ตอนที่ 75 : Ch.68 Operation Outflank III - [Dark Cyber-elf/Ultimate Railgun]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ธ.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.68 Operation Outflank III - [Dark Cyber-elf/Ultimate Railgun]

[ยานแม่มอชชินนี่ – ศูนย์บัญชาการ]

[26/05/2055 - 12:42 UTC+8]

[Area CH-3, Warning-Zone, ทะเลฝั่งเหนือห่างจากเกาะดิไวน์ยี่สิบกิโลเมตร]

 “ยังไม่มีการตอบรับจากรันเนอร์เลยค่ะ!

โอเปอเรเตอร์รายงานตามที่วิคตอเรียขอเป็นครั้งที่สี่ซึ่งทำให้ร้อนลุ่ม

รันเนอร์...เธอมัวทำอะไรอยู่ ตั้งหกชั่วโมงแล้ว!

ขืนยังชักช้ากว่านี้แนวรบจะพังก่อน...

แล้วเธอมองจอซ้ายใกล้มือที่แสดงเกจอัลติเมทเรลกันที่รอคำสั่งชาร์จใหม่ที่เธอไม่อยากจะใช้มันเพราะมันเป็นไม้ตายเดียวที่จะชวนพลิกทุกสถานการณ์และสถานการณ์ตอนนี้มันบอกว่ายังไม่ถึงเวลาใช้ แล้วมองดูแนวฝั่งตะวันออกของเกาะที่มีจุดสีเหลืองสองจุดที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาหลังจากที่เงียบหายไปเป็นเวลากว่าหกชั่วโมงเช่นกันเพราะเข้าเขตแจมเมอร์ของฝ่ายศัตรู ซึ่งจุดบนแผนที่อันแรกมีชื่อกำกับว่า [เฟียน่า] ตรงกลางขวาของเกาะไม่ได้ขยับไปไหนต่างจากจุดที่สอง [นานามิ, เดซี่] ที่กำลังเคลื่อนที่ไปทางซ้ายเพื่อไปยังทางใต้ของเกาะที่เป็นภารกิจหลัก วิคตอเรียแปลกใจที่เห็นสองคนนี้แยกกันเลยสั่งให้โอเปอเรเตอร์ติดต่อ

“นี่คือวิคตอเรีย...นานามิ เธอไม่ได้รับอนุญาตให้แยก—”

“เดี๋ยวๆ!! เพิ่งจะแอบมาเพิ่งบึ่มแจมเมอร์กลางวงศัตรูเนี่ย!!! ขอเวลาเคลียร์ก่อน!!

และแล้วนานามิตัดสายทิ้งทันที ถึงวิคตอเรียจะรู้ว่ามันมีเหตุเร่งด่วนแต่การถูกวางสายใส่ก่อนเป็นอะไรที่ชวนหงุดหงิดสำหรับเธอเลยติดต่อเฟียน่าไปแต่ไม่มีการตอบรับ

เวลาผ่านไปสิบนาทีถึงมีการติดต่อกลับมา...

“นี่นานามิ เคลียร์เสาแจมเมอร์กับศัตรูที่อยู่ใกล้แล้ว”

“นานามิ! ทำไมเธอถึงแยกกับเฟียน่า?” วิคตอเรียถามอย่างเคร่งเครียด

“จำเป็นต้องแยก! เฟียน่ากับทหารจำนวนหนึ่งต้องไปรับมือพวกกองหนุนของดิไวน์ที่มาจากฝั่งเหนือและยังต้องยึดพื้นที่นั้นไว้เพราะจะเป็นจุดรับตัวเฟลิกซ์และการป้องกันทางอากาศแนวนั้นอ่อนแอสุดด้วยเลยต้องแยกทีมกัน”

“งั้นหรือ ถ้าเธอเจอกับศัตรูที่เกินรับมือโดยที่ไม่มีเฟียน่าสนับสนุนละ?”

“ขอยืนยันว่าทางนี้รับมือไหว คนของทรานสมิธที่ถูกส่งมาช่วยไว้ได้มากกว่าที่คิด”

“เดซี่!? จริงสิ...คนๆ นั้นเป็นเรพลอยด์”

“ไหนๆ ก็ติดต่อมาแล้วช่วยยืนยันตำแหน่งของพวกเราให้ทราบสักหน่อยได้ไหม รู้สึกว่าแถวนี้คลื่นรบกวนเยอะถึงจะเอาแจมเมอร์ออกไปแล้วแต่พิกัดที่บอกนี่มันวาปไปวาปมา”

“เหลืออีกหกกิโลเมตรจะถึงโดมไลฟ์”

“หกกิโล...” นานามิหัวเราะในคอ “ถ้ายังดันไปได้เรื่อยๆ แบบนี้คงจะใช้เวลาถึงเย็นกว่าจะถึงที่นั่นแน่ๆ ไม่อยากให้ถึงกลางคืนเลย...ทางเหนือเป็นไงบ้าง”

“ไม่คืบหน้า เธอตั้งใจทำหน้าที่ของเธอก็แล้วกัน ได้ตัววีไอพีเมื่อไหร่รีบติดต่อมาทันที”

“รับทราบค่ะ”

นานามิเลิกการติดต่อไป และแล้วโอเปอเรเตอร์ก็บอกข่าวดีอีกอย่าง

“มีการติดต่อจากเอชพีไฟท์เข้ามาแล้วค่ะ!

