ตอนที่ 65 : Ch.58 Order of Battle III - [เริ่มเดินหน้า]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.58 Order of Battle III - [เริ่มเดินหน้า]

นานามิตื่นตะลึงกับเรื่องผลกระทบของการเอาตัวเฟลิกซ์และคนอื่นๆ ออกจากแท่นแคปซูลที่เชื่อมต่อกับโลกเสมือนของดิไวน์ เมื่อฟังจบเธอรีบถามหาทางแก้

“พอมีทางที่จะไม่ให้เป็นแบบนั้นไหม?”

“ระบบมันค่อนข้างสมบูรณ์แบบมาก...หากเทียบเป็นตัวเลขความสำเร็จที่จะไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้นอยู่ที่ 0.001% ค่ะ”

เดซี่ให้คำตอบด้านลบ เพื่อนสนิทของเฟลิกซ์ถึงได้รู้สึกเจ็บใจเอามือซ้ายทุบผนังใกล้มือก่อนที่จะคิดอะไรได้

“ไม่สิ...ถ้าเป็นแบบนั้นอาจจะดีกว่า”

“ดีกว่า?” เดซี่ทวน

“เพราะถ้าเฟลิกซ์—”

“นานามิ!

จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงตะโกนเรียกที่อยู่ไกลออกไปทำให้เจ้าของชื่อผงะ

“รันเนอร์!? กลับมาจากพื้นที่สงครามกับพวกไอริสตั้งแต่เมื่อไร”

“สักพักใหญ่แล้วละ” รันเนอร์เดินลันล๊ามาแต่ไกล “พาฟิโอล่าเข้าอู่ซ่อมกับแวะไปช่วยกู้ซากยานบรรทุกเรือบินที่ร่วงเมื่อสองวันก่อนไง”

“เหะๆๆ คนอย่างเธอมีจิตอาสากับเขาด้วย?” นานามิไม่อยากจะเชื่อ

“ของแบบนั้นไม่มีในหัวหรอก...เจ้ายูริมันขอร้องมาน่ะ แต่เรื่องนั้นช่างเถอะขี้เกียจสาธยาย” รันเนอร์ผายมือ “ที่ว่าติดต่อกับเฟลิกซ์ได้แล้วเป็นเรื่องจริงใช่ไหมเอย?”

“อือ เครื่องที่ใช้ติดต่อได้ก็อยู่ในห้องนี้...” นานามิว่าตามนั้นแล้วเพิ่งรู้สึกตัว “เฮ้ย! ไปเอาข่าวมาจากไหนละนั่น”

“เฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟลิกซ์!!!

รันเนอร์เดินเข้าไปในห้องเอนกประสงค์ A-1 ทันทีโดยไม่ฟังอะไรทั้งนั้น คนที่จะถามเมื่อครู่เอามือกุมหน้ากับสิ่งที่ตัวเองเผลอปล่อยข้อมูลลับออกไป

ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ความลับต้องรั่วแน่ๆ

และแล้วนานามิรีบพาตัวเดซี่ไปหาวิคตอเรียทันที

[หลายชั่วโมงต่อมา]

[คริสตัลฟอร์]

[23/05/2055] [14:08]

[ใกล้ประตูไม้ทางตะวันออกของค่ายแนวหน้า]

“ท่านพี่...เป็นอะไรเหรอคะ?”

เรย์ลี่ถามด้วยความเป็นห่วงเพราะเห็นสีหน้าไม่สบายใจของเฟลิกซ์ที่เพิ่งเดินมาถึงม้าสามตัวที่เตรียมไว้เพื่อออกเดินทางไปยังสถาบันนิวส์ไลฟ์ ซึ่งเดิมทีจะใช้วงเวทย์เทเลพอร์ตระยะไกลโดยเฉพาะไปที่นั่นที่ถูกสร้างขึ้นไว้เป็นพิเศษแต่วงเวทย์นั่นถูกทำลายไปแล้วน่าจะเป็นฝีมือของปลาหมึกจักรกล แต่สิ่งที่เฟลิกซ์กังวลใจมากที่สุด ณ ตอนนี้ก็คือความจริงที่เธอไม่เคยรู้มากก่อนจากเฟียน่าลูกสาวของเธอ

