ตอนที่ 72 : Ch.65 Order of Battle X - [Joint Operation]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 พ.ย. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.65 Order of Battle X - [Joint Operation]

[โลกจริง - สี่วันหลังจากการแสดงเจตจำนงของดร. ดิไวน์]

[25/05/2055] [20:49 UTC+8]

[Area CH-3, Warning-Zone, เหนือน่านทะเลใกล้เกาะดิไวน์ห่างยี่สิบกิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือ, ยานแม่มอชชินนี่ - ห้องรับรองเหนือลานจอด B-1]

“เห็นด้วยไหม ว่าโลกนี้มันวิกลจริต”

ผอ. แดเนียลแห่งหน่วยข่าวกรองของเวิลด์เจเนอรัลนั่งรับฟังยูริ...ชายหนุ่มหล่อผมเขียวท่าทางเย่อหยิ่งที่เป็นผู้บัญชาการยานมอชชินนี่ตามคำเชิญชวนในห้องกระจกใสเกือบรอบตัวที่มองเห็นหน่วยเฉพาะกิจสามศูนย์หก (Task Force 306) ที่กำลังจัดสรรและรวบรวมคนมีฝีมือดีทั่วโลกถูกจัดตั้งอย่างเร่งด่วนเพื่อใช้เปิดศึกในวันพรุ่งนี้โดยมีนายพลวิเวียนเป็นผู้บัญชาการหน่วยที่รับคำสั่งโดยตรงจากเลขาธิการวิคตอเรียอีกต่อหนึ่ง

ทำไมข้าต้องมาฟังคำบ่นของเจ้านี่ด้วย

ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองคิดอย่างเซ็งเพราะตอนแรกที่ได้รับคำเชิญชวนนั้นคิดว่าจะมีข้อมูลสำคัญเพราะช่วงเวลานี้ไม่ควรที่จะทำตัวไร้สาระ แต่เขาก็ลืมไปเช่นกันว่าคนที่ชวนก็คือยูริ

สงสัยข้าจะนอนน้อยไปถึงไม่ฉุกคิดถึงจุดนี้

“ผมสัมผัสได้ว่ามันมีอะไรแปลกๆ” ยูริว่าต่อ “มันมีอะไรสักอย่างที่ขาดหายไป—”

“นั่นอาจเป็นเพราะคุณความจำเสื่อมหลายปีก่อน”

“ไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอกผอ.แดเนียลไม่งั้นผมคงไม่พูดให้ตัวเองดูโง่หรอก”

เมื่อเจอคำพูดวกวนใส่ หน้าผากแดเนียลเริ่มมีรอยย่นหนึ่งชั้น

“แล้วอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกแบบนั้น”

“เรื่องโกหก”

ยูริเอ่ยแล้วจ้องดวงตาเขาไม่ลดละ แดเนียลผายมือ

“ถึงข้าจะเป็นผอ. หน่วยข่าวกรองแต่ก็ไม่ได้มีสิทธิรู้เบื้องลึกจริงๆ ของวงในพวกคุณหรอก”

“แสดงว่าพอรู้ระแคะระคายบ้างใช่ไหมครับ เหมือนกับผมตัวตนคนเดิมน่าจะรู้ทุกอย่างดี แต่ตอนนี้กลับถูกผลักให้อยู่นอกวงใน” ยูริลุดขึ้นไปหยิบขวดไวน์แดงมารินใส่แก้วสองใบ “ตัวผมมีทักษะในการแยกแยะคำโกหกคำจริงได้ดี แต่วิคตอเรียกลับใช้ลูกไม้มายาความจริง 90% โกหก 10% แล้วจับปั่นรวมกันจนดูไม่ออกว่าส่วนไหนจริงหรือเท็จกันแน่”

“อย่าหาว่าข้าอย่างงั้นอย่างงี้เลยคุณยูริ ข้าว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ถือว่าปลอดภัยกับตัวคุณมากแล้ว”

“ก็จริง...เอาหน่อยไหม”

ยูริยื่นแก้วไวน์แดงให้ซึ่งอีกฝ่ายไม่รับเลยถือเองทั้งสองแล้วเดินไปที่ริมห้องที่เป็นกระจกมองดูกองกำลังเฉพาะกิจข้างล่างมองดูผู้หญิงผมม่วงเข้มคนหนึ่งที่กำลังสอนใช้อาวุธใหม่แก่คนในหน่วย

“นานามิ...ผู้หญิงคนนั้นผมรู้สึกว่าถูกโฉลกมานานแล้ว ไม่ใช่ในเชิงชู้สาวแต่เหมือนกับคนที่รู้จักใกล้ชิดกันแต่วิคตอเรียบอกว่าผมกับเธอไม่ค่อยชอบขี้หน้ากัน ทะเลาะกันประจำ...และยังมีอีกคนหนึ่งที่อยู่คู่กับเธอที่ตอนนี้อยู่ในเกาะนั่น มองรูปคนนั้นทีไรรู้สึกแต่ความต่ำต้อยและพ่ายแพ้...แต่ก็น่าจะเป็นอย่างงั้นอยู่เพราะมีโค้ดเนมว่าแรคนาร็อค”

แล้วเขาก็ชี้ไปยังผู้หญิงชมพูที่กำลังยืนอวดเบ่งตัวเองคู่กับหุ่นยนต์หมีตัวใหญ่

“รันเนอร์...รูปร่างเหมือนเด็ก แสบไม่ใช่ย่อยแต่ฝีมือดี...เห็นว่าชอบออกภาคสนามกับผมบ่อยๆ ในช่วงที่ยังอยู่ในทีมเฮฟเว่นอะไรนั่น เวลามองเธอแล้วรู้สึกสนุก...ทั้งๆ ที่น่ารำคาญไปด้วย หึ...ตลกดี แต่ตอนนี้กลับหนีหน้าผมอย่างเดียว”

ยูริถอนหายใจดื่มแก้วไวน์แรกหมดเดินกลับมานั่งเก้าอี้เดิมอีกครั้งแล้วแหว่งไวน์แดงอีกแก้วเล่น

“ที่พูดมาผมรู้สึกได้ว่ามันต้องมีเรื่องโกหกแน่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตัวผมเองและความเป็นมาของเวิลด์เจเนอรัล...มันไม่น่าเชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว”

เขาเอ่ยทิ้งท้ายไว้แล้วจ้องหน้ากันสักพัก ยูริเป็นฝ่ายร้อนรนเอง

“ไม่อยากรู้อยากเห็นอยากถามสักหน่อยเหรอว่าความเป็นมาของเวิลด์เจเนอรัลที่มีแค่ไม่กี่คนในโลกนี้ที่รู้ ความลับที่รู้แล้วถึงตายได้!?

แดเนียลเลือกที่จะไม่พูดแต่ยักไหล่แทน ยูริเบิกตาโต

“อ๋อ...คุณก็รู้ งั้นช่วยบอกมาหน่อยว่ามันจะใช่กับสิ่งที่ผมถูกวิคตอเรียกรอกหูมาหรือเปล่า”

“ไม่ ข้ามีเหตุผลที่พูดไม่ได้”

แดเนียลปฏิเสธทันควัน ในขณะที่ยูริกำลังงงแดเนียลก็เอานิ้วชี้ขวาแตะย้ำที่หลังคอเพื่อให้อีกคนเข้าใจ

“หึ โดนถูกฝังชิพไว้สินะครับ คุณนี่โชคดีเต็มประตู”

“หมดเรื่องแล้วใช่ไหมคุณยูริ”

แดเนียลลุกขึ้นจัดเน็ทไทตัวเอง ยูริเองก็ลุกขึ้นแล้วก้มหัวเล็กน้อย

“ไม่อยากรบกวนเวลาทำงานท่านไปมากกว่านี้แล้ว ขอขอบคุณที่รับฟังชายความจำเสื่อมไม่ปกติอย่างผม”

ยูริกล่าวคำลา แดเนียลเดินตรงกำลังจะออกจากห้องแต่แล้วก็หยุดเดินหันหลังกลับมา

“ข้าอยากเตือนว่าการที่คุณพยายามเล่นการเมืองรวบรวมคนระดับสูงมันจะนำมาเสี่ยงมา”

“แล้วท่านอยากจะให้เวิลด์เจเนอรัลมีอนาคตดีกว่าเดิมกับผมไหมละครับ”

“แน่ใจหรือว่าได้รับอนุญาตให้พูดแล้ว คุณน่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกับวิคตอเรียหรือผู้ก่อตั้ง”

“ตัวผมมิใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ไม่รู้ว่าตัวตนเดิมของผมเป็นอย่างไร แต่บัดนี้ผมมั่นใจว่าภายใต้การนำของวิคตอเรียมันช่างเปราะบางยิ่งนักโดยเฉพาะช่วงหลายปีนี้”

“นี้ขนาดคุณความจำเสื่อมก็ยังทะเยอทะยานเหมือนเดิม”

สิ่งที่แดเนียลพูดไปทำให้ยูริช็อคไปชั่วขณะ

“เดี๋ยว...เดี๋ยวๆๆๆ” ยูริตาตื่นเดินเข้ามาใกล้ “เมื่อกี้ว่าไงนะ? บอกว่าผมคนก่อนก็เป็นแบบนี้!?

“ขอรับ ยังรู้อีกว่าเหตุที่นานามิกับรันเนอร์ไม่ถูกกับคุณเพราะคุณคบชู้สาวสองคนนั้นกัน เมื่อถูกจับได้เลยถูกบอยคอตความสัมพันธ์ แต่สำหรับเฟลิกซ์แล้วคุณที่เป็นเสื้อผู้หญิงตัวพ่อที่ถูกเธอปฏิเสธก็ไม่ลดละที่จะเอามาเป็นของตัวเองไม่ได้เลยจะบังคับขืนใจแต่ถูกเล่นงานปางตายแทนแต่เธอก็ยังไม่รังเกียจคุณมากนัก นับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ใจดีมาก”

“หา!!!

“ยังมียิ่งกว่านี้อีก อยากจะรับรู้ไหม”

“ไม่!! ไม่สิ...พูดมา...เดี๋ยว! ไม่ๆๆๆ!!! อย่าเพิ่ง” ยูริเริ่มทำตัวไม่ถูก “ไม่ดีกว่า...เอาเรื่องแรกก่อน เรื่องนั้นไม่เคยได้ยินเลยไปรู้มาจากไหน?”

“ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นครับ ชื่อเสียงคุณมันเป็นที่เรืองลือกันในเวิลด์เจเนอรัล พยานเยอะแยะและตัวข้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์บ้างบางครั้ง...ในแฟ้มประวัติทั่วไปมันก็น่าจะมีข้อมูลอยู่ คุณไม่ได้เปิดดูบางเลยหรือ”

“ไม่...ผมคิดว่ามันเป็นข้อมูลหลอก”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นขอให้โชคดีกับข้อมูลที่แน่นหนาพร้อมภาพถ่ายและวิดีโอ”

แดเนียลก้มหัวให้แล้วเดินออกมาทันที ก่อนที่ประตูเลื่อนปิดก็เห็นหน้าถอดสีของยูริแล้วอดคิดไม่ได้

ช่างน่าสงสาร

“คุณลุงแดเนียล ไม่ได้เจอกันนานนะคะ”

“เฟียน่า”

แดเนียลทักตามเสียงของเด็กมอปลายตาแดงและผมแดงยาวที่เหมือนกับคนเป็นแม่ของเธอที่กำลังก้มหัว สิ่งเดียวที่ต่างจากเฟลิกซ์คือสายตาที่เย็นชา ความมุ่งมั่นและพีทูที่ด้อยกว่าแม่ตนเองค่อนข้างมากแต่สำหรับผู้ใช้พีทูทั่วโลกตอนนี้เฟียน่าถือเป็นอันดับสูงเป็นต้นๆ ตามข้อมูลที่มี

เด็กคนนี้จะพัฒนาได้อีกหรือไม่...

“คุณลุงแลดูยุ่งๆ ตลอดเลยนะคะ”

“ไม่ว่าใครๆ ช่วงนี้ก็ยุ่งกันหมด...แต่ลุงเป็นห่วงว่าเธอเป็นไม่อะไรใช่ไหมที่เข้าร่วมกับแทสก์ฟอร์ซสามศูนย์หก”

“ตัวหนูเองผ่านการฝึกระดับสูงของเวิลด์เจเนอรัลมาแล้วนะคะ แถมยังผ่านการฝึกของคุณลุงอีกด้วย”

“แต่ก็ยังเป็นกังวลว่าถ้าหากแม่ของเธอเป็นอะไรไป...เธอยังคงตั้งสติรับฟังคำสั่งได้ไหม”

ดูเหมือนคำถามนั้นค่อนข้างกระทบจิตใจเฟียน่าที่ตาค้างไปพอสมควร ในขณะที่แดเนียลกำลังรู้สึกคิดผิดที่คาดหวังในตัวเธอนั้น เฟียน่ากลับฉีกยิ้มอย่างน่ากลัว

“หึ...เรื่องนั้นหนูทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วค่ะว่ามีโอกาสที่แม่ของหนูจะตาย แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงจุดนั้นหนูก็จะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาดไม่ว่ายังไงก็ตาม”

“เธอเป็นลูกสาวของเฟลิกซ์จริงๆ หรือนี่” แดเนียลแปลกใจไม่หาย “หรือเป็นสุนัขรับใช้วิคตอเรียที่ติดนิสัยจากเจ้านายของมัน รู้ตัวบ้างไหมว่าหน้าตัวเองตอนนี้เหมือนกับเจ้านายที่กำลังคิดเรื่องชั่วร้ายอยู่”

“เป็นทั้งสองอย่างนั้นแหละคะ ขอตัวก่อนนะคะลุงแดเนียล”

เฟียน่ากล่าวอำลาเดินสวนทางไป แดเนียลมองด้วยหางตาอย่างไม่ชอบใจ

คนที่ต้องเฝ้าระแวงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง...

[ในขณะเดียวกัน]

[ยานแม่มอชชินนี่ลานจอด B-1]

“ให้ตายสิ! ใช้ได้แค่ห้าสิบสองคนเองเหรอเนี่ย!?

นานามิตกใจกับตัวเลขสรุปจากรายงานของลูกน้องของเธอที่เคยทำงานด้วยกันมาตอนในสมัยที่ยังเป็นหน่วยซัพพอร์ตเฮฟเว่นพันนิชเชอร์ ตอนนี้เธออยู่ท่ามกลางการจัดทัพของหน่วยเฉพาะกิจสามศูนย์หก คุณลูกน้องที่เห็นหน้าตาอันยุ่งยากของหัวหน้าเก่าเลยพูดเพิ่มเติม

“ต้องขออภัยด้วยครับ! เนื่องจากโปรแกรมฝึกไม่ได้เน้นใช้ชุดเพาเวอร์สูทในรูปแบบสะเทินน้ำสะเทินบกเลยมีคนใช้ได้คล่องตามตัวเลขแค่บนจอนั่นครับ!

“ไม่ถึงหนึ่งในสามของชุดสูทที่มีด้วยซ้ำ” นานามิเลื่อนดูข้อมูลในมืออย่างปวดหัว “ใครเป็นหัวหน้าพวกนายตอนที่ฉันไม่อยู่เนี่ย”

“ท่านเซอัซครับ!

“เขาอยู่ไหน?”

“...เสียชีวิตในหน้าที่ในภารกิจสำรวจเมื่อวันสองวันก่อนครับ!

“เวร...รู้งี้ฉันไม่น่านั่งสบายใจเลย” นานามิปวดหัว “แล้วนายพลวิเวียนละ?”

“เห็นว่าได้รับคำสั่งให้ไปที่ Area SG เพื่อนำยานในขั้นทดลองมาใช้ในปฏิบัติการณ์นี้ครับ!

“เอาเข้าไป...หัวหน้าหน่วยไม่อยู่ซะงั้น สุดท้ายคนที่คุมบัญชาโดยตรงก็เป็นวิคตอเรียสินะ”

“โฮะๆ ยัยตาเดียวนั่นชอบทำแบบนี้แหละ เธอจำไม่ได้เหรอ?”

รันเนอร์ที่เดินคู่กับฟิโอล่าเข้ามาเสริมแล้วมองต่ำลงดูโต๊ะโฮโลแกรมตรงหน้าที่แสดงแผนที่เกาะดิไวน์ กองกำลังหุ่นยนต์ ฐานป้องกัน ฯลฯ เท่าที่จะตรวจสอบได้ซึ่งนับว่ามีการป้องกันหนาแน่นอย่างมากอย่างผิดหูผิดตาไม่เหมือนใน Area CH-5 ที่ฐานลับที่เคยบุกกันไปเจอกับอันนา

นานามิมองรันเนอร์แล้วอดสงสัยตามพื้นฐานนิสัยของหล่อนไม่ได้

“เธอ...รู้เป้าหมายของเธอในปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ตามที่ประชุมวานก่อนหรือยัง...หรือลืมไปแล้ว”

“แหม่ ทำเป็นฉันเป็นเด็กโง่ตลอดเลยนะ...งานหลักๆ คือหลอกล่อปั่นป่วนทางเหนือของเกาะ” รันเนอร์ชี้นิ้วไปยังเกาะทางเหนือที่มีตึกสูงอยู่สองสามตึกที่ขัดกับป่าไม้โดยรอบ “และถ้าเป็นไปได้ก็ลอบเข้าไปป่วนศูนย์บัญชาการ หาทางปลดเกราะพลังงานของเกาะและค้นหาตัวแจมสัญญาณกองทัพหุ่นยนต์ของเวิลด์เจเนอรัล...มีอะไรอีกไหมเนี่ย?”

“และถ้าเข้าถึงดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ หาทางทำลายมันซะ” นานามิชี้ตึกที่เตี้ยกว่าอยู่ข้างๆ กันที่คล้ายโดมสนามฟุตบอล “คิดๆ ดูแล้วเป็นงานหนักสำหรับเธอ..ลุยเดี่ยวด้วย”

“ของถนัดอยู่แล้วเรื่องฉายเดี่ยว” รันเนอร์พูดชิวๆ

“ใช่แล้วค่ะ ท่านรันเนอร์ทำได้ทุกสิ่ง” หุ่นยนต์หมีฟิโอล่ากยกยอ

“แต่ระวังให้มากหน่อย อาวุธฝ่ายนู้นไม่ใช่เล่นๆ เฟลิกซ์ถึงขนาดบอกว่าอาจทำให้เธอถึงตาย”

“หา!? จริงดิ” รันเนอร์เหวอนิดหน่อย “งั้นคงต้องเน้นเคลื่อนไหวหลบหลีกให้มากขึ้น”

“นั่นแหละสิ่งที่หน่วยนี้จะใช้เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวหลัก แต่ถ้าเคลื่อนไหวอย่างกับวาปได้อย่างเธอน่าจะดี”

“สนใจจะเปลี่ยนตัวเองเป็นไซบอร์กไหมละคะ?”

รันเนอร์เน้นเสียงอย่างประชดประชัน นานามิก้มยกปืนกระบอกใหญ่สีขาวที่เป็นกระบอกเดียวกันที่เคยโชว์ในห้องอเนกประสงค์ให้ดู

“ขอใช้แค่เพาเวอร์สูทเกราะเบากับเจ้าอินฟินิตี้แอลเอ็มจี (Infinity-LMG) ก็พอละ”

“อ๋อ ไอ้ปืนที่กระสุนไม่มีวันหมดที่โชว์ให้ดูวันนั้นเหรอ” รันเนอร์ว่า “โอเวอร์ฮีท (Overheat) ขึ้นมาทำไง? หลบไปพักปืน? ถึงเวลาจริงๆ ทำกันไม่ได้หรอก โดนยิงตายห่าก่อน”

“เหอะ มันไม่มีวันโอเวอร์ฮีท”

“หา!!!

รันเนอร์ร้องแปลกใจอย่างดัง คนอื่นๆ นับร้อยที่กำลังมัวเตรียมตัวออกรบต่างมองมาทางเดียวกันก่อนที่จะแยกย้ายทำเรื่องที่ได้รับมอบหมายต่อไป นานามิวางปืนบนโต๊ะโฮโลแกรมแล้วชี้ตรงที่ควรจะเป็นแม็กกาซีนปืนแต่มีวัตถุทรงกลมที่ข้างในมีผลึกแก้วสีฟ้าที่มีพลังบางอย่างไหลเวียนไปทั่วปืนกลเบามาแทนที่

“เพราะมันมีคริสตัลชายน์มาแทนกระสุนไง เป็นแร่ที่ถูกค้นพบไม่กี่สิบปีมานี้ ให้พลังงานมหาศาลเวลายิงออกไปก็จะเป็นกระสุนพลังงานแทน”

“มันก็ต้องเหมือนกับเราสิ!?” รันเนอร์ชี้ที่กลางอกตัวเองที่มีคริสตัลชายน์ฝังอยู่ในเครื่องเร่งอนุภาคที่เชื่อมต่อกับร่างกายอีกที “ฉันใช้มันติดๆ กันได้ไม่เกินสิบครั้งต้องทิ้งเวลาให้มันชาร์จเองอยู่เรื่อย”

“ไอ้ที่เธอใช้มันคนละสเกลกัน” นานามิทำหน้าเหมือนว่ารันเนอร์ว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย “ไอ้ปืนนี้ฉันโคตรภูมิใจมากเพราะเป็นคนอำนวยการวิจัยกับเพื่อนในไฮเทคอัพเปอร์จนทำมันสำเร็จเลยนะ ได้ใช้ออกปฏิบัติการณ์จริงๆ จังๆ ในงานนี้ครั้งแรกเลย”

“ก่อนหน้านั้นเธออยู่ MLA ไม่ใช่เหรอ? ปกติต้องใช้แค่ปืนสกัดนี่!?

รันเนอร์หมายถึงงานที่นานามิทำอยู่ปัจจุบันก่อนถูกดึงตัวกลับมาชั่วคราวที่นี้ เธอเป็นผู้พิทักษ์กฏหมายบ้านเมืองหรือเหมือนอาชีพเหมือนก่อนที่เรียกกันว่าตำรวจและปืนสกัดที่รันเนอร์พูดถึงคือปืนทั่วไปที่ใช้กระสุนยาสลบที่สลายเข้าร่างกายคนได้ในทันที...ซึ่งนานามิส่ายหัวให้กับคำถามนั้น

“มันมีระดับอันตรายที่ต้องใช้กระสุนจริงอยู่ เดี๋ยวนี้คนทั่วไปเริ่มเข้าเทคโนโลยีที่อันตะ—”

หวออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ!!!

เสียงเตือนภัยสีแดงที่เป็นสัญญาณให้ทุกคนเฝ้าระวังตามที่เคยซ้อมดังขึ้นพร้อมไฟสีแดงส่องสว่าง ทุกคนในลาน B-1 รันเนอร์กับนานามิต่างตกใจ

เกิดอะไรขึ้น!?

[25/05/2055] [21:11 UTC+8]

[ยานมอชชินนี่ – ศูนย์บัญชาการ]

“ตรวจพบสัญญาณเคลื่อนที่ปลอมแปลงจำนวนมากกำลังเข้าสู่น่านน้ำเฝ้าระวังทางทิศเหนือ!

หนึ่งในทีมโอเปอเรเตอร์รายงานสถานการณ์ที่ไม่ปกติเฉกเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ ที่กำลังตรวจสอบสิ่งที่ปรากฏในเรดาห์ สัญลักษณ์สามเหลี่ยมสีแดงจำนวนมากกว่าร้อยยูนิตกำลังเคลื่อนเป็นทัพเข้ามาใกล้แนวทำสงครามที่เวิลด์เจเนอรัลกำหนดไว้

มาจนได้...

วิคตอเรียไม่แปลกใจที่เป็นอยู่ตอนนี้ แดเนียลเดินขึ้นจากบันไดข้างล่างมาหา

“ท่านเลขาธิการ”

“แดเนียลมาพอดี...ให้ใครก็ได้ไปตามตัวยูริให้หน่อย”

“เกรงว่าจะพามาไม่ได้ครับ”

“ทำไม”

“ดื่มไวน์มากไป”

“เฮ้อ...”

เราก็น่าจะรู้อยู่แล้ว...

วิคตอเรียกรอกตาขึ้นฟ้าแล้วมองจอโฮโลแกรมยักษ์ตรงหน้าที่ยังคงแสดงแผนที่ตำแหน่งยานทั้งหมดของเวิลด์เจเนอรัลและยูนิตไม่ทราบฝ่ายที่กำลังดาหน้าเข้ามา แดเนียลเห็นทางไม่ดีเลยเสนอความเห็น

“ท่านเลขาธิการ น่าจะเป็นพวกไอริส...ถ้ามันเข้าเขตมา—”

“ไม่...ไม่ต้อง ไม่ใช่พวกนั้นแน่”

วิคตอเรียเอ่ยอย่างมั่นใจจนแดเนียลต้องแปลกใจ โอเปอเรเตอร์รายงานเพิ่มเติม

“ยืนยันได้แล้วค่ะว่าเป็นกองทัพหุ่นยนต์ไร้สัญชาติที่มีจำนวนกว่าหมื่นตัว! จะให้รายงานไปที่ยานที่ใกล้ที่สุดในแนวนั้นว่ายังไงดีคะท่านเลขาธิการ?”

“สแตนบายด์พร้อมจู่โจม”

“ค่ะ!

“เตรียมชาร์จอัลติเมทเรลกันปรับศูนย์เล็งไปที่กองทัพไร้สัญชาตินั่นด้วย!

“ครับ!/ค่ะ!

สิ้นคำสั่งนั้นทั้งตัวยานมอชชินนี่ได้เบี่ยงตัวไปทางซ้ายเก้าสิบองศาโดยใช้เวลานาทีกว่าๆ เหล่าโอเปอเรเตอร์รายงานสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“ปรับตัวยานให้เข้ากับเป้าหมายแล้ว!

“อัลติเมทเรลกันชาร์จ 40%!

“ภาพสอดแนมกำลังเข้ามาในสาม สอง หนึ่ง...”

มีภาพไนท์วิชชั่นปรากฏขึ้นจอใหญ่ สิ่งที่อยู่ในภาพนั้นก็คือกองทัพหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างแบบคล้ายมนุษย์แต่ใหญ่กว่าสองเท่าตัวและมีตัวใหญ่หลายระดับปะปลาย แต่ทั้งหมดนั้นต่างแล่นบนผิวน้ำได้อย่างไม่มีการเอนเอียงยกเว้นเครื่องบินรูปตัววีจำนวนมากที่บินต่ำประกบกองทัพหุ่นยนต์อยู่

ดูเหมือนว่าแดเนียลจะรู้อะไรบางอย่างถึงได้ตะลึง

“หุ่นยนต์รบแบบนั้นมัน...รุ่นใหม่ที่เจ้าพวกเอกชนนั่นวางแผนผลิตอีกห้าปีนี่!?

“อือ ใช่...”

วิคตอเรียตอบสั้นง่ายๆ จนแดเนียลสงสัยในคำพูดนั้น

“ท่านรู้เรื่องนี้ใช่ไหม!?

คนถูกถามไม่ได้ตอบอะไร โอเปอเรเตอร์คนหนึ่งรายงานเพิ่มพร้อมสัญญาณไฟสีแดงที่ส่องสว่างทั่วห้องอีกครั้ง

“ภาวะฉุกเฉิน! ภาวะฉุกเฉิน! ภาวะฉุกเฉิน! มีการแทรกซึมระบบสื่อสาร!...กำลังถูกบังคับให้เปิดช่องสัญญาณสื่อสาร! สัญญาณภาพภายนอกกำลังเข้ามา สี่ สาม สอง...”

เมื่อจบการรายงานมีภาพของผู้หญิงผมดำยาวนัยน์ตาสีฟ้าคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่จอใหญ่ตรงหน้า เธอก้มหัวเล็กน้อย

“ต้องขออภัยด้วยคะท่านเลขาธิการที่ล่วงล้ำขนาดนี้”

“ถ้าจำไม่ผิด เธอเป็นลูกสาวของเคนชิโร่?”

“คงไม่ได้อยู่สายตาของท่านสินะคะ...ดิฉันมิซากะ เมงุมิค่ะ หรือจะเรียกว่าเมงุมิสุดแล้วแต่ท่านจะกรุณา”

“นี่เธอเป็นคนเอากองทัพหุ่นยนต์พวกนั้นมาหรือ!!” แดเนียลเดือด “รู้ไหมว่ากำลังหาเรื่อง—”

“แดเนียลหุบปาก แล้วกลับลงไปทำหน้าที่ของคุณ”

วิคตอเรียออกคำสั่งไล่ แดเนียลกัดฟันเจ็บใจเดินลงกลับไปชั้นล่างที่มีโอเปอเรเตอร์อยู่ เมงุมิในภาพกำลังยิ้มน้อย

“ดูเหมือนโครงสร้างบุคลากรของท่านจะมีปัญหานะคะ”

“เรื่องนั้นช่างเถอะ...แล้วจุดประสงค์ของเธอคืออะไรที่นำพากองทัพหุ่นยนต์นั่นมา? แล้วจะไม่สูญเปล่าหรือถ้าถูกคลื่นแทรกของที่เกาะนั่นเล่นงานเข้า”

“ถ้าแก้ปัญหาเรื่องนั้นไม่ได้คงไม่มั่นใจยกทัพประเคนถึงนี้หรอกคะท่าน” เมงุมิกล่าวด้วยความมั่นใจ “และดิฉันเชื่อว่าคุณพอที่จะรู้ข่าวเรื่องกองทัพนี้ไม่มากก็น้อยแล้วจะสายข่าวของท่านที่ป่วนเปี้ยนแถวโรงผลิตของเรา...สำหรับจุดประสงค์ที่ยกทัพมานั้นท่านน่าจะเดาได้นะคะเพราะนี้เป็นโอกาสทองที่จะได้แสดงแสนยานุภาพของบริษัทไฮเทคอัพเปอร์ให้คนทั้งโลกได้รับรู้คะ”

“เธอหมายความว่าจะให้ร่วมมือกันหยุดยั้งดร. ดิไวน์ในปฏิบัติการณ์ครั้งนี้?”

“ค่ะ ไฮเทคอัพเปอร์จะให้ความร่วมมือปฏิบัติการณ์ล้อมเกาะบุกโดยมีฉันที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพหุ่นยนต์ที่นำมา โดยมีคนนอกอย่างนักข่าวถ่ายทอดสดมากมายที่ติดตามฉันมาเป็นสักขีพยานและเป็นหลักประกันเชื่อใจว่าฉันจะไม่นอกหลู่นอกทางภายใต้คำสั่งของท่านเลขาธิการ...อนุมัติให้เข้าร่วมไหมคะท่าน”

คำถามสุดท้ายของเมงุมิ แต่วิคตอเรียยังไม่เลือกตอบเพราะ...

“อะไรคือสิ่งที่เธอต้องการเป็นผลตอบแทน? การเจรจาคราวก่อนยังไม่พออีกหรือไง”

“ไว้คุยกันหลังทำเรื่องทุกอย่างเสร็จแล้วเถอะคะ...คำตอบละคะท่านเลขาธิการ”

คำถามที่ชี้ชะตาเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่งตอนนี้กำลังถาโถมกดดันวิคตอเรียอย่างจัง มันไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้เพราะด้วยอุดมการณ์และตำแหน่งก็พาเหตุการณ์คล้ายกันมาอย่างโชกโชน

ถ้าไม่ตกลง...พวกนี้คงจะใช้ป้อมปราการลอยฟ้าของเมืองแห่งอนาคตชินโคเซ็นนั่นยิงถล่มเกาะเพื่อสร้างภาพให้บริษัทเป็นฮีโร่แน่ๆ เพราะมีคนอยากให้ถล่มเกาะนั่นโดยไม่สนใจหมื่นชีวิตที่ถูกจับอยู่จำนวนมาก

ที่วิคตอเรียคิดแบบนั้นเพราะด้านหลังของเมงุมิในภาพช่วงช่องว่างแขนซ้ายกับลำตัวมีสถานะของอาวุธปืนใหญ่ลอยฟ้ามหาประลัยว่าพร้อมยิงอยู่...ในที่สุดเธอต้องเล่นตามเกม

“ขอบคุณมากสำหรับความร่วมมือ กองกำลังของเธอจะเข้าร่วมแนวรบทางเหนือของเกาะ”

“ด้วยความยินดีค่ะ...ทางนี้จะส่งข้อมูลของกองทัพที่มีทั้งหมดให้ท่านเพื่อใช้พิจารณาในแผนและจะสแตนบายด์พร้อมรับคำสั่งไว้ค่ะ”

ทันทีที่เมงุมิพูดจบ การเคลื่อนไหวของกองทัพหุ่นยนต์ในเรดาห์ก็หยุดชะงักทันทีพร้อมๆ กับการหยุดแฮกระบบสื่อสารที่ไม่น่าจะถูกแฮคง่ายๆ สถานการณ์ในยานกลับมาเป็นปกติ เมงุมิตัดการสื่อสารแล้วส่งข้อมูลกองทัพมา วิคตอเรียกัดฟันดูข้อมูลนั้น

เรื่องชักจะยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

[คริสตัลฟอร์ – มุมมองของเรย์ลี่]

[25/05/2055] [23:22 UTC+8]

[เรือเหาะเวทมนต์ – บนฟ้าทางเหนือดินแดนที่ห่างไกลของอาณาจักรเฟทออฟก๊อต]

“นอนไม่หลับหรอคะท่านพี่”

เรย์ลี่ที่ทั้งตัวคลุมด้วยผ้าห่มเดินเข้าใกล้หลังเฟลิกซ์ที่ยืนพิงอยู่ขอบเรือเหาะมองดูแผ่นดินข้างล่างด้วยสายตาที่เหนื่อยล้า เธอถอนหายใจหนัก

“เรย์ลี่...เธอไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม”

“ไม่ค่ะ สบายดีขึ้นจนเป็นปกติแล้วคะท่านพี่”

เรย์ลี่ตอบถึงเรื่องที่ตัวเองกลับคืนร่างมนุษย์ปกติอย่างผิดปรกติทำให้สูญเสียมานาในตัวไปชั่วคราวแต่ได้ยาของยูกะและพักผ่อนตั้งแต่ขึ้นเรือเหาะมายาวนานหลายชั่วโมงแล้ว คนอื่นๆ เองตอนนี้ก็พักผ่อนตามเวลาเช่นกันยกเว้นแรบบิ้นที่บังคับเรืออยู่กับมาเรีย

ท่านพี่กังวลเรื่องอะไรอีกนะ

เรย์ลี่อดคิดไม่ได้ ถึงจะรู้คร่าวๆ อยู่แต่ก็กลัวจะคิดผิดเพราะช่วงนี้มีหลายเรื่องมากมายที่เกิดขึ้น

“นี่เรย์ลี่...มาดูนี่สิ”

จู่ๆ เฟลิกซ์ก็เรียกให้ไปยืนตรงขอบเรือแล้วชี้ให้ดูข้างล่าง มันทำให้เรย์ลี่ตะลึงไปชั่วขณะ...แผ่นดินเบื้องล่างราวกับแก้วที่แตกหัก แผ่นดินแยกกันและร่วงหล่นสู่โลกเบื้องล่างมากมายจนกลายเป็นเกาะลอยฟ้าหลายจุด มันเป็นภาพที่เรย์ลี่ไม่เคยประสบเจอมาก่อน

“ท่านพี่...นี่เราบินมาอยู่แถวนี้นานหรือยังคะ?”

“สักครึ่งชั่วโมงได้แล้ว” เฟลิกซ์ว่า “เธอเดาออกหรือว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหนแล้ว”

“ไม่หรอกค่ะ” เธอส่ายหัว “ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะบอกได้ว่าอยู่ขอบโลกแต่ตอนนี้การเกิดฟอาร์ดาวน์ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะแผ่นดินที่อยู่รอบนอกสุดเท่านั้นแล้วค่ะ”

“งั้นเหรอ...หึๆๆๆ”

จู่ๆ เฟลิกซ์ก็หัวเราะในลำคอ เรย์ลี่ตกใจกับการหัวเราะในเวลาแบบนี้

“ท่านพี่...”

“หึๆๆ เฮ้อ...ฉันนี่มันแย่จริงๆ”

“อะไรหรอคะ”

“คือ... “ เฟลิกซ์ทำหน้าลำบากใจที่จะเล่าแต่ก็เปลี่ยนใจ “ตอนขึ้นเรือนี่มายังมีความตั้งใจสูงแท้ๆ ว่าจะช่วยทุกๆ คนในโลกจริงๆ ให้ได้ แต่พอมีเวลาคิดทบทวนแล้ว...ไม่รู้ว่าทำไมการช่วยทุกคนโดยไม่ให้สูญเสียใครมันเป็นไปได้ยาก”

“ทำไมคิดอย่างงั้นละคะท่านพี่ ท่านพี่แข็งแกร่งที่สุดท่านพี่ทำได้แน่ๆ!!

เรย์ลี่บอกอย่างเชื่อมั่นเพราะเธอรู้ว่าตัวจริงของเฟลิกซ์นั้นมีพลังมหาศาลที่ยิ่งกว่าที่เป็นในโลกจอมปลอมแห่งนี้ซะอีก เฟลิกซ์ส่ายหัว

“ความจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับโลกภายนอกน่ะ ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเห็นทุกๆ คนกำลังจะตายต่อหน้าฉัน”

“ท่านพี่...”

เรย์ลี่เอ่ยอย่างเป็นห่วงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอบอย่างไรดี เฟลิกซ์เงยหน้าขึ้นดูท้องฟ้าที่มีดาวและพระจันทร์หกเหลี่ยม

“มันเป็นฝันที่กังวลมาตลอดน่ะเรย์ลี่ มันคือความเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบนั้น...ถึงรู้ว่าเป็นไปได้แต่ก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี...ว่าฉันคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทุกคนต้องเป็นแบบนี้หรือเปล่านะ”

เฟลิกซ์กำลังโทษตัวเองอย่างหนัก มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เรย์ลี่เห็นเฟลิกซ์เป็นแบบนี้ มือทั้งสองโอบกอดหลังเธออย่างที่เคยทำ

“ท่านพี่ค่ะ...อย่าหาว่าหนูพูดไม่ดีเลย ถ้ามันจะเกิดขึ้นคงต้องปล่อยให้มันเป็นไปละคะ อย่าจมปลักอยู่แบบนี้เลยคะ”

เธอเอ่ยความในใจที่คิดว่าดีที่สุดเท่าที่จะพูดได้ เหมือนได้ยินเสียงคนถูกกอดร้องสะอึกเลยยิ่งกอดให้แน่นจนกว่าจะความรู้สึกนั้นจะจางหายไป

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรย์ลี่จะอยู่เป็นที่ระบายความเศร้าของท่านพี่ตลอดไปค่ะ

เพราะเรย์ลี่ชอบท่านพี่ที่สุด!

“ระ...เรย์ลี่! กอดฉัน...แน่น...ไปแล้ว”

“ขะ...ขอโทษค่ะ!

เรย์ลี่ถอยออกมาแล้วเขินกับสิ่งที่ตัวเองครับ

นี่เราทำอะไรแบบนี้ไม่รู้ตัวอีกแล้ว...แย่จัง

ท่านพี่จะคิดว่าเราเป็นพวกที่ชอบผู้หญิงด้วยกันหรือเปล่านะ...

แล้วเธอก็เผลอจินตนาการลึกไปกว่านั้น

อ๊าก!!! ที่เราคิดได้ไงเนี่ย! แบบนั้นมันค่อนข้างบัดสีมากเลยนะ!

แต่ถ้าเป็นจริงขึ้นมาได้ละก็...

เรย์ลี่ที่น้ำลายกำลังจะไหลมองตัวเฟลิกซ์ราวกับอยากจะกลืนเข้าไป แต่ความคิดนั้นต้องหยุดฉะงักเพราะเฟลิกซ์ที่หรี่ตามองอะไรบางอย่างที่ท้ายเรือเดินตรงปรี่ไปยังท้ายสุด เรย์ลี่ตามไปติดๆ

“ท่านพี่! มีอะไรหรอคะ?”

“อ่า...ไม่รู้สิ” เฟลิกซ์เอียงคอไม่แน่ใจ “ตะกี้ฉันว่าเห็นอะไรบางอย่างไวๆ ตรงนั้นนะ”

“ตรงไหนคะ?”

“ตรงนั้นไง ไกลๆ หน่อย”

เฟลิกซ์ชี้ไปยังก้อนเมฆที่ลอยผ่านหลังไกลๆ ไป เรย์ลี่จ้องมองตาเปล่าไม่เห็นอะไร

“เดี๋ยวเรย์ลี่จะใช้ตาทิพย์นะคะ”

“เอ่อ ไม่ต้องถึงขนาด—”

เฟลิกซ์กำลังจะห้ามแต่ตัวเรย์ลี่ใช้ไปก่อนแล้ว ดวงตาคู่เหลืองของเธอกำลังส่องแสงเป็นประกาย ภาพที่เธอเห็นนั้นเป็นระยะที่มองได้ไกลออกไป เรย์ลี่เห็นอะไรบางอย่างเป็นกลุ่มก้อนดำๆ

นั่นมันอะไร?

เรย์ลี่เร่งการใช้เวทย์ขึ้นไปอีกทำให้มองภาพได้ไกลขึ้น คราวนี้เห็นเป็นเรือเหาะสี่ลำที่กำลังบินตามมาอย่างห่างๆ ราวกับว่าไม่อยากให้รู้ตัวว่าถูกติดตาม...ทำให้เรย์ลี่ต้องเร่งพลังขึ้นอีกเพื่อให้เห็นว่าใครอยู่บนเรือเหาะที่อยู่ข้างหน้าสุดที่ทำให้เธอสะดุ้ง

ริส!?


53 ความคิดเห็น