“เอาขึ้นเลย!

วิคตอเรียชี้สั่งแล้วนั่งเอนเก้าอี้หลังยืนลุ้นอยู่นาน ภาพปรากฏขึ้นเป็นภาพการสื่อสารเฉพาะเสียงเท่านั้น

“รันเนอร์! ทำไมช้านักละ?”

“ลองมาอยู่ที่นี่เองไหม!!” เสียงรันเนอร์ตะคอกสวนกลับอย่างหงุดหงิด “นี่มันเกาะแห่งกับดักชัดๆ!! เกือบตายหลายรอบแล้วเพิ่งจะพังเสาแจมเมอร์ได้เนี่ย!!!

“แล้วภารกิจทำลายป้อมคริสตัลชายน์แนวเหนือว่ายังไง ตอนนี้ยังเห็นเลยว่ามันยังยิงไม่หยุด”

“กำลังย้อนทางเดินกลับจัดการ ฉันเผ่นหนีพวกหุ่นทำลายตัวเองวนไปมาจนเจอเสาแจมเมอร์โดยบังเอิญเนี่ย—” จู่ๆ รันเนอร์ก็เงียบไปก่อนที่จะกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตะลึง “เฮๆๆๆ!!! ทำไมมันใหญ่เร็วขนาดนี้ละ?”

“เธอพูดถึงเรื่องอะไร?”

วิคตอเรียขมวดคิ้วแต่คนที่ไขข้อข้องใจเป็นโอเปอเรเตอร์หลายคนข้างล่างแทน

“แจ้งภาวะฉุกเฉิน! ขนาดของพลังดาร์คไซเบอร์เอลฟ์เพิ่มขึ้นมาสามสิบเปอร์เซ็นต์ภายในหนึ่งนาทีค่ะ!! ค่าพลังที่วัดได้นั้น...พระเจ้าช่วย”

“อ๊าก!! นี่....มัน...แผ่น...ดิน...ไหว!!!

เสียงรันเนอร์ถูกคลื่นแทรกเป็นระยะๆ แต่สิ่งที่ต้องการจะบอกทุกคนในศูนย์บัญชาการได้ยินอย่างชัดเจน โอเปอเรเตอร์ทำการตรวจสอบและเอาขึ้นจอเป็นภาพจำลองเกาะดิไวน์ทั้งเกาะที่มีค่ามอนิเตอร์ต่างๆ มากมายและภาพสดจากสถานที่จริงระยะใกล้ที่เห็นมวลสีดำดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ที่เติบโตขึ้นอย่างกะทันหันซึ่งตอนนี้มันใหญ่กว่าสนามฟุตบอลสองหรือสามเท่าตัวลอยอยู่เหนือโดมตรงนั้น มอชชินนี่ที่อยู่ในสายหลักบอกผลวิเคราะห์ให้ได้ยินทั่วกัน

“นี่มันไม่ใช่แผ่นดินไหวปกติ! ดิไวน์กำลังจะเปิดใช้ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์แล้ว!!!

“ยกระดับภัยคุกคามเป็นขั้นห้า!

วิคตอเรียออกคำสั่งทันที โอเปอเรเตอร์ต่อสายตรงไปยังหน่วยบัญชาการทั่วโลก

“ณ ขณะนี้เวิลด์เจเนอรัลเข้าสู่มาตรการสองสามเจ็ดในเวลาสิบสองนาฬิกาสี่สิบเก้านาที วันที่ยี่สิบหกเดือนห้าปีสองศูนย์ห้าห้า...โลกได้เข้าสู่ภาวะเสี่ยงต่อการล้างเผ่าพันธุ์! ขอย้ำโลกได้เข้าสู่ภาวะเสี่ยงต่อการถูกล้างเผ่าพันธุ์! ให้ดำเนินการมาตรการสองสามเจ็ดอย่างเคร่งครัด!

“เตรียมอัลติเมทเรลกันให้เร็วที่สุดและพร้อมยิงใส่ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ทุกเวลา!!

“เริ่มขั้นตอนการชาร์จอัลติเมทเรลกัลและปรับองศาให้ตรงกับเป้าหมาย” โอเปอเรเตอร์รายงานผล “ติดต่อถึงแนวรบ แจ้งเตือนถึงยานทุกลำ...ตำแหน่ง D-1 ถึง D3 จะเป็นแนวการยิงอาวุธโปรดเตรียมพร้อมที่จะหลบหลีกออกจากเส้นทางนั้นไว้ด้วย”

“มอชชินนี่” วิคตอเรียคุยผ่านสายส่วนตัว “เธอรู้หรือยังว่าเจ้าด็อกเตอร์ดิไวน์มันคิดจะทำอะไร”

“ด้วยความสุจริตใจ” มอชชินนี่มีน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจ “ไม่รู้”

“หา!? อย่างเธอเนี่ยนะไม่รู้!?” วิคตอเรียงง “ตอนนี้เธอเป็นซะยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์สมองมนุษย์เป็นล้านๆ แล้วทำถึง—”

“ถ้าข้อมูลไม่พอประเมินที่จะเจาะจงได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีวันรู้หรอก” มอชชินนี่ว่า “ด็อกเตอร์ดิไวน์มันตัดขาดจากโลกภายนอกมานาน ถึงจะพอรู้ว่าเขาทำอะไรไว้บ้างในการตระเวนตามหาเทคโนโลยีอาคาเดียหรือเอเลี่ยนซึ่งมันน่าจะวิเคราะห์ แต่มาถึงเวลานี้...สิ่งที่อยู่บนเกาะนั่นเท่าที่จะสแกนได้ การเคลื่อนไหว โลกเสมือนจริงคริสตัลฟอร์ที่พอแฮกข้อมูลได้บ้าง การพูดของเขาหลายวันก่อน...มันขัดแย้งกันไปหมด”

“ขัดแย้งยังไง?”

“ก็...มันแปลกๆ น่ะสิ”

“แปลกยังไงละ บอกมา”

“ก็ทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงตอนนี้คิดได้อย่างสองอย่างว่าด็อกเตอร์ดิไวน์บ้าหลุดแผนตัวเองไปแล้วไม่ก็—”

มอชชินนี่หยุดกลางคั้นเพราะมีบางอย่างเกิดขึ้น ทุกคนต่างได้ยินเสียงเคลื่อนที่ของชั้นหินที่ดั่งสนั่นจนต้องหยุดทุกการกระทำไปยังต้นทาง วิคตอเรียเบิกตาโตขึ้นด้วยความตะลึงซึ่งสำหรับเธอแล้วมันเหนือเกินความคาดหมายของมันมากเลยเผลอหลุดปาก

“เกาะนั่นกำลัง...”

“มันคือส่วนผสมของความยุ่งเหยิง”

มอชชินนี่บอกในสายและเธอเองก็ดูผ่านระบบมอนิเตอร์เช่นเดียวกัน ในศูนย์บัญชาการมีแต่คนยืนดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเกาะดิไวน์...และมอชชินนี่พูดทิ้งท้ายอย่างเจ็บใจอยู่เบื้องลึก

“ที่เพิ่งวิเคราะห์ใหม่ของฉันเมื่อกี้ถ้ามันถูกละก็ เรื่องคราวนี้มัน...น่าอนาถใจชะมัด”

[ชั่วโมงต่อมา - คริสตัลฟอร์]

เพลีย...

เฟลิกซ์บอกกับตัวเองทันทีที่ได้สติแต่ยังไม่มีแรงมากพอที่จะลืมตา

เพลียมาก...ขยับตัวไม่ได้เลย

นี่เรา...เป็นอะไรไป

จำได้แล้ว...เรือเหาะที่เราอยู่มันกำลังร่วง...ร่วงบนเกาะลอยฟ้าที่เพิ่งเจอนั่นนิ

ภวังค์ความคิดทบทวนตัวเองไปได้สักพักก็เริ่มมีแรงขยับเปลือกตาออกพบว่าทุกอย่างในสายตามันขาวโพลนไปหมด

ที่นี่มันที่ไหน...แล้วฉัน—

พอจะขยับก็รู้สึกตัวว่าตอนนี้ร่างกายของตนเองไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ เธอถูกตรึงให้ยืนกับผลึกไม้กางเขนสีดำ เฟลิกซ์เริ่มโวยวาย

“อะไรกันเนี่ย!? ทำไมขยับไม่ได้!? ไม่มีเชือกมัดอยู่...หรือจะเป็นเวทมนต์!? ก็ไม่น่าจะใช่ ตัวเรามันต้านเวทมนต์จะตาย”

“มันเป็นคอมมานหรือคำสั่ง”

เสียงที่ถูกแปลงจนฟังไม่ออกว่าเป็นผู้ชายผู้หญิงดังมาพร้อมกับประตูตรงหน้าเพียงสิบก้าวถูกเปิดออกซึ่งสีประตูเนียนไปกับผนังสีขาวที่หลอกเธอว่ามันเป็นพื้นที่โล่งกว้างซึ่งมันเป็นเพียงห้องแคบที่ไม่ได้กว้างขวางอะไร แสงภายนอกเป็นแดดยามบ่ายส่องทะลุตัวเจ้าของเสียงที่เป็นรูปลักษณ์มนุษย์แต่สีดำเปื้อนทั้งตัวซึ่งเหมือนกับที่เจอกันมาก่อน

ชาโดว์!?

ความกลัวแล่นไปที่ขั้วหัวใจเพราะเธอรู้ดีว่าสิ่งที่ชาโดว์ทำอะไรได้บ้าง เจ้าสิ่งนั้นปิดประตูแล้วหันหน้าเดินเข้าใกล้แค่คืบ ลมหายใจทั้งสองต่างรดรนใส่กันเพียงของเฟลิกซ์จะสั่นคลออย่างขีดสุด...แล้วชาโดว์ก็เดินถอยหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยอย่างดูถูก

“นี่เป็นสภาพของผู้มีอำนาจพระเจ้าจริงๆ เหรอนี่”

“อะไรของแกเนี่ย! อ๊าก!!!

เฟลิกซ์ตะคอกใส่ก่อนที่จะถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเข้าอย่างจังนานถึงสิบวิ เมื่อเริ่มตั้งสติได้เธอพยายามดิ้นตัวให้หลุดจากไม้กางเขนให้ได้แต่ก็ไม่สำเร็จ แขนซ้ายของเธอไม่ทำงานเลยรวมกระทั่งคริสตัลกลางอกที่ดับไปก็ด้วยซึ่งทำให้เธอยิ่งฉงนใจหนักเข้าไปใหญ่

ดับไปแล้ว...ฉันยังมีชีวิตอยู่ได้ยังไง? มันทำหน้าที่แทนหัวใจไม่ใช่หรอ!?

“คงคิดอยู่ว่าทำไมถึงยังมีลมหายใจอยู่ใช่ไหม”

น้ำเสียงที่ถูกบิดเบี้ยวในครึ่งแรกแต่ครึ่งหลังกลายเป็นเสียงของชายคนหนึ่งที่คุ้นหูพร้อมรูปลักษณ์ของชาโดว์ที่กำลังกลายร่างเปลี่ยนไปเป็นผู้ชายสวมสูทขาวไว้หนวดเคราน้ำตาลเฉกเช่นเดียวกับดวงตาอายุราวๆ สี่สิบห้าสิบ มันกลายเป็นคนที่ทำให้เฟลิกซ์ตาค้าง

“ด็อกเตอร์ดิไวน์!!!

น้ำเสียงตะคอกด้วยความแค้นพร้อมร่างกายที่เกรงไปทั้งตัวเพื่อที่จะดิ้นให้หลุดจากพันธนาการให้จงได้ซึ่งมันไม่สำเร็จ ชายตรงหน้าชูนิ้วชี้แล้วส่ายมันไปมา

“โอ้ ข้อแรกฉันไม่ใช่เขาหรอก นี่เป็นแค่รูปร่างของเขาเท่านั้นแค่อยากจะรู้ว่าผู้มีพลังจิตพีทูนัมเบอร์วันจะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างก็เท่านั้น ซึ่ง...ก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีความแค้นทั่วไปนั่นแหละ”

“หา!? นี่แกจะพูดอะไร!?

“เธอนี่โง่หรือโง่กันแน่”

ชายตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนน้ำเสียงชายเป็นหญิงและรูปร่างก็เปลี่ยนไปเช่นกันกลายเป็นสาวผมน้ำตาลสว่างที่ไว้ผมยาวถึงติ่งหูนัยน์ตาสีชมพูเข้มอยู่ในชุดชาวบ้านที่ใส่ผ้ากันเปื้อนที่คุ้นตาทับอีกทีจนเฟลิกซ์รู้สึกตงิดๆ

เฮ้ย...คุ้นๆ เหมือนเคยเจอ

“ขมวดคิ้วแบบนั้นจำไม่ได้จริงๆ สินะ”

สาวตาชมพูทำหน้าเยอย่างหนักก่อนที่จะเดินวนไปมาอย่างหงุดหงิดแล้วเริ่มเล่นคำใบ้

“เควสคุ้มกันทรัพย์สินร้านเหล้า”

เควสคุ้มกัน...ร้านเหล้า?

“และก็เคยทำเป็นแกล้งตะลึงกับตรากิลด์ของเธอด้วย”

ตรากิลด์???

“และเธอเป็นคนที่ฉันเกลียด!! บังเอิญทำให้เรย์ลี่ที่รักของฉันต้องเปลี่ยนไป! เรย์ลี่ที่สดใสร่าเริงต้องมาตามเธออย่างกับลูกหมาเนี่ยนะ!? ฉันอยากจะลบเธอออกจากระบบด้วยซ้ำแต่เพราะนายใหญ่คุ้มกะลาหัวเธอไว้!!

จู่ๆ สาวผมน้ำตาลตรงหน้าตะโกนใส่ด้วยความแค้นอย่างแรงก่อนที่จะกลับทำตัวสงบตามเดิมเหมือนพยายามรักษาฟอร์มไว้และนั่นทำให้เฟลิกซ์นึกออก

ผู้หญิงคนนี้...ถ้าจำไม่ผิดละก็...

“เธอคือคนเดียวกับที่ร้านออริน่า! บาร์เทนเดอร์!?

“ในที่สุดหัวทื่อๆ ของเธอก็หายทื่อสักที”

“แล้วเรื่องเรย์ลี่นี่มันหมายความว่ายังไง เธอเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย?”

“เกี่ยวสิ!!! อะแฮ่ม!! ก่อนอื่นต้องแนะนำตัวเองก่อนเพื่อจะได้เข้าใจ...ฉันมีหน้าที่พิเศษที่ได้รับให้ทำการดูแลโดมไลฟ์หรือดูแลมนุษย์ทุกๆ คนทั้งในระบบรักษาสภาพในโลกจริงกับโลกเสมือนในฐานะแอดมินิสเทรชั่นหรือผู้ดูแลขั้นสูงสุดที่คริสตัลฟอร์นี่ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นแบบนั้นแต่นายใหญ่กลับเพิ่มข้อบังคับทำให้ฉันทำอะไรเธอไม่ได้!!! แถมยังมีเจ้าคนนอกอย่างอันนาลูกรักของมันเข้ามากวนอีก!! สองคนนั่นทำให้การจับตามองดูเรย์ลี่ของฉันต้องแปดเปื้อนและคนที่ทำให้เรย์ลี่กลายเป็นสุนัขรับใช้ก็คือเธอ!! เป็นเพราะเธอ!!

“อ๊าก!!!

เฟลิกซ์ร้องลั่นอีกรอบเพราะโดนไฟฟ้าช็อตอีกครั้งราวๆ สิบวิแล้วหอบอย่างหมดแรงแต่ถึงอย่างงั้นก็ยังอยากจะรู้ให้หายข้องใจ

“นี่...เธอ...ต้อง...การ...อะไรจากฉัน”

“อยากให้ตายๆ ไปซะ!!!

“อ๊าก!!!

ไม่เข้าใจโว้ย!!!

ทั้งในใจและร่างกายเฟลิกซ์ตอนนี้ต่างร้อนลุ่มไปหมดกับการโดนชนและความโกรธที่เกิดจากความไม่เข้าใจ...เธอโดนช็อตนานราวๆ สามนาทีซึ่งทำให้เกือบสลบ

“...มา...เรีย...ช่วยฉัน...ที”

“ออกมาไม่ได้หรอก ฉันบล็อกมันชั่วคราวไปแล้ว” บาร์เทนเดอร์เอานิ้วจิ้มกลางอกที่เป็นคริสตัลที่เป็นสีเหลืองมน “แต่ก็ปรับให้เธอยังมีชีวิตต่อได้ตามปกติ โลกนี้ฉันจะทำอะไรก็ได้แต่น่าเสียดาย...มันกำลังจะหมดเวลาของมันแล้ว”

“นี่เธอ...ฉันว่า...เธอมันแปลกพิลึกนะ...”

“หึๆ ไม่แปลกหรอกที่มนุษย์จะคิดแบบนั้นเพราะฉันไม่ใช่มนุษย์” บาร์เทนเดอร์กล่าวอย่างพึงพอใจ “เดิมทีฉันเป็นแค่หุ่นยนต์โง่ๆ ที่มีหน้าที่ดูดฝุ่นในห้องทำงานส่วนของตาดิไวน์นั่น แต่วันหนึ่งเขาก็จับยัดจิตสำนึก...พัฒนาจากหุ่นเป็นเรพลอยด์ เธอรู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร มันคือหุ่นยนต์ที่มีจิตสำนึกเหมือนมนุษย์ไงละ จุดนี้ฉันต้องขอบใจเขาจริงๆ ที่ทำให้รับรู้ความรู้สึกแบบนี้ได้...ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ขโมยมาก็เหอะ แต่ก็อย่างว่า...หลังจากนั้นดิไวน์ก็จับเปลี่ยนนิสัยเป็นว่าเล่นโดยไม่สนว่าฉันจะรู้สึกยังไงถ้าตัวเองเคยมีอุปนิสัยร้อยแล้วจำว่าตัวเองเป็นแบบเป็นนี้มา มันตีกันในหัวจนอยากจะบ้า!!!

บาร์เทนเดอร์ตะคอกด้วยน้ำเสียงที่รั้งแค้นอย่างมาก

“แต่ทำไงได้ อำนาจอยู่ที่เขานี่...และแล้ววันหนึ่งเขาก็จับทุบร่างฉันเละ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกเสมือนและดูแลชีวิตมนุษย์นับหมื่นในโลกจริงนั่น...เป็นหน้าที่ที่ขัดขืนไม่ได้ วันเวลาในโลกนี้ที่เคยถูกเร่งเวลามันทำให้ฉันรู้สึกเหน็บหนาวปวดใจตายด้านต้องมาจับตาและดูแลความเป็นไปของคริสตัลฟอร์นี่ทั้งๆ ที่ไม่อยาก!!! ไม่อยากเลยสักนิด!! แต่แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้เจอกับเรย์ลี่ ทุกอย่างที่เธอทำมันทำให้ฉันหลงรัก...ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกแบบเดียวกับมนุษย์รู้สึกหรือไม่ แต่มันทำให้ฉันยังอยากจะอยู่ดูแลเธอแต่ทำได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ปลอมตัวลงไปพูดคุยกับเธอบ้างไรบ้าง...จนกระทั่งการมาของเธอ!!!

บาร์เทนเดอร์ตะคอกใส่หน้าอีกครั้ง

ทำไมรู้สึกว่ากำลังฟังยัยโรคจิตคนหนึ่งละเนี่ย

“เป็นของเธอที่ทำให้เรย์ลี่เปลี่ยนไป!! ฉันเคยคิดว่าถ้าเรย์ลี่ทำแบบนั้นกับฉันคงจะรู้สึกดีไม่น้อยแต่มันไม่น่าจะใช่กับตัวเรย์ลี่ แต่เธอ...แต่เธอกลับทำให้เป็นแบบนั้นทั้งๆ ที่สิทธิที่ได้รับการปฏิบัติแบบนั้นควรเป็นฉันคนเดียว!!! ฉันอยากจะลบเธอทิ้งไปซะ!! แต่ทำไม่ได้!! นายใหญ่ดิไวน์ถอดสิทธิในการควบคุมชีวิตจากฉันซะอย่างงั้น!! ตลอดเวลาสิบเจ็ดปีกว่าๆ ในโลกนี้ฉันกลายเป็นแค่คนเฝ้าจับตาดูเพียงอย่างเดียว!! รู้ไหม...ตอนที่เห็นเรย์ลี่กระโดดเข้าหาเธอที่ร้านออริน่าวันนั้นฉันอยากจะบีบคอเธอจะตายอยู่แล้ว!! ในใจฉันมันคุ้มคลั่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน!!! แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกระบบบังคับไม่ให้เปิดเผยตัว!!! ฮ่าๆๆๆๆ จนกระทั่งไม่กี่ชั่วโมงนี้ในที่สุดฉันก็ได้อำนาจกลับคืนมา!!!

ในที่สุดบาร์เทนเดอร์ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งไม่หยุด เฟลิกซ์เริ่มชักระแวง...บาร์เทนเดอร์หัวเราะเสร็จเข้ามาบีบคอ

“หึๆๆ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าการกู้คืนระบบจากเวิลด์เจเนอรัลจะทำให้ฉันได้รับอำนาจคืนมาด้วย แถมยังเป็นอำนาจที่ทำอะไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ระดับอนุญาตมากน้อยแต่ไหน รู้ไหมว่าการที่จะเขี่ยมนุษย์ตัวเป็นๆ ทิ้งไปเมื่อก่อนต้องเข้าเกณฑ์นู้นนี่นั่น น่ารำคาญ!!...และตอนนี้ฉันอยากจะฆ่าแกตายเมื่อไหร่ก็ได้...หรือจะเป็นคนอื่นก่อนดีนะ?

บาร์เทนเดอร์ใช้อีกมือปัดกลางอากาศแล้วมีภาพโฮโลแกรมจำนวนห้าอัน ซึ่งเป็นภาพของทุกคนที่อยู่บนเรือเหาะด้วยกันต่างถูกตรึงเข้ากับกางเขนด้วยสภาพที่สลบอยู่แต่ยังขาดไปอีกคน

“แล้ว....เรย์ลี่ละ!? อั่ก!!!

“แกไม่ได้รับอนุญาตเรียกชื่อของเธอให้ด่างพร้อย!!

บาร์เทนเดอร์บีบคอแน่นขึ้นเข้าไปอีกจนเริ่มหายใจไม่ออกแล้วจู่ๆ แรงบีบนั้นก็ผ่อนลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ชั่วร้าย

“แต่การมีเมตตาต่อมนุษย์ที่กำลังตายสักหน่อยละก็ไม่เลว เรย์ลี่คงจะชอบฉันมากขึ้น”

พี่คุมโลกเสมือนหรือบาร์เทนเดอร์ปัดรูปทั้งห้าทิ้งไปแล้วปัดขึ้นให้โชว์รูปที่มีเรย์ลี่ถูกตรึงอยู่เช่นกันแต่ทว่ากลับมีบางสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากกว่านั้น

นั่นมัน...หนวด

เป็นหนวดขนาดเท่าแขนสีชมพูหลายอันที่พันรอบตัวเรย์ลี่ที่ยังมีสติอยู่แต่ตาคู่ของเธอกำลังเหลือกขึ้นเพราะหนวดที่พันแน่นและกำลังแทงเข้าออกร่างกายตรงระหว่างขาอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายเรย์ลี่ชักกระตุกทุกครั้งที่มันสอดเข้าไปทำให้เธอเผลออ้าปากค้างแล้วหนวดอีกอันที่จ่อรออยู่ก็สวนเข้าปากเธอล้วงถึงคอแล้วแทงเข้าแทงออก กลายเป็นว่าเรย์ลี่กำลังถูกข่มขืนโดยสัตว์ประหลาดจนเฟลิกซ์ตะลึงอึ้งค้างบาร์เทนเดอร์เข้ามากระซิบข้างหู

“เป็นภาพที่น่าดูใช่ไหม ดูหนวดนั่นสิดูเรย์ลี่นั่นสิเธอกำลังมีความสุขกับมันและมันก็ป้อนความสุขอย่างไม่หยุดยั้ง”

“แก...แกมันบ้าไปแล้ว!! เรย์ลี่จะตายเอาได้นะนั่น!!

“เพ้อเจ้อ! ฉันคุมโลกนี้แล้วจะตายได้ยังไง...ดูสิ เธอกำลังมีความสุขกับหนวดที่มีปุ่มยึกยักแบบชนิดที่ไม่รู้ลืม...พอฉันจัดการเสร็จเมื่อไหร่ก็จะแปรงกลายเป็นมนุษย์ครึ่งหนวดนั่นและทำให้เรย์ลี่จมปลักกับความสุขนี้อยู่คู่กับฉันไปตลอดกาล! อิจฉาใช่ไหม? บอกมาสิว่าอิจฉา อิจฉา อิจฉา อิจฉา!!

บาร์เทนเดอร์สะกดคำนั่นซ้ำไปซ้ำมาเพราะรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกด้าน

“แกมันน่ารังเกียจ ฉันว่าสิ่งที่ดิไวน์จับยัดให้เธอมันเป็นแค่ความวิปริตมากกว่าที่จะเป็นมนุษย์จริงๆ”

“พูดอย่างกับว่าทำอะไรฉันได้?”

“ถึงฉันทำไม่ได้ เพื่อนของฉันข้างนอกโลกความจริงนั่นจะเป็นคนทำแทนให้เอง!

“โอ้ ท่าทางจะไม่รู้เรื่องนะเนี่ยว่าข้างนอกนั่นเป็นยังไง”

บาร์เทนเดอร์ปัดภาพเรย์ลี่ที่กำลังโดนทรมานทิ้ง แล้วโชว์ภาพหนึ่งขนาดเท่าหน้าต่าง...มันเป็นภาพที่เฟลิกซ์ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มหาสมุทรและทะเลอยู่เบื้องล่างแต่เกาะดิไวน์ที่มีดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ที่เป็นมวลก้อนสีดำขนาดมหึมากำลังยกตัวเกาะให้ลอยสูงขึ้นกว่าร้อยเมตร เหล่าดินตรงส่วนที่บางเปราะก็ร่วงโรยลงข้างล่างไป...ยานรบต่างๆ กำลังปะทะกันอย่างดุเดือดโดยยกระดับความสูงตามเกาะดิไวน์ที่แปรสภาพตัวเองกลายเป็นเกาะลอยฟ้าไปแล้ว

นั่นเหรอดาร์คไซเบอร์เอลฟ์...

“พอมันขึ้นสูงมากพอและดาร์คไซเบอร์เอลฟ์กลืนกินความมืดของมนุษย์มากกว่านี้เมื่อไหร่ละก็ อาณาเขตการควบคุมทุกสรรพสิ่งก็จะควบคุมได้ทุกสรรพสิ่งทั้งโลกเลย”

“ทั้งโลก? แล้วก่อนหน้านี้ละ? ที่ควบคุมการสื่อสารทั้งโลก!?

“นั่นเป็นแค่ทริคหลอกให้พวกมนุษย์หวาดกลัวเท่านั้น...ยิ่งผู้คนหวาดกลัวมากเท่าไหร่ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ก็จะได้รับพลังมากขึ้นเท่านั้น ฟังดูแฟนตาซีมากเลยใช่ไหม...นี่แหละคือเทคโนโลยีที่พวกเอเลี่ยนทิ้งไว้ เพราะงั้นเรามาดูจุดจบของโลกด้วยกันดีกว่า อย่าพยายามดิ้นให้เหนื่อยเลยเพราะโลกนี้ฉันคุมอยู่และดูเหมือนว่าดิไวน์จะไม่สนโลกทางนี้แล้วด้วย เขากำลังจดจ่อกับดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ หึๆๆ”

บาร์เทนเดอร์กล่าวราวกับว่าเป็นผู้มีชัยเหนือทุกสิ่ง แขนซ้ายที่พยายามจะดิ้นให้หลุดก็อ่อนแรงลง

นี่ฉัน...หมดหนทางแล้วจริงๆ งั้นหรอ

เหลือแต่ต้องพึ่งทางนั้นอย่างเดียวแล้วสินะ...วิคตอเรีย ฉันเชื่อว่าเธอทำได้

ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ความกังวลที่จะไม่สำเร็จก็มีอยู่มากโขเพราะคำว่าเอเลี่ยน เฟลิกซ์เคยรู้มาจากวิคตอเรียว่าสิ่งที่จะต่อต้านพวกเขาได้จะมีแต่พวกซากเทคโนโลยีเอเลี่ยนที่พวกเขาพยายามจะกำจัดมันทิ้งมาโดยตลอด เกาะดิไวน์ยังคงค่อยๆ พาตัวเองลอยสูงขึ้นโดยใช้พลังจากดาร์ดไซเบอร์เอลฟ์ช่วยนำพา บาร์เทนเดอร์หรือแอดมินิสเทรชั่นยังคงถากถางต่อไป

“เราก็นึกว่าพวกเวิลด์เจเนอรัลน่าจะมีดีซะอีก เห็นเจ้านายดิไวน์กลัวนักกลัวหนา...ไหนน๊า อยู่ไหนกันยานแม่ของพวกมัน”

เธอปัดนิ้วไล่หาภาพทุกมุมกล้องจากอุปกรณ์บางอย่างที่บินอยู่จำนวนมากคาดว่าจะเป็นโดรนสอดแนมล่องหน เลื่อนได้ไปสักพักก็มีภาพของยานแม่มอชชินนี่ด้านหน้าปรากฏ

“อุหว๊า...เจอแล้วเจอแล้ว! ถ้ามันโดนป้อมของเราบนเกาะยิงใส่จะเป็นยังไงหน๊า แต่อยู่ไกลไปหน่อยเสียดายจัง...หือ!? เดี๋ยวนะ”

น้ำเสียงแอดมินิสเทรชั่นเปลี่ยนไปซึ่งเฟลิกซ์เองก็เห็นสิ่งที่ทำให้เป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน ด้านหน้าของยานมอชชินนี่กำลังถูกเปิดออกให้เห็นมวลพลังงานสีทองกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่กว่ารถบรรทุกสองสามเท่าอยู่ตรงป้อมปืนขนาดใหญ่ที่ถูกซ่อนไว้อยู่ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังชาร์จใกล้เสร็จและเล็งใส่ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ แอดมินิสเทรชั่นเริ่มหน้าเสียแต่ปากยังดี

“ไม่มั้ง ไม่มีอะไรต่อกรกับดาร์คไซเบอร์เอลฟ์หรอก ฮ่าๆ ช่างเป็นความพยายามที่สูญเปล่าจริงๆ”

“งั้นไม้ตายโชว์ให้เห็นจนได้สินะ”

เฟลิกซ์กล่าวอย่างมั่นใจแม้จะไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง แอดมินิสเทรชั่นมองค้อน

“หมายความว่าไง?”

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันคืออะไร แต่วิคตอเรียไม่ทำอะไรที่มันสูญเปล่าหรอก...เชื่อฉันสิ”

แอดมินิสเทรชั่นได้ยินอย่างชัดเจนแล้วเธอรีบปัดมือเปิดข้อมูลต่างๆ มากมายอย่างร้อนรนแล้วเอามือกุมหัว

“บ้าน่า! ถ้าดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ดับไป เกาะนี้ก็จะร่วง—”

บึม!!!

ลำแสงสีทองที่มีกระไฟฟ้าเหนี่ยวนำพุ่งผ่านทะลุดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ไปจนแตกสลายคาตา เกาะดิไวน์เริ่มตกลงตามแรงโน้มถ่วง แอดมินิสเทรชั่นร้องลั่น

“ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!

เฟลิกซ์มองดูช่วงนาทีสำคัญที่เกาะดิไวน์กำลังลงสู่ท้องทะเล

ถ้าเป็นแบบนี้...ทุกคนบนเกาะอาจจะ—

และแล้วคริสตัลฟอร์ก็ตกอยู่ในความมืดมิด

[ในขณะเดียวกัน – ยานแม่มอชชินนี่]

“สำเร็จค่ะท่าน!!! เย้!!!

เหล่าโอเปอเรเตอร์ในศูนย์บัญชาการต่างไชโยดีใจ วิคตอเรียตบมือให้ตัวเองที่คิดถูกเกี่ยวกับนำอัลติเมทเรลกันมาใส่ในยานแม่นี้ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเป็นผลดีมากนักก็ตามแล้วคำนึงถึงแกนกลางอัลติเมทเรลกันที่หลับใหลอยู่

ความปรารถนาของเธอสำเร็จแล้วนะคุณนีท

“เอาละ!! รีบคำนวณความเสียหายบนเกาะเร็วเข้า ต้องรู้ให้ได้ว่าจุดไหนเปราะบางลงแล้ว”

“ค่ะท่าน! ดูเหมือนว่าฐานดาร์คไซเบอร์เอลฟ์กับโดมไลฟ์จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ระบบป้องกันโดยรอบเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว ยกเว้นทางเหนือยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิมค่ะ!

“บ้าจริง...” วิคตอเรียสบถ “แกนพลังดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ยังไม่พังอีก...ให้ทำการเตรียมชาร์จอัลติเมทเรลกันไว้!

“ค่ะท่าน! จะพร้อมใช้งานอีกสามชั่วโมง” โอเปอเรเตอร์ว่าก่อนที่จะสังเกตเห็นบางอย่าง “ท่านวิคตอเรีย!! เกิดการระเบิดขึ้นหลายจุดที่ป้อมปืนคริสตัลชายน์ทางเหนือค่ะ!!!

“ในที่สุดรันเนอร์ก็ทำงานซะที” วิคตอเรียนั่งลงหลังจากที่ยืนลุ้นมานาน “ติดต่อเธอด่วน”

“ดูเหมือนจะมีปัญหา...น่าจะเป็นผลกระทบจากการตกลงของเกาะดิไวน์เลยทำให้ติดต่อหน่วยบนเกาะไม่ได้เลยค่ะ!

“งั้นไม่เป็นไร ยัยนั่นรู้ตัวเองดีกว่าควรรีบเผ่นออกจากตรงนั้นให้ไวที่สุดอยู่แล้ว...งั้นสั่งทุกหน่วยจู่โจมบนเกาะได้!!

“รับทราบ!!!

“ดิฉันว่าเราควรเช็คให้แน่ใจก่อนนะคะ”

จู่ๆ มิซากะเมงุมิที่เป็นผู้บัญชาการของกองทัพหุ่นยนต์ไฮเทคอัพเปอร์แทรกสัญญาณภาพสดบนจอมอนิเตอร์ยักษ์เข้ามา

“เช็คอะไรอีก ตอนนี้มันเป็นเวลาที่เหมาะแล้วที่จะตีฝ่าทำให้เรื่องมันจบๆ ไปซะ”

“ท่านเลขาธิการดูใจร้อนชอบกลนะคะ”

คำสงสัยของเมงุมิทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนแทงสวนเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวและเริ่มคิดได้

ชิ...จริงสิ เราอยากรีบทำลายเทคโนโลยีเอเลี่ยนก่อนที่ใครจะได้มันไปจนเผลอประมาทไปหน่อย

เลขาธิการเม้มปากชั่งใจแล้วสั่งโอเปอเรเตอร์

“ยกเลิกการบุก! ให้หน่วยลาดตระเวนนำทางสำรวจก่อน!

“ค่ะท่าน!

วิคตอเรียถอนหายใจแล้วมองดูหน้าเมงุมิที่ถ่ายทอดสดเห็นถึงกัน เธอเห็นรอยยิ้มน้อยๆ ของเมงุมิแล้วรู้สึกไม่ชอบใจ

เด็กคนนี้...ต้องรู้อะไรแน่ๆ


53 ความคิดเห็น