ในที่สุด ฉันก็หยุดวงจรอันตรายนั้นไม่ได้...วงจรที่ลูกไม่น่ามาแบกรับมัน พลังจิตหรือพีทูของเธอถูกวิคตอเรียแอบฝึกฝนให้เธอและใช้มันเพื่อผลประโยชน์ของกองทัพนั้นด้วย

ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวิคตอเรียกล่อมลูกฉันท่าไหนถึงได้ยอมเป็นขี้ข้า...

อากิตะงั้นหรอ...

เฟลิกซ์คิดแบบนั้นเพราะพ่อของลูกเคยเป็นคนของเวิลด์เจเนอรัลมาก่อนที่จะลาออกเพื่อเลี้ยงดูเฟียน่า ถึงอย่างงั้นก็ไม่กล้าคิดต่อมานักเพราะคนๆ นั้นไม่มีชีวิตอยู่แล้วตามที่เฟียน่าบอก

“ท่านพี่!?

เรย์ลี่เขย่าแขนขวาเฟลิกซ์ให้ได้สติ

“มะมีอะไรหรือ”

“ก็ท่านพี่มัวแต่เหมอ พอจะขี่ม้าไหวหรือเปล่าคะ”

“อือ ไหวสิ”

“เฟริน...ขี่ม้าได้แน่นะครับ”

ความเป็นห่วงเป็นใยจากอีกคนที่เฟลิกซ์ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

“ได้แน่สิยะทอมมี่” เฟลิกซ์เท้าเอวมองค้อนใส่โดยที่ลืมเรื่องกังวลใจไปซะสนิท “ว่าแต่นายเหอะ ขี่ได้หรือเปล่า”

“ด้วยความทรงจำของจอมมาร ขี่ได้สบายๆ อยู่แล้วละครับ” ทอมมี่เอ่ยอย่างภาคภูมิ “เฟรินอย่าทำเหมือนห่างเหินหนักสิ ยังไงเราก็เคยเป็นแฟนกันนะครับ”

“หน่อย!!!

หมัดซ้ายจักรกลกำแน่นแล้วพุ่งใส่จะชกทอมมี่แต่ห้ามตัวเองไว้ทันและตะลึงกับสิ่งที่เผลอทำลงไปถึงได้เข่าอ่อนนั่งลงกับพื้น

“ท่านพี่!?

“เฟริน!?

นี่ฉัน...เผลอทำอะไรไปเนี่ย

“เอ่อ...โทษที” เฟลิกซ์เอามือขวากุมหน้าผาก “คนมันเครียดๆ อยู่”

“เดี๋ยวเรย์ลี่จะฮีลให้รู้สึกดีขึ้นมานะคะ”

“ไม่ต้องไม่ต้อง ฉันไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้น”

“ผมว่าไว้ค่อยเดินทางพรุ่งนี้ดีกว่าไหม?” ทอมมี่ออกความเห็น “ถ้าขืนไปต่อ—”

“ไม่ต้องเลื่อนอะไรทั้งนั้น ขอฉันพักสักสิบนาทีนะ”

เฟลิกซ์ลุกขึ้นเองแล้วเดินไปนั่งโขดหินใกล้ๆ ก้มหน้ามองพื้น

มีแต่เรื่องชนกันในหัวเต็มไปหมด...ทำไมทุกอย่างมันเละเทะแบบนี้นะ

เฟลิกซ์คิดแบบนั้นแล้วก็พยายามคิดหาเรื่องแง่บวกอื่นๆ เท่าที่จะนึกได้เพื่อไม่ให้สภาพจิตใจตัวเองแย่ไปกว่านี้

จริงสิ ตอนที่คุยกับลูกอยู่ รันเนอร์ก็โผล่หน้ามาคุยด้วยเหมือนกัน...เป็นไปตามข่าวลือที่นานามิบอกไว้จริงๆ กลายเป็นไซบอร์กไปแล้วสินะ เห็นว่าตรงกลางอกที่มีคริสตัลชายน์อยู่ทำให้เธอเดินเหินวิ่งไวขึ้นด้วย...

งืม ใช่...คล้ายๆ กับฉันในโลกนี้ตอนนี้เลย...

หลังจากนั้นรู้สึกฉันจะวานให้เฟียน่าบอกเดซี่กับนานามิว่าให้ติดต่อมาทุกๆ หกชั่วโมงเพราะทางนี้ติดต่อไปหาเองไม่ได้

เอ่อ..งืม...อ่า...

เฮ้อ...คิดยังไงก็ไม่ทำให้กลายปวดหัวเลยแฮะ

เฟลิกซ์ถอนหายใจอีกรอบแล้วกำลังจะลุกขึ้น จู่ๆ ก็มีภาพเข้ามาในหัวหลายช็อตติดต่อกัน

-ภาพของผู้คนจำนวนมากที่จมปลักความทุกข์-

-บางสิ่งที่สีดำภายในท่อแก้วมากมายหลายเส้นกำลังไหลไปที่ไหนสักแห่ง-

-เสียงกระซิบข้างหูดังว่า [ความมืด]-

-แสงบนท้องฟ้าที่กำลังมืดลง-

-ชายชุดกาวน์คนหนึ่งยืนหันหลังให้และเบื้องหน้าเขามีบางสิ่งที่ส่องสว่างจนแสบตา-

-ตราสัญลักษณ์รูปดาวของเวิลด์เจเนอรัลกับไฮเทคอัพเปอร์บนกระดาษที่ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ-

-ผู้คนนับหมื่นหลับใหลในแคปซูลที่เรียงรายจำนวนมาก-

-เสียงกระซิบข้างหูดังครั้งที่สอง [กำลัง]-

-ร่างของอันนาที่ไม่ได้สตินั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สูงใหญ่รูปร่างอะไรสักอย่าง-

-มีเกาะแห่งหนึ่งอยู่ในสายตาโดยที่มีก้อนสีดำขนาดยักษ์ลอยอยู่เหนือเกาะ-

-ผู้คนนับหมื่นในแคปซูลเริ่มดิ้นทุรนทุลาย-

-เสียงกระซิบข้างหูดังเป็นครั้งสุดท้าย [จะกลับมา]-

-อันนาลืมตาขึ้นมาด้วยนัยน์ตาสีทมิฬที่น่ากลัว!!!-

“ท่านพี่!! คุณทอมมี่!!

เมื่อกี้...มัน...อะไร...

เสียงเรย์ลี่ทำให้ได้สติ เฟลิกซ์เอามือซ้ายถูที่ขมับโดยหวังว่าบรรเทาอาการปวดได้บ้างแล้วลืมตาเห็นทอมมี่ที่ฟุบลงอยู่ข้างม้าเอามือกุบหัวเช่นกัน

“ทอม...มี่!? นาย...ก็เห็น...มันใช่ไหม”

“คะ...ครับ! มันคือ...อะไรกันแน่ครับ!? ปวดหัวชะมัด”

“ฉันก็ไม่รู้”

ทั้งคู่ต่างหอบเหนื่อย เรย์ลี่ที่ยืนอยู่ระหว่างกลางเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่เมื่อคิดได้ก็หยิบคทาตัวเองขึ้นมาร่ายคาถา

“สายลมจงแปรผัน! โอบล้อมด้วยหัวใจที่อ่อนโยน! แอเรียฮีล! (Area Heal)

หือ!? นี่ฉัน...

เฟลิกซ์ลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในเต็นท์ที่ไหนสักแห่ง

นี่เรา...สลบไปตอนไหน…

เธอผงกตัวเองขึ้นนั่งพบว่าหัวไม่รู้สึกปวดอีกแล้วเลยโล่งใจก่อนที่จะรู้สึกว่าข้างๆ เธอมีคนนอนอยู่ด้วย

ทอมมี่...ตอนหลับน่าแกล้งเหมือนเดิมแฮะ

เพราะแบบนั้นเลยเอามือขวาลูบเส้นผมทอมมี่ที่ยาวไปพลางๆ ค่อยๆ เสยออกให้เห็นใบหน้าที่สวยอย่างชัดเจน เธอจ้องใบหน้านั้นอย่างตั้งใจ

ถ้าได้กลับไปโลกจริงแล้วจะรู้สึกแบบนี้อีกไหม...เขาจะเป็นคนแบบไหน...แต่ตัวเตี้ยกว่าฉันแน่ๆ

พอคิดแบบนั้นแล้วก็แอบขำตัวเอง

บ้าจริง...ทอมมี่ก็คือทอมมี่ ฉันก็คือฉัน

เฟลิกซ์ยิ้มอย่างพึงพอใจ มือขวายังคงลูบไล้เส้นผมทอมมี่

แต่จะให้คืนดีกันง่ายๆ...ไม่มีวันซะหรอกนจะแกล้งนายให้ถึงที่สุดค่อยดูสิ

เมื่อเห็นสีหน้าที่ไร้เดียงสาของชายในร่างหญิงตรงหน้ามากๆ เข้า ความรู้สึกและความคุ้นเคยเก่าๆ เริ่มหวนกลับคืนมา เฟลิกซ์ค่อยๆ โน้มหน้าเข้าใกล้แก้มอีกฝ่ายแล้วบรรจงจูบเบาๆ ณ ตรงนั้นแล้วแหงนตัวถอยออกมาหวั่นว่าจะทำเขาตื่นแต่เจ้าตัวกลับยังหลับสนิท

ดีนะที่ไม่ตื่น ไม่งั้นคงหาข้อแก้ตัวไม่ได้แน่...

หลังจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากเต็นท์ไป...คนที่สมควรหลับอยู่ลืมตาขึ้นเหมือนไม่ได้หลับจริงๆ แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พึมพำอยู่คนเดียว

“เฟริน...คุณไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ”

แน่นอนเฟลิกซ์ไม่รู้ตัวว่าทอมมี่ตื่นก่อนเธอแล้วเพียงแค่ข่มตาหลับนึกถึงภาพในหัวที่ถูกบังคับให้เห็นก่อนหน้าที่จะสลบ

รู้สึกว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ

“ทอมมี่ แกนะแก...”

เสียงเรียกคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมานานแสนถึงทอมมี่รู้ดีกว่าเป็นใครแต่ก็ไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี ค่อยๆ หันหลังไปสบตามองโฮโลแกรมสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดครึ่งเมตรลอยอยู่ตรงหน้าพร้อมเด็กสาวมอปลายผมแดงยาวหน้าเหมือนเฟลิกซ์ทำหน้าบึงอยู่ในวิดีโอคอล

“เฟียน่า!? อ่า...หวัดดีครับ”

ทอมมี่บัดนี้ไม่รู้ดีใจหรือกลัวดีเพราะเฟียน่าที่อยู่ตรงเขาเป็นเพื่อนสนิทที่โรงเรียนในโลกแห่งความจริงนั่นเองอีกทั้งเป็นลูกสาวของเฟลิกซ์ด้วยและตอนนี้กำลังถูกสายตาโกรธเคืองจ้องใส่ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นสายตาที่คิดถึงและเป็นห่วงมากกว่า

โกรธเรื่องอะไรมาแน่ๆ

“ไม่ต้องทำเป็นพูดเพราะเลยไอ้ทอมมี่!!” เฟียน่าตะคอกทุบโต๊ะ “นายกล้าดียังไงอิ๊บแม่ฉัน!!

“เดี๋ยวสิเดี๋ยว!?” ทอมมี่ทำอะไรไม่ถูก “ไปรู้เรื่องนั้นมาจากไหน?”

“จากบันทึกที่แม่ฉันคุยกับเดซี่ไว้ไงละ! แม่ยังบอกอีกว่านายทิ้งเธอด้วย!

“ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนั้นสักหน่อย” ทอมมี่หันหน้าหนีก่อนที่จะหันกลับมาถามเรื่องข้องใจ “แล้วเธอรู้ได้ไงว่าผมคือทอมมี่”

“ก็ข้อมูลที่เดซี่เตรียมไว้อยู่ข้างๆ ฉันมันมีบอกอยู่ว่าในโลกนั้นรูปลักษณ์นายเปลี่ยนไปแถมในลิสที่ติดต่อได้ก็มีชื่อแม่ฉันกับชื่อนายเท่านั้น” เฟียน่าอธิบายให้เข้าใจแต่เห็นทอมมี่พึมพำไม่เข้าใจคำว่าเดซี่เลยแจงต่อ “เดซี่ก็คือคนที่ประสานงานคุยกับโลกทางนั้นเอง”

“อ้าว? ไม่ใช่คุณนานามิเหรอครับ?”

“อันนั้นมันช่วงแรกๆ ที่ติดต่อได้ ตอนนี้ได้คนที่เชี่ยวชาญมาดูแลต่อแทนแล้ว” เฟียน่าถอนหายใจ “นาย...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม...ที่โลกนั้น”

“สบายมากครับ”

ทอมมี่ตอบอย่างชิวๆ แต่อีกฝ่ายไม่

“งั้นตอบมาได้แล้ว! ทำไมนายถึงหักอกแม่ฉัน!!! นั่นมันแม่เพื่อนสนิทที่สุดของนายเลยนะเฮ้ย!

เฟียน่าเลือดพล่านจนอยากจะยืนมือเข้าไปในโลกเสมือนบีบคอทอมมี่ให้ได้ ส่วนเจ้าตัวกำลังหาข้อแก้ต่าง

“เอ่อ...คือ...”

“ตอบมาดีๆ ด้วย”

“ครับๆ” ทอมมี่ตอบรับไปก่อน “คือ...ถ้าในข้อมูลที่เธอมีก็น่าจะเห็นไม่ใช่เหรอว่าเฟรินเป็นเจ้าหญิงนิทราสิบเจ็ดปีกว่าๆ ในโลกนี้”

“หือ? ขอเวลาก่อน” เฟียน่าหันไปทางซ้ายกรอกสายตาดูข้อมูล “อือ...อ๋อ...นั่นเหตุผลของนายสินะ...ทอมมี่”

“ก็ประมาณนั้นแหละครับ ผมตัดใจคิดว่าเฟรินจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วก็เลย—”

“พอๆ ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวของนายแล้ว” เฟียน่าตัดบท “แต่นายเรียกแม่ฉันว่า...เฟริน?”

“ครับ ก็เขาให้เรียกแบบนั้นเอง...เห็นบอกว่าฟังดูเป็นกันเองมากกว่า”

“หือ!! ตายละทำไมแม่ฉันถึงมีเรื่องแบบนั้นด้วย...ไม่เคยได้ยินจากพ่อเลยแฮะ”

เฟียน่าพูดกับตัวเองกรอกสายตาขึ้นฟ้าชั่งใจกำลังหาเหตุผลอยู่แล้งมาสบสายตาถอนหายใจแล้วทำหน้าเอาจริงเอาจัง

“ทอมมี่...ฉันไม่รู้ว่านายกระดี้กระดากับแม่ฉันขนาดไหนนะ แต่นาย...ลืม...พีไปแล้วหรือไง?”

“พี!!!

ทอมมี่โพล่งลั่นขึ้นมาราวกับว่าเพิ่งนึกถึงสิ่งที่สำคัญสุดได้ เฟียน่าที่เห็นปฏิกิริยานั่นส่ายหัว

“นายนี่มันจริงๆ เลย...แต่ก็เข้าใจอยู่ละ คงคิดว่าตัวเองตายไปแล้วจะเปลี่ยนใจหาคนอื่นก็ไม่แปลกแต่ฉันนึกว่านายจะชอบผู้ชายเหมือนเดิมแต่กลับลงเลยกับแม่ฉันเนี่ยนะ!?

“เรื่องมันยาวไปอ่านข้อมูลเรื่องนั้นเอาเองก็แล้วกันนะครับ”

ทอมมี่โยนให้ไปอ่านข้อมูลที่เดซี่บันทึกเอาเอง เฟียน่าฟังแล้วก็ยิ้มพึงพอใจ

“เห็นนายรอดชีวิตฉันก็ดีใจมากแล้วละเพื่อนยาก”

“ผมเองก็เหมือนกันครับ”

“ฉันสัญญานะทอมมี่ จะต้องช่วยนาย แม่ฉันและทุกๆ คนออกจากโลกเสมือนบ้าๆ นั่น จากเกาะของนักวิทยาศาสตร์ฟั่นเฟืองนั่นให้จงได้!

“ครับๆ ขอให้ทำได้อย่างที่พูดแล้วกัน”

สิ่งที่ทอมมี่ตอบนั้นนับได้ว่าไม่ค่อยดีนักแต่ทำให้เฟียน่าหัวเราะ

“ฮ่าๆๆๆ! ทำเป็นปากดีไปเหอะ...ว่าแต่ที่โลกนั่นนายเป็นผู้หญิงใช่ไหม?”

“ใช่!? แล้ว...”

“นี่นายเปลี่ยนจากชอบสาวดุ้นอย่างพีเป็นยูริตีฉิ่งกับแม่ฉันเหรอ?”

[มุมมองของเฟลิกซ์]

[23/05/2055] [16:28]

ภาพในหัวตอนนั้น...ฝีมือเจ้าดิไวน์แน่ๆ

เฟลิกซ์เดินออกมานอกเต็นท์ที่อยู่ใกล้ทางออกของค่ายแนวหน้าทางตะวันออกที่อยู่ใกล้ๆ กับม้าสามตัวที่เรย์ลี่เตรียมไว้เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงได้แล้ว ส่วนคนเตรียมม้าไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนเธอเลยนั่งบนเก้าอี้ไม้ใกล้ๆ รอเรย์ลี่กลับมาแล้วนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เจ้าดิไวน์มันต้องการอะไรละเนี่ย?

ระหว่างที่ใช้ความคิดอยู่นั้น สายตาคู่เจ้ากรรมมองทอดยาวเห็นศพใครบางคนที่เป็นส่วนที่ยังฝังไม่หมดถูกผ้าสีน้ำตาลขาดๆ คลุมปิดทั้งตัวไว้...เธอเห็นออร่าสีดำโดยรอบศพราวกับว่ามันกำลังกลืนกินศพนั้น เฟลิกซ์หลับตาส่ายหัวแล้วลืมตามองใหม่อีกรอบก็ไม่เห็นออร่าสีดำที่น่าขนลุกนั่นแล้ว

ตาฝาด!?

“ท่านพี่ทำหน้าตาน่ากลัวอีกแล้วนะคะ!?

“เรย์ลี่?”

เฟลิกซ์หันขวาตามเสียง เด็กสาวครึ่งสัตว์ที่เป็นห่วงโถมเข้ากอดไม่บอกล่วงหน้าก่อนที่จะกระซิบบอก

“เรย์ลี่รู้ว่าช่วงนี้ท่านพี่มีหลายเรื่องที่ต้องคิด แต่ถ้ามันมากนักให้เรย์ลี่คนนี้ช่วยแบ่งเบาบ้างก็ได้นะคะ...สักนิดก็ยังดี”

นัยน์ตาสีดำที่สั่นคลอเป็นทุกข์แทนเฟลิกซ์ทำให้รู้สึกหนักใจแปลกๆ

เรย์ลี่...

“เวอร์จริงๆ นะเธอนี่” เฟลิกซ์ขยี้หัวคนที่เป็นห่วง “แต่ที่ฉันกับทอมมี่วูบไปไม่ใช่เพราะเครียดพร้อมกันหรอก ดูเหมือนว่าพระเจ้าของโลกนี้ต้องการให้เห็นอะไรบางอย่าง”

“พระเจ้าโลกนี้? ลูกตาอันโตๆ ที่น่าเกลียดน่ากลัวนั่นหรอคะ?” เรย์ลี่เข้าใจแบบนั้นซึ่งก็ถูกบางส่วน

“เจ้านั่นถูกเรียกว่าด็อกเตอร์ดิไวน์ ไม่รู้หรอกว่าทำไมเขาถึงทำเรื่องแบบนี้ไปทำไม ทำเพื่อที่จะใช้ผลประโยชน์จากโลกเสมือนนี้ไปเป็นอาวุธทำลายล้างเนี่ยนะ!? ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิดเดียว!

เธอระบายความในใจออกมาแม้เรย์ลี่จะไม่เข้าใจศัพท์หลายคำแต่ก็เลือกที่จะเงียบรับฟังต่อไป

“ฉัน...ฉันนะ...คิดว่าได้โอกาสที่สองที่จะเริ่มชีวิตใหม่แท้ๆ สุดท้ายมันก็แค่ภาพลวงตา...มิหนำซ้ำสิ่งที่ฉันทำไว้ในอดีตก็ยังมีส่วนทำให้อันนาเป็นแบบนั้นอีก!

หลังจากนั้นเฟลิกซ์ทำหน้าเหมือนนึกอะไรได้

จริงสิ! ภาพที่ดิไวน์ให้เราเห็นก่อนหน้านี้มีอันนาด้วย!?

เธอพยายามนึกภาพที่ถูกป้อนเข้าหัวเห็นเพียงชั่วครู่ก่อนหน้านั้นแต่นึกไม่ค่อยออกเพราะมันค่อนข้างผ่านไปรวดเร็วมากแต่ความรู้สึกที่บ่งบอกได้ก็คือความน่ากลัว ถึงจะรู้สึกแบบนั้นแต่ไม่เท่ากับความเป็นห่วง

อันนา...ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ

“นี่เรย์ลี่...ฉันพร้อมเดินทางแล้ว”

“แน่ใจนะคะ?”

“แน่สิ” เฟลิกซ์ลุกขึ้นมองดวงตะวันตกเหลี่ยมที่ทำมุมสามสิบองศา “ถึงจะออกเดินช้าไปหน่อยแต่ถ้าไม่รีบอาจจะช่วยใครบางคนไม่ทันก็ได้”

“เข้าใจแล้วคะ!” เรย์ลี่รับคำสั่งแล้วมองหาอีกคน “แล้ว...คุณทอมมี่ละ!?

“อ๋อ หมอนั่น—”

“อยู่นี่ครับ”

เจ้าของเสียงเดินออกมาจากเต็นท์ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกได้ถึงว่าเซ็งอย่างเป็นที่สุด เฟลิกซ์อดถามไม่ได้

“นี่นาย...เป็นอะไร?”

“เปล่าครับ แค่รู้สึกเหมือนโดนป้าบ่นเท่านั้น...ว่าแต่จะออกเดินทางแล้วใช่ไหมครับ”

“อ่า...ใช่คะ กำลังจะขึ้นม้าแล้ว”

เรย์ลี่ตอบ ทอมมี่ใช้ปีกบินไปอยู่บนม้าโดยง่ายทิ้งให้เฟลิกซ์ยืนงงอยู่

อะไรของมัน!?

ก่อนที่เธอจะสลัดความสงสัยนั่นทิ้งไปเพราะขืนเก็บเอามาคิดก็ไม่ประโยชน์...ทั้งสามต่างควบม้าออกจากแค้มป์แนวหน้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