ตอนที่ 71 : Ch.64 Order of Battle IX [รันเนอร์/วิคตอเรีย เจตจำนงที่เหนี่ยวรั้ง] [ทะยานสู่สองนาฬิกา]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 พ.ย. 59

 

Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.64 Order of Battle IX

[รันเนอร์/วิคตอเรีย-เจตจำนงที่เหนี่ยวรั้ง]

[ทะยานสู่สองนาฬิกา]

[โลกจริง - สี่วันหลังจากการแสดงเจตจำนงของดร. ดิไวน์]

[25/05/2055] [18:58 UTC+8]

[Area CH-3, Warning-Zone, เหนือน่านทะเลใกล้เกาะดิไวน์ห่างยี่สิบกิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือ, ยานแม่มอชชินนี่ - หน้าห้องพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว]

หลอกหรือเปล่า!?

รันเนอร์เพิ่งฉุดคิดได้ว่าสิ่งที่นำพาเธอมายังที่นี่อาจจะโดนหลอกก็ได้

-“เรื่องจริงเลยมันมีอะไรอยู่ก็ไม่รู้ในห้องนั้น วิคตอเรียถึงกับฟิวขาดเอาปืนจ่อหัวเลย”-

เธอนึกถึงคำพูดของนานามิอีกครั้งแล้วกัดฟัน

ถึงจะหลอกก็เหอะ แต่ไอ้ห้องที่ว่ามันดันมีอยู่จริงๆ ด้วย...มีตั้งแต่เมื่อไรหว่า?

รันเนอร์เท้าเอวอยู่ตรงหน้าประตูบานหนึ่งที่อยู่ระหว่างทางเดินไปห้องส่วนตัวของวิคตอเรียโดยมีป้ายบอกว่ามันเป็นห้อง [พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว] ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นทางเดินที่ไม่ค่อยมีใครผ่านไปมาเพราะระดับขั้นความลับที่คนอื่นในยานเข้ามาไม่ได้ยกเว้นคนที่วิคตอเรียอนุญาตเท่านั้น แปลว่ารวมทั้งตัวรันเนอร์เองด้วย

หรือบางที...ในห้องนี้อาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของโปรแกรมดิออลโนว์ เพราะยัยนานามิบอกว่าห้องนี้มีไว้ติดต่อกับคนสำคัญระดับสูง...

โฮะๆ ถ้าอย่างงั้นได้ตัวรับประกันเพิ่มอีกหนึ่งละ!

เธอหรี่ตาพิจารณาช่างใจอย่างถี่ถ้วน มันเกี่ยวข้องกับเหตุผลที่เธออยู่ที่นี่เป็นสมาชิกเฮฟเว่นพันนิชเชอร์ทีมใหม่ภายใต้สังกัดเวิลด์เจเนอรัล มันผูกรั้งเธออย่างหนาแน่นและไม่อาจหลีกเลี่ยงเพราะไม่อาจหาหนทางที่ดีกว่าที่เป็นอยู่...และสิ่งที่รันเนอร์กำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือหาหนทางใหม่

เราต้องมีสิ่งที่จะรับประกันชีวิตเจ้าพวกนั้นให้มากกว่านี้อีก...แค่นักวิทยาศาสตร์แนวหน้าสองคนนั้นยังไม่พอหรอก

รันเนอร์นึกย้อนไปหลายปีก่อนที่แอบช่วยนักวิทยาศาสตร์สองคนที่เป็นบุคคลสำคัญของเวิลด์เจเนอรัลที่รันเนอร์ถูกสั่งให้เก็บหลังเกิดเรื่องการทดลองที่ผิดพลาด ซึ่งตอนนี้ทั้งสองคนนั้นอาศัยอยู่เซฟเฮ้าท์ลับของเธอและคอยให้คำปรึกษากับช่วยผลิตชุดเพาเวอร์สูทที่เธอจำเป็นต้องส่วนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้และเสริมพลังให้เธอจากภารกิจที่เธอพลาดท่าบาดเจ็บเกือบตายโดยได้หมอเจสันคนเก่งของเวิลด์เจเนอรัลช่วยอ้างว่าเขาทำให้แทนเพื่อไม่ให้วิคตอเรียสงสัยแม้จะไม่ได้ประจำการอยู่ที่ยานลำนี้แล้วก็ตาม

แถมต้องแบ่งเวลาไว้ตามหาเจ้าองค์หญิงที่ทำให้ฉันกลายเป็นไซบอร์กอีก จากเดิมที่ใช้ยาและเครื่องปรับสภาพร่างกายให้คงกระพันแบบนี้ได้เป็นร้อยๆ ปีแล้วแท้ๆ ไม่ต้องถึงกับเอาเครื่องเร่งอนุภาคมา—

เดี๋ยวสิเรา ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะคิดเรื่องนั้น!

เธอสลัดหัวระดับความสำคัญของเรื่องที่จะทำใหม่...หันมองทางซ้ายเจอกับฟิโอล่าที่เป็นหุ่นยนต์หมีคู่ใจที่ยืนเฝ้าต้นทางอยู่ยกมือโอเคแสดงว่าไม่มีใครผ่านมา

“แล้วที่นี้...จะเข้ายังไง ไม่มีแป้นพาสเวิร์ดหน้าประตูด้วย”

รันเนอร์บ่นกับตัวเองแล้วก้าวเท้ายืนประชิดหน้าประตูจนตัวระนาบกับประตูแล้วก็ยังไม่ยอมเปิด อุปกรณ์แฮคส่วนตัวที่พกมาก็ใช้ไม่ได้เพราะเหตุผลอย่างที่บอกกับตัวเองเมื่อครู่

หรือวันนี้จะคว้าน้ำเหลว?

“ว๊าย!!!

เธอตกใจร้องลั่นก่อนที่จะล้มหน้าคว่ำกับพื้นเข้าไปข้างในห้องที่ประตูจู่ๆ ก็เปิดเองและยังปิดไม่ให้ฟิโอล่าเข้ามา

“ท่านรันเนอร์! ท่านรันเนอร์!

“เท็ดดี้อย่าเสียงดังสิ!! ฉันไม่เป็นไร”

รันเนอร์เรียกอีกชื่อหนึ่งของฟิโอล่าแล้วลุกขึ้นหันทางประตูที่เข้ามารีบบอกให้หยุด

“รับทราบค่ะ...แล้วจะให้ฟิโอล่าทำยังไงต่อคะ?”

“กลับไปรอที่ห้องฉัน ขืนมีใครมาเจอเธออยู่หน้าห้องนี้จะเป็นเรื่องได้”

“ค่ะ...ท่านรันเนอร์รักษาเนื้อรักษาตัวด้วยนะคะ”

และแล้วฟิโอร่าก็เดินจากไป เธอยืนดูหน้าประตูที่เคยเปิดอยู่เมื่อสักครู่อย่างสุดเซ็ง

มันเปิดเองได้ไง!? มีคนอยู่ข้างในหรือ—

รันเนอร์ชะงักไปเพราะหันกลับมองสิ่งที่อยู่ภายในห้องไม่ได้กว้างขวางมากนักแค่แปดหรือเก้าตารางเมตรซึ่งไม่น่าจะเรียกว่าเป็นห้องพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวได้และโดยรอบห้องมีแค่ท่อใสที่มีสารสีขาวไหลเวียนอยู่ฝังไว้ในกำแพงใสอีกที โดยทั้งหมดทั้งมวลต่างนำพาไปยังสิ่งที่อยู่ท้ายห้องตรงหน้า มันเป็นแคปซูลทรงกลมขนาดใหญ่ที่มีบางสิ่งที่หลับใหลอยู่ข้างใน

นั่นมัน...ตัวอะไร?

ใบหน้าของรันเนอร์บิดเบี้ยวอย่างหนักกับความสงสัยอย่างหนักหน่วงเพราะสิ่งที่เห็นก็คือ ร่างของมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่น่าใช่มนุษย์ ผิวทั้งตัวเป็นสีขาวสะท้อนแสงรวมกระทั่งเส้นผมที่ดูเป็นเนื้อชิ้นเดียวกันมากกว่าเป็นเส้นผมจริงๆ มือทั้งสองข้างโอบกอดขาทั้งสองที่งอเข่าราวกับถูกจับมัดอย่างงั้นและคิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงเพราะมีเนินอกที่ถูกดันออกมาให้เห็นเล็กน้อยจากต้นขาและหัวเข่าที่แนบชิดอยู่ ใบหน้าของเธอราบเรียบเกินไปอย่างกับตุ๊กตา ทั้งร่างของเธอกำลังหมุนเคว้งขวางอย่างช้าๆ ภายในแคปซูลน้ำใสแห่งนี้รันเนอร์เผลอพลั้งปาก

“ปีศาจ!?

“โค้ดเนม พระเจ้า”

มีเสียงของคนหนึ่งที่ไม่น่าจะอยู่ในห้องนี้ดังขึ้นทำให้รันเนอร์สันหลังเย็นวูบ

ยัยตาเดียว!?

เพราะมัวแต่ตัวแข็งเลยไม่ได้หันไปดู อีกคนเลยเดินเข้ามาใกล้ๆ แทนทางขวามือ ซึ่งรันเนอร์ต้องขมวดคิ้วเพราะมองไม่เห็นตัวแต่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เข้าใจเพราะตัวตนวิคตอเรียค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า

อ๋อ เทคโนโลยีล่องหน...ลืมไปเลยว่ามีของแบบนี้อยู่...

“วิ...วิคตอเรีย!?

“ใช่ฉันเอง”

เจ้าตัวที่ถูกเรียกชื่อดูเหมือนไม่สนใจการแอบเข้ามาของรันเนอร์เอาแค่มองสิ่งที่อยู่ในแคปซูล

เดาใจยัยตาเดียวไม่ออกเลยสักนิด

แต่ไอ้ที่อยู่ตรงหน้าเรา...เรียกว่าพระเจ้า?

แล้วจู่ๆ ก็เกิดนึกถึงคำพูดของใครบางคนที่เธอแสนจะเกลียดนักหนาหลายปีก่อน

-“เธอมันก็แค่ขี้ฝุ่นใต้เท้าพระเจ้าเท่านั้น รันเนอร์...รวมคนทั้งโลกนี้ด้วย”-

-“รันเนอร์...พระเจ้ากุมชีวิตเธออยู่นะ จงสังวรไว้”-

-“เรามีวันนี้ไม่ได้ถ้าปราศจากพระเจ้าที่เลือกฝั่งพวกเรา”-

-“แม้แต่ชีวิตของเธอยังโอบอุ้มด้วยพระเจ้านะรันเนอร์ จงภูมิใจเถอะ”-

-“รันเนอร์ พระเจ้าน่ะ—”-

“รันเนอร์!?

วิคตอเรียเน้นเสียงดังทำให้รันเนอร์กลับจากภวังค์

“เธอเป็นอะไร?”

“เอ่อ...ก็แค่...ได้ยินชื่อนั่นแล้วนึกถึงคนที่เกลียดขี้หน้าขึ้นมา”

“เรด?”

วิคตอเรียเอ่ยชื่อตรงๆ เพราะรู้เรื่องความสัมพันธ์ดี รันเนอร์ไม่ได้ตอบหรือพยักหน้าแต่เลือกที่จะหันหน้าหนีไปยังสิ่งที่อยู่ในแคปซูลแทนซึ่งมันเป็นนิสัยของเธอ แต่วิคตอเรียดูออกเลยอธิบายสิ่งที่กวนใจเธอเพิ่ม

“ถึงจะบอกว่าเป็นพระเจ้า แต่โค้ดเนมนั้นมีไว้แค่หลอกไว้คนที่คิดจะขโมยไปให้คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้...โค้ดเนมเต็มๆ ของผู้หญิงคนนี้ก็คือ พระเจ้าเทียม”

วิคตอเรียบอกเพิ่มเติมจากปริศนาเดิมให้รันเนอร์งงหนักกว่าเดิม

พระเจ้าเทียม!? ผู้หญิง?

รันเนอร์มองพระเจ้าเทียมที่นายใหญ่เรียกมันอีกครั้งอย่างตั้งใจ วิคตอเรียพูดถึงมันต่อ

“มันเป็นหนึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของโปรเจคลับหนึ่ง เกี่ยวกับค้นหาอยู่มีพลังจิตหรือพีทูอย่างไม่เจาะจงเพื่อดูภาพรวมและหนึ่งในวิธีที่ใช้หาก็คือกระจายสารกระตุ้นที่ได้มาจากอีกโปรเจคที่ศึกษาตัวเฟลิกซ์และคนอื่นว่ามีพลังแบบนั้นได้ยังไงและทำไมพลังนั้นถึงคงอยู่ในโลกนี้ทั้งๆ ที่ยังมีตัวต่อต้านนั้นอยู่ไปยังของอุปโภคบริโภคที่ๆ หนึ่ง...โปรเจคเกือบได้พับเพราะช่วงระยะออกฤทธิ์กลับไม่มีใครมีพลังตื่นขึ้นเลย จนท้ายสุด...ในงานศพหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนนี้ฟื้นขึ้นจากความตาย”

วิคตอเรียเอามือลูบแคปซูลราวกับของมีค่า รันเนอร์ที่ฟังทันบ้างรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องผงะกับคำลงท้าย

ฟื้นจากความตาย!?

“พลังของเด็กคนนี้อาจจะเทียบเท่าพลังทำลายดั่งพระเจ้าอย่างแรคนาร็อคของเฟลิกซ์ไม่ได้ แต่มันมากพอที่ใช้เป็นกุญแจสำคัญในการรบ...รู้ไหมว่าทำไมถึงเรียกเด็กคนนี้ว่าพระเจ้าเทียม”

วิคตอเรียโยนคำถามให้ตอบสั้นๆ แต่รันเนอร์กำลังแปลกใจอย่างหนักเพราะขัดกับสิ่งที่ได้ยินจากนานามิมา

“เอ๊ะ!? นี่มันไม่ใช่ดิออลโนว์จริงๆ เหรอ? นึกว่าพระเจ้าเทียมเป็นโค้ดเนมอีกอัน”

“ดิออลโนว์!?” วิคตอเรียชะงักไปชั่วครู่ “ไม่ ไม่ใช่...เธอไม่มีสิทธิเข้าถึงตัวดิออลโนว์และจะบอกให้หายสงสัยว่าดิออลโนว์ไม่ได้อยู่บนยานลำนี้”

“หา!? งั้นแล้ว—”

รันเนอร์พยายามจะถามเรื่องนั้นที่เป็นความตั้งใจแรกเริ่มแต่ถูกนัยน์ตาที่ดุดันของวิคตอเรียจนต้องเป็นฝ่ายเงียบไป

เชอะ...ไม่ยอมบอกง่ายๆ สินะ

แล้ววิคตอเรียวกกลับเรื่องพระเจ้าเทียม

“พลังที่เธอคนนี้มอบให้กับยานลำนี้ได้เป็นเศษส่วนหนึ่งของพลังมหาศาลเหมือนกับคนที่ได้ยืมพลังพระเจ้ามาหยิบมือแล้วประกาศว่าตัวเขาเองคือพระเจ้าและผู้คนก็เกรงกลัวในพลังนั้นทั้งๆ ที่พลังมันก็มีเท่านั้นเห็น”

“อ๋อ” รันเนอร์เริ่มเข้าใจ “มีเอาไว้ใช้ข่มขู่โดยทำเหมือนว่าตัวเองใช้แค่ส่วนเดียวแต่แสร้งบอกว่าทำลายล้างได้ทั้งโลก...แต่จะใช้ชื่อนั้นมันไม่โบราณไปหน่อยหรือไง”

“อัลติเมทเรลกัน...นั่นคือชื่อทางการ ร่างของเธอคนนี้มีกระแสไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กถ่ายทอดออกมามากมายและเฉพาะทาง เรานำมันมาใช้เป็นเรลกันแบบพิเศษที่ไม่เหมือนเรลกันอื่นๆ ถ้านึกไม่ออกมันคล้ายๆ ไอ้สิ่งที่สอยยานที่วิเวียนประจำการสี่วันก่อน เน้นทะลุทะลวงไม่เน้นทำลายล้างแต่ของที่นี่มีประสิทธิภาพกว่าเยอะ ไม่เคยลองทดสอบจริงๆ จังๆ แค่จากการคำนวณแล้วมันยิงทะลุพื้นโลกได้หนึ่งส่วนสิบของแกนโลก”

วิคตอเรียบอกพีทูของคนที่อยู่ในแคปซูล ซึ่งรันเนอร์ที่มองพิจารณาเด็กคนนั้นอย่างตั้งใจแล้วจู่ๆ ก็มีความคิดแวบหนึ่งที่ไม่ค่อยดีขึ้น

“เด็กนี่...มาจากที่ไหน”

วิคตอเรียได้ยินแบบนั้นแล้วรู้ทันทีว่ารันเนอร์กำลังคิดอะไรอยู่เลยบอกให้สบายใจ

“ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่กลุ่มคนกลายพันธุ์ที่เธอปกป้องอยู่หรอก เด็กนี่มาจาก Area TH-7 เมืองแห่งการทดลอง”

ไหล่รันเนอร์สะดุ้งเฮือกเพราะมันเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เธอต้องมาเป็นลูกไม้ลูกมือให้เวิลด์เจเนอรัลก่อนที่จะผ่อนลมหายใจลงอย่างหวั่นใจ

“พวกเขา...จะใช้ชีวิตอย่างดีได้นานแค่ไหน”

“หือ? ถามเหมือนกับรู้ว่าวันไหนวันหนึ่งฉันจะทรยศเธอ”

“มันจริงไหมละ?”

“ไม่หรอก วางใจได้...เพราะไม่แน่บางทีเวิลด์เจเนอรัลอาจจะพินาศวันไหนก็ได้”

เรื่องที่วิคตอเรียพูดออกมาได้หน้าตาเฉยทำให้ท่าทีของรันเนอร์ตะลึงมากก่อนที่จะมีประโยคต่อมา

“มันก็แค่...สมมติเท่านั้น แต่จงวางใจได้มันไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก”

“เฮ้อ...อย่าพูดแบบนั้นอีกได้ไหม” รันเนอร์ถอนหายใจฮึกใหญ่แล้วชี้ผู้หญิงที่อยู่ในแคปซูล “ตกลง...ให้ฉันรู้ถึงตัวตนดิออลโนว์ไม่ได้หรอ? อุตสาห์ทำงานรับใช้ตามคำสั่งของที่มาจากที่ว่านั่นมานานนะ”

“ฉันควรถามว่าเธอเข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตทำไม”

คราวนี้รันเนอร์ผวาของจริงเพราะมันเป็นคำถามที่ควรจะถูกถามตั้งแต่แรกแล้ว

เผ่นดีไหม...ตอนนี้เราก็แทบจะพุ่งเร็วเหนือเสียงอยู่แล้ว

ไม่...มันแปลกๆ

รันเนอร์คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เลยจ้องหน้าวิคตอเรียกลับอย่างสงสัยก่อนที่จะเลิกคิ้วเมื่อคิดหาคำตอบได้

“ก็เธอเองเป็นคนเปิดประตูให้เข้ามาไม่ใช่หรือไง”

 “ฮ่าๆ โดนจับไต๋จนได้”

วิคตอเรียยกมือยอมแพ้อย่างขำขัน ซึ่งนั่นเป็นด้านที่รันเนอร์ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยรู้สึกอึดอัดแปลกๆ ชอบกล

จะมาไม้ไหน...ยัยตาเดียว

“ทำไมเธอถึงทำหน้าตาหน้ากลัวแบบนั้น?”

“เอ่อ...ไม่มีอะไร” รันเนอร์ชักสีหน้าหนี “แล้ว...ที่ให้เข้ามาดูเจ้านี่เพราะอะไรละ?”

 

 

 

“มันเป็นเรื่องที่เธอต้องรู้ก่อนปฏิบัติการณ์พรุ่งนี้จะเริ่ม”

“โฮะ...จะใช้เจ้านี้สินะ” รันเนอร์เลิกคิ้ว

“อือ ที่นี่เธอก็กลับไปรวมพลกับกองกำลังเฉพาะกิจได้แล้ว”

วิคตอเรียออกคำสั่งพร้อมส่งสัญญาณให้ประตูเปิดเอง รันเนอร์ที่ไม่ทันตั้งตัวว่าจะโดนไล่เลยเดินออกไปอย่างหงุดหงิดเข้าเต็มเปา

เชอะ...สุดท้ายก็หาตัวรับประกันเพิ่มไม่ได้

[มุมมองของวิคตอเรีย]

“หึ...นานามิไม่เข็ดลาบจริงๆ ไปบอกรันเนอร์ทำไม”

วิคตอเรียส่งสัญญาณปิดประตูหลังรันเนอร์ออกไปแล้วบ่นดังๆ

“เอาน่าเอาน่า อดทนกับนางหน่อยเพราะนางเป็นคนเดียวที่เป็นคีย์หลักที่เหนี่ยวรั้งเฟลิกซ์ไว้ได้นิ”

เสียงเด็กสาวหวานดังขึ้นภายในห้องที่มีอยู่แค่สองคน ซึ่งเสียงนั้นไม่ได้ดังจากคนที่อยู่ในแคปซูลแต่เป็นลำโพงที่อยู่ในห้องที่เชื่อมต่อสายภายนอกอยู่

“ถ้าฉันทำตามกฎนานามิได้ลงนรกไปนานแล้ว มอชชินนี่ ดิออลโนว์”

“อิอิ”

วิคตอเรียพูดอย่างเคร่งเครียดแต่อีกคนกับหัวเราะชอบใจ เจ้าของเสียงที่มีชื่อเหมือนกับยานแม่เริ่มร่ายต่อ

“อยากจะให้สองคนนั้นตัดความสัมพันธ์กันจัง จะได้ไม่ต้องรับภาระดูแลเยอะ”

“เห็นด้วย...” วิคตอเรียว่า “แล้วเธอคำนวณหาวิธีให้แตกคอกันไม่ได้หรือ”

“มีมันก็มีอยู่หรอกแต่มันเสี่ยงเกินไป...โลกอาจจะพรุนเพราะความบ้าคลั่งของเฟลิกซ์ซะก่อน”

“คำนวณโอเวอร์เกินไปแล้วมั้ง หัดลดพฤติกรรมติดตลกบ้างนะ”

“ไม่เอา ขืนทำแบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวฉันสิ...” เสียงตามสายของมอชชินนี่ปฏิเสธอย่างจริงจัง “เดี๋ยวเรดมาได้ยินเข้าจะโวยเอาได้ว่า เฮ! มอชชินนี่ของฉันหายไปไหน

“เราทุกคนไม่เหมือนเดิมแล้วมอชชินนี่”

วิคตอเรียย้ำเตือนถึงบางสิ่งที่ผ่านร่วมกันมา มอชชินนี่ไม่ชอบใจนิดหน่อย

“แต่คนเดียวที่ไม่เปลี่ยนก็คือเธอนะวิคตอเรีย เอเลี่ยนอาคาเดียที่ทรยศเผ่าพันธุ์ตัวเอง”

คราวนี้วิคตอเรียเริ่มไม่พอใจบ้าง

“เออรู้น่า...เพราะฉันเป็นเอเลี่ยนเลยไม่ได้ผลกระทบของการข้ามกาลเวลาเกือบร้อยๆ ครั้งเพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์มนุษย์ไม่ให้ล่มสลายเพราะบังเอิญไปเปิดเครื่องส่งสัญญาณเรียกพวกอาคาเดียมายังโลก...เรดที่เคยใจดีกลับใจร้ายกับฉัน ยูริความจำเสื่อมจำเรื่องอุดมการณ์พิทักษ์โลกนี้ไปแล้ว ฮาปเปอร์เตลิดหายไปไหนไม่รู้...ส่วนเรสเทียร์...”

“รายนั้นน่าจะเหมือนเดิมมั้ง ถูกผนึกอยู่ในตัวของเรด” มอชชินนี่ว่า “ส่วนฉันแค่คิดเหมือนระบบคอมพิวเตอร์มากขึ้นแต่ก็พยายามเขียนโปรแกรมให้พูดเหมือนเดิมอยู่นะ”

“อือ ถ้าเป็นแค่นั้นก็ดี...แต่เรสเทียร์อยู่กับเรดนานๆ ก็ไม่แน่ กลัวจะถูกล้างสมอง”

“กังวลมากไปแล้วเพื่อน” มอชชินนี่ทำเสียงเป็นห่วง “มันหนักใช่ไหมที่ต้องแบกรับไว้

“ถึงได้ตัดสินใจแล้ว ว่าไทม์ไลน์ครั้งนี้จะปล่อยให้มันเป็นไป...จะไม่ยุ่งกับมันอีกแล้ว ฉันจะทำให้เวิลด์เจเนอรัลค่อยๆ ถอนตัวจากเกมครองโลกนี้หลังจากจัดการเทคโนโลยีอาคาเดียที่ถูกทิ้งไว้หลายล้านปีจนหมด พอกันทีกับความพยายามของฉัน”

“โอ้ๆๆๆ ในที่สุดเธอก็เปลี่ยนไปตามไทม์ไลน์”

“แล้วเธอล่ะ จะแบกรับมันไว้หรือไง”

“ไม่ล่ะ เวิลด์เจเนอรัลถูกก่อตั้งก็เพื่อทำให้โลกปลอดภัยจากอาคาเดีย...ถ้าจำกัดความเสี่ยงนั้นจนหมดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีเวิลด์เจเนอรัลอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ทำได้มันทำให้ฉันชอบสังเกตความเป็นไปของจักรวาล ไม่ใช่ควบคุมทุกสิ่ง...เธอก็เหมือนกันนิ”

มอชชินนี่ว่าเช่นนั้น วิคตอเรียยิ้มออกก่อนที่จะถอนหายใจแล้วกลับเข้าเรื่อง

“ถ้าอย่างงั้น...สำหรับเรื่องรันเนอร์ เธอคิดว่าไง”

“รันเนอร์หรอ? ถึงจะเป็นคนแบบนั้นแต่เราสัญญาว่าจะคอยปกป้องคุ้มครองหมู่บ้านนั้นใน Area CH ล่ะก็...สบายใจได้ เพราะเราจะปกป้องไม่ใช่ขู่จะฆ่า”

“ไม่ๆ ฉันว่าสองสามปีนี้รันเนอร์ทำตัวน่าสงสัยแปลกๆ”

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันอยู่ในสถานที่ที่สามารถดูได้ทุกมุมโลกวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทุกอย่างเลยนะ ไม่มีอะไรหลุดรอดเลยนะ”

มอชชินนี่มั่นอกมั่นใจสุดๆ แต่วิคตอเรียแอบเครียดในใจ

รู้สึกแบบนี้ตั้งแต่มอบหมายงานให้เก็บจันทรากับยาโอะแล้ว

ทำไมรู้สึกว่าครั้งนั้นตัดสินใจผิดนะ

“อีกเรื่องที่ตั้งใจจะถามตั้งแต่แรก...สามีของเฟลิกซ์ที่เธอส่งให้ไปสืบในเมือลอยฟ้าชินโคเซ็นชั้น Y นี่ มันไม่จำเป็นนะเพราะฉันก็ทำให้ได้อยู่แล้ว ง่ายกว่านั้นเยอะ...หรือว่าจงใจให้พวกไฮเทคอัพเปอร์รู้ตัว”

มอชชินนี่คาดการณ์ วิคตอเรียพยักหน้า

“ใช่ อยากให้เจ้าพวกนั้นได้รู้ว่าเราเห็นอยู่ว่ากำลังสุ่มกองกำลังอยู่ก็แค่นั้น ก่อนเริ่มปฏิบัติการณ์ไม่ถึง 12 ชั่วโมงนี้คงแล่นมาเจรจาเอง ถ้ายังอยากจะทำเป็นตัวพระเอกมีส่วนร่วมกับกองกำลังเฉพาะกิจ”

“อิอิ เห็นว่านานามิเอาของเล่นใหม่มาใช้ในงานนี้ด้วยนิ จากการประมวลประสิทธิภาพของฉัน ถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลต่อการโจมตีมากนักแต่ทำให้การลอบเข้าไปในเกาะนั้นได้ง่ายขึ้น”

มอชชินนี่บอกผลลัพธ์ที่คำนวณไม่เคยพลาดทำให้วิคตอเรียสบายใจได้ระดับหนึ่ง

ก่อนที่จะเริ่มแผนถอนตัว...คงต้องจบเรื่องที่ดร. ดิไวน์ทำให้ได้ก่อน

เฮ้อ...ฉันก็แค่อยากเห็นโลกที่ดีกว่านี้ก็เท่านั้น

[คริสตัลฟอร์]

[25/05/2055] [19:10 UTC+8]

ปวด...

ความมึนงงกำลังเล่นงานเฟลิกซ์หลังจากที่เพิ่งรู้สึกตัวลืมตา

นี่ฉัน...อยู่ไหนเนี่ย

“ท่านพี่!

เรย์ลี่ที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักสบตาเห็นเฟลิกซ์พอดีเลยรีบรุกเข้ามาหา

“ท่านพี่ยังเจ็บอยู่ตรงไหนอีกหรือเปล่าคะ?”

“ไม่ ไม่...แค่มึนๆ นิดหน่อย แล้วที่นี่มันที่ไหน?”

“บนฝั่งใกล้ๆ เขาอากิค่ะ”

เมื่อได้ยินเรย์ลี่ว่าเช่นนั้นก็มองรอบๆ ตัวพบว่าตัวเองนั่งพิงโขกหินที่ใกล้กับแม่น้ำที่มีเรือราชินีจอดอยู่แต่ท้ายเรือมีควันโขมงขึ้นและข้างหน้าก็มีเนินเขาอากิไม่ไกลนั้นที่มีลานกว้างที่มีเรือเหาะอยู่

เกิดอะไรขึ้น?

ที่เฟลิกซ์คิดไม่ใช่ว่าเธอจำไม่ได้ว่าก่อนที่จะสลบเกิดอะไรขึ้นมาแต่เธอหมายถึงช่วงที่หลับไป เรย์ลี่เห็นว่าเฟลิกซ์จ้องมองท้ายเรือราชินีอย่างประหลาดเลยคิดว่าเธออยากจะรู้

“เพราะการโจมตีปืนใหญ่ที่ถูกท้ายเรือเลยทำให้เรือไปต่อได้ไม่นานค่ะเลยต้องมาจอดที่นี่”

“เรือพัง?” เฟลิกซ์แปลกใจ “เห็นว่ายิงไม่เข้านิ? หรือตอนที่เราสลบ!?

“ก่อนที่ท่านพี่จะขึ้นเรือครั้งแรกนั่นแหละค่ะ ภายนอกไม่ได้เป็นอะไรก็จริงแต่มันสะเทือนถึงข้างในไปถูกคริสตัลที่ใช้ขับเคลื่อนเรือเข้า”

พอเรื่องกระจ่างแล้วเฟลิกซ์ไม่ถามต่อเพราะตัวเองยังมึนๆ หัวไม่พร้อมที่จะรับรู้อะไรเพิ่มถึงแม้อยากจะรู้ว่าคนอื่นหายไปหมดก็ตาม

“ไม่ไหวไม่ไหว จะให้ซ่อมเสร็จเดี๋ยวนี้เลยไมได้”

“มันเกินมือช่างแจ๊ะจริงๆ ด้วย”

เสียงตาลุงคนหนึ่งที่คุ้นหูแล้วตามด้วยเรย์ลี่ที่คุยให้รู้ถึงว่าใคร เฟลิกซ์พยายามจะเงยหน้าหันขวาดูแต่ก็ไม่ไหวเลยก้มหน้าเหมือนเดิม

นี่มันอะไรเนี่ย ตัวตนฉันในโลกนี้มันแข็งแกร่งพอที่จะเจอเรื่องแบบนั้นได้นะ..แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ อย่างกับว่าเป็นบัคของระบบ

บัค...

สิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัวทำให้คิดออก

จริงสิ มันมีหลายอย่างแปลกๆ อยู่นี่นา ยิ่งตอนนี้ด้วยขนาดน้ำไหลยังเป็นโพลิกอนหยาบๆ

“...มีทางเดียวต้องไปใช้ม้าเหล็กที่เนินเขาไปเท่านั้น” เสียงช่างแจ๊ะดังเข้ามา

“งั้นเหรอคะ”

เรย์ลี่ทำหน้าหนักใจแล้วมองทอดไปไกลเหมือนดูอะไรบางอย่างอยู่ และแล้วก็เห็นยูกะกับคราวน์วิ่งมาทางนี้จากเนินเขา คราวน์ที่เห็นสีหน้าช่างแจ๊ะเลยเดาออก

“ไม่ได้ใช่ไหม”

“ครับท่าน ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้เสียเวลา”

“ไม่เป็นไร เพราะถ้ามันใช้ได้จะได้ใช้สนับสนุนเมืองจากทางแม่น้ำ”

“ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ครับ ถ้ามีเวลามากกว่านี้อีกสักหน่อย”

“ยูกะ! ช่วยฮีลให้ท่านพี่สักหน่อยได้ไหมคะ”

เรย์ลี่ขอร้องขึ้นมาซึ่งมันเป็นเรื่องแปลกอยู่เพราะตัวเรย์ลี่เองก็สามารถใช้ฮีลได้แต่ทำไมถึงต้องขอร้องคนอื่น ยูกะเองก็แปลกใจ

“เรย์ลี่เธอก็น่าจะ—”

“คือเรย์ลี่เพิ่งจะคืนร่างเดิมค่ะ ดูสิบนหัวเรย์ลี่ไม่มีหูแมวแล้วอยู่ในสภาพฟื้นตัวช้าอยู่ค่ะ...เลยใช้ฮิลไม่ได้”

เรย์ลี่ยืนยันถึงเหตุผลเลยไม่มีอะไรที่ยูกะต้องลังเลใจอีกแล้วเลยเดินเข้ามาใช้ฮีลกับเฟลิกซ์ที่กำลังดูตัวเรย์ลี่อยู่ว่าร่างสัตว์ที่เคยเป็นคืนร่างไปตั้งแต่ตอนไหน เมื่อยูกะฮีลให้เสร็จก็ส่งขวดยาให้เรย์ลี่

“ดื่มค่ะ ช่วยฟื้นมานาให้ดีขึ้น”

เรย์ลี่รับแล้วเปิดขวดยกซดหมดทันที เฟลิกซ์ที่ฟื้นตัวลุกขึ้นมาถามทันที

“ตอนนี้มันเกิดอะไรกันแน่เนี่ย คนอื่นหายไปไหนหมด”

“อยู่ที่เขาอากิค่ะ กำลังเตรียมอาวุธอยู่ที่นั่นก่อนที่จะไปช่วยคนในเมืองค่ะ”

“ช่วยคนในเมือง?”

เฟลิกซ์ทวนอย่างงๆ ยูกะไม่พูดไม่จาเข้ามาจับตัวพลิกหมุนกลับหลังหันแล้วชี้ไปยังเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ปลายแม่น้ำ ซึ่งทำให้เฟลิกซ์ตะลึงเพราะเมืองนิวส์ไลฟ์ที่น่าจะมีบาเรียหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ปกป้องเมืองอยู่ได้หายไปและทดแทนด้วยเปลวไฟกว่าครึ่งเมืองทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ไม่ทัน!? เจ้าปลาหมึกหุ่นยนต์นั่นเล่นงานก่อน...

“ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ต้องตัดใจเรื่องปกป้องเมืองแล้ว” คราวน์หรือสัสดีกล่าว “เหลือแต่เพียงช่วยเหลือชาวเมืองให้ได้มากที่สุด”

“แต่จะถอดใจตอนนี้มัน—”

เฟลิกซ์กำลังจะเถียงแต่สัสดีไม่ยอมให้ความดื้อรั้นนั้นทำพัง

“ไม่ทันยังไงก็ไม่ทัน ถ้าไม่วิเคราะห์สถานการณ์ให้ถูกต้องเราก็เป็นได้แค่คนโง่ที่ช่วยใครไม่ได้”

พอถูกตอกย้ำแบบนั้นเฟลิกซ์เลยไม่คิดจะเถียงอีก ยูกะบอกเรื่องอื่นต่อ

“ช่างแจ๊ะ ตอนนี้อาเธอร์ได้พาคนที่เหลือบางส่วนล่วงหน้ากันไปก่อนแล้ว เขาอยากให้คุณตามไปช่วยสมทบเร็วๆ เพราะมันมีถนนเส้นหนึ่งที่เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินที่ต้องให้คนอย่างคุณช่วยเปิด”

“อ๋อ สายนั้นหรือ...งั้นก็ไปกันเลย”

“ท่านสัสดีช่วยพาเขาไปรอที่เขาอากิทีค่ะ ฉันขอคุยเรื่องสำคัญกับทั้งสองคนนี้ก่อน”

ยูกะขอร้องหรืออกคำสั่งเฟลิกซ์เองก็ไม่แน่ใจ แรกเริ่มคราวน์เหมือนจะค้านแต่ก็ยอมทำตามโดยดี ตอนนี้เหลือกันเพียงสามคนกับเรือลำใหญ่ที่ใช้การไม่ได้ ยูกะที่มีแววตาจริงจังเปิดประเด็นด้วยการส่งดาบเฮเว่นคืนด้วยมือทั้งสอง

“ขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับดาบเล่มนี้”

“เดี๋ยวๆ” เฟลิกซ์ดันมือคู่ที่ใช้วางดาบคืน “คืนฉันทำไม?”

“ก็นี่มันของๆ คุณไม่ใช่หรือคะ ฉันคิดว่าจนถึงตอนนี้มันน่าจะคืนให้แก่คุณเพราะรบกวนมาพอแล้ว”

“ทำไมไม่ใช้ไปช่วยเหลือคนในเมืองละ”

มือชะงักลงเล็กน้อยแต่ดูเหมือนจะไม่ลดละความพยายาม

“แล้วคุณเฟลิกซ์ละ? ฉันรู้เรื่องแล้วค่ะว่าคุณกับพรรคพวกต้องรีบขึ้นเรือเหาะเพื่อไปที่ๆ อันตรายที่หนึ่งเพื่อช่วยเหลือทุกคนบนพื้นแผ่นดินคริสตัลฟอร์แห่งนี้ไม่ใช่หรือคะ”

รู้เรื่องแล้ว?

เฟลิกซ์หันมองเรย์ลี่ที่น่าจะเป็นคนบอก ซึ่งเจ้าตัวส่ายหัวพร้อมอธิบายให้ฟัง

“ระหว่างที่ท่านพี่สลบอยู่ คุณทอมมี่เขาอธิบายเรื่องราวให้อาเธอร์ อาเซียและคนอื่นๆ ให้ฟังแล้วค่ะ แต่ไม่ได้บอกทั้งหมดเพราะมันน่าเหลือเชื่อเกินไป พอแค่ว่าบนหอคอยชั้นบนสุดพบกับหนทางที่จะหยุดยั้งฟอร์ดาวน์ก่อนที่คริสตัลฟอร์จะไม่เหลืออะไรเลยคะ”

อ๋อ...ทอมมี่แถให้นี่เอง นึกว่าบอกตรงๆ แล้วคนจะเชื่อง่ายมันก็น่าจะแปลกใจเกินไป

เฟลิกซ์คิด แล้วเงยมองเนินเขา

ที่นั่นสินะ เรือเหาะจะเป็นลำเดียวกันที่เคยขึ้นหรือเปล่านะ...

[สิบนาทีต่อมา – บนเนินเขาอากิ]

“พวกแก...ให้ตายสินะ นึกว่าไม่เชื่อโลกปลอมซะอีก”

เฟลิกซ์ยืนเท้าเอวจิกตาใส่พวกที่มานั่งรอบนเรือเหาะอย่างสบายใจเฉิบอันได้แก่ เควนเซอร์ เซเบอร์ แรบบิ้น...ส่วนยูกะ ช่างแจ๊ะ สัสดีและลูกเรือคนอื่นๆ ต่างทยอยขึ้นม้าเหล็กออกจากเนินเขาแห่งนี้ไปแล้วและเอทินที่สัสดีขอตัวไปช่วยเรื่องฮีลด้วยเลยเป็นอันต้องพลักพรากจากว่าที่อาจารย์แรบบิ้น

สุดท้ายเรื่องดาบเฮเว่นนั่น เฟลิกซ์ไม่ยอมรับคืนจากยูกะอยู่ดีเพราะคิดว่าอยู่ในเมืองคนที่ใช้มันเป็นน่าจะดีกว่า อีกทั้งมีแขนซ้ายจักรกลที่ทำได้สารพัดอย่างอยู่แล้วด้วย

แล้วทอมมี่ละ?

“มาแล้วครับ”

“ไปไหนมา”

“แค่เช็ครอบๆ นี่หน่อยครับ รู้สึกแปลกๆ”

“แปลกๆ!?

ทอมมี่บอกอย่างงั้นแล้วเดินนำหน้าขึ้นบันไดและยื่นมือมา

“แต่ไม่เจออะไรก็ช่างมันเถอะครับ ไปช่วยทุกๆ คนจากโลกบ้าๆ นี้กัน เฟริน”

“อือ!!

เฟลิกซ์ยื่นมือขวาให้ทอมมี่ขึ้นเรือเหาะ เรย์ลี่ขึ้นตามมาติดๆ แล้วเดินไปยังที่พวงมาลัยควบคุมเรือที่ด้านท้ายที่ถูกยกสูงเหมือนกับเรือโบราณโดยมีมาเรียที่ออกมาจากคริสตัลกลางอกเธอช่วยชี้ทิศทางที่อันนาเคยบอกไว้ให้ถูกต้อง ตัวเรือเหาะยกลอยสูงขึ้นแล้วเริ่มเคลื่อนไปยังสองนาฬิกาโดยเห็นตัวสถาบันนิวส์ไลฟ์อยู่ห่างๆ เฟลิกซ์มองดูสภาพเมืองกว่าครึ่งถูกทำลายย่อยยับด้วยฝีมือของหุ่นยนต์ปลาหมึกยักษ์ที่กำลังฟาดหนวดรอบทิศทางทำให้เธอคับแค้นใจอย่างยิ่ง

ฉันจะต้องช่วยทุกคนให้ได้...จงทำให้ได้!!!


53 ความคิดเห็น