ตอนที่ 69 : Ch.62 Order of Battle VII - [อีกหนึ่งตัวตน] ครึ่งหลัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 พ.ย. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.62 Order of Battle VII - [อีกหนึ่งตัวตน] ครึ่งหลัง

หึ...เผลอประมาทไปหน่อย ไม่คิดว่ายูกะจะเอาพวกมาด้วยขนาดนี้

ริสบ่นเจ็บใจ เธอลองพยายามดิ้นให้เชือกที่มัดอยู่ที่ข้อมือพาดหลังออกแต่ก็ไม่สำเร็จเช่นเดียวกับที่ข้อเท้าแต่เธอไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนักเพราะรู้ดีแก่ใจว่าอีกไม่นานเธอก็จะได้เป็นอิสระแต่มีเรื่องให้เจ็บใจอยู่

ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเจ้าผู้กล้าจอมปลอมที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนบ้าในกองทัพ ถึงจะดูเหมือนคนละคนแต่แขนเหล็กนั่นไม่ผิดแน่

เรื่องนี้ทำให้เธอแค้นฝังใจอย่างที่สุดเพราะหลังจากที่ทุ่มทุนโจมตีข้ามเขตอาณาจักรเพื่อจับตัวผู้กล้าจอมปลอมที่แฝงอยู่ในกิลด์ซีราฟิน่าที่มีกลุ่มเรือเหาะเวทมนต์สามลำที่กำลังมุ่งหน้ากลับสถาบันนิวส์ไลฟ์จากการตระเวนไปช่วยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากฟอร์ดาวน์ที่เมืองบาลาสเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน และการเดินทางกลับของกิลด์ซีราฟิน่ามีช่วงหนึ่งใกล้พรมแดนอาณาจักรเฮฟเว่นหรือฝ่ายที่ริสสังกัดอยู่นี่เองแต่กลับล้มเหลวเพราะได้ข้อมูลที่ผิดพลาดมา ตามข่าวสายสืบนั้นว่าเรือเหาะทั้งสามนั้นไม่มีอาวุธติดประจำเรือ มันทำให้ริสเสียคนฝีมือดีของเธอไปมากโขและยังได้รู้อีกว่าที่จริงแล้วยูกะเป็นคนของสถาบันนิวส์ไลฟ์และยังได้พบกับผู้กล้าจอมปลอมตัวเป็นๆ อีกด้วย

และหลังจากภารกิจล้มเหลวนั้นทำให้ริสไม่สามารถตามล่าผู้กล้าจอมปลอมได้อีกต่อไปจากการตัดสินใจของเบื้องบน ทำให้เธอได้รับความอับอายกับลดตำแหน่งและเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตนเลยพยายามส่งคนเข้าสถาบันทุกวิถีทางแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งปีก็เกิดเรื่องประหลาดที่ทำให้ริสแทบอยากจะบ้าตาย...ทุกๆ คนลืมเรื่องผู้กล้าจอมปลอมอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหตุผลของการเริ่มสงครามแย่งชิงประตูศักดิ์สิทธิที่น้ำตกแห่งสวรรค์จุดศูนย์กลางของพื้นดินทั้งหมดทั้งมวลของคริสตัลฟอร์ก็ถูกเปลี่ยนเป็นแย่งชิงพื้นที่ธรรมดาๆ เท่านั้นซึ่งเรื่องนั้นทำให้เธออาละวาดถึงเบื้องบนจนโดนลงโทษลดขั้นลงไปอีกและต้องใช้เวลาอีกสิบปีกว่าถึงจะไต่เต้าให้กลับมาสู่ตำแหน่งเดิม แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้เรื่องตามหาตัวผู้กล้าจอมปลอมโดยแอบทำอย่างลับๆ มาโดยตลอดจนกระทั่งมาในวันนี้และเธอน่าจะโวยวายใส่ผู้กล้าจอมปลอมนั่นมากกว่านี้ถ้าไม่ใช่ว่ามีเรื่องบังเอิญเจอยูกะซะก่อน

ยี่สิบกว่าปีแล้วที่ยัยนั่นไม่กล้าจับดาบ...เหอะ

ริสติดใจยูกะเรื่องนั้นอย่างมากเพราะเธอเห็นสภาพตอนที่ยูกะจับดาบแล้วกลายเป็นคนละคน มันทำให้ฐานะอัศวินที่ใช้เวลาฝึกฝนมานานต้องพังทลายในพริบตา

อยากให้ยัยนั่นกลายเป็นปีศาจท่ามกลางพวกมัน...หึๆ

ตอนนี้เธออยู่ขังอยู่ในห้องที่เคยมีพวกของยูกะอยู่พร้อมกับลูกน้องทั้งสามคนที่ยังสลบไม่ตื่น

เจ้าพวกไม่ได้เรื่องนี่น่าจับตัดหูให้หมด

เธอคิดอย่างนั้นก่อนที่จะเงี่ยหูเพราะได้ยินเสียงคนเดินมาและคนของโรงแรมที่คราวน์ไหว้วานให้เฝ้าไว้เปิดประตูให้คนๆ หนึ่งเข้ามา เป็นผู้จัดการกิลด์ผจญภัยของเมืองนี้เป็นสาวเผ่าปีศาจที่มีเขาสีดำงอกสองข้าง ผมสีดำยาวปิดตาข้างซ้าย ผิวสีชมพูจ๊า นัยน์ตาสีฟ้ารอบดวงตาสีแดง เชิดหน้ามองริสด้วยสายตาที่ไม่พอใจ

“เธอสัญญาไม่ใช่แล้วหรือไงว่าอย่าก่อเรื่องในเมืองนี้”

“เลน่า” ริสกรอกตาขึ้นฟ้าเพราะเจอคนที่รู้จัก “นี่มันเป็นเรื่องของฉัน”

“งั้นกรุณาช่วยทำให้มันเงียบๆ หน่อย ไม่ใช่เล่นเอริกทำร้ายคนในโรงแรมแถมเป็นโรงแรมของศูนย์การค้าหลักซะแล้ว” เลน่าต่อว่าก่อนที่จะเปลี่ยนใจ “ไม่สิ ฉันจะไม่พูดแบบนี้กับเธออีกต่อไปแล้ว รู้ไหมว่าหมายความว่ายังไง”

“ก็คงจะส่งตัวให้กองทัพของพวกเฟทออฟก๊อดใช่ไหม”

“แน่นอน ถึงแม้ที่นี่จะปกครองด้วยระบบเศรษฐกิจพิเศษโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของอาณาจักรที่ครอบครองพื้นที่นี้แต่ถ้าส่งตัวคนที่ลักลอบแอบเข้าอาณาจักรของเขาได้ ก็จะได้ความไว้วางใจสูงมากขึ้น”

“เดี๋ยว...เธอเป็นแค่ผู้จัดการกิลด์ผจญภัยเมืองนี้ไม่ใช่หรือไง”

“แหมๆ อย่าพูดอะไรที่มันตลกนักสิ เธอก็รู้ดีว่าฉันชอบแสวงหาอำนาจอยู่ตลอดเวลา”

“หึ แต่ว่านะเลน่า...เธอควรรีบๆ ปล่อยฉันน่าจะดีกว่า”

“โอ๊ะ!? ขอกันหน้าด้านๆ แบบนี้เลยเหรอเพื่อนรักเพื่อนเก่า”

เลน่ายกมือเชิดปากราวกับกุมอำนาจสูงมากแต่นั่นไม่ได้ทำให้ริสยำเกรงแม้แต่น้อย

“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึงว่าคนของเธอจะได้ไม่เจ็บตัว”

“หือ!? พูดอะไรของ—”

“อ๊าก!!!

เสียงคนร้องดังจากข้างนอกห้องและไม่ใช่แค่คนเดียว ยังมีอีกหลายเสียงตามมาด้วยความเจ็บปวด เลน่าที่ตกใจรีบเดินออกไปดูก่อนที่จะถูกใครบางคนถีบสวนกลับเข้าห้องมาหัวกระแทกพื้นจนสลบไป แล้วสองคนที่เฝ้าหน้าห้องก็ลงไปนอนพร้อมกองเลือดติดๆ กัน เจ้าของฝีมือการบุกจู่โจมด้วยความรวดเร็วด้วยมีดสั้นและร่างกายที่พริ้วไหวเล่นเข้ามาในห้องแล้วมองผู้เป็นนายที่กำลังรอเวลานี้อยู่

“เอาล่ะกีนัส มาช่วยปลดเชือกอาคมนี่จะได้ตามเจ้าคนทรยศได้ทันกาล”

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะครับ! คุณรีบหนีก่อนดีกว่า!

กีนัสบอกแล้วรีบร่ายปลดผนึกเชือกที่แขนและขาออกไป ริสที่หน้านิ่งไปเกือบสิบวินาทีค่อยๆ ขมวดคิ้ว

“แก...แกพูดอะไรของแก!?

“พวกเราอยู่เมืองนี้ไม่ได้แล้วนะครับ! สายของเราที่อยู่นอกเมืองรายงานเข้ามาว่ามีกองทัพขนาดเล็กจำนวนสามกองของเฟทออฟก๊อตกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ดูจากรูปแบบกองรบกับอาวุธมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะยึดเมืองนี้อย่างแน่นอนครับ!

“ว่าไงนะ! บ้าน่า...เจ้าพวกนั้นไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้!?

“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่พอจะเดาได้ก็คือ...น่าจะเป็นเพราะภารกิจที่แนวหน้าล้มเหลวเลยทำให้สัญญาสงบศึกเป็นโมฆะไปด้วยและยังมีปรากฏการณ์ฟอร์ดาวน์เรื่อยๆ อีก จะมายึดสมรภูมิที่เป็นเส้นทางไปน้ำตกศักดิ์สิทธินั่นก็ไม่แปลกละครับ!

“แล้วฝั่งเราละ!? น่าจะส่งกองทัพมาเหมือนกันนิ?”

“เรื่องนั้นแหละครับที่ทำให้ผมรีบมาหาคุณ...สายข่าวที่เมืองหลวงของเราแจ้งมาว่าท่านราชินีแห่งอาณาจักรเฮฟเว่นเสียแล้วครับ! ตอนนี้เกิดกบฏแย่งชิงอำนาจ...คงไม่มีทางที่จะมีทัพส่งมาช่วยหรอกครับ”

โครม!

โต๊ะที่อยู่ใกล้ริสลอยกลิ้งไปอยู่ริมผนัง ความเจ็บใจที่โดนหลายเรื่องรุมเร้าทำให้เธอเดือดพล่าน

“เหลือกันกี่คน!

“สามสิบสองคนครับ”

“พวกนายปฏิญาณตนกับองค์ราชินีไว้จำได้ใช่ไหม”

“ครับ! เราขอเป็นทาสรับใช้ราชินีกับผู้รับใช้ไปจนตายครับ!

“ไม่...จะบอกว่าต่อจากนี้จะเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ นายกับคนอื่นไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งฉันก็ได้แถมถ้าเมืองหลวงเป็นอย่างที่นายว่าตอนนี้พวกนายเป็นอิสระแล้ว”

“หมายความว่าไงครับ”

“ไอ้โง่ ตอนนี้ฉันไม่ได้ทำในนามขององค์ราชินีแล้วมีแต่เรื่องส่วนตัว...เฮ้อ พูดไปก็เท่านั้น พวกแกรีบๆ หนีไปซะก่อนที่พวกเฟทออฟก๊อตจะมาถึง”

ริสพูดแบบนั้นเพราะตัวเธอคิดที่จะไม่อยู่ใต้อำนาจขององค์ราชินีอยู่แล้วและยังได้โอกาสที่เป็นอิสระได้ในตอนนี้ และเพื่อไม่ให้ขัดกับสิ่งที่ตัวเองจะทำเลยปล่อยลูกน้องตัวเองให้เป็นอิสระ...เธอเดินผ่านกีนัสแล้วออกไปนอกห้องพบกับเหล่าลูกน้องเธอที่กำลังยืนฟังเสียงดังของเธอก่อนหน้านี้ หลายดวงตาคู่ของลูกน้องต่างจ้องมองกันก่อนที่จะลุกเข่าลงเคารพ ริสไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้

“พวกแก...ทำไมถึง—”

แม้ว่าริสจะไม่พอใจแต่เหล่าลูกน้องที่ภักดีก็ยังคุกเข่าเหมือนเดิม ร่างของริสสั่นโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนมันออกไป เธอเอ่ยต้อนรับสู่การชำระแค้นส่วนตัว

“หึ...ก็ได้...อย่าโง่ตายก่อนฉันก็แล้วกัน”

บรรยากาศที่กำลังฮึกเหิมนี่ถูกทำลายลงด้วยลูกน้องของเธอที่เพิ่งจะวิ่งตาตื่นเข้าโรงแรมมาตะโกนลั่น

“แย่แล้ว! มีมอนเตอร์ประหลาดบุกเมืองเต็มไปหมด!!

[โลกจริง]

[25/05/2055] [09:57 UTC+3]

[Area EU-5, Safe-Zone, รอบนอกวิหารเซนต์โซเฟีย อิสตันบูล]

“ขยะ”

ผู้หญิงผมขาวในชุดผ้าคลุมสีดำที่อยู่บนโรงแรมชั้นสองพึมพำกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ข้างล่างตรงหน้า ผู้คนต่างมุ่งไปยังวิหารที่สวยงามที่เคยเป็นของประเทศเก่าอย่างตุรกีด้วยจิตใจที่หวาดหวั่นต่อเหตุการณ์หลายวันก่อนที่เหมือนกำลังถูกความมืดกลืนกินทั้งโลกและยังได้เห็นบางคนใช้อุปกรณ์สื่อสารติดตามข่าวจากเวิลด์เจเนอรัลที่เป็นกองทัพเดียวที่กำลังเผชิญหน้ากับความมืดเหล่านั้น

หึ...เจ้าพวกเศษขยะที่เปราะบางเอ๋ย พวกเจ้าสิ้นหวังแล้วแห่กันไปรวมตัวที่ๆ พวกเจ้าคิดว่าจะช่วยได้งั้นหรือ...

โง่สิ้นดี

นัยน์ตาสีขาวที่แลดูไร้ชีวิตจ้องมองคลื่นมนุษย์ที่ราวกับสูญเสียความหวังทยอยกันเข้าวิหารของคริสตจักรโรมันคาทอลิก ปืนพกกระบอกสีดำที่เธอประทับศูนย์เล็งอยู่ส่ายไปมาเลือกเป้าหมายไม่ถูก

ถ้ายิงสักนัด...พวกขยะนี่คงหวาดกลัวเหยียบกันตายอย่างแน่นอน

เธอคิดจะทำแบบนั้นจริง ปลายนิ้วค่อยๆ กดเข้าหาตัวแต่แล้วต้องชะงักเพราะมือถือเก่าๆ ที่เธอวางไว้อยู่บนโต๊ะกลางห้องดังขึ้น เธอเม้มปากไม่พอใจแล้วโยนปืนพกไว้บนโซฟาใกล้ๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมาดูเบอร์

ไม่แสดงเบอร์...ติดต่อมาจนได้

พอกดรับแล้วรีบชิงพูดก่อน

“นี่! ทำไมติดต่อเธอไม่ได้หลายวัน!? อย่าบอกว่าเพราะเรื่องที่ชุลมุนตอนนี้เลยตัดหางฉัน คิดงั้นหรือไง?”

“เธอน่าจะควรเช็ดก่อนน๊าว่าปลายสายเป็นใคร อดีตสมาชิกเฮฟเว่นพันนิชเชอร์และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ล้ำค่าของฉัน...เรด”

“วิคตอเรีย”

สาวผมขาวหรือเรดเอ่ยชื่อนั้นอย่างขึ้นใจเพราะจำเสียงนั้นได้ดี เธอกุมจี้กระจกที่เป็นสร้อยคออย่างลืมตัวเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของเธอเหมือนเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิด

“ยัยจิ้กจอก มีธุระอะไร”

“เอาฉันไปเทียบกับสัตว์อยู่ตลอดเลยน๊า...แค่อยากคุยกับเพื่อนเก่าสักหน่อยไม่ได้หรือไง”

“เธอไม่ใช่เพื่อนอีกต่อไปแล้ว”

“ใจร้าย...” วิคตอเรียบีบเสียงเล็ก “เธอเป็นคนเดียวที่ฉันแสดงด้านเด็กน้อยให้เห็นเลยนะ”

“เก็บความภาคภูมินั่นไปทิ้งขยะแถวๆ นั้นไป” เรดหงุดหงิด “มีอะไรก็รีบๆ ว่ามา ไม่งั้นจะเหวี่ยงเครื่องทิ้ง”

“ไม่คิดถึงลูกสาวบุญธรรมของเธอบ้างเลยหรือ”

“นานามิไม่ใช่ลูกของฉันอีกแล้ว”

คำตอบของเรดทำให้วิคตอเรียไม่พอใจเล็กน้อย

“ฉันรู้ฉันรู้ เหตุผลที่เธอผลักไสไล่ส่งเธอไปครอบครัวอุปถัมภ์คนอื่นเพราะไม่อยากให้นานามิเสียคนเพราะเธอใช่ไหม”

“ชักจะนอกเรื่องมากไปแล้ว วิคตอเรีย”

“เธอเป็นแม่ที่แย่จริงๆ...เอาเถอะ” วิคตอเรียยอมเข้าเรื่อง “แล้วเธอไม่แปลกใจบ้างหรือไงว่าโปรแกรมดิออลโนว์ (The All-Known) ไม่ป้อนงานให้เธอเลย”

“มือสังหาร ไม่ใช่เด็กเสริฟ” เรดตอบสั้นๆ

“แต่เธอก็น่าจะคิดได้นิว่าสถานการณ์เป็นใจและเอื้อต่อการทำงานเธอขนาดนี้ แต่ใยกับถูกกระทำเหมือนของถูกทิ้งซะอย่างงั้น”

“อย่ามาลูกเล่นมาก บอกมาเดี๋ยวนี้”

“อย่างที่เธอรู้ ช่วงนี้โลกค่อนข้างปั่นป่วนและเปราะบาง การสื่อสารทุกแขนงอาจจะถูกดักฟังโดยเจ้าคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีเอเลี่ยนเหมือนพวกเรา...ฉันกับดิออลโนว์เลยใช้เวลาหลายวันสร้างช่องทางใหม่เพื่อกันถูกสอดแนมและเพิ่งจะสำเร็จไม่กี่ชั่วโมงนี้เลยเอามาลองกับเธอ”

“หึ แล้วไง...ฉันไม่แคร์”

“เฮ้อ...ลืมไปเลยว่าเธอเป็นคนแบบที่ไม่ค่อยใส่ใจกับชีวิตคนอื่นอยู่แล้ว” วิคตอเรียถอนหายใจ “และนอกจากนั้น...ดิออลโนว์ก็ฝากงานมาเช่นกัน”

“หึ!? ฝากเธอมา? หึๆ อย่ามาพูดให้ตลก”

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่น๊า ดิออลโนว์บอกว่าระบบสื่อสารใหม่มันยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะเอาเข้าเชื่อมต่อกับ [ร่างจริง] ของดิออลโนว์”

ร่างจริง...

เรดได้ยินแบบนั้นแล้วไม่ค่อยชอบใจกับการถูกบีบบังคับให้ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอกรุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วให้คำตอบ

“งานอะไรว่ามา...แต่ถ้าจับได้ทีหลังว่ามันไม่ใช่คำสั่งของดิออลโนว์โดยตรง ฉันเล่นงานเธอแน่”

“หึ ฉันไม่มีวันโกหกเธอหรอก เหตุผลอะไรเธอก็น่าจะรู้ดีนี่”

วิคตอเรียทำเสียงเข้มกระแอมคอเหมือนกับเรด

ทำเป็นล้อเลียนฉัน ยัยจิ้งจอก

“ใช่งานสังหารใช่ไหม”

“และตรวจสอบ...สถานที่ก็อยู่ใกล้ที่เธอด้วย” วิคตอเรียเริ่มแจง “เป้าหมายคือนักบุญที่รู้จักกันในนามวอลคานแห่งเบื้องซ้าย”

“หึ...ชื่อสมกับเป็นพวกคริสตจักรโรมันคาทอลิก” เรดว่า “เป็นตัวใหญ่ที่ขวางคอหรือไง”

“ก็แค่ตัวน่ารำคาญและไม่ใช่ตัวการใหญ่อะไรด้วย...เป็นแค่เบ้ พวกคริสตจักรโรมันคาทอลิกลึกลับกว่าที่เธอคิด”

“เอาปืนไล่ยิงเรียงหัวความลับก็หายไปแล้ว”

“แต่งานนี้ต้องระมัดระวังหน่อยและต้องดำเนินการให้เสร็จในครั้งเดียวด้วยเพราะเป้าหมายไม่ใช่คนที่จะออกมาให้เป็นเป้าสายตาได้ง่ายๆ ต้องเรียกว่าไม่เคยคิดจะออกมาจากโบสถ์ของเขาด้วยสาเหตุบางอย่าง”

“ให้เดา...กลัวปีศาจเลยเกาะแน่นกับโบสถ์ไม่ปล่อย ถ้าเป็นแบบนั้นแค่บุกเข้าไปกราดให้หมด”

“ไม่หรอก อีกสี่ชั่วโมงนี้เขามีกำหนดการที่จะเดินทางไปหุบเขาเทพเจ้าบนยอดเขาเนมรุตที่เคยเป็นสุสานกษัตริย์แห่งอาณาจักรโคมายานา”

“อ๋อ เห็นในใบโบว์ชัวร์ท่องเที่ยวอยู่” เรดเอื้อมหยิบแผ่นพับบนโต๊ะ “รูปปั้นหัวคนทั้งนั้น...ที่นั่นมีอะไร?”

“มีรายงานเข้ามาว่าเมื่อวันก่อนทีมสำรวจที่ขุดค้นพบถ้ำลึกลับมาหลายปีไปเจอกับของบางอย่างเข้า...บางอย่างที่คล้ายบัญชีที่พวกเราต้องสะสาง”

บัญชีที่ต้องสะสาง

เรดรู้ดีว่านั่นหมายถึงอะไรเพราะนั่นคือเหตุผลหลักที่เธอยอมทำตามโปรแกรมดิออลโนว์ทุกอย่าง วิคตอเรียเอ่ยลงท้ายด้วยอีกความหมายหนึ่ง

“รู้ไหมว่าสิ่งที่พวกนั้นเรียกมันว่าอะไร”

“จะบอกก็รีบบอกมา”

“เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์...เวทมนต์ยังไง”

[คริสตัลฟอร์]

[25/05/2055] [16:43 UTC+8]

[เรือเวทมนต์ – แม่น้ำคริสตัลสายตะวันออก]

มันแปลกๆ...

เฟลิกซ์ข้องใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ใช่เรื่องของมอนเตอร์เงาหรือเรื่องของริสและตอนนี้เธอกับคนอื่นๆ อยู่บนเรือเวทมนต์ที่ดูเหมือนเรือสำเภาเล็กธรรมดาเพียงแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเวทมนต์มุ่งทางไปทางสถาบันนิวส์ไลฟ์มาได้สักพักหนึ่งแล้ว

ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วย...ไม่ส่งตัวพวกริสกับกิลด์ผจญภัยตรงๆ ไม่น่าจะเสียเวลามากนิ?  ทำแบบนั้นกลัวจะหนีไปได้ก่อน...

เธอคิดแล้วมองเยื้องขวาดูคราวน์หรือสัสดีทำให้เข้าใจเหตุผลบางอย่าง

จริงสิ...ต้องรีบกลับไปสถาบัน เพื่อหยุดยั้งเจ้าปลาหมึกจักรกลนั่น

หัวเราชักจะเบลอๆ แล้วสิ

เธอเอามือกุมขมับเพราะรู้สึกปวดหัวจริงๆ กับหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ก็พยายามโฟกัสเรื่องที่อันนาบอกไว้เพราะเป็นคีย์เวิลด์สำคัญที่จะแก้ไขทุกๆ สิ่งได้ในตอนนี้

“เมาเรือเหรอคะ”

ยูกะเดินมาพิงราวท้ายเรือข้างๆ เธอแล้วถามด้วยความเป็นห่วง เฟลิกซ์เองกลับนึกถึงสีหน้าของคนทักตอนที่ถูกกดดันจากริสเรื่องความลับตัวตนอีกหนึ่งและดูเหมือนว่ายูกะจะรู้ว่าเฟลิกซ์คิดถึงเรื่องนั้นอยู่ถึงได้ยิ้มอย่างเศร้าๆ แล้วทอดสายตามองดูคลื่นน้ำที่กระทบเพราะเรือ

“เควนเซอร์เล่าให้ฟังแล้วสินะคะ เรื่องปีศาจในตัวฉัน”

“ฉะๆๆ ฉันว่ามันไม่ใช่ปีศาจละมั้ง...เอ่อ...เอ่อ...มันน่าจะ...น่าจะเป็นพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษก็ได้”

เฟลิกซ์ตะกุกตะกะไม่เป็นท่าแม้จะรู้ตัวเองว่าเป็นแบบนั้นมันก็ห้ามตัวเองไม่ทันเสียแล้ว

“พรสวรรค์...งั้นเหรอคะ อยากให้เป็นแบบนั้น...จังเลยคะ”

ยูกะหลบหน้าต่ำมากขึ้นอีกเลยยิ่งทำให้เฟลิกซ์รู้สึกไม่ดี

จะพูดยังไงดีนะ...

“ทำหน้าแบบนั้นอยากจะรู้ใช่ไหมคะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่”

“เอ่อ...ถ้ารู้สึกไม่ดีไม่ต้องก็ได้ค่ะ” เฟลิกซ์ส่ายมือ

“เรื่องมันก็เกิดขึ้นนานมากๆ แล้วคะ”

ไม่ได้ฟังเลยนี่หว่าแต่คงอยากจะระบายออกมาละมั้ง

เฟลิกซ์ตัดสินใจยอมรับฟังแต่โดยดี ยูกะเริ่มเล่าถึงตัวเองเป็นการเล่าอย่างละเอียดและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นด้วยอารมณ์ทั้งดีใจและโศกเศร้า ตัวคนฟังเองก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าฟังเธอเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว

แบบนั้นมัน...โหดร้ายเกินไปแล้ว

สิ่งที่ได้ยินมาทั้งหมดทำให้เฟลิกซ์รู้สึกเกินจะทน...

วันแรกที่เธอมายังโลกนี้ ถูกลัทธิลับจับตัวไปบูชายัญแต่กลับได้รับพลังวิญญาณแทนและระหว่างนั้นก็มีคนของกองทัพเฟทออฟก็อตที่ตามไล่ล่าลัทธินี้เข้ามาทลาย ทำให้ยูกะได้โอกาสหนีเข้าไปในป่าเป็นเวลาหลายวันกว่าที่หลุดออกจากป่าได้ ตอนนั้นเธอเหมือนเด็กน้อยที่เจอโลกอันโลกร้ายทำให้หวาดกลัวทุกสิ่งทุกอย่างถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอก็ได้เจอกับคนใจดีที่มีบ้านกลางป่าและเหล่าเด็กใหม่ห้าคนที่ตัวเล็กกันหมด ความน่ารักและใสซื่อสัตย์ของเด็กทั้งห้าทำให้จิตใจยูกะฟื้นกลับมาได้เร็ว

แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องเลวร้ายมันจบลงแค่นั้น

วันเวลาผ่านไปร่วมเดือน ในระหว่างที่ยูกะกำลังนั่งดูพวกเด็กๆ เล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็คนของลัทธิปรากฏออกมา ด้วยความกลัวหรือความกล้าซึ่งไม่รู้ว่าตอนนั้นรู้สึกยังไงกันแน่ เธอมองหาสิ่งที่น่าจะเป็นอาวุธแต่แล้วคนของลัทธิก็เข้ามายัดดาบใส่เธอ...

ความรู้สึกที่ได้จับดาบนั่นคือความว่างเปล่า

เธอรู้สึกอย่างงั้นอยู่สักพักก็เริ่มมีสติกลับมา...ดาบที่ถืออยู่ถูกดาบด้วยเลือดทั้งด้าม เด็กๆ ทั้งห้าคนรวมทั้งคนดูแลที่ใจดีถูกฟันหลายชิ้นจนประกอบกันไม่ได้รวมกระทั่งพวกของลัทธิบางคนที่โดนลูกหลงไปด้วย

ยูกะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่รู้แต่เพียงว่ามันเกิดขึ้นเพราะเธอ

ไม่นานนักเธอก็ทิ้งดาบลงด้วยมือที่สั่นไหวแล้วคุกเข่าคลานไปหาศีรษะของเด็กคนหนึ่งที่คว่ำหน้าอยู่ ค่อยๆ พลิกดูโดยที่ในใจคิดไว้ว่าน่าจะเป็นคนที่ไม่รู้จักทั้งๆ ที่เธอก็จับหลังหัวเด็กคนนี้ได้ พอได้เห็นสีหน้าที่ไร้ชีวิตของเด็กคนนั้นก็กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด คนของลัทธิที่เหลืออยู่ต่างคุกเข่าให้ยูกะรอบตัวลงราวกับว่าได้ยอมรับเจ้านายเหนือหัวคนใหม่แล้ว

แต่สิ่งที่ยูกะทำก็คือจับดาบอาบเลือดอีกครั้ง...เมื่อได้สติก็พบว่าตนเองได้สังหารทุกคนแถวนั้นจนหมดสิ้นและเธอวิ่งหนีอีกครั้ง...ทุกอย่างก้าวเธอตั้งมั่นว่าจะวิ่งหนีจาก [ตัวเอง]

เวลาผ่านไปหลายวัน ยูกะคิดว่าตัวเองกำลังจะตายเพราะอดอาหารกับน้ำมาหลายวันท่ามกลางป่าที่ไม่รู้จักจนสลบ จนแล้วจนรอดก็มีคนมาพบเขาและทำให้เธอกลายเป็นทาสที่รอการขาย ณ เมืองแห่งหนึ่ง...เธอได้เห็นชีวิตตกยากของทาสหลายๆ คน ทั้งไร้ความหวังและอยากตาย...

และแล้ววันหนึ่งเธอก็ถูกนำออกมานอกกรงเพราะมีคนที่สนใจ ด้วยเรี่ยวแรงอันริบหรี่ทำให้ควบคุมตัวเองต่อความโหยหาแปลกๆ ที่ดาบที่แนบข้างตัวของพ่อค้า เมื่อเธอโซเซล้มแตะดาบนั่นทำให้รู้สึกว่างเปล่าอีกครั้ง จนกระทั่งเห็นศพพ่อค้าและทาสทุกคนที่ตายเพราะดาบที่เธอถืออยู่และนั่นทำให้เธอถูกไล่ล่าจากทางการ ยูกะหนีออกจากเมืองด้วยสิ่งที่อยู่ในตัวเธอ มันต้องการให้เธอมีชีวิตรอดต่อไปเพื่อได้ลิ้มรสความกระหายเลือดและสะใจของมัน...แต่ยูกะทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอตัดสินใจเดินเท้าเปล่าหาเนินหน้าผาแล้วโดดลงมาเพื่อหยุดยั้งปีศาจในตัว

มันน่าจะจบลงแค่นั้น ถ้าไม่ใช่ว่ามีคนมาช่วยเธอไว้ทัน...ริส ดาร์คเอลฟ์ที่มียศอัศวินในระดับหนึ่งของอาณาจักรเฮฟเว่นหรือเอลฟ์ที่กำลังทำภารกิจแทรกซึมอยู่แถวนั้นพอดี

เมื่อได้สติยูกะตั้งใจจะหนีทันทีแต่ก็ไม่สามารถหนีจากริสได้ เมื่อคิดว่าหนีไม่ได้ก็ยอมเล่าเรื่องปีศาจในตัวเธอ...แน่นอนว่าริสไม่เชื่อแต่ก็อยากลองพิสูจน์โดยทิ้งยูกะให้อยู่กับมอนเตอร์ในป่าตัวหนึ่งที่เป็นโกเลมร่างโตพร้อมกับดาบเล่มหนึ่ง...ริสเห็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเล่าด้วยสีหน้าราวกับเห็นปีศาจแก่ยูกะได้ฟังหลังจากที่ได้สติ ยูกะเตรียมจะหนีอีกครั้งแต่ริสกลับบอกว่าจะช่วยเธอเลยทำให้ยูกะซาบซึ้งใจ

แต่ทว่าตกดึกยูกะกลับบังเอิญได้ยินริสสั่งการกับคนอื่นว่าจะส่งยูกะให้ไปล้างสมองเป็นผู้พิทักษ์ไร้ความรู้สึกที่เมืองหลวง ทำให้เธอรีบชิ่งหนีทันที...

การเดินทางอันโดดเดี่ยวของยูกะเริ่มขึ้นอีกครั้งและจบลงในปีถัดมาด้วยความช่วยเหลือของคราวน์หรือสัสดี ณ สถาบันนิวส์ไลฟ์ เธอไม่ได้เล่าตรงนี้ละเอียดมากรู้แต่เพียงหลังจากนี้ว่าเธอถูกส่งให้ไปแทรกซึมในอาณาจักรเฮฟเว่นและบังเอิญไปอยู่ในส่วนของที่ริสอยู่ ซึ่งเธอต้องโกหกอย่างแนบเนียนเกี่ยวกับเรื่องที่เธอหนีออกไปจากค่ายเมื่อตอนนั้นว่าไม่อยากรบกวนเลยหนีไปคนเดียว ริสได้โชว์ทักษะดาบของอัศวินที่มีทวงท่าอันงดงามเพื่อต้องการเปลี่ยนมุมมองของยูกะแต่มีเป้าหมายแอบแฝงก็คือให้ยูกะควบคุมทักษะดาบที่เหมือนกับปีศาจนั้นให้จงได้ แต่แล้วมันก็ไม่เป็นผลจนต้องเบนเข็มไปทางเวทมนต์ดังเดิมแทน หลังจากนั้นก็ผ่านเรื่อยมาจนได้พบกับเฟลิกซ์และเชสเซอร์ที่กำลังหนีจากการตามล่าของอาณาจักรเฮฟเว่นเลยเข้าช่วยเหลือไว้

“แต่ดิฉันคิดว่าถ้าเวลาผ่านไปนานวันเข้า ปีศาจในตัวจะเลือนหายไปเอง...แต่มันกลับยังอยู่และตรอกย้ำว่าอยากออกมาอาละวาด”

คนเล่าเอ่ยอย่างผิดหวัง

“รู้สึกอย่างงั้นได้หรอคะ?”

“ความฝันค่ะ ปีศาจในตัวสื่อสารผ่านฝันได้...ตอนแรกๆ ฉันกลัวมากเลยนะคะ แต่มันก็ผ่านมานานแล้วเลยเริ่มชิน...อย่างกับว่าฉันกับปีศาจคือคนๆ เดียวกันไปแล้ว”

ยูกะกุมหน้าอกด้วยมือขวาด้วยอารมณ์ที่เปราะบางทำให้เฟลิกซ์รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาขึ้นมา

เป็นเหมือนกับเจ้าทอมมี่หรือเปล่าเนี่ย!?

พอคิดแบบนั้นแล้วก็หันหาตัวทอมมี่ทันทีและบังเอิญว่าเจ้าตัวเดินเข้ามาพร้อมกล่องลังไม้หนึ่งที่มีบางสิ่งที่ถูกพันด้วยผ้าแท่งยาวจำนวนมาก ทอมมี่วางกล่องลงตรงหน้าแล้วปาดเหงื่อ

“ทั้งสองคนอยู่นี่เอง ช่วยผมแกะพวกห่อผ้านี่หน่อยครับ สัสดีอยากให้เตรียมพร้อมไว้เพื่อเกิดเรื่องฉุกเฉิน”

“ค่ะ”

ยูกะพยักหน้าแล้วเดินเข้าช่วยทอมมี่ เฟลิกซ์คิดว่าทอมมี่เข้ามาได้จังหวะพอดีที่ทำให้ยูกะเลิกสนใจเล่าเรื่องที่แทงใจตัวเองและความคิดเดิมที่เฟลิกซ์จะให้ทอมมี่ช่วยเป็นที่ปรึกษาแก่ยูกะก็ได้หายไปเพราะคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่น่าจะเอื้ออำอวยมากนักแล้วเธอก็ถอนหายใจ

นี่เรา...คิดง่ายไปสินะ อยากจะช่วยเธออยู่แต่กลัวว่าจะช่วยไม่ถึงที่สุด

เธอคิด แล้วจะเข้าไปช่วยทอมมี่ทำอะไรสักอย่างกับของในกล่อง ปากกำลังจะเอ่ยถามแต่ต้องชะงักลงเพราะเพิ่งจะคิดได้ว่าของแท่งยาวหลายอันที่ถูกห่อด้วยผ้าในกล่องนั้นคืออะไร แล้วเห็นยูกะกำลังเอื้อมมือจับมัน

อย่าบอกนะนั่นมันเป็น—

เฟลิกซ์กำลังจะวิ่งชาร์จตัวยูกะ แต่ดูเหมือนยูกะจะรู้ตัวชักมือกลับ

“คุณเชอรี่ค่ะ ของพวกนี้คือดาบใช่ไหมคะ?”

“ดาบ? คงงั้นมั้งครับ” แล้วเขาก็แกะห่อผ้าดูเป็นดาบธรรมดายาวเล่มหนึ่ง “น่าจะใช้ทั้งหมดนี่เลยครับ เห็นสัสดีว่าให้เอาไปลับให้คมเตรียมไว้—โอ้ย!!

ทอมมี่ร้องลั่นเพราะถูกเฟลิกซ์ต่อยท้องแล้วโดนลากไปคุยห้องเรือใต้ดาดฟ้า

“เฟ...ริน!? ทำไม—”

“แกไม่รู้เรื่องเลยหรือไงว่ายูกะเขาจับดาบไม่ได้!!

เฟลิกซ์ตะคอกเสียงเบาๆ ใส่ให้เจ้าตัวรู้ว่าตัวเองโง่ขนาดไหนที่ทำหน้างงๆ อยู่เลยทำให้เฟลิกซ์ถามให้แน่ใจ

“นี่นาย...ยังไม่รู้เรื่องของยูกะ?”

“เรื่องอะไรละครับ”

เจ้าตัวยืนยันความซื่อตรงของตัวเอง เฟลิกซ์ต้องนึกย้อนความทรงจำช่วงที่ยูกะถูกสัสดีกดดันให้บอกเรื่องที่เธอปิดปังมาตลอดแก่ทุกคนตอนที่เรือใกล้จะออกฝั่ง

จะว่าไปตอนนั้นใกล้...เจ้านี่ยังบินกลับมาสมทบไม่ถึงนี่หว่า

เมื่อรู้ว่าทอมมี่ไม่ได้โง่งี่เง่าอย่างที่เธอคิดเลยปล่อยชายเสื้อลงแล้วบอกเรื่องเกี่ยวกับยูกะให้ฟัง

“คือ...เธอคล้ายๆ นาย”

“คล้ายผม?”

“งงอะไร สองบุคลิกในตัวนายจำไม่ได้หรือไง เชอรี่น่ะเชอรี่”

“อ๋อ...ครับ” ทอมมี่ทำหน้าเข้าใจโดยที่ไม่ได้รู้สึกสะทบสะท้านอะไรนัก

“แต่ทางนั้นเหมือนว่าจะเป็นวิญญาณร้ายสิงอยู่ในตัวอะไรประมาณนั้น ถ้าเผลอจับดาบก็จะถูกสิงชั่วคราว...คราวหลังอย่าเอาดาบใกล้ตัวเด็ดขาด นี่เพื่อยูกะและทุกคน”

“ครับๆ”

อีกฝ่ายตอบรับแต่เฟลิกซ์ไม่รู้สึกอย่างงั้น

“นายจะเออออง่ายจังนะ...มีอะไรปิดฉันหรือเปล่าเนี่ยทำหน้าเหมือนไม่อยากอยู่ใกล้ๆ”

“ปะๆๆ เปล่าครับ! มะ...ไม่มีอะไรปิด...ไม่มีเลย...ไม่มีจริงๆ นะครับ”

โกหกแน่ๆ

เฟลิกซ์หรี่ตาพร้อมสรุปในใจแต่เลือกที่จะไม่คาดคั้นต่อเพื่อนลดความยุ่งยาก

“ไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องอะไร แต่ตอนนี้นายต้องให้ความสำคัญกับเรื่องที่อันนาบอกเท่านั้น...ยังจำได้อยู่ใช่ไหม”

“ครับๆ” ทอมมี่ยักไหล่ “ที่เกาะลึกลับตะวันออกเฉียงเหนือสินะครับ”

“และรู้ไหมว่าทำไมเรากลับไปที่สถาบันฯ”

“เอ่อ...นั่นสิครับ—อุ๊ก!! ตะต่อยผมอีกทำไมครับ!?

 “ฉันบอกไปแล้วนะว่าเรากลับไปที่นั่นเพื่อไปเอาเรือเหาะเวทมนต์โว้ย! ให้ตายสินี่นายอยากติดอยู่โลกนี้ตลอดไปหรือไง?”

“...ไม่รู้เหมือนกันครับ”

“หา!?

เฟลิกซ์ชักสีหน้าไม่น่าเชื่อใส่ทอมมี่ที่แสดงท่าทางลังเลอย่างเป็นที่สุด

อะไรของมันเนี่ย!?

“ทอมมี่...นี่แก—”

“สต๊อป!!” เจ้าตัวรีบยกมือกุมท้องกันโดนต่อยอีกรอบ “คือ...คงเป็นเพราะความเคยชินมั้งครับ อยู่มานานจนไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นของปลอมจริงๆ”

“เฮ้อ แค่ปีสองสามปีเองไม่ใช่หรือไง ที่ติดแหงก—”

ไม่สิ สำหรับเรามันแค่สองสามปีแล้วก็หลับยาว...แต่ทอมมี่เกือบๆ ยี่สิบปีเลยนี่หว่า

แต่นั่นมันก็แค่ผลพ่วงเกิดจากการเร่งเวลาในโลกเสมือนจริง ที่โลกข้างนอกนั่นยังไม่ถึงครึ่งปีเลยนิ

เฟลิกซ์คิดไปคิดมาเริ่มงงก่อนที่จะสลัดหัว

“ช่างเถอะ...ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไปที่นั่น ดีกว่ารอที่นี่จนฟอร์ดาวน์พาทุกอย่างลงเหวกันหมด”

“ครับผมก็ว่างั้น—โอ้ย!!

“หัดมีความคิดเป็นของตัวเองบ้างสิ หึๆๆๆ”

เฟลิกซ์ต่อยเข้าท้องทอมมี่เบาๆ อีกหมัดและบอกเตือนแล้วเกิดหัวเราะขึ้นมาเพราะนึกถึงช่วงที่เรียนรู้กันและกันตอนอยู่ด้วยกันใหม่ๆ และดูเหมือนทอมมี่ก็คิดถึงช่วงเวลานั้นเช่นกันถึงได้ยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วโน้มใบหน้าเข้ามามอบความรู้สึกที่นุ่มนวลแก่กันและกันแล้วชิดหน้าผากชนกัน

“จูบนี้...รอนานหลายสิบปี”

“เวอร์ แค่สิบเจ็ดปี”

เฟลิกซ์ติเตียนด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะค่อยๆ หุบลง

เดี๋ยว...ไอ้หมอนี่ยังคบอยู่กับอาเธอร์อยู่ใช่ไหมหรอ!?

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

เสียงร้องเจ็บโหยหวนจากบนดาดฟ้าเรือดังก้องกังวานไปทั่ว ทั้งสองคนรีบออกมาดูก็พร้อมกับลูกเรือจ้างประจำนอนกลิ้งกุมแขนซ้ายที่โชกไปด้วยเลือดและความเจ็บปวด สัสดีหรือคราวน์ยืนตั้งท่าพร้อมสู้และร่ายเวทย์สร้างโล่เวทมนต์ที่แขนขวาตั้งกันเอลฟ์ผมทองตรงหน้าที่ถือดาบจากลังไม้ที่ทอมมี่วางทิ้งไว้

“ยูกะ!?

เฟลิกซ์เอ่ยอย่างไม่น่าเชื่อเพราะสภาพของเธอนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกแต่เป็นแววตาอันว่างเปล่าและออร่าสีแดงที่ปกคลุมตัวเธอกับท่าทางตั้งมั่นเฉพาะของผู้ใช้ดาบ

“เกิดอะไรขึ้น!?

“อย่าเข้ามา!!

คราวน์ออกโรงเตือนแล้วเดินถอยหลังมาเล็กน้อยโดยที่ยังคอยระวังยูกะที่ไม่ใช่ยูกะตรงหน้าไปด้วย ทอมมี่เอ่ย

“นั่นมันดาบ...คุณยูกะถือมันอยู่?”

“ข้าไม่น่าลองทดสอบกับเธอเลย”

คราวน์เม้มปาก เฟลิกซ์ที่แน่ใจว่าไม่ได้ยินหูฟาดใส่คำถาม

“หา!? ไงคุณทำแบบนั้นละ!?

“ทดสอบ”

เหตุผลเดิมที่คราวน์บอกทำให้เฟลิกซ์แทบสติแตก

สัสดี!!

“แล้วจะทำยังไงดีครับ ถึงจะ—ระวัง!!!

ทอมมี่ถามยังไม่ทันจบก็ตะคอกเตือนทุกคน คราวน์ย่างก้าวยกโล่เวทมนต์กันเพลงดาบของยูกะที่ฟาดใส่แต่ละครั้งทำให้เคลื่อนถอยหลังพาทอมมี่และเฟลิกซ์ชิดผนังไม้ทางลงภายในเรือ และแล้วคราวน์ก็ถือแรงเหวี่ยงของดาบฟาดให้กระเด็นไปทางขวามือแล้วกลิ้งตกช่องว่างเข้าไปในเรือ ยูกะรีบตั้งดาบมั่นพุ่งแทงใส่ทอมมี่ที่เจ้าตัวเบี่ยงหน้าหลบทันกลายเป็นตัวดาบปักอยู่ในผนังไม้แต่ด้วยเพราะเหตุใดก็ไม่รู้เฟลิกซ์ถึงรู้สึกอันตรายเลยรีบยกแขนซ้ายจักรกลกันทางขวาไว้ ดาบที่ปักอยู่ถูกยูกะใช้แรงมหาศาลตวัดทะลุแผ่นไม้ออกมาโดนเข้ากับแขนซ้ายจักรกลที่ฟันไม่เข้าเลยเกิดเสียงเหล็กปะทะกันดังกังวานไปทั่ว

นี่หรอ อีกตัวตนที่ยูกะว่า...

เวลาไม่ค่อยท่า ยูกะที่ไม่ใช่ยูกะเปลี่ยนทิศทางฟาดฟันดาบใหม่ เฟลิกซ์เองก็ใช้แขนซ้ายจักรกลกันตัวเองทันแต่ไม่มีจังหวะโต้ตอบแม้แต่น้อยจนต้องด้นถอยมาอีกทางที่ริมราวไม้ข้างเรือ ยูกะยกดาบขึ้นสูงแล้วฟาดลงมาด้วยแรงที่มี เฟลิกซ์ที่ยกแขนกันทันก็พยายามดันกลับแต่ค่อนข้างสูสี สภาพตัวเธอตอนนี้คือตัวแอ่นโน้มใกล้ตกเรือ

เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเนี่ย!?

“คุณยูกะคะ! ตั้งสติหน่อยสิ!

เธอพูดให้ยูกะได้สติแต่ดูเหมือนเสียงนั้นจะส่งไปไม่ถึงแม้แต่น้อย

ค้างแบบนี้นานๆ มันปวดเอวนะโว้ย!

เฟลิกซ์ทุ่มแรงอีกครั้งทำให้ดันกลับได้แวบหนึ่งก็ถูกดันกลับมาท่าเดิมที่แอ่นตัวอีกครั้ง

เอวฉัน!!

“ยูกะ!!

เควนเซอร์ตะโกนเรียกแล้วกระโดดลงมาจากข้างบนของเสาเรือ เฟลิกซ์รู้สึกมีความหวังขึ้นมาทันทีเพราะว่าเควนเซอร์เป็นคนที่รู้ความลับของยูกะและน่าจะรู้วิธีแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ ยูกะที่ถูกควบคุมอยู่เผลอเงยหน้าเลยโดนเฟลิกซ์สวนคืนด้วยการผลักออกไปด้วยแขนซ้ายร่างเธอเลยปลิวชนกับโค่นเสาเรือ และในจังหวะนั้นเองเควนเซอร์กระโดดลอยตัวลงมาถึงหน้ายูกะ

“ยูกะ! ตั้งสติหน่อย! ผมเชื่อว่าคุณสู้กับมันได้! คุณเข้ม—”

คำกล่อมจากคนที่รักปัจจุบันหยุดลงเพราะถูกยูกะถีบกระเด็นตกจากเรือไป เฟลิกซ์ตะลึง

“เฮ้ย! เควนเซอร์!

อะไรของแกกกกกกกกกกกกกก!!!

“เดี๋ยวผมไปช่วยเอง!

ทอมมี่รีบสยายปีกแล้วบินไปหาคนที่น่าสงสารตกลงเรือไป ยูกะที่ยังถือดาบมันประคองตัวขึ้นอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและในจังหวะนั้นเฟลิกซ์ไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เธอหยิบดาบผู้กล้าเฮเว่นที่ถูกปรับแต่งจนมีออร่าสีดำคลุมเหมือนกันไว้ในมือขวา

ดาบ!? ดาบนี่มัน...ถ้าใช้ลบดาบที่ยูกะถือได้อยู่ละก็...

สิ้นความคิดนั้น ยูกะก็โผตัวชี้ดาบพุ่งแทงเข้ามาด้วยความไว เฟลิกซ์กะจังหวะดีๆ ง้างดาบตัวเองขึ้นแล้วฟันลงที่ปลายดาบที่ยูกะยื่นเข้ามาจะแทงอย่างแม่นยำจนตัวเองต้องตกใจ พอฟันโดนดาบนั่นก็สลายหายไปทันทีแล้วรีบปล่อยมือจากดาบผู้กล้านั้นทันที ร่างยูกะกลิ้งหมุนหลายตลบกับพื้นเรือ คราวน์ที่เฝ้าดูอยู่รีบเข้าไปอุ้มตัวเธอ

“ยูกะ! ยูกะ! ยูกะ!

“คะ...คราวน์” ยูกะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงแล้วมองไปรอบๆ “นี่ฉัน...นี่ฉันทำมันอีกแล้วเหรอคะ”

“ไม่ๆ ความผิดข้าเองที่ไม่เชื่อเจ้าที่ข้าขยั้นขยอพิสูจน์เรื่องนั้นให้ได้อยู่ท่าเดียว”

บทพูดที่แสนพระเอกนั้น เฟลิกซ์เกือบจะอ๊วกถ้าไม่ใช่ว่ายังใจหายกับการโจมตีของยูกะก่อนหน้านี้

ปีศาจเธอไวมากๆ ทำไมถึงกระหายเลือดขนาดนั้นนะ ไม่นับเรื่องเรี่ยวแรงที่สูสีกับแขนซ้ายของฉันนี่ด้วย

“คราวน์...”

ยูกะเอ่ยชื่อนั้นอีกครั้งราวกับว่าลืมตัวอยู่แล้วนัยน์ตาเบิกโตขึ้นอีกครั้ง

“แล้วเควนเซอร์ละคะ?”

ราวกับว่าตัวคราวน์กลายเป็นหินไปแล้วมีเสียงอีกคนหนึ่งดังขึ้น

“อยู่นี่ครับ เปียกทั้งตัว”

เควนเซอร์โดดลงมาจากตัวทอมมี่ที่พากลับเข้าเรือด้วยสภาพเปียกโชก ยูกะประคองตัวละจากตัวคราวน์ที่เหมือนจะโหยหาตัวเธอนั่งพิงราวจับเรือ

“ทำไมนายถึงเปียกทั้งตัวแบบนั้น!?

“ก็คุณถีบผมตกแม่น้ำ” เควนเซอร์สลัดตัว “แต่คืนร่างเดิมแล้วสินะครับ ตอนแรกนึกว่าไม่ได้พกยาสลบนั่นไว้สักอีก”

“เอ่อ...ไม่ใช่นะ นี่ฉันกลับมามีสติได้ยังไง”

ยูกะเพิ่งจะแปลกใจกับตัวเองและนั่นทำให้เควนเซอร์แปลกใจตามๆ กัน เฟลิกซ์ยกมือขึ้น

“ฉันทำเอง”

“ท่านเฟลิกซ์!? ท่านเองเหรอครับ...แล้วทำแบบไหนถึงไล่วิญญาณนั่นกลับไปได้ครับ?”

เควนเซอร์เข้ามาถามด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง เฟลิกซ์หยิบดาบเฮเว่นขึ้นมา

“ดาบนี้ไง ฉันฟันใส่ดาบที่ยูกะถืออยู่ พอไม่มีดาบถืออยู่แล้วก็น่าจะกลับมีสติ...ใช่ไหม?”

คำอธิบายนี้ทำให้ทั้งสองคนยิ่งทำหน้าอึ้งเข้าไปอีกและเป็นตัวยูกะเองที่บอก

“คือ...ถือจะทำให้ดาบหลุดมือไปได้แต่วิญญาณร้ายนั่นไม่ได้หายไปทันทีนะคะ”

“เดี๋ยวก่อน...ดาบนั่นมัน”

เควนเซอร์เดินเข้ามาดูใกล้ๆ เฟลิกซ์เขยิบดาบถอยห่างเพราะกลัวเควนเซอร์ถูกคมดาบจนตัวตนถูกลบไป เจ้าตัวมองอย่างตาโต

“นี่มันดาบผู้กล้าเฮเว่นนี่!?

“ก็ใช่ไง...” เฟลิกซ์ยักไหล่ว่ามันเป็นเรื่องปกติ “ตอนนี้มันถูกเสริมแรงอย่างโกง อย่าโดนคมมันหรือโดนตวัดใส่นะเพราะทุกอย่างที่ถูกฟันจะถูกทำให้หายไปเลย”

“จริงหรือครับ!!

เควนเซอร์เข้ามาเขย่าตัวจนต้องรีบพยักหน้าตอบ

“ก็เออสิ”

“ขอยืมแปบหนึ่ง”

จู่ๆ มันก็คว้าดาบเฮเว่นเสริมแรงไปดื้อๆ และเดินไปหายูกะบอกใกล้ตัว

“ยูกะ...นี่ไงครับ หนทางเยียวยา”

หนทางเยียวยา

เฟลิกซ์ขมวดคิ้วกับคุณสมบัตินั้นและได้คราวน์ที่รู้เรื่องอธิบายให้แทน

“เข้าใจแล้ว...ดาบของผู้กล้าเฮเว่นมีพรศักดิ์สิทธิอยู่ และหนึ่งในคุณสมบัตินับพันนั้นก็คือสามารถชะล้างสิ่งชั่วร้ายออกไปได้”

“อ๋อ...เดี๋ยวสิ แต่ถ้าใช้ฟัน—”

“ไม่ มิได้ใช้ฟัน แค่ถือมันหรือแตะต้องทั้งโดยตรงและผ่านสิ่งของอื่นก็จะได้รับผลของมัน”

“แน่ใจหรอ มันเป็นแค่เรื่องเล่าไม่ใช่หรือไง”

เฟลิกซ์ถามย้ำให้แน่ใจเพราะตัวเองก็เพิ่งนึกออกว่าสมัยที่เรียนอยู่ในสถาบันเคยได้ยินผ่านๆ หูในคลาสเรียนหนึ่ง คราวน์พยักหัวให้มองไปอีกทาง

“ลองดูด้วยตาตัวเอง”

เฟลิกซ์มองตามนั้นก็เห็นยูกะที่ยืนตรงหลับตาถือดาบผู้กล้าเฮเว่นด้วยมือทั้งสองราวกับว่ากำลังสำรวจดวงวิญญาณของตนเองอยู่ เธอนิ่งค้างเกือบเป็นนาทีในที่สุดก็ลืมตาขึ้นมา ลดดาบลงมาระดับอกแล้วเผยรอยยิ้ม

“ดาบของผู้กล้าวิเศษจริงๆ...แต่ทำไมถึงมีออร่าดำๆ นี่ได้ละคะ?”

“เอ่อ...อย่างที่บอกแล้วไงว่ามันถูกเสริมแรงมา” เฟลิกซ์ไม่บอกตรงๆ “อะไรที่ถูกฟันจะสลายหายไปทันที”

“เวทมนต์ธาตุดินหรอคะ? หรือธาตุแสง?”

“ไม่รู้สิ”

เฟลิกซ์ไม่รู้จะพูดยังไงเลยจบลงแค่นั้น ยูกะตวัดดาบเล็กน้อยโดยที่ไม่โดนสิ่งใด

“เหมือนดาบนี่จะตอบสนองกับฉันดีนะคะ”

“ดีแล้วที่เป็นแบบนั้น” เควนเซอร์เอ่ย “ไม่อยากจะเชื่อว่าดาบผู้กล้าจะอยู่กับท่านเฟลิกซ์”

“เรื่องมันยาว”

เฟลิกซ์โบ้ยไม่ยอมตอบเพราะยังไม่พร้อมที่จะเล่าความยาวตอนนี้

จู่ๆ ก็เคลียร์เรื่องกันไวดีแฮะ...

แต่ก็ดีแล้วจะได้ไม่เสียเวลา

เธอคิดอย่างง่ายแล้วก็โยนปลอกดาบให้ยูกะ

“ดูเหมือนว่าให้ดาบนั่นเก็บไว้กับคุณยูกะน่าจะดีสุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยกดาบเล่มนั้นให้คุณนะ”

“ตามหลักแล้วดาบผู้กล้าจะเลือกผู้ใช้เองไม่ใช่หรือไงครับ”

เควนเซอร์แย้งขึ้นมาโต้งๆ ทำให้เฟลิกซ์เริ่มเข้าตาชนจนคิดว่าต้องเริ่มพูดเป้าหมายที่แท้จริงของเธอแล้ว ถึงแม้เควนเซอร์จะรู้อยู่ก็ตาม

“แต่ฉันต้องใช้ดาบนั่นเป็นเรื่องรับประกันว่าจะไปถึงเกาะลับแลทางตะวันออกเฉียง—”

เธอยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ เรือเวทมนต์ก็ชะงักหยุดลงกะทันหันเหมือนไปชนกับอะไรเข้า ทุกคนต่างโซเซล้มลงไป

อะไรอีกเนี่ย!?

เฟลิกซ์เริ่มชักจะหงุดหงิด พอลุกขึ้นเท่านั้นตัวเรือเริ่มสั่นไหวจนต้องหาที่จับไว้ เธอรู้ว่าเรือมันสั่นเพราะมีบางอย่างทำให้ผิวน้ำเวลานี้สะเทือนเป็นคลื่นเลยเดินไปดูข้างหน้าเรือ ณ จุดที่แม่น้ำตรงหน้ามีการเคลื่อนไหวที่แปลกไป เพราะมีวังน้ำวนยักษ์กว่าห้าเมตรปรากฏขึ้นแต่ตัวเรือไม่ถูกดูดเข้าไปด้วยเวทมนต์ที่เรย์ลี่คุมอยู่ในห้องคนขับหน้าเรือ แม่น้ำเริ่มสั่นไหวอีกระลอกเป็นคลื่นอีกครั้ง คราวนี้มีบางอย่างโผล่ขึ้นมาจากวังน้ำวน

น้ำแข็ง!? ไม่ใช่สิ นั่นมัน

เฟลิกซ์อ้าปากค้างเหวอเพราะสิ่งที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่น้ำแข็งอย่างที่คิดตั้งแต่แรก แต่เป็นเรือขนาดยักษ์พอๆ กับเรือบรรทุกเครื่องบินในโลกจริงที่ดูเหมือนเป็นแก้วสีฟ้าทั้งลำที่คอยๆ ลอยขึ้นผิวน้ำอย่างกับว่ามันมีฟังก์ชั่นดำน้ำแล้วเพิ่งจะขึ้นมาข้างบน

เรืออะไรวะนั่น!?

ทุกคนมัวแต่ตื่นตะลึงเลยไม่ได้ทำอะไรยกเว้นคราวน์ที่เหมือนจะรู้อยู่แล้ว วังน้ำวนหายไปกลับกลายว่าเรือเวทมนต์ที่เฟลิกซ์อยู่กำลังถูกดึงเข้าไปเทียบข้างเรือยักษ์เอง เรย์ลี่และเซเบอร์วิ่งออกมาจากห้องขับเรือมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“เฮ้ย! แม่เจ้าโว้ย! มันมาจากไหนเนี่ย?” เซเบอร์ร้องเหวอ

“เรือนี่มัน...”

เรย์ลี่เอ่ยสั้นๆ ที่เหมือนรู้อะไรบางอย่าง เฟลิกซ์หันมาถาม

“เรย์ลี่!? เธอรู้หรอ?”

“ค่ะ เรือลำนี้น่าจะประจำการอยู่แถวๆ เมืองนี่น่า? ทำไมถึงมาอยู่นี่ได้?” เรย์ลี่ขมวดคิ้วแล้วมองที่เฟลิกซ์ “ท่านพี่!! ทำไมท่านพี่มอมแมมข้างนี้คะ? หือ? คนอื่นๆ ก็ด้วย? เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ? ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”

“ก็...นิดหน่อยน่ะ เคลียร์กันได้แล้ว...แล้วเรือนี่เป็นมิตรกับเราใช่ไหม”

“เกือบทุกคนค่ะท่านพี่”

คำตอบของเรย์ลี่ทำให้ฉงกใจ

“หมายความว่าไง”

“แม่ทัพที่คุมเรือนี้ไม่ค่อยถูกกับท่านสัสดีสักเท่าไหร่ค่ะ”


53 ความคิดเห็น