพราะในคำพูดช่วงแรกที่เซนเตน่าว่ามานั้นทำให้เธอคิดอะไรได้

เดี๋ยวนะ...ถ้าจะฆ่าพวกฉันทันทีเลยก็น่าจะทำได้เลยนี่?

เพื่อความสนุกสะใจงั้นเหรอ?

โดนทั้งเรื่องเรย์ลี่กับเรือเหาะนั้นเข้าไปขนาดนั้นแล้วยังไม่อะไรพวกฉันอีก แต่ก่อนหน้านี้ยังตรึงฉันได้สบายๆ

งั้นแสดงว่า...

“เซนเตน่า...เธอสูญเสียสิทธินั่นไปแล้วใช่ไหม”

ความเงียบเย็นเงียบเข้าครอบคลุมทันที นัยน์ตาสีชมพูที่เบิกตาของเซนเตน่ามันเป็นคำตอบอย่างชัดเจน

“แก...พูดถึง...เรื่องอะไร”

“ถ้าให้เดา การที่เกาะดิไวน์โดนทำให้ตกลงทะเลเหมือนเดิมหรือดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ถูกทำลายคงจะไปกระทบกระเทือนอะไรสักอย่างทำให้เธอไม่สามารถใช้สิทธิแอดมินิสเทรชั่นนั่นสิ...ใช่ไหม?”

เรื่องที่เฟลิกซ์บอกนั้นจะมีแต่ทอมมี่ที่คุ้นหูอยู่บ้างแต่นอกนั้นต่างไม่เข้าใจกันหมด ส่วนเซนเตน่ามีแววตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้งกลายเป็นคนที่สูญเสียความมั่นใจไปเลยเซถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนที่จะทำเป็นเหมือนมีอำนาจอีกครั้ง

“แล้วมันยังไงละ!!! ถึงแม้ฉันจะเข้าไอดีนั้นไม่ได้แล้วไม่รู้เพราะอะไรก็เถอะ! แต่ไอดีสำรองเพียงหนึ่งเดียวนี่ก็ยังมีอภิสิทธิที่ไม่มีวันตาย! ยังเรียกเจ้าพวกนี้ได้! และก็ตัวโปรดของฉันตัวนี้ก็ด้วย!!!

เธอชูมือขวาขึ้นชี้ฟ้าให้เห็นบางสิ่งที่ยักษ์ใหญ่สูงเทียบเท่าตึกสามสิบชั้นกำลังปรากฏตัวจากความว่างเปล่าหลังตึกตรงหน้า มันเป็นอสูรกายสีดำน้ำเงินปีกยักษ์ดวงตาคู่แดงฉาน ทั้งร่างของมันมีแสงดาวระยิบระยับที่ดูแสนจะขัดตาและที่โดดเด่นอย่างชัดเจนคือที่กลางอกมีหัวกะโหลกที่กำลังแผ่รังสีความน่ากลัวอยู่และมีเคียวปีศาจเรืองแสงสีฟ้ายักษ์ถือรอที่จะฟัดฟันลงมา

นี่มันมัจจุราชที่เคยเจอหอคอยเหล็กกล้า!!

หัวใจเฟลิกซ์เต้นรัวๆ เพราะเธอเคยสู้กับมันมาก่อนอย่างทุลักทุเลแต่ตอนนี้จำนวนคนน้อยเกินกว่าที่จะต่อกรกับมันได้ เซนเตน่าระเบิดหัวเราะอีกรอบ

“ฮ่าๆๆๆๆๆ!!! ไม่ว่ายังไงพวกแกก็ต้องแพ้ หึ...ไม่ต้องห่วงหรอกนะว่าจะตายหรือเปล่าเพราะถึงตายไปก็ไม่ได้ตายจริงๆ พวกแกก็แค่กลับไปเกิดใหม่...แต่ก็นะจะมีที่ให้เกิดหรือเปล่าเพราะคริสตัลฟอร์มันกำลังล่มสลายเพื่อรีดพลังด้านมืดจากทุกคนแล้วค่อยสร้างขึ้นมาใหม่ วนเวียนไปอยู่แบบ—อ๊าก!!!

บทร่ายยาวของเซนเตน่าชะงักเพราะยูกะปาดาบเฮเว่นใส่ปักคากลางอก คนที่โดนแทงน่าเหวอไปแปบหนึ่งแล้วกลับมาทำหน้าหงุดหงิด

“เฮ้อ โง่ยังไงก็โง่อย่างงั้น...บอกไปแล้วไม่ใช่หรือไงว่าฉันไม่มีวัน—เอ๊ะ!? อะไรเนี่ย!!

เซนเตน่าร้องโวยวายเพราะร่างกายเธอกำลังจะสลายอย่างช้าๆ ไล่จากเท้าขึ้นมา เลยรีบใช้มือทั้งสองจับด้ามดาบจะดึงออกแต่ก็หยุดลงเพราะเพิ่งเข้าใจว่าดาบออร่าสีดำเล่มนี้ไม่ใช่ดาบปกติ

“ดาบนี่มัน...ดาบนี่มัน...ทำไมถึงมีของแบบนี้อยู่ได้!! พวกแกไปเอามันมาจากไหน!!

“ก็...” เฟลิกซ์ตอบ “ดร. ดิไวน์ทำหลุดมือไว้”

“หา!!! ไม่นะ!! ฉันจะตายแบบนี้ไม่ได้!! ทำไมมันถึงล่ามเข้าถึงลบตัวตนจริงๆ ของฉันด้วย!!!

เซนเตน่าพยายามอย่างหนักที่จะดึงดาบออกแต่ก็ทำไม่ได้สักทีจนร่างของเธอสลายเลยจุดที่ดาบปักอยู่ ดาบนั้นเลยตกลงพื้นแต่ร่างของเธอยังคงสลายต่อไป

“ไม่! ไม่จริงใช่ไหม!! ทั้งๆ ที่มีชีวิตแล้วแทนๆ ม่ายยยยยยยยยยยยยย

และแล้วเซนเตน่าก็หายไป เหล่าชาโดว์และมัจจุราชต่างกรีดร้องสนั่นจนทุกคนต้องเอามือปิดหูไว้

อะไรอีกเนี่ย!!! ทำไมพวกมันถึงไม่หายไปด้วย

เฟลิกซ์คิด เสียงกรีดร้องของเหล่ามอนเตอร์ดังอยู่เกือบนาทีก็เงียบไปและแล้วพวกมันก็เริ่มเข้ามาจู่โจม แรบบิ้นบอกเตือน

“ทุกคนใช้เวทย์แสงเข้าไว้! พวกมันแพ้ธาตุแสง! อย่าโดนตัวมันเด็ดขาด!

“ต้องรีบพาทุกคนออกจากที่นี่!” สัสดีว่า

“ไม่!! ในอาคารนั่นมันสิ่งที่จะช่วยเหลือทุกคนในคริสตัลฟอร์ได้อยู่!!

เฟลิกซ์พูดแล้วออกตัววิ่งไปทางเข้าตึกแต่ต้องเบรกเพราะเห็นเคียวของมัจจุราชกำลังง้างลงมาเลยใช้หมัดซ้ายจักรกลสวนกลับไปเป็นการตีเสกหน้าเงย แต่เธอก็รู้ดีว่ามันก็แค่เป็นการผลักมันออกไปเท่านั้นเลยวิ่งต่อไปก็เจออีกด่านก็คือชาโดว์นั้นสิบตัวขวางทางอยู่

เกะกะจริงๆ!!

เธอใช้หมัดซ้ายชกที่พื้นพร้อมๆ กับกระโดดพาตัวเองลอยสูงขึ้นเลยหัวเจ้าพวกชาโดว์ไปทางข้างหน้าทางเข้าแต่ลงพลาดทางเลยกลิ้งล้มลง จังหวะนั้นเธอไม่ทันตั้งตัวที่จะรับมือชาโดว์ที่กำลังจะแตะตัวเธอ...

ไม่ทันแน่!

แต่ชาโดว์ตัวนั้นกลับแหลกสลายไปด้วยคมดาบเฮเว่นที่ยูกะเข้ามาช่วยไว้ทันเวลาและทุกๆ คนที่ฝ่าวงล้อมเข้ามา

“ขอบใจนะ”

“ต้องมีคนล่อไว้ค่ะ” ยูกะบอกแผน “ไม่งั้นคงจะไปที่ๆ คุณต้องไปไม่ได้แน่ๆ”

“เดี๋ยวพวกเราจะล่อไว้ให้เอง”

“ดิฉันมีดาบนี่อยู่น่าจะถ่วงเวลาได้ดี สัสดีเองก็ใช้เวทย์แสงถนัดอยู่”

“ผมด้วย”

หลายคนต่างอาสาที่จะทำหน้าที่นั้นโดยมีเควนเซอร์ แรบบิ้น เซเบอร์ ยูกะ คราวน์และบาร์เบส...แต่เฟลิกซ์ไม่เห็นด้วย

“แต่ว่า—”

“แนะนำอย่างงั้นเช่นกันค่ะ” จู่ๆ มาเรียปรากฏกายขึ้นอีกรอบหลังจากที่หายไปตั้งแต่ตอนไหนเธอก็ไม่รู้ “เพียงแค่ไปถึงที่นั้นก็สามารถช่วยทุกคนได้...มันก็จำเป็นต้องมีคนเสียสละ...ไม่สิ ต้องเรียกว่าถ่วงเวลามากกว่าเพราะไม่มีใครจะตายจริงๆ”

ความเห็นของมาเรียทำให้เฟลิกซ์หายกังวลใจไปหายเรื่อง เธอลุกขึ้นมา...

“ขอบคุณนะ ทุกๆ คน...ฝากด้วย”

และแล้วคนที่จะไปที่ห้องคอนโซลที่ควบคุมโลกคริสตัลฟอร์ได้ก็มีเฟลิกซ์ เรย์ลี่ ทอมมี่และมาเรีย พวกเขาต่างวิ่งหาทางขึ้นไปชั้นสามที่ห้องนั้นอยู่แต่แล้วก็มีชาโดว์สองตัวขวางทางขึ้นบันไดไว้ เรย์ลี่และทอมมี่ต่างใช้เวทย์พร้อมกัน

“ขอวิงวอนเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย ช่วยตอบสนองแด่แรงศรัทธาของข้า...ขออำนาจที่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายทุกสรรพสิ่ง! เบิร์ทสตรีม!! [Burst Stream]

มือทั้งสองของนักเวทย์ที่ผสานกันปลดปล่อยลำแสงแสงสว่างพิฆาตใส่ชาโดว์ทั้งสองตัวจนแตกเป็นชิ้นส่วนเล็กส่วนน้อยที่ค่อยๆ ไหลลงรวมตัวกันโดยหวิดที่จะพังบันไดทั้งขึ้นไปด้วย

“ใช้เวทย์ชั้นสูงขนาดนี้พวกมันยังไม่ตายอีกเหรอเนี่ย!?” เรย์ลี่บ่น

“รีบไปกันเถอะก่อนที่มันจะเกิดใหม่!

เฟลิกซ์นำทัพวิ่งขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสามแล้วก็ชี้ห้องที่มีประตูสีทองเหลืองที่อยู่ปลายสุดอีกทางที่ห่างถึงสองร้อยเมตร

“ประตูนั่น!

พวกเขาโหมโรงวิ่งสุดแรงเกิด แต่พอมาถึงครึ่งกลางก็มีชาโดว์ปรากฏขึ้นมาอีกห้าตัวขวางทางไว้เหมือนรู้ดีว่าตัวร้ายต้องทำหน้าที่อะไร คราวนี้มาเรียเป็นคนร่ายเวทย์เองโดยที่ไม่ต้องพูดร่าย เธอยื่นมือสองและแค่เพ่งสมาธิก็มีลำแสงสีขาวขนาดเล็กจำนวนมากพุ่งโจมตีใส่ชาโดว์รัวๆ จำนวนมากใช้เวลากว่าสิบวิกว่าที่ชาโดว์ทุกตัวจะอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ มาเรียหอบเหนื่อย

“แฮ่ก...ต้องใช้มานาเยอะจริงๆ เจ้าพวกนี้ถึงจะเป็นแบบนั้น”

“ไหวนะ”

“ไม่ไหว...แล้ว”

มาเรียกลายร่างกลับเข้าคริสตัลกลางอกเฟลิกซ์ไป พวกเขาที่เหลือเลยมุ่งหน้าต่อจนใกล้ถึงประตูสีทองนั่นเพียงอีกสามสิบเมตร เรย์ลี่สัมผัสถึงสิ่งที่ทุกคนมองไม่เห็นจากภายในเลยใช้เวทย์ลม

“สายลมเอ่ยจงฟังข้า...”

“เรย์ลี่!? เธอจะทำอะไร”

“จงพัดพาพวกเขาไป วิงค์! [Wing]

“เฮ้ย!!

ร่างของเฟลิกซ์และทอมมี่ลอยไปล้มอยู่ประชิดกับประตูทองข้างหน้า ส่วนเรย์ลี่กระโดดถอยหลังหลบถึงสิ่งที่ทำให้เฟลิกซ์เข้าใจว่าทำไมเธอถึงใช้เวทย์ลมเพราะเคียวของมัจจุราชผ่ากลางตึกลงมาแบ่งออกเป็นสองส่วน

“เรย์ลี่!! เป็นอะไรไหม!

“ไม่ค่ะ! ท่านพี่ปลอดภัยสินะคะ”

“เธอรีบใช้เวทย์ตามมาได้แล้ว!

“...เอ่อ...คือ...”

“คืออะไร รีบมาได้แล้ว!

“มานาเรย์ลี่ไม่เหลือพอ...แล้วค่ะ”

ความจริงที่ชวนช็อก เฟลิกซ์คว้าตัวคนใกล้ๆ

“ทอมมี่! รีบใช้ปีกของนายพาเรย์...ลี่...”

แต่ทอมมี่กลับนอนสลบอยู่

อะไรกัน...

“กะแล้วเขาฝืนตัวเองจริงๆ ด้วย” เรย์ลี่ที่มองเห็นอาการของทอมมี่บอก “เวทย์ธาตุแสงที่เป็นขั้นสูงอันนั้นมันแพ้ทางสำหรับเผ่าปีศาจอย่างเขามาก...คงจะกินมานาจนเกือบหมดตัวทั้งๆ ที่ใช้เวทย์อื่นได้นับร้อยครั้ง”

“เจ้าบ้าเอ๋ย!!

เฟลิกซ์ต่อว่าเจ้าคนที่ไม่เจียมแต่เสียงนั้นก็ส่งไม่ถึงเพราะสลบอยู่ เลยหันกลับมองเรย์ลี่อีกครั้งเลยเห็นสิ่งที่กลับไล่หลังมา เป็นเคียวที่ฟาดฟันแนวนอนกำลังไล่เหวี่ยงเข้ามาเรื่อยๆ ราวกับมัจจุราชกำลังไล่ล่ามา เรย์ลี่เองก็รู้สึกถึงมันด้วยเช่นกันเลยจ้องมองเฟลิกซ์ทั้งน้ำตา

“ท่านพี่...เรย์ลี่มีความสุขมากนะคะที่ได้อยู่ด้วยกันตลอดมา...”

ไม่ๆๆๆ ถึงรู้ว่าเธอจะไม่ตายจริงๆ ก็เถอะ แต่มัน...

แต่จะจากกันแบบนี้มัน...

มัน...

“เรย์ลี่รักท่านพี่มากนะคะ รักที่สุด...”

น้ำตาแห่งความบริสุทธิ์ไหลพรากออกมาให้เห็น เฟลิกซ์กำมัดซ้ายแน่นก่อนที่จะยกเล็งขึ้น

“ถ้างั้นก็อย่าหนีไปตายคนเดียวสิ!!! ไปเลย!!!

หมัดซ้ายจักรกลถูกยิงออกไปหาเจ้าตัวที่กำลังอึ้งกับสิ่งที่เฟลิกซ์ทำ หมัดซ้ายนั้นไม่ได้กำแน่นแต่แบออกรับตัวเรย์ลี่แล้วดึงกลับเข้าหาเจ้าของอย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่าตอนนี้เรย์ลี่อยู่ในอ้อมอกซ้ายเฟลิกซ์

“ทะ..ท่านพี่...ท่านพี่!!!

เรย์ลี่ทำหน้าอย่างกับเด็กน้อยที่พัดหลงกับพ่อแม่แล้วก็ได้กลับมาเจอกัน เธอกอดเฟลิกซ์แน่นอย่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งเฟลิกซ์ก็รับมันอย่างสุดด้วยใจก่อนที่จะลืมตาขึ้นกลับมาพบกับความจริงที่ชวนสะดุ้ง

เคียวนั่นใกล้จะมาถึงแล้ว!!!

“เรย์ลี่! ช่วยกันเปิดประตูนี่เร็วเข้า!

“ค่ะคะ!!

ทั้งสองคนต่างลุกขึ้นแล้วช่วยกันดึงด้ามจับเหล็กที่ประตูแต่ก็เปิดไม่ออก เคียวของมัจจุราชก็ไล่คืบคลานเข้ามาทุกที

เปิด...ออก...สัก...ที...สิ...โว้ย!!

“คุณเชอรี่!?

เรย์ลี่เอ่ยแล้วหยุดดึงประตูเพราะทอมมี่ลุกขึ้นมาอย่างงัวเงีย เฟลิกซ์เองก็หยุดเช่นเดียวกัน...ทอมมี่หันมองสองคนแล้วมองไปที่ประตูก่อนที่จะเอนล้มไปข้างหน้าใส่ประตู แต่กลับเกิดขึ้นไม่คาดฝันเพราะประตูที่ควรจะรั้งตัวทอมมี่ไว้กลับถูกดันเปิดเข้าไปซะอย่างงั้น ความจริงเลยกระจ่าง

ไอ้ด้ามประตูจับนี่มันหลอกนี่หว่า! แค่ผลักเข้าไปก็...

“ท่านพี่!

เรย์ลี่ที่เห็นว่าเฟลิกซ์ชักช้าเลยดึงตัวเข้าห้องมาแล้วปิดประตูทันที เสียงอาคารถล่มเพราะเคียวมัจจุราชก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ภายในห้องเป็นสีขาวโพลนราวกับว่าอยู่คนละมิติกันโดยที่มีแท่นสีดำใกล้ๆ ที่มีปุ่มสีแดงตัวใหญ่อยู่

เข้ามาจนได้...สินะ

เฟลิกซ์ทิ้งตัวนอนหงายหอบเหนื่อยโดยมีเรย์ลี่เอาหน้าซุกเอวเธอไม่ยอมปล่อย...มือขวาลูบหัวเรย์ลี่เบาๆ

“จะเล่นบทเสียสละหรือยังไงกัน”

“อือ...”

“แต่ฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้มากกว่า...เห็นด้วยกับฉันใช่ไหม”

“อือ”

เรย์ลี่เอาแต่ส่งเสียงแบบนั้นอยู่ท่าเดียว เฟลิกซ์ตั้งท่าลุกขึ้นนั่งแล้วดันตัวเรย์ลี่ออกให้เห็นใบหน้าของเธอที่ยังร้องไห้ไม่หยุด

“ความน่ารักหายหมดแล้วนะ”

“ง่ะ!!” เจ้าตัวเช็ดน้ำตา “ท่านพี่พูดอะไรก็ไม่รู้”

“ที่นี่มันที่ไหนครับนี่”

ทอมมี่ที่ฟื้นลุกขึ้นมาถามทันที อีกสองคนก็ลุกขึ้นเช่นกัน...

“น่าจะเป็นห้องที่อันนาว่าไว้นะ...แต่ไม่เห็นมีแป้นคอนโซลอะไรเลยนอกจากปุ่มแดงๆ นี่”

ทั้งสามคนต่างเดินล้อมแท่นปุ่มนั้นแล้วมองหน้ากันและกัน เฟลิกซ์ว่าก่อน

“มีอยู่ทางเดียวแล้ว...กดพร้อมๆ กันนะ”

เธอยื่นมือขวาวางไว้บนแป้น เรย์ลี่และก็ทอมมี่ต่างวางทับกัน แล้วเฟลิกซ์ก็ใช้มือซ้ายจักรกลวางไว้บนสุดแล้วกดมันลง

ในที่สุด...ทุกๆ คนก็เป็นอิสระสักที

และแล้วก็มีแสงสว่างปกคลุมพวกเขาทั้งหมด

[ไม่กี่นาทีถัดมา]

“ยูกะ...”

“เควน...เซอร์”

ทั้งสองคนที่อยู่ในสภาพปางตายคลานขยับเข้ามาหาแล้วต่างยื่นมือมาผสานแล้วมองหน้ากันและกันโดยรอบพวกเขามีร่างแรบบิ้น เซเบอร์ คราวน์และบาร์เบสที่ไร้ชีวิตอยู่

“ฉันนึกว่า...จะไม่ได้เห็นหน้า...นายอีกแล้ว”

“ผมก็...เหมือนกัน...แสบนะที่แอบเอาอะไรฝังตัว...ผมไว้”

“ก็...เป็นห่วงนี่...”

ยูกะเอ่ยอย่างไร้ความอายเพราะว่าสถานการณ์ตอนนี้มันไม่มีทางเลยที่จะทำให้รู้สึกแบบนั้น เควนเซอร์บ่น

“ผมนึกว่า...ดาบนั่นจะจัดการ...ปีศาจตัวยักษ์นั่น...ได้...นะ”

“คงเหมือนกับปีศาจปลาหมึกละมั้ง...ค่ะ ไม่มีวัน...ที่ล้มพวกมันได้”

“แล้ว...พวกเขาทำสำเร็จหรือเปล่า” เควนเซอร์หมายถึงกลุ่มเฟลิกซ์

“คิดว่าน่าจะ...นะคะ ฉันเห็นลำแสง...สามเส้น...พุ่งขึ้นฟ้าไปก่อนที่ตึกจะ...ถล่ม”

ยูกะบอกถึงสิ่งที่เห็นระหว่างต่อสู้ก่อนหน้านี้ เควนเซอร์ถอนหายใจ

“งั้นเราก็...ตายอย่าง...หมดห่วง...ได้แล้วสินะ...ครับ”

“นั่นสินะ...”

ทั้งสองต่างนอนกุมมือแน่นอีกครั้งก่อนที่เคียวมัจจุราชจะฟาดฟันลงมา

“คุณแม่...”

อันนา...

เมื่อได้สติก็ได้ยินเสียงของคนที่เฟลิกซ์อยากจะได้ยินมากที่สุดแต่รอบๆ ตัวกลับเป็นสีขาวโพลนเหมือนสติกำลังหลุดลอยอยู่ขยับตัวไม่ได้

“นี่เสียงหนูเองนะคะ”

อันนา! เธออยู่ไหน!

“แต่เป็นแค่ระบบตอบรับอัตโนมัติที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อตรวจพบว่าไอดีของคุณเฟลิกซ์ ดิฟเฟอร์กำลังล็อกเอาท์ออกจากระบบเท่านั้นคะ อาจจะทำให้คุณแม่คาดหวังมากไปต้องขอโทษด้วยนะคะ”

เอ่อ...ไม่หรอก แค่ได้ยินเสียงก็ดีใจแล้ว

“งั้นหนูขอเข้าเรื่องเลยนะคะเพราะนี่เป็นโอกาสเดียวของหนูจะเป็นข้อมูลที่หนูบอกจะให้ได้ตอนที่ยังมีช่องว่างของระบบอยู่...เดิมที่ตัวหนูถูกสร้างขึ้นจากดีเอ็นเอแม็พของคุณแม่เพื่อที่จะใช้เป็นวัตถุดิบพลังงานให้กับดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ แต่ทว่าโคลนที่สร้างขึ้นจากดีเอ็นเอแม็พนั่นกว่าแสนตัวกลับมีเพียงหนูคนเดียวได้มีศักยภาพมากพอที่จะใช้พีทูเหมือนกับคุณแม่ได้ แต่พลังจิตพีทูที่หนูมีกลับเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของคุณแม่เท่านั้น...ซึ่งนั่นทำให้ดร. ดิไวน์เปลี่ยนแผนใหม่มาเริ่มใช้มนุษย์ปกติแต่การใช้โดยตรงนั้นจะไม่ได้ประสิทธิภาพ เขาที่มีเทคโนโลยีเอเลี่ยนที่นำสารในสมองที่เกิดจากจิตสำนึกด้านลบมาใช้เป็นพลังงานมหาศาลเลยทำการเริ่มแผนลักพาตัวมนุษย์มาเข้าสู่โลกเสมือนที่เขาสร้างมันขึ้นมาแล้วลบความทรงจำทุกคน วางแผนให้พวกเขาเกิดความรู้สึกด้านลบแล้วเร่งเวลาในโลกนั้นนับพันปี”

ถ้าอย่างงั้นแล้วทำไมแม่ถึงยังจำได้ละ?

“เพราะหนูวางกับดักแอบแทรกแซงคระบบการลบความทรงจำไม่ให้เกิดขึ้น ทั้งทางซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์...ถึงจะรู้ตัวว่าคุณแม่ไม่ได้ถูกลบความทรงจำแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะการที่จะถอดคุณแม่ออกจากโดมไลฟ์นั่นเป็นการเสี่ยงอย่างมากที่คุณแม่จะฟื้นขึ้นมาแล้วใช้พีทูทำลายทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมา...ซึ่งนั่นทำให้คนที่มากับคุณแม่ด้วยอย่างคุณทอมมี่ไม่ถูกลบความทรงจำด้วย ถึงอย่างงั้นดร.ดิไวน์ก็ยังอยากจะได้คนที่มีพีทูเข้ามาสู่โลกเสมือนด้วยเพราะเทคโนโลยีเอเลี่ยนมันบอกว่ามนุษย์ที่มีพลังจิตพีทูในตัวนั้นจะเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายพันเท่า...เลยให้ดิฉันที่ตอนนั้นยังรับใช้เขาอย่างดีมาใกล้ชิดคุณแม่ในฐานะเป็นสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ที่ฐานลับแห่งนั้น”

อ๋อ...เป็นแบบนั้น...สินะ

“แต่ว่านั่นทำให้หนูได้เห็นโลกกว้างขึ้นค่ะ เห็นอะไรหลายๆ อย่างมากมายเหลือล้นเลย...และยังได้สนิทกับคุณแม่อีกด้วยจนหนูไม่อยากจะทำงานให้กับดร.ดิไวน์อีกแล้วเลยไม่ติดต่อไปเลยคะ จนกระทั่งภารกิจเกี่ยวกับไล่ล่าตัวของเขาที่ได้ทำด้วยกันกับคุณแม่และก็คุณนานามิ หนูก็หวั่นใจอยู่ตลอดว่ามันจะมีลับลมคมในหรือเปล่า กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นกับดักก็สายเกินไป...แต่รู้สึกยินดีมากที่วันนั้นคนที่ถูกกับดักเป็นหนูไม่ใช่คุณแม่...หลังจากนั้นดร. ดิไวน์ก็ดัดแปลงหนูให้กลายเป็นไซบอร์กเพราะด้วยร่างกายนั้นมันไม่สามารถจะใช้ชีวิตต่อได้แล้วเลยทำให้เขาเข้ามาเห็นความทรงจำที่มีค่าของหนู...เขาใส่ไฟอารมณ์ที่ไม่ควรจะให้เกิด ความรู้สึกที่โกรธเกลียดคุณแม่ที่คุณแม่ได้เห็นนั้นมันไม่ใช่ตัวหนูจริงๆ นะคะ”

ไม่หรอก...แม่ไม่โกรธไม่เกลียดเลย...เป็นเพราะแม่เอง

“และในที่สุดเขาก็ได้พลังมากพอที่จะให้กำเนิดดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ที่มันเป็นอาวุธทำลายล้างอย่างหนึ่งของพวกเอเลี่ยนพวกนั้น หนทางที่จะหยุดยั้งมันได้...มีแต่ต้องทำลายคลื่นพลังงานของมันอย่าให้เหลือแม้แต่เสี้ยวนาโนไมโครเพราะนั่นจะทำให้มันกลับมารวมตัวสร้างขึ้นมาใหม่ถึงจะถูกทำลายไปได้ ซึ่งหนูนึกไม่ออกว่าอะไรที่จะทำได้ขนาดนั้นนอกจากนิวเคลียร์...แต่ต้องพาทุกๆ คนที่อยู่ในโดมไลฟ์ออกให้ได้ซะก่อน ถึงจะจบแบบแฮบปี้เอนดิ้งค่ะ”

แล้วตัวอันนาละ!? เธออยู่ที่โดมไลฟ์หรือเปล่า?

“สำหรับร่างกายตัวหนูแล้ว...อย่าได้ตามมาช่วยเลยค่ะเพราะมันอยู่ที่ๆ เดียวกับดาร์คไซเบอร์เอลฟ์”

ไปสิ! แม่จะไปช่วยเอง!

“หว่า...ว่าแล้วแม่ต้องพูดแบบนี้ แต่ถ้าการเสียสละของหนูทำให้ทุกเรื่องจบเร็วได้หนูก็ยินดีค่ะ”

ไม่ๆๆๆๆ!!! แม่ไม่ยอมเป็นแบบนั้นเด็ดขาด!

“คงต้องบอกลาล่วงหน้าสินะคะ...ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่างนะคะ คนหลอกลวงอย่างหนูไม่น่าจะได้รับช่วงเวลาดีๆ ที่ผ่านมาเลยสักนิด...ลาก่อนนะคะ”

อันนา! อันนา! อย่าไปไหน! กลับมาก่อน!!!

และแล้วก็ไม่มีเสียงตอบกลับของอันนาอีกเลย...ถึงแม้จะเป็นแค่เสียงบันทึกกึ่งอัตโนมัติก็ตาม

แสงสว่างที่เคยกลืนกินทุกอย่างรอบตัวกลับค่อยๆ หายไปปรากฏเหลือไว้แต่ความจริงหลังจากที่ได้คุยกับอันนาอีกครั้ง

ท้องฟ้ายามบ่าย...

พอก้มลงดูมือตัวเอง...มือซ้ายยังคงเป็นจักรกลแต่สิ่งที่แปลกที่สุดก็คือเธอยืนบนฟ้าได้ ตอนแรกก็ตกใจแต่เมื่อดูดีๆ แล้วพบว่ามันมีพื้นใสๆ อยู่ใต้เท้าเธอที่มองทะลุลงไปเห็นเหวขอบโลกข้างล่างและมองไปข้างหน้าอีกครั้งก็ยังเห็นท้องฟ้าที่สุดลูกหูลูกตาเหมือนเดิม

นี่เรา...ยังอยู่ในโลกเสมือน?

“เฟริน...”

ทอมมี่ทักเรียกโดยที่เขายืนอยู่ข้างๆ

“ทอมมี่...นี่มันยังไงกัน”

“ลองดูทางนี้สิครับ”

ทอมมี่บอกให้เธอหันหลังไปดูก็เห็นเรย์ลี่กับมาเรียที่อยู่ห่างกันไม่กี่ก้าวกำลังยืนมองทอดยาวอยู่อะไรบางอย่างอยู่ เฟลิกซ์รีบเดินเข้ามาหา

“อ้าวท่านพี่! ตื่นแล้วสินะคะ!

“อ่า...อือ...” เฟลิกซ์ขมวดคิ้ว “รู้ไหมว่าทำไมเรายังอยู่ที่โลกนี้ละ?”

เรย์ลี่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็เขยิบถอยไปทางซ้ายหนึ่งก้าวให้เฟลิกซ์ได้เห็นสุดที่พวกเขากำลังมองดูอยู่...ทวีปคริสตัลฟอร์ที่ลอยอยู่ห่างออกไปกำลังแตกหักเป็นเสี่ยงๆ เหล่าแผ่นดินต่างๆ มากมายที่มีทั้งบ้านทั้งไร่ทั้งเมืองทั้งป่าไม้อันสมบูรณ์และเหล่าผู้คนที่ยังมีชีวิตหรือไม่ต่างค่อยๆ ลอยลงสู่เบื้องล่างที่เหมือนถึงจุดหนึ่งก็เกิดออร่าตารางสี่เหลี่ยมหมากรุกก่อนที่จะค่อยๆ สลายหายไป...ชวนให้รู้สึกปลงยิ่งนัก

คริสตัลฟอร์...จบลงแล้ว...สินะ

“ฉันคิดถึงบ้านหลังนั้น...มากมายค่ะ” มาเรียเอ่ยรำลึกความหลัง “ก็เคยคิดอยู่ว่าสักวันแล้วตัวเราหรือแผ่นดินตรงนั้นอาจจะเกิดฟอร์ดาวน์หรือล่มสลายเข้าสักวัน บ้านที่มีรักและอบอุ่นหัวใจก็จะหายไปด้วย...ทั้งๆ ที่ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ทั้งๆ ที่พยายามปกป้องมากที่สุดแล้วแต่ก็ยัง...”

“มาเรีย...” เรย์ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี

“คุณเรย์ลี่...ดิฉันเองก็ไม่คิดว่าจะได้มายืนอยู่ ณ ตรงนี้เหมือนกัน—”

เมื่อเฟลิกซ์ได้ยินถึงจุดนี้ เธอค่อยๆ เดินถอยห่างออกมาเพราะรู้ดีว่าทั้งสองคนต่างมีเรื่องราวความหลังที่ต้องสะสางเคลียร์กัน เลยมาอยู่กับทอมมี่

“นาย...รู้ไหมว่าตกลงเรามาอยู่นี่ได้ยังไง”

“ลองใช้มือขวาปัดลงกลางอากาศสิครับ”

ทอมมี่บอกให้ทำถึงแม้จะชวนให้งงแต่ก็ทำตามอยู่ เมื่อปัดมือลงมาตามคำที่บอกก็มีหน้าต่างที่เทากรอบส้มปรากฏให้เห็นกราฟิคหมุนเป็นวงกลมแล้วใต้นั้นมีข้อความและเวลาที่กำลังนับถอยหลัง

[Logging Off: 15 Min]

กำลังล็อคเอาท์ออกอีกห้านาที...

นั่นสิ...อันนาก็บอกกับฉันแล้วนี่น่า

“เฟริน...ทำไมคุณดูเศร้าๆ”

“ก็...ไม่มีอะไร แค่ใจหายนิดหน่อย”

มากเลยละ...

เฟลิกซ์ยังช็อกเรื่องที่อันนาบอกลาเธอไม่หาย ทอมมี่กอดอกดูคริสตัลฟอร์ที่กำลังล่มสลาย

“มันเป็นความทรงจำที่ดีนะครับ”

“หือ? ที่ดี”

“ถ้าไม่นับเรื่องที่โลกนี่เป็นแค่โลกเสมือนที่ถูกยัดเยียดเข้าละก็...หลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในนี้มันก็เป็นความทรงจำที่ดีเลยนะครับ”

ทอมมี่พูดด้วยน้ำเสียงที่พึงพอใจมองทอดไกลออกไป เฟลิกซ์ที่เห็นสายตาแบบนั้นจู่ๆ ก็เกิดยิ้มออกขึ้น

“นั่นสิ”

“แล้วเรื่องดีๆ ที่สุดสำหรับเฟรินแล้วเป็นเรื่องอะไรละครับ ใช่เวลาที่อยู่กับผมหรือเปล่า”

“นายนี่มันโคตรหลงตัวเองชะมัด อย่านึกว่าพูดแบบนั้นแล้วฉันจะยกโทษเรื่องที่นายไปคบกับคนอื่น” เฟลิกซ์มองค้อนแล้วมองไปที่ข้างหน้าเหมือนเดิม “แต่ก็...จะให้พูดเรื่องนั้นเหรอ...ไม่มีอันไหนดีที่สุดหรอก แต่มันดีในแบบที่แตกต่างของมัน...โดยเฉพาะช่วงที่ได้อยู่ที่สถาบันการศึกษานั่น”

ทอมมี่ได้ยินแบบนั้นแล้วอดที่จะแอบมองเฟลิกซ์ที่มีสีหน้ากำลังมีความสุขไม่ได้มันทำให้เขาเกิดรู้สึกที่อยากจะบอก

“คือผม—”

“ฮืออือ!!!

เสียงร้องไห้ฟูมฟายดังกลบความในใจที่ทอมมี่กำลังจะพูดจนมิด เฟลิกซ์หันไปดูเรย์ลี่ร้องไห้อย่างหนักต่อหน้ามาเรียเลยเดินเข้าไปหา

“เคลียร์กันได้แล้วใช่ไหมเอ่ย”

“ค่ะคุณเฟลิกซ์” มาเรียตอบ “ตอนนี้ก็ถึงตาคุณแล้วนะคะ”

“ตาฉัน!?

เฟลิกซ์ชี้ตัวเองอย่างงงๆ มาเรียลอยตัวออกไปโดยที่พยายามไล่ทอมมี่ไม่ให้มาขัดจังหวะอีกด้วย เรย์ลี่ยังคงร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุดจนเฟลิกซ์ต้องเข้าไปปลอบด้วยการลูบหัวอีกรอบแล้วเสียงร้องนั้นก็เริ่มเงียบลง

“ขี้โกง...”

“อะไรกันฮะเธอนี่...”

“ทั้งๆ ที่ตะกี้ไม่ได้ร้องไห้เพราะท่านพี่แทนๆ แต่...ช่วยลูบต่ออีกนะคะ”

“อือ...สมกับเป็นเผ่าครึ่งสัตว์แมวป่าจริงๆ”

“หึๆๆ...อือ...อืม!!

เรย์ลี่อ้าแขนโอบกอดเฟลิกซ์อีกครั้ง...มันต่างจากเดิมที่กอดด้วยความกังวล

“เรย์ลี่กลัวค่ะ...กลัวว่าหลังจากที่ออกจากโลกนี้แล้วมันจะเป็นยังไง”

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันจะปกป้องเธอเองนะ เรย์ลี่”

“ท่านพี่...เอ๊ะ!?

เรย์ลี่ร้องไม่ทันตั้งตัวเพราะเฟลิกซ์บรรจงนำริมฝีปากแตะที่กลางหน้าผากของเธอ...แล้วถอนออกมามองหน้ากันและกัน แก้มเรย์ลี่เริ่มแดงระเรื่อน

“ท่านพี่...ท่านพี่รู้ไหมว่าจูบแบบนั้นมันมีไว้สำหรับอัศวินไม่ก็องค์ชายทำสัญญาว่าจะปกป้ององค์หญิงตลอดไป”

“ก็ใช่...นะสิ...องค์หญิงน้อยของฉัน”

เฟลิกซ์เอ่ยทุกถ่อยคำด้วยความจริงใจ เรย์ลี่เองก็แสดงออกถึงความจริงใจเช่นกันด้วยการยกมือซ้ายขึ้นมากุมหน้าอก

“คำมั่นสัญญานี่...ถอนคืนไม่ได้แล้วนะคะท่านพี่”

ถึงแม้ดวงตะวันจะไม่ใช่ยามเย็นที่จะสอดผ่านระหว่างใบหน้าเธอทั้งสองคนแล้วจะกลายเป็นภาพงดงาม เพียงแค่ด้วยคำพูดที่เชื่อมั่นต่อกันและกันก็เป็นความทรงจำที่มีค่าตลอดไป...

ใช่...ไม่ว่ายังไงก็จะปกป้องให้ได้ ปกป้องรอยยิ้มแบบนี้ไม่ว่าจะของใครก็ตาม...

เฟลิกซ์หลับตาลงราวกับว่าการเป็นน้อมรับก่อนที่จะลืมขึ้นมาอีกครั้งแล้วพูดเป็นว่าเล่น

“จ๊ะ...แมวน้อยของฉัน”

“เอ๊ะ!? เหมือนกี้ยังบอกเรย์ลี่ว่าเป็นองค์หญิงอยู่เลย!

เรย์ลี่ที่งดงามราวกับเป็นเจ้าหญิงก่อนหน้ากลายเป็นแมวน้อยจอมแก่นไปแล้ว เฟลิกซ์สบตาไปทางอื่น

“คือคิดไปคิดมาแล้วเธอเหมือนแมวน้อยมากกว่า”

“ท่านพี่ง่ะ!!!

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

เสียงหัวเราะของทั้งสองคนที่แอบฟังอยู่พาลให้เรย์ลี่หน้างอนเดินเข้าไปหา

“แอบฟังรู้ไหมว่ามารยาทมันไม่ดี!

“อ้าว!? แล้วจะให้ได้ยินได้ไง ก็...มันไปไหนไมได้อยู่แล้ว” ทอมมี่แก้ตัว

“ไปตรงนู้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนไง!!

“นั่นมันนรกนะเฮ้ย!!

“นั่นแหละที่เหมาะสำหรับนาย!!

“อะไรของเธอเนี่ย!!! ถ้าจำไม่ผิดเราไม่เคยทะเลาะกันเลยนะ”

ทอมมี่เหมือนจะเรียกร้องความเป็นธรรมยังไงก็ไม่รู้ เฟลิกซ์ตบบ่าเขา

“ถือว่าเป็นการทะเลาะกันในโลกนี้ครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน นายน่าจะดีใจนะ”

“น่าดีใจตรงไหน!!

แล้วทั้งสามคนก็หัวเราะอย่างมีความสุขยกเว้นทอมมี่ที่ไม่ค่อยจะพอใจนักเท่าไหร่กับเรื่องนั้น เฟลิกซ์เอามือปัดขึ้นดูเวลาที่เหลืออีกที

[Logging Off: 14 Sec.]

ใกล้แล้วสินะ อีกแค่สิบสี่วิ

คนอื่นก็เห็นเวลาที่เหลือเช่นกันเลยมายืนล้อมวงใกล้กัน ใบหน้าทั้งสีคนต่างมีทั้งความหวังและความกังวลอยู่บ้างปนกัน เรย์ลี่จูงมือขวาของเฟลิกซ์ขึ้นมากุมด้วยมือทั้งสอง

“ท่านพี่...อีกเดี๋ยวหนูคงได้เห็นร่างที่แท้จริงของท่านพี่แล้วนะคะ”

“เธอก็ด้วย...มันคงจะเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกจริงๆ ใช่ไหม”

“ก็คงจะเป็นแบบนั้นละคะ แต่ก็ช่วยทำตัวสนิทกันที่นี่ด้วยนะคะ”

แววตาและใบหน้าของเรย์ลี่ที่เต็มไปด้วยความออดอ้อนนั้นมันชวนให้น่าถะนุถนอมและเก็บไว้นานๆ เธอเปลี่ยนจากผู้ที่ถูกุมอยู่เป็นกุมมือเรย์ลี่บ้าง

“แน่นอนสิ...”

“ค่ะ!!! แล้วเจอกันนะคะ...ท่านพี่”

เวลานับถอยหลังหมดลง มันควรที่จะรู้สึกน่ายินดีที่จะได้ออกโลกสู่ความเป็นจริงแต่ในใจเฟลิกซ์กลับรู้สึกถึงลางบางอย่างเลยจะคว้าตัวเธอไว้แต่ร่างของพวกเขาก็สลายไปซะก่อน


53 ความคิดเห็น