ตอนที่ 70 : Ch.63 Order of Battle VIII - [นิวส์ไลฟ์/เฮฟเว่น/เฟทออฟก็อต - ศึกโจมตีเรือราชินีแห่งลุ่มแม่น้ำคริสตัล]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 พ.ย. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.63 Order of Battle VIII

[นิวส์ไลฟ์/เฮฟเว่น/เฟทออฟก็อต - ศึกโจมตีเรือราชินีแห่งลุ่มแม่น้ำคริสตัล]

[15 นาทีต่อมา]

[25/05/2055] [17:29 UTC+8]

[เรือราชินี – แม่น้ำคริสตัลสายตะวันออก]

อะ..อะ...อะ...อาเซีย!?

เฟลิกซ์สะกดชื่อนั้นในใจอย่างตื่นตะลึงหลังจากที่ถูกให้ย้ายขึ้นมาบนเรือมหึมาเพราะเรือเล็กที่อยู่ก่อนหน้านี้ถูกคลื่นน้ำจากการปรากฏตัวของเรือลำใหญ่กระแทกจนเสียหายอย่างมากแล้วพบกับคนที่ว่ากันว่าเป็นแม่ทัพคุมเรือนี้ เป็นสาวอัศวินผมดกดำที่เธอรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเคยเจอกันมาก่อนในช่วงแรกๆ ที่เฟลิกซ์ถูกส่งมาอยู่โลกนี้ เธอเป็นหนึ่งคนที่ติดตามสัสดีมาด้วย...ซึ่งนับตั้งแต่เรื่องที่เกือบทุกคนถูกลบล้างความทรงจำไปก็ไม่ได้คุยกันอีกเลยเพราะอาเซียจำไม่ได้นั่นเอง เพียงแต่ตอนนี้เธอดูเป็นอัศวินระดับสูงขึ้นอย่างมาก มีชุดเกราะเกือบทั้งตัวและส่งยิ้มกับก้มหัวให้เล็กน้อย

“เป็นคุณสินะคะ ที่ท่านผอ. ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องดูแลเป็นอย่างดี ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณเฟลิกซ์ และขอแนะนำตัวเองทางการ ดิฉันแม่ทัพของเรือราชินีนี้ เลดี้อาเซีย บุตรสาวบุญธรรมของอาเธอร์ เทย์เลอร์...คยุคแห่งอาณาจักรนิวส์ไลฟ์หรือผอ. ของสถาบันนิวส์ไลพ์ค่ะ จากนี้ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

“อ่า...เช่นกันค่ะ”

คำแนะนำตัวของอาเซียนั้นเหมือนทำให้เวลาหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง

เหมือน...เหมือนกับตอนแรกที่ได้เจอกันเลย

เฟลิกซ์รู้สึกเหมือนได้ย้อนความหลังที่ดีและเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน คนอื่นเหลือที่ตามขึ้นมาตื่นตะลึงกับสภาพของเรือสำเภายักษ์ใหญ่ที่ถูกทำด้วยคริสตัลล้วนๆ ตามที่เรย์ลี่บอกมา ซึ่งเจ้าตัวคนบอกเดินเข้ามาหาอาเซีย

“เรย์ลี่ไม่อยากจะเชื่อว่าทำมันสำเร็จจนได้นะคะ เรือลำนี้”

“นั่นเป็นเพราะความกรุณาของคนที่เธอรู้จักไงที่ประดิษฐ์เรือเหาะนั่น” อาเซียว่า

“อย่าบอกนะว่าเรือนี้เหาะได้ด้วย?”

เรย์ลี่ถาม อีกฝ่ายส่ายหัว

“ไม่ค่ะ ไม่ถึงขนาดนั้นแค่ดำน้ำได้ก็น่าเชื่อมากแล้ว...ยูกะ!!

อาเซียมองเห็นยูกะที่กำลังจะขึ้นเรือมาพอดีเลยโบกไม้โบกมือหลุดภาพวางทางเป็นแม่ทัพไปชั่วขณะก่อนที่จะทำหน้าเครียดอย่างรวดเร็วพร้อมสะกดชื่ออย่างน่ากลัว

“ท่าน...สัสดี”

คราวน์ที่ตามหลังยูกะเดินเข้ามาหาอาเซียมองด้วยแววตาที่เย็นชา

“อาเซีย”

“ท่านมาอยู่นี้ได้ยังไง ใช้เวทย์บินมาเหรอคะ”

“เปล่า ข้าก็มากับเฟลิกซ์ ยูกะกับคนอื่นๆ มาด้วยกัน”

“มา...กับ...ยู...กะ...เหอะ...เหอะ...นี่ท่าน...กลับไปกินกับคนเก่าแล้วเหรอคะ”

บรรยากาศแปลกๆ ที่ครอบคลุมตัวอาเซียจนผงะถอยหลังไม่รู้ตัว เรย์ลี่ที่เห็นสีหน้างุนงงเลยกระซิบข้างหูบอกเรื่องสำคัญให้ฟัง

“คือมันเป็นอย่างงี้นะคะท่านพี่ พอท่านสัสดีเลิกกับยูกะไปแล้วก็หันมาคบกับอาเซียค่ะ...ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงเลิกกันภายในสองสามปีนั่นแหละคะ”

“อ๋อ...”

เฟลิกซ์เริ่มปะติดปะต่อได้บ้างแล้ว เหมือนเธอจะนึกถึงวันวานว่าอาเซียเคยมีปฏิกิริยาแปลกๆ เมื่อรับรู้ว่าสัสดีกับยูกะอยู่ด้วยกันทั้งคืนที่เมืองบาลาส

เหมือนจะเจอเรื่องยุ่งยากมากขึ้น...

“แต่ทำไมเธอถึงรู้ว่าฉันไม่รู้ละเนี่ย”

เฟลิกซ์ย้อนถาม เรย์ลี่ยิ้มตอบอย่างชื่นบาน

“ก็เพราะท่านพี่เป็นท่านพี่ของเรย์ลี่ยังไงคะ”

“อ้าว!? คุณอาเซีย! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” ยูกะเพิ่งเข้ามาหา “ยังไม่ได้แสดงความยินดีเลยที่ได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพแล้ว อยากรู้จังเลยว่าอะไรที่ทำให้ก้าวหน้าได้มากขนาดนี้คะ”

“ก็...เพราะความทะนงตนละมั้ง สำนึกได้ว่ามาทุ่มเทชีวิตกับผู้ชายเฮงซวยคนเดียวไม่ได้”

อาเซียพูดลอยๆ เหมือนตั้งใจทิ่มแทงใครบางคนซึ่งเฟลิกซ์ก็รู้อยู่ว่าเป็นใครไม่ได้นอกจากคราวน์ที่ยังคงทำหน้านิ่งใส่เหมือนเดิม

“งั้นหรือ”

“งั้นหรือ...เหรอคะ”

บัดนี้รอยย่นตีกาปรากฏบนใบหน้าอาเซียมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรย์ลี่ต้องเบรกไว้ด้วยการเข้าสวมกอดเจ้าตัว

“แหน่ะ!! รู้ไหมว่าตอนนี้เหมือนกับตอนที่อยู่เมืองบาลาสเลยนะ พวกเรา...เฟลิกซ์ สัสดี ฉันและก็เธอ อยู่กันพร้อมหน้าสู้กับเจ้า...เอ่อ...เจ้าตัวอะไรสักอย่างที่แกนกลางคริสตัล”

บุคคลที่ถูกเรย์ลี่อ้างถึงทำหน้าเข้าใจยกเว้นอาเซีย

“เรย์ลี่!? เธอพูดอะไรน่ะ? ตอนนั้นมีแต่เธอ ฉัน สัสดีและก็มาเรีย ไม่ใช่เหรอ...แล้วเฟลิกซ์...ฉันว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เคยเจอกันมาก่อนนะ”

“เอ่อ...คือว่า...”

เรย์ลี่ที่เผลอหลุดปากไปเพราะลืมว่าอาเซียได้รับผลการถูกลบล้างความทรงจำและดูเหมือนว่ากำลังถูกไต่สวนอย่างจริงจัง

“เรย์ลี่...บอกความจริงมา”

“ฮ่าๆๆ...คือ...”

ไม่รู้เพราะเหตุใดเรย์ลี่ถึงไม่อ้างเหตุผลอื่นไปเลยทำให้ตอนนี้เริ่มใกล้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมา

งานเข้าแล้วไง...

เฟลิกซ์คิดแบบนั้นและอยากจะบอกความจริงอยู่แต่คิดว่าอาเซียไม่เชื่อง่ายแน่ๆ และจู่ๆ ก็รู้สึกร้อนที่กลางอก...ตรงที่มีคริสตัลฝังอยู่ มันเริ่มส่องแสงสีทองทะลุเสื้อผ้าจนคนอื่นสังเกตเห็นได้ พอแสงนั้นเปล่งเข้มสุดก็ปล่อยสายมานาออกมาเป็นรูปร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันหลายวันนับตั้งแต่การปรากฏตัวอย่างไม่น่าเชื่อที่ชั้นบนสุดของหอคอยเหล็กกล้า

“มาเรีย!?

อาเซียพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอและตะลึง มือของเธอเอื้อมหามาเรียเพื่อพิสูจน์แต่แล้วกลับทะลุไป มาเรียยืนยิ้มไม่เคยปล่อยลุคแม่บ้าน

“ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะคะ คุณมาเรีย ท่านสัสดี”

ชื่อท้ายที่เธอเอ่ยนั้นกำลังหลุดทำท่าตะลึง ซึ่งนั่นทำให้เฟลิกซ์เพิ่งนึกได้ว่าไม่เคยบอกเรื่องมาเรียที่สิงสถิตอยู่ในตัวเธอมาตลอดให้แก่สัสดี เลยทำท่าพนมมือขอโทษ

“สัสดี...คือยกโทษให้ฉันด้วย ลืมบอกเรื่องนี้ไปซะสนิท”

“เฟลิกซ์”

วาวตาดุดันที่เธอไม่เคยสัมผัสมานานจากคราวน์พาลให้รู้สึกขนลุกแล้วรีบหันหน้าหนี มาเรียเองก็หันมาพูดด้วยเช่นกัน

“คุณเฟลิกซ์ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้ออกมาให้เห็นเลย”

“มาเรีย คุณขอโทษฉันเกือบทุกรอบเลยนะ” เฟลิกซ์ว่า

“คงเป็นนิสัยละมั้งคะ”

“มาเรีย!? ทำไมเธอถึง...ไม่ใช่สิ เธอตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง?”

คนที่ถูกปั่นหัวที่สุดไม่พ้นอาเซียที่ถามเมื่อครู่ มาเรียจ้องมองดวงตากลับเหมือนกำลังชั่งใจหรือคิดอยู่แล้วค่อยเอ่ย

“แล้วจำว่าดิฉันตายยังไงคะ”

“ก็เธอ—”

และแล้วอาเซียหยุดนิ่งไปเบิกตาโตกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้แล้วค่อยๆ ก้มหน้าแล้วทิ้งตัวลง

“จะ...จำ...ไม่ได้ อะไรกัน...ทำไมฉันถึงจำไม่ได้...ละ”

ไม่รู้ตัวมาตลอดเลยหรอ?

เฟลิกซ์สงสัยกับอาการนั้น มาเรียไหว้วาน

“ท่านสัสดี เรย์ลี่และใครก็ตามที่ไม่ถูกผลของการล้างความทรงจำ ช่วยอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณอาเซียทีคะ”

“เธอพูดตรงๆ เลยไม่ดีกว่าหรือไง”

เฟลิกซ์ออกความเห็น มาเรียส่ายหัว

“คือดิฉันมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวอย่างเร่งด่วนค่ะ”

[สิบนาทีถัดมา]

“เข้าใจระบบโลกนี้!?

เฟลิกซ์ฉงนใจกับสิ่งที่มาเรียบอก ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่หน้าเรือที่มีรูปปั้นนางฟ้าประดับอยู่ข้างหน้าและเป็นช่วงเวลาที่ใกล้พลบค่ำตะวันหกเหลี่ยมที่แสนจะขัดตากำลังลับขอบฟ้า มาเรียที่มีเรือนร่างสีทองจางคล้ายดวงวิญญาณพยักหน้า

“ใช่ค่ะ เพราะสิ่งที่เพื่อนของคุณจากโลกจริงทำไว้ทำให้ดิฉันเข้าถึงข้อมูลโลกภายนอกได้ถึงแม้ว่าไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาจะทำไม่ได้แล้วก็ตาม”

“เดี๋ยวสิ...เธอเข้าใจโลกภายนอกได้ด้วยงั้นหรอ?”

“นั่นแหละค่ะถึงใช้เวลาเป็นวันกว่าจะเริ่มเข้าใจค่ะ เลยไม่ได้ออกมาพบคุณเลย”

“งั้นคุณก็ได้ความทรงจำกลับมาแล้ว?”

“ไม่ค่ะ ดิฉันไม่สามารถทำถึงขนาดนั้นได้แต่ก็พอเข้าถึงข้อมูลรายชื่อและข้อมูลเบื้องต้นของแต่ละคนได้ เลยทำให้เข้าใจได้อย่างหนึ่ง”

“อ่า...ยังไง?”

ที่เฟลิกซ์อึ้งไม่ใช่ว่าเธอรู้ข้อมูลพวกนั้น แต่เป็นเพราะการใช้ศัพท์พวกนั้นสำหรับคนบนโลกคริสตัลฟอร์นี้ไม่น่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ ขนาดนี้ มาเรียถอนหายใจแล้วค่อยบอกสิ่งที่ตนเองรู้มา

“ความสัมพันธ์ที่ทุกคนในที่นี้มีให้แก่กันและกัน ส่วนใหญ่ล้วนเคยมีความใกล้ชิดในโลกจริงๆ มาก่อนค่ะ”

ใกล้ชิด...ในโลกจริง?

เฟลิกซ์ประหลาดแต่ก็ยังฟังต่อไป

“ไม่ว่าจะเป็นคุณสัสดีกับคุณยูกะและอาเซีย ต่างก็เคยมีประวัติในโลกจริงว่าคบหากันมาก่อน แต่สุดท้ายคุณยูกะก็เลือกคบกับหนุ่มคนนั้น...”

มาเรียชี้ไปที่ตัวผู้ชายที่ยืนอยู่หลังยูกะกับคนอื่นๆ ที่กำลังอธิบายเรื่องราวให้อาเซียฟัง

เควนเซอร์!?

“จะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องกันตั้งแต่โลกจริงแล้วเนี่ยนะ?”

“เป็นส่วนใหญ่ค่ะ หากได้พบเจอกันในโลกนี้ก็มีโอกาสสูงมาเลยที่จะเป็นอย่างงั้น ถ้าไม่ได้พบหรือมีตัวแปรอย่างอื่นก็อาจจะไม่ได้เดินบนเส้นทางเหมือนกับที่โลกจริงๆ แต่ก็ยังมีความรู้สึกที่โหยหาถึงกันอย่างน่าประหลาด”

โหยหาถึงกันอย่างประหลาด...

เฟลิกซ์ทวนในใจแล้วถามต่อ

“คุณมาเรีย...เข้าใจใช้ภาษาพูดดีนะคะ นึกว่าเป็นคนนอกโลกนี้จริงๆ”

“คงจะเป็นเพราะว่าตัวจริงของดิฉันเป็นโปรแกรมเมอร์มั้งค่ะ ภาษาที่ใช้ควบคุมโลกนี้ที่ไม่น่าจะเข้าใจได้ง่ายก็กลับเข้าใจได้ไวค่ะ...และเรื่องที่ผิดใจกับสามีเองก็เหมือนกันอีก ดูเหมือนว่าชะตากรรมของดิฉันคงจะรักใครไม่ได้จริงๆ ละคะ”

นัยน์ตาของมาเรียสั่นคลอ เฟลิกซ์นึกถึงเรื่องสามีของมาเรียที่เกือบจะลืมไปแล้วขึ้นไป

อ๋อ ที่ว่าไปกิ๊กกับผู้จัดการโรงแรมนั่น ป่านนี้เป็นยังไงบ้างนะไม่เห็นเจ้าตัวเลยเหอะๆ

“และเพราะดิฉันสามารถเข้าถึงข้อมูลได้นั้น” มาเรียว่า “ทำให้รู้ว่าเรื่องที่เด็กคนนั้นพูดที่บนหอคอยเป็นเรื่องจริง”

“เด็ก? อันนา?”

“ค่ะ เลยพ้นขอบโลกไปตามเข็มนาฬิกาเลขสอง ก็จะพบกับเกาะลอยฟ้าแห่งหนึ่งที่มีแท่นคอนโซลเข้าถึงระบบที่จะสามารถออกจากโลกนี้ได้ค่ะ”

“มีเหตุผลที่ต้องไปให้ได้เพิ่มอีกสินะคะท่านพี่”

เรย์ลี่ที่ไม่รู้ฟังตั้งแต่เมื่อไรเดินคู่กับทอมมี่เอ่ยขึ้นแล้วมองคนที่คิดว่าตายไปแล้ว

“มาเรีย”

“เรย์ลี่”

มาเรียตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจเพราะตัวเองเคยทำให้เรย์ลี่เกือบตาย แต่เจ้าตัวกำลังตัวสั่นปล่อยให้น้ำตาไหลเป็นสาย

“เธอใจร้ายมากเลยนะคะที่บนหอคอย...ไม่ทักเรย์ลี่เลย”

“ค่ะ...”

คริสเมนที่เป็นวิญญาณที่มีชีวิตเอ่ยสั้นๆ แล้วก้มหน้าราวกับสำนึกผิดก่อนที่จะเห็นปลายเท้าของเรย์ลี่ก้าวเข้ามาถึงได้เงยหน้าอีกครั้ง เรย์ลี่ยื่นมือจะโอบกอดอย่างเต็มแต่แล้วกลับพุ่งตัวทะลุร่างจนกับขอบเรือแทน

“เจ็บๆๆๆๆๆๆ!

เรย์ลี่ร้องลั่น เฟลิกซ์ที่ยืนมองดูเกิดนึกถึงเรื่องเมื่อคราวหลังจัดการกินซ่าที่รวมตัวกับแกนกลางคริสตัลที่มาเรียบอกลาเรย์ลี่ก่อนที่จะเหมือนสลายหายไปบนเรือเหาะและตอนนี้ทั้งคู่ก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งบนเรือถ้าไม่นับตอนที่อยู่บนหอคอยเหล็กกล้าชั้นบนสุด

รู้สึกเดจาวูยังไงก็ไม่รู้

“คุณเรย์ลี่ก็...ซุ่มซ่ามเหมือนเดิมเลยนะคะ” มาเรียยกมือเท้าคาง

“....นั่นสิค่ะ มาเรียก็มองเรย์ลี่เป็นเด็กอยู่เรื่อย โตแล้วนะคะ”

บัดนี้ทั้งสองคนต่างหัวเราะให้กัน เฟลิกซ์ที่ยืนดูทั้งคู่ก็เข้าใจ

ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากว่าขอโทษแค่ในใจรับรู้กันและกันก็พอสินะ...

“แล้วเอาไงครับเฟริน”

ทอมมี่เข้ามาถาม เฟลิกซ์ยังคงมองดูมาเรียกับเรย์ลี่คุยกัน

“เอาไงอะไรของแก”

“หือ!? อย่าพูดคำหยาบให้เสียบรรยากาศสิครับ”

“เรื่องของฉัน”

“ครับๆ แล้วจะเอายังไงต่อละครับ ตอนนี้ก็ได้คนช่วยนำทางแล้ว”

“เรือนี่ถึงท่าเมื่อไรก็รีบไปยอดเขาที่เก็บเรือเหาะอยู่”

“มันถูกเรียกว่าเนินเขาอากิครับ” ทอมมี่ว่า “และผมคิดว่าให้เรือแวะจอดที่นั้นเลยน่าจะไวดีกว่านะครับ ไหนๆ ก็พาผ่านอยู่แล้ว”

“เออนั่นสิ ทำไมฉันคิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้”

เฟลิกซ์เกาหัวตัวเอง แต่ทอมมี่มองด้วยความรู้สึกไม่ดี

“เฟริน...ไม่ไปช่วยที่สถาบันก่อนหรือครับ”

“ไอ้หุ่นยนต์ปลาหมึกนั่นใช่ไหม?” เฟลิกซ์เข้ามากระซิบ “ก็คุยกันแล้วนิว่าเรื่องสำคัญที่สุดก็คือไปที่ๆ อันนาบอกแล้วนิ”

“อ่าครับ”

“เฮ้อ...ทอมมี่ นายลำดับความสำคัญไม่เป็นหรือไง ไม่ต้องไปเป็นห่วงคนอื่นเขาเพราะไม่ว่ายังไงพวกเขาก็ไม่มีวันตายจริงๆ”

“อุ๊บ!!

เฟลิกซ์เอ่ยอย่างมุ่งมั่นซึ่งทำให้ทอมมี่เผลอหลุดหัวเราะ

“ขำอะไร”

“ฮ่าๆ จำไม่ได้เหรอครับว่าที่หมู่บ้านเล็กที่เฟรินรู้เรื่องชาโดว์ก็รีบจะกลับค่ายแนวหน้าทันที”

“ก็...คนมันไม่ทันคิดนี่” เฟลิกซ์ว่าแล้วก็เปลี่ยนเรื่องทันที “เรย์ลี่! ทางนั้นเป็นไงบ้าง”

“อาเซียหรอคะ? ก็ดูเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ค่ะ”

เรย์ลี่ว่าอย่างงั้นก่อนที่จะหันกลับไปมองคนอื่นๆ ที่กำลังอธิบายให้อาเซียฟัง ซึ่งเจ้าตัวดูเหมือนจะชะเง้อมองมาที่มาเรียตลอด คนที่ถูกจ้องยิ้มน้อย

“คุณเฟลิกซ์ ดิฉันขอตัวไปหาอาเซียก่อนนะคะ”

“อือ...เอ่อ ไม่จำเป็นต้องอนุญา—”

เฟลิกซ์ไม่ทันพูดจบตัวมาเรียลอยไปหาอาเซียแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงกันสามคนเรย์ลี่สวมกอดกับคนที่ทำเป็นประจำ

“ท่านพี่!!

“อะไรของเธอเนี่ย”

“ขอกอดเพิ่มกำลังใจหน่อยนะคะ”

“เหนื่อยหรอ?”

“อือ...ที่จริงช่วงนี้เรย์ลี่กลัวว่าจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องพลัดพรากจากกันคะ...เลย...”

เสียงอู้อี้ของเรย์ลี่แผ่วเบาลงราวกำลังจมปลักกับเหนือหน้าท้องอย่างเต็มที่ เธอถูกกอดค่อนข้างนานเอาเรื่อง

เด็กน้อยจริงๆแต่ถ้าได้ออกจากโลกนี้ไปแล้วจะยังเหมือนเดิมไหมนะ?

“อึ่ก!!

ทอมมี่ร้องสะอึกหน้าแดงเพราะมีดาร์คเอลฟ์ชายผมเงินยาวนัยน์ตาเล็กคมสีส้มกำลังเดินมาหาพร้อมคู่เมดเผ่าสัตว์ที่คุ้นเคย แม้แต่เฟลิกซ์เองก็ยังไม่คาดคิดว่าเขาคนนั้นจะมาอยู่นี่

อาเธอร์!?

“ท่านพ่อ!! มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”

อาเซียรีบวิ่งตามหลังพ่อบุญธรรมของตัวเองมาโดยมีมาเรียตามมาติดๆ ดูท่าแล้วจะไม่รู้เรื่องที่อาเธอร์อยู่บนเรือลำนี้

“พ่อเพิ่งจะเทเลพอร์ตมาบนเรือนี้เอง”

เทเลพอร์ต?

เฟลิกซ์เงี่ยหูฟังว่าไม่ได้ยินผิดแน่ๆ อาเซียขมวดคิ้วแปลกใจ

“เชื่อมต่อกับเรือนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไรคะ?”

“ก่อนที่ลูกจะเอาเรือที่แสนภาคภูมิใจของเธอออกท่าไง”

“นี่ท่านพ่อแอบลอบขึ้นเรือ!?

“ผิดด้วยหรือ พ่อเป็นผอ. ใหญ่สุด”

“มันผิดระเบียบค่ะ!” อาเซียกุบหัว “เฮ้อ...ถ้าเดาไม่ผิด คงมาหา—”

“เชอรี่...มานี่สิ เวลาไม่ค่อยท่าแล้วอยากจะอยู่ด้วยกันหากศึกป้องกันสถาบันพังพินาศ เราอยากตายเคียงข้างเจ้า”

สิ่งที่อาเธอร์เอ่ยขึ้นนั้นทำให้ทอมมี่เหมือนกับน็อตหลุดอยู่ในฝัน เจ้าของแขนจักรกลตะลึงกับปฏิกิริยานั้นมาก

ทอมมี่...นี่นาย...ยังมีใจให้กับเขา...สินะ

เฟลิกซ์คิดแล้วรู้สึกปวดตับอยู่ลึกๆ และดูเหมือนอาเธอร์จะรอไม่ไหวเลยยื่นมือมาจับข้อมือซ้ายทอมมี่แล้วจะลากออกจากกลุ่มทันทีแต่มือข้างขวาของทอมมี่กลับถูกเฟลิกซ์รั้งไว้

“นี่เธอ ไม่สิ...คุณอดีตผู้กล้า คิดจะทำอะไร”

อาเธอร์พูดถึงเรื่องเก่าที่เฟลิกซ์เคยเป็นผู้กล้าตามคำทำนาย ซึ่งมันทำให้เธอหงุดหงิด

“คุณ...ยัง...เอาตัวเขาไปตอนนี้ไม่ได้”

“ทำไม? คิดจะพรากคนรักจากกันงั้นหรือ”

“แกต่างหากที่พรากไปจากฉัน!!!

ความหลังที่เจ็บปวดที่เก็บซ่อนไว้นานถูกระบายออกไปโดยไม่ทันคิด คนอื่นต่างตกใจที่เฟลิกซ์ตะคอกใส่หน้าอาเธอร์ชนิดไม่ไว้หน้า

เวร นี่ฉันพูดอะไรไปเนี่ย...แบบนั้นมันเท่ากับว่าฉันโคตรแคร์ทอมมี่มากเลยนี่หว่า

เฟลิกซ์กัดฟันส่ายหัวกับตัวเองแล้วรีบแก้ตัวก่อนที่มันจะออกนอกเรื่องไปมากกว่านี้

“ที่ห้ามเพราะไม่ใช่รักๆ ใคร่ๆ นะ...ทอมมี่!! นายอย่าหลงคิดว่าฉันห่วงนายมากนะ!...แต่เพราะอาเธอร์ไม่รู้เรื่องความจริงของโลกนี้ต่างหาก!

“ความจริง? ความจริงอะไรอีก ยังมีเรื่องที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าถูกพระเจ้ารังแกอีกหรือยังไง”

อาเธอร์เน้นย้ำถึงความใจน้อยต่ำต้อยในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เป็นได้แค่เศษฝุ่นใต้เท้าของพระเจ้า เฟลิกซ์เองรู้สึกงานเข้าอย่างจังเพราะไม่ได้เตรียมคำพูดที่ให้คนนอกเข้าใจเรื่องทุกคนถูกจับมาให้อยู่ในโลกเสมือนด้วยเลยนึกคิดย้อนสิ่งที่ตัวเองประสบมาบนโลกเสมือนนี้ทั้งหมดเพื่อหาสิ่งที่คลับคล้ายให้เห็นภาพโดยง่าย

อัศวิน อาณาจักร สถาบัน เรือเหาะ ชีวิตห่วยๆ เจ้าหญิงนิทรา เมืองล่มสลาย สงคราม เวทมนต์ วิชาดาบ—

หือ!? เจ้าหญิงนิทรา

เธอนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยเป็นมากกว่าสิบเจ็ดปีในโลกเสมือนแห่งนี้

จริงสิ...พูดแบบนั้นมันก็ได้นี่นา

“อาเธอร์...นายจะเชื่อไหมว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นที่ได้ทำบนโลกนี้มันแค่ฝัน...ตัวจริงของเราทุกคนกำลังหลับใหลอยู่โดยคนที่เล่นเป็นบทพระเจ้าที่มันกำลังหัวเราะเยาะดูความฝันจอมปลอมร่วมกันนี่!!!

เฟลิกซ์ขึ้นเสียงจากอารมณ์ที่โกรธแค้นที่ยังคงค้างคา คนที่ไม่รู้เรื่องอย่างอาเธอร์กับอาเซียเบิกตาโตอย่างกับไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่มันจริงหรือไม่ แต่จู่ๆ ก็มีสาวแว่นเผ่าปีศาจคนหนึ่งวิ่งเข้ามาข้างหลังอาเซีย

“ท่านแม่ทัพ!! ทางเหนือบนแผ่นดินมีความเคลื่อนไหวผิดปกติคะ!

“เสนาธิการ?”

อาเซียขมวดคิ้วหนักเข้าไปอีกจากเรื่องที่เพิ่มขึ้นมา เสนาธิการสาวพูดต่อ

“คนตรวจจับไอเวทย์ของเราบอกว่าพวกบนฝั่งนั่นกำลังจะร่าย—”

โครม!!!

หน้าเรือราชินีกระแทกเข้ากับบางอย่างจนทำให้ทั้งตัวเรือโคลงเคลงจนทำให้ทุกคนต่างล้มหัวคะมำเว้นแต่เฟลิกซ์ที่เอามือซ้ายจักรกลยันกับพื้นไว้ทันแล้วเงยหน้าดูหน้าเรือว่ามันเกิดอะไรขึ้น พอได้เห็นสิ่งที่ทำให้เรือน้ำแข็งใสยักษ์ลำนี้หยุดชะงักทำให้เธอรู้สึกราวกับว่ากำลังเจอฝันร้ายเดิมอีกครั้ง

บา...บาเรียยักษ์หกเหลี่ยมแบบนี้มัน—

เฟลิกซ์คิดตามที่เห็น บาเรียฟ้าหกเหลี่ยมครึ่งวงกลมได้ครอบทั้งตัวเรือไว้ติดกับฝั่งพื้นดินทำให้ไม่สามารถจะแล่นออกไปกลางแม่น้ำหรือมุ่งตรงกลับสถาบันได้ แต่เหนือสิ่งใดบาเรียยักษ์ที่เกิดขึ้นนี้มันเหมือนกับที่เมืองบาลาสในช่วงที่กินซ่ากลายเป็นปีศาจร่างใหญ่ใช้เวทมนต์หรือบางอย่างสร้างบาเรียกั้นขังคนทั้งเมืองเอาไว้

กินซ่ายังไม่ตายงั้นหรอ!? ไม่สิ ไม่เห็นมีตัวคริสตัลใหญ่ยักษ์อะไรนั่นเลย!?

เธอมองไปชายฝั่งที่อยู่ห่างกันเพียงร้อยเมตรพบเจอแต่ป่าในความมืด ทว่าเมื่อสังเกตดีๆ แล้วที่พุ่มต้นไม้มีแสงออร่าสีฟ้าที่มองไม่ค่อยเห็นอยู่ ลูกเรือผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่บนเสาสูงที่เป็นที่สังเกตการณ์ตะโกนลงมา

“มีปฏิกิริยาของผู้ใช้เวททางฝั่งเหนือ!! ปริมานมานาสูงมากครับ!!

“บาเรียที่ขวางเรืออยู่มันไม่ใช่เล่นๆ นะคะ!!” ยูกะว่าตามที่เห็น

“ว๊าย!! เรย์ลี่ไม่รู้ว่าทำไมไอเวทย์จากบาเรียนั่นถึงเหมือนกับที่เมืองบาลาส”

“บาลาส!?

คราวน์กับยูกะที่เพิ่งลุกขึ้นมาได้ต่างอุทานพร้อมกันตามเรย์ลี่แล้วมองจ้องมองดูบาเรียหน้าเรืออย่างตั้งใจ ในขนาดที่เฟลิกซ์กำลังตะลึงกับสิ่งที่ผุดขึ้นมาจากพื้นที่แถวชายฝั่งทางเหนือก่อตัวกันเป็นมอนเตอร์ประเภทหนึ่งที่เธอรู้จัก

โกเลมหิน!?

มันสูงเท่าตึกห้าชั้นเกือบจะเท่ากับเสากระโดงเรือราชินีลำใหญ่นี้และเมื่อก้าวแรกย่างเดินทุกคนบนเรือรู้สึกถึงแรงสั่นไหวอ่อนๆ เลยได้รับรู้ว่าโกเลมหินตัวนั้นกำลังเดินฝ่าแม่น้ำมุ่งตรงเข้ามา อาเซียกัดฟันหน้าเครียดเกาะขอบเรือแน่น

“โกเลม!? พวกเอลฟ์งั้นเหรอ!? ปืนใหญ่ปีกซ้ายทั้งหมดระดมยิงที่โกเลมตัวนั้น!!

สิ้นคำสั่งแม่ทัพเรือ ปืนใหญ่ที่อยู่ใต้เท้าเฟลิกซ์กว่าสิบกระบอกระดมยิงใส่สิ่งที่กำลังเข้ามาคุกคามจนควันโขมงแต่แล้วมอนเตอร์โกเลมเดินฝ่าควันโดยไร้รอยขีดข่วน เฟลิกซ์ถามอาเซียกับเรื่องที่คาใจ

“รู้ได้ไงว่าเป็นพวกเอลฟ์?”

อาเซียหันหน้ากลับมาทำตาโตเหมือนจะบอกว่า [โง่หรือเปล่า] แต่สิ่งที่ทำให้เฟลิกซ์เข้าใจนั้นไม่ใช่คำอธิบายของอาเซียแต่เป็นลูกศรติดไฟกว่าร้อยดอกระดมยิงมาจากฝั่งพื้นดินหลังโกเลม ทำให้ทุกคนต้องหาที่หลบหรือไม่ก็สร้างบาเรียป้องกันตัวเอง มีลูกศรติดไฟดอกหนึ่งปักพื้นหน้าเฟลิกซ์ซึ่งเธอจำมันได้ดีเพราะเคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

พวกเอลฟ์แน่ๆ! อย่าบอกนะว่าเป็นริส!?

เธอรู้สึกเคืองขึ้นมาเพราะทุกอย่างจะไม่เป็นแบบนี้ถ้าคราวน์หรือสัสดีไม่จัดการพวกริสให้เรียบร้อยตั้งแต่ที่เมืองท่าเลยกะจะหันไปต่อว่าแต่ก็เจอกับสถานการณ์ที่วุ่นวาย

ยูกะ – ร่ายเวทย์แอเรียฮีลอย่างไม่ลดละแก่คนลูกเรือหลายสิบคนที่หาที่หลบไม่ทันพร้อมๆ กับกางบาเรียไปด้วย

มาเรีย – พยายามสกัดกั้นลูกศรไฟและลูกเพลิงเวทย์ที่ระดมยิงเข้ามาไม่หยุดยั้งด้วยพลังเวทย์จากหินกลางอกเฟลิกซ์

เซเบอร์ – ลากคนที่เจ็บด้วยมือซ้าย มือขวายกโล่กันลูกศรไปด้วย

อาเซีย – ออกคำสั่งกับลูกเรืออย่างว้าวุ้น

เควนเซอร์ – กำลังวิ่งซิกแซกตาเหลือกไปหายูกะ

แรบบิ้น – เพิ่งละฮีลตัวเองแล้วรีบกระโดดคว้าตัวเอทินที่เพิ่งเดินขึ้นมาจากใต้ท้องเรือจนตกลงไปในเรือทั้งคู่

อาเธอร์กับทอมมี่ – ยืนคู่ร่ายเวทมนต์ลูกไฟโจมตีสวนกลับไป ซึ่งภาพทั้งสองคนยืนประสานร่ายเวทมนต์พร้อมกันเป็นอะไรบาดตาบาดใจเฟลิกซ์มาก

ส่วนเรย์ลี่...

“ท่านพี่!!

เจ้าตัวกางบาเรียวิ่งเข้ามาใกล้ๆ เฟลิกซ์ที่มีบาเรียป้องกันไว้ลุกขึ้นยืนตั้งแขนซ้ายมั่นเตรียมยิงหมัดซ้ายจักรกลออกไปใส่โกเลมหินยักษ์แต่เปลี่ยนใจ

“บ้าจริง! ขืนใช้ไอ้นี้บาเรียของเธอก็พังไปด้วย”

“แล้ว Run N Gun ละคะท่านพี่?”

ชื่ออาวุธที่เป็นได้ทั้งดาบและปืนประจำตัวที่เรย์ลี่พูดถึงทำให้เฟลิกซ์ชะงักไปพักหนึ่ง

เออ...อาวุธคู่กายของเรา...อยู่ไหนฟ่ะ

เฟลิกซ์ก้มหัวคิดหนักก่อนที่จะคิดออก

“อยู่กับเธอนิ?”

“เอ๊ะ!? อยู่กับเรย์ลี่หรอคะ?” เจ้าตัวงง

“ก็เธอเก็บไว้เองตั้งแต่บนยอดหอคอยไม่ใช่หรือไง? ยังเอาไปฟัน...ลูกสาวฉันอยู่เลย”

เฟลิกซ์พูดถึงเรื่องเมื่อตอนที่สู้กับอันนาที่ถูกควบคุม เรย์ลี่แอบเก็บ Run N Gun ที่เฟลิกซ์ทำตกมาใช้เอง...ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวจะนึกออกแล้วถึงได้ทำสีหน้าเหวออย่างหนักกรี๊ดแตก

“อ๊าก! เรย์ลี่ลืมมันไว้ข้างบนหอคอยเหล็กกล้า!!

เวร...

เจ้าของ Run N Gun ยืนกุมหัว แม้จะมีลูกศรติดไฟมากมายร่วงหล่นใส่ก็ไม่หวั่นเพราะได้บาเรียของเรย์ลี่ช่วยไว้

หรือเราต้องลงไปบู๊เอง—ไม่ๆ เรือใหญ่น่าจะมีของแรงบ้างสิ

คิดอย่างนั้นเลยมองไปที่อาเซียที่หลบมุมอยู่กลางเรือกำลังยืนคุยหน้าเครียดกับคนที่คุ้นตา

นั่นมันช่างแจ๊ะนิ!?

“ยูกะ!! คิดจะทำอะไร!?

เสียงเควนเซอร์ตะคอกแล่นเข้าหูเลยหันไปมอง พบกับยูกะยืนบนขอบเรือที่มือซ้ายร่ายเวทย์บาเรียกั้นลูกธนูข้างหน้า มือขวาถือดาบผู้กล้าเฮเว่นที่มีออร่าสีดำ

“ฉันจะไปหยุดริสเองค่ะ!

“เดี๋ยว!! เธอว่ายน้ำไม่เป็นไม่ใช่หรือไง!?” เควนเซอร์เกาะขายูกะไม่ปล่อย

“บินไปต่างหากค่ะ!

“เดี๋ยวก็โดนธนูสอยร่วงหรอก!

“มีบาเรียค่ะ!

“งั้นโกเลมจะผ่านจะไปยังไง”

“บินอ้อมคะ!

“ไปไกลถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?”

“เควนเซอร์! อะไรของนายเนี่ย!?

ทั้งสองคนเถียงกันไปมาไม่มีที่สุด เฟลิกซ์เห็นเป็นแบบนั้นแล้วยิ่งหน่ายหนัก

เอาเข้าไป...ได้ฤทธิ์ไปเองจริงๆ ละ

เฟลิกซ์ถอนหายใจแล้วปีนขึ้นขอบเรือมองลงเห็นผิวแม่น้ำแล้วรู้สึกหวาดเสียวหน่อยๆ นั่นก็เพราะตัวตนจริงๆ ของเธอที่เป็นพลังจิตที่จะมีปัญหาเมื่ออยู่ในน้ำ

เอาวะ โลกนี้เราเป็นไซบอร์กไม่เป็นอะไรสักหน่อย ทักษะว่ายน้ำเอาตัวรอดก็ผ่านการฝึกมาแล้ว...

พอจะทิ้งตัวก็ถูกเรย์ลี่รั้งช่วงล่างไว้

“ท่านพี่!!

“เรย์ลี่! ปล่อยฉัน...ฉันต้องไปหยุดเจ้าตัวปัญหาให้ได้ ไม่งั้นเวลาจะน้อยลง—”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นค่ะ! ดูข้างหน้าสินะคะท่านพี่!!

คนกอดขาชี้มือให้เฟลิกซ์มองตามไป โกเลมหินกำลังหันหลังเดินกลับเข้าฝั่ง เหล่าลูกธนูไฟไม่ถูกยิงมาทางนี้อีกแล้วแต่กลับอีกไปคนละทางในฝั่งข้างในแทน มีเสียงระเบิด คนโฮ่ร้องและแสงที่ส่องสว่างวูบวาบเป็นระยะจากฝั่งซึ่งทุกคนบนเรือมองเห็นไม่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อาเซียตะโกนบนคนที่อยู่บนเสากระโดงเรือที่เอาตัวรอดจากลูกธนูไฟ

“โซนี่!! ใช้ตาทิพย์ดูหน่อย!!

“ตาทิพย์!?

ยูกะทวนและใช้เวทย์นั้นตามเช่นกัน ดวงตาคู่สีเขียวมรกตของเธอมีออร่าเปล่งแสงเป็นสัญลักษณ์ว่ากำลังใช้เวทมนต์ตาทิพย์อยู่ก่อนที่จะบอกสิ่งที่เห็นด้วยน้ำเสียงเครียด

“รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่มาของบาเรียล้อมเรือนี้ด้วยค่ะ...มีกองทัพของเฟทออฟก็อตล้อมหลังพวกเอลฟ์ที่นำโดยริส และที่ตัวริสยังมีเศษชิ้นส่วนของแกนกลางคริสตัลที่ใช้สร้างบาเรียปิดทางเรือ ถ้าเราไม่รีบชิงสิ่งนั้นมาละก็...เราต้องได้ปะทะกับกองทัพของเฟทออฟก็อตกว่าครึ่งพัน!

[มุมมองของริส]

[25/05/2055] [18:17 UTC+8]

[บนฝั่งในป่าที่ใกล้กับเรือราชินี]

ทำไมถึงตามพวกข้า!? ทำไมไม่ยึดเมืองไม่ก็ยุ่งกับเจ้ามอนเตอร์เงาประหลาดนั่น!!

ริสใช้กระบี่ปัดเพลงดาบของอัศวินผู้อ่อนหัดของเฟทออฟก็อตคนหนึ่งขึ้นฟ้าแล้วแทงที่ท้องจนทะลุก่อนที่จะกระชากยันด้วยเท้าจนร่างที่เคยมีชีวิตของอัศวินคนนี้ร่วงลงไป ส่วนอัศวินคนอื่นถูกโกเลมที่ถูกสั่งให้คุ้มกันเธออยู่ใกล้ๆ ปัดกระเด็นไป

ถ้าเจ้าพวกเฟทออฟก็อตนี้ไม่มาขวาง ป่านนี้ยึดเรือนั่นตามฆ่ายูกะได้แล้ว!!

เธอใช้ความโกรธทั้งหมดเข้าฟาดฟันอีกหลายคน ในขณะที่มือซ้ายต้องถือสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญที่พลิกเกมชนะได้

ไอเทมเวทย์ชิ้นส่วนแกนกลางคริสตัล...ไม่ได้หามาได้ง่ายๆ!!

การที่ริสยังมีไอเทมชิ้นนี้ติดตัวเพราะไม่ได้เอาไปตอนที่ไปบุกจับยูกะอีกครั้งด้วย เธอซ่อนไว้ที่คลังลับในเมืองเมียร์ไนน์หรือสถานที่ที่ใช้ทรมานยูกะล่าสุด

ไอ้พวกโง่นี่มาตามล่าฉันจะได้อะไร!!

เธอสบถในใจไปเรื่อยๆ แต่ก็รู้อยู่ว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้คือทางโบสถ์เฟทออฟก็อตประกาศฉีกสัญญาสงบสุดและออกประกาศพวกเฮเว่นอย่างเธอกลายเป็นศัตรูของพระเจ้าที่ต้องถูกล้างเผ่าพันธุ์ในที่สุดเพื่อหยุดบาปที่กำลังดึงแผ่นดินคริสตัลฟอร์สู่ขุมนรกเบื้องล่าง

พูดกันง่ายๆ ก็คือหาตัวตายตัวแทนลงทัณฑ์เหตุการณ์วิกฤตการณ์สิ้นโลกเพื่อให้ประชาชนทางฝั่งนั้นพึงพอใจให้เกิดความสงบและกำจัดศัตรูต่างอาณาจักรอย่างเฮฟเว่นและนิวส์ไลฟ์ไปด้วยนั้นเอง ริสตัดสินใจเปลี่ยนแผนเดิมจากทำลายเรือราชินีเป็น...

ต้องหาลอบขึ้นเรือนั่นให้ได้!!

“ท่านริส!!

เสียงของเอลฟ์สาวคนหนึ่งที่ดังลั่นสนามรบ มันทำให้เจ้าของชื่อรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ถูกเรียกแบบนั้น เธอหันมาตามเสียงก็พบกับยูกะตัวคนเดียวที่ยืนห่างไม่ถึงสิบเมตรโดยที่มือขวาของยูกะไขว้หลังไว้เหมือนซ่อนอะไรบางอย่าง

“ยูกะ...เธอรนหาที่ตายถึงที่”

“ขอร้องเถอะค่ะ ช่วยส่งไอเทมชิ้นนั้นมาด้วย”

สิ่งที่ยูกะหมายถึงนั้นก็คือเศษแกนกลางคริสตัลเป็นแท่งยาวเท่าขวดน้ำเล็กเปล่งแสงสีแดงที่ใช้เป็นตัวแปรหลักในการร่ายเวทย์สร้างบาเรียปิดทางเรือราชินีที่ริสถือมันไว้ในมือซ้าย ยูกะสังเกตถึงความผิดปกติของคริสตัลชิ้นหนึ่ง

“สีแดง!? ลงอาคมเร่งพลังเหรอคะ...มิน่าชิ้นเล็กแค่นั้นถึงได้สร้างบาเรียขนาดนั้นได้ ใช้กี่ชีวิตที่ต้องบูชายัญ?”

“ไม่ต้องสนใจเรื่องพรรค์นั้นยูกะ เรื่องที่บังอาจหลอกฉันมาหลายปีน่าสนใจกว่าเยอะ”

“หากเป็นเช่นนั้น จะฆ่าดิฉันหรอคะ”

“แน่นอน แต่จะค่อยๆ ให้ตายอย่างช้าๆ จนต้องร้องขอว่า ฆ่าให้ตายที

“แต่สถานการณ์แบบนี้คงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ”

“หึ คงจะอย่างงั้น...ต้องฆ่าให้ตายด้วยมือของฉันให้ได้!!

“ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกค่ะ แล้วคิดว่าฉันผ่านโกเลมตัวนั้นมาได้ยังไงกัน”

โกเลม..จริงสิ มันน่าจะคุ้มกันฉันอยู่นิ?

ในที่สุดยูกะก็เผยสิ่งที่อยู่ในมือขวา มันเป็นดาบเล่มยาวเรียวมีออร่าสีดำแปลกตาที่ถืออยู่ในมืออย่างตั้งมั่น ทำให้ริสตกใจ

“เฮ้ย!? ดาบนั่นมันดาบผู้กล้าเฮเว่น...เดี๋ยวสิ...ทำไมเธอถึงถือดาบได้!!

“ไม่ต้องสนใจเรื่องพรรค์นั้นก็ได้ค่ะ”

ยูกะตั้งใจใช้คำพูดที่ริสเอ่ยย้อนแทงกลับ

ยัยเอลฟ์เปลี่ยนสีนี่!!!

“ตายซะเถอะ!—อ๊าก!!!

เพียงวิ่งก้าวเดียวจู่ๆ ร่างกายริสก็ล้มลงไปนอนกับพื้นไปทางขวา หัวมึนๆ สติเลือนรางดวงตาเห็นเกือบทุกอย่างพล่ามัวไปหมดและขยับตัวไม่ได้

ทำไม...ทำไม...เราเป็นอะไรไป โดนอะไรเล่นงานเข้า

จริงสิ ตะกี้เหมือนจะเห็นกำปั้นสีเงินลอยเข้ามา...

ริสเริ่มรู้แล้วว่าที่เธอร่วงนอนกลับพื้นเพราะมีมือที่สามเข้ามา เศษแกนกลางคริสตัลสีแดงกลิ้งไหลจากมือซ้ายแล้วหยุดกึกอยู่ตรงหน้าก่อนที่จะแหลกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตาด้วยแขนจักรกลซ้ายของมือที่สาม

ไอ้ผู้กล้าจอมปลอม!!

“บอกแล้วว่าได้ผล” เฟลิกซ์ยกนิ้วโป้งขวากู๊ดไอเดียให้ “ยูกะนี่เบี่ยงเบนความสนใจเก่งมากเลย...หรือดาร์คเอลฟ์นี้มันโง่เกิน?”

“รีบหนีเถอะคะ! อัศวินเฟทออฟก็อตกับคนของริสเริ่มสนใจเราแล้ว!

ยูกะเก็บดาบเข้าฝักแล้วพาผู้กล้าจอมปลอมหนีออกห่างสายตาริสที่บัดนี้ความแค้นเคืองกำลังทวีคูณ

โง่...บังอาจ...บังอาจนักว่าฉันโง่!! เหยียบย้ำศักดิ์ศรีไม่เหลือชิ้นดี!!!

“คุณริส!!

กีนัสที่เป็นลูกน้องริสวิ่งโซเซมีอาการบาดเจ็บและเลือดเลอะทั้งตัววิ่งเข้ามาแล้วคุกเข่าลองจับปากริสป้อนยาฟื้นพลังทำให้หลอด HP ฟื้นเกินครึ่งและลากตัวเธอหลบหลังต้นไม้ ริสเริ่มมีแรงลุกขึ้นมานั่ง กีนัสขอร้อง

“คุณริส!! รีบสั่งให้ทุกคนหนีเถอะครับ!

“หนี!? หนีไปไหน”

“หนีไปให้ไกลจากที่นี่ไงครับ!

“ไม่!! เป็นตายร้ายดียังไงฉันจะขึ้นไปเรือลำนั้นฆ่ายูกะให้ได้!!

เจตนาเดิมและความคลั่งแค้นที่เพิ่มขึ้นทำให้ริสเลือกเดินเส้นทางที่ยากลำบาก ถึงจะรู้ว่าเป็นไปได้ยากเพราะคนของเธอที่คุ้มกันให้อยู่เริ่มน้อยลงทุกที กีนัสถอนหายใจ

“จะลอบขึ้นเรือลำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ ยกเว้นใช้เวทย์ขั้นสูง...แต่คุณทำไอเทมชิ้นนั้นหลุดมือไปแล้ว—”

“นอกซะจากใช้ชีวิตแทน...ที่ทำเหมือนกับเศษแกนกลางคริสตัลอีกครั้ง”

ริสพูดต่อจนจบแล้วก็นิ่งกรุ่นคิด กีนัสเห็นว่าริสไม่ได้มีท่าจะใช้ลูกน้องจนเจียนตายไม่สนใจร้ายดีเลยยอมโน้มน้าวใจแม้จะทำให้สูญเสียเพื่อนในสังกัดก็ตาม

“เอาสิครับ ทุกคนที่มานี่พร้อมที่จะตายเพื่อท่านอยู่แล้ว...”

นัยน์ตาคู่เล็กของริสเบิกโตขึ้นราวกับไม่เชื่อว่าตัวเองจะได้ยินคำนั้น ก่อนที่จะฉีกยิ้ม

“งั้นฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ”

“เชิญครับ ใช้เวทย์บูชายัญเพื่อให้เวทย์ลองหนขั้นสูงสุดทำงานสมบูรณ์แบบ”

“งั้น...กีนัส”

“ครับ!? ผมพร้อมแล้ว”

“ไม่...ฉันจะให้แกไปตามลูกน้องที่มีฝีมือดีที่สุดอีกสองคนมา ไม่ได้กะจะใช้บูชายัญหมดหรอก ฉันฉายเดียวไม่ได้”

“ครับ!!

กีนัสวิ่งออกไป ริสที่เริ่มเห็นทางแก้แค้นหัวเราะในลำคอ

ยูกะ...เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก!!

[มุมมองของเฟลิกซ์]

[25/05/2055] [18:34 UTC+8]

[ใกล้พ้นป่า]

ไม่คิดว่าจะเจอ...

เฟลิกซ์ทำหน้าเบื่อโลกเพราะไม่คิดว่าจะได้มีคนมาขวางทางกลับไปขึ้นเรือราชินีที่จอดอยู่ที่ชายฝั่งและคนที่ไม่คิดว่าจะเจอเป็นครั้งที่สามอีก เป็นชายแก่ใส่ชุดเกราะเงินอัศวินเต็มยศกลางหน้ามีรอยบากใหญ่ผมสีทองสั้นและถือดาบใหญ่ตั้งท่าเตรียมปะดาบ

“กิลเชอร์!?

“การประลองคราวที่แล้วระหว่างข้ากับเจ้ายังไม่รู้ผล”

กิลเชอร์ยกดาบชี้ใส่ ยูกะที่อยู่กับเฟลิกซ์เตรียมร่ายเวทย์แต่ถูกกิลเชอร์ตะคอกใส่

“อีนังเอลฟ์อย่ามาเสือก!!

“ห๊า!?

ยูกะถึงกับเหวอและชะงักการร่ายเวทย์ไปกับคำสบถตรงๆ และเตรียมตวัดคลื่นดาบใส่ที่เร็วกว่าร่ายเวทมนต์แน่ๆ เฟลิกซ์เริ่มเข้าใจจุดประสงค์ของกิลเชอร์

“ยูกะ ล่วงหน้าไปก่อนเลย ทางนี้เดี๋ยวจัดการเอง”

“แต่ว่า—”

“ตอนนี้ที่ใกล้เรือของเขามีคนของข้ากำลังโจมตีอยู่ ถ้าไม่รีบไปช่วยละก็...”

กิลเชอร์บอกสถานการณ์ที่ทำให้ยูกะใช้เวทย์บินอย่างไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามที่เฟลิกซ์บอก

“รอดมาให้ได้นะคะ!!

เธอทิ้งท้ายแล้วก็มุ่งหน้าเหาะไปทางเรือราชินีที่จอดเทียบท่าอยู่ กิลเชอร์เอ่ยต่อ

“เดิมทีพวกเราจะยึดเมืองเมียร์ไนน์แล้วปิดกั้นแม่น้ำคริสตัลเพื่อให้เกิดความแห้งแล้งต่อสถาบันนั่น แต่บังเอิญว่ามีเรือรบชั้นยอดผ่านแถวนี้พอดี...อือ...พอได้เห็นกับตาแล้วช่างไม่เสียเที่ยว เป็นเรือที่ถูกสร้างด้วยคริสตัลลำนั้นไม่คู่ควรกับพวกแกนิวส์ไลฟ์เลย รวมทั้งเมืองประหลาดของพวกแกด้วย”

“อะไร!? แกเป็นคนสร้างเองป่ะ ถ้าไม่ก็อย่าเสือก”

เฟลิกซ์เลือกที่จะกวนประสาทสบถกลับบ้างเพราะแต่เดิมก็ไม่ชอบหน้ากิลเชอร์และยิ่งสถานการณ์ตอนนี้ทั้งคู่คือศัตรูกัน กิลเชอร์เริ่มโกรธตัวสั่น เฟลิกซ์รีบบอกอีกคนที่อยู่ในร่าง

มาเรีย...ช่วยฉันที ไม่อยากเสียเวลา

-รับทราบค่ะ-

เสียงมาเรียตอบกลับในหัวทำให้เฟลิกซ์รู้สึกโล่งใจ กิลเชอร์ยกดาบชี้หน้าอีกครั้ง

“หน่อยแน่!! ข้าจะฟันเจ้าเป็นชิ้นๆ เสียบหัวประ—อุ๊บ!!!

เจ้าของดาบใหญ่ยังพูดไม่ทันจบก็ถือมาเรียที่ออกมาจากกลางอกเฟลิกซ์พุ่งกระแทกใส่ด้วยความเร็วสูงจนปลิวกระเด็นลงแม่น้ำไปเหลือเพียงแต่ดาบเล่มใหญ่หล่นอยู่ตรงหน้า หากดูผิวเพลินคลับคล้ายคลับคาว่ามีคนถูกกระทิงหวิดชนเพียงแต่แรงเยอะไปหน่อยเท่านั้น แล้วเฟลิกซ์ทำท่าเงี่ยหู

“ตะกี้ว่าอะไรนะ?”

“แหม่ คุณเฟลิกซ์ยังเล่นตลกในเวลานี้อีกนะคะ” มาเรียดุใส่

“มันอดไม่ได้นิ”

เฟลิกซ์ยักไหล่ มาเรียหรี่สายตาเหมือนจะตำหนิแต่ตัดสินใจกลับเข้าร่างเฟลิกซ์ เจ้าตัวรีบมุ่งหน้าไปออกจากป่าตรงชายฝั่งที่เรือราชินีจอดอยู่พบกับกองอัศวินเฟทออฟก๊อตนับร้อยพยายามจะปีนขึ้นเรือให้ได้ แต่ก็ถูกคนบนเรือใช้ทั้งเวทย์ทั้งธนุและปืนใหญ่ตอบโต้...และแล้วสายตาเจ้ากรรมก็ดันไปเห็นปืนใหญ่ของเฟทออฟก็อตที่เพิ่งเข็นมาให้เข้าระยะยิงพอดี เฟลิกซ์ยกแขนซ้ายเล็งปืนใหญ่นั่นที่อยู่ไกลออกไปราวๆ สองร้อยเมตรแล้วทำการยิงหมัดเหล็กออกไป

ขอให้ทันทีเถอะ...

กำปั้นเหล็กที่ถูกเชื่อมด้วยสายมานาที่ไม่มีที่สิ้นสุดพุ่งผ่านหัวของอัศวินเฟทออฟก๊อตหลายคนซึ่งเรียกความสนใจได้ชั่วขณะ ตัวหมัดซ้ายจักรกลของเธอพุ่งโดนปืนใหญ่ของเฟทออฟก็อตเต็มๆ แต่ที่ท้ายเรือราชินีด้านข้างก็ถูกยิงระเบิดด้วยเช่นกัน

ไม่ทัน!?

เมื่อควันตรงท้ายเรือราชินีหายก็ปรากฏให้เห็นถึงเรือที่ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว เฟลิกซ์เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเรือลำนั้นไม่ได้พังง่ายๆ และตัวเรือเริ่มออกจากฝั่ง เฟลิกซ์รอให้มือซ้ายจักรกลหวนกลับมาแล้ววิ่งเรียบชายฝั่งให้ห่างจากอัศวินในสนามรบมากที่สุด แต่ระหว่างที่วิ่งถึงครึ่งทางนั้นกลับมีเสียงร้องโวยวาย เหล่าอัศวินเฟทออฟก็อตจำนวนมากวิ่งหนีตาตื่นออกมาจากป่าแล้วมีมอนเตอร์เงาไล่ตามหลังจำนวนมากราวๆ กว่าสองสามร้อยตัว

ชาโดว์!!!

“ท่านพี่!

เสียงตะโกนของเรย์ลี่บนเรือทำให้เฟลิกซ์ได้สติกลับมาเลยตัดสินใจส่งมือซ้ายออกไปคว้าที่ขอบเรือแล้วจะพาตัวเองดึงขึ้นไป แต่ระหว่างนั้นเรย์ลี่เห็นอัศวินคนหนึ่งกำลังโยกดาบฟาดใส่เลยรีบตะโกนบอก

“ท่านพี่ระวังหลัง!

ด้วยสัญชาตญาณทันทีที่ได้ยิน ขาคู่ของเฟลิกซ์กระโดดไปข้างหน้าแล้วหมุนอากาศหันกลับมาดู อัศวินคนนั้นฟาดดาบลงวืดกับพื้นส่วนเฟลิกซ์ลงไปนอนกับหนองน้ำตื้นริมแม่น้ำ

เกือบไปแล้—

“เฮ้ย!!!

มือซายจักรกลที่ตรึงไว้บนเรือราชินีดึงร่างเฟลิกซ์ทันทีทันใดและเพราะนอนอยู่ทั้งตัวเธอเลยกระแทกผิวน้ำเหมือนกับปาก้อนหินให้กระเด็นกระดอนบนผิวน้ำแต่จำนวนครั้งที่เฟลิกซ์ต้องเจอน่าอนาจกว่าเพราะเกือบสามสิบครั้งที่ถูกกระแทกและยังไม่รวมช่วงท้ายที่ถูกดึงให้สูงขึ้นแต่ไม่พ้นขอบเรือสุดเลยโดยจังๆ เข้าอีกทีทำให้ตัวเธอหมุนกลางอากาศก่อนที่จะกลิ้งหลุนๆ บนพื้นเรืออีกที เรย์ลี่ยูกะและคนอื่นๆ ต่างเข้ามารุมล้อม เฟลิกซ์ทิ้งท้ายก่อนที่จะสลบไป

“ไม่...ไหว...แล้ว...อ๊าก”

“ท่านพี่!/คุณเฟลิกซ์/ท่านเฟลิกซ์!/เฟริน!

ทุกคนต่างตกใจจนลืมสังเกตว่าที่ใต้ท้องเรือมีเผ่าเอลฟ์สี่คนใช้เวทมนต์หายใจใต้น้ำและใช้บางอย่างเกาะแน่นไว้


53 ความคิดเห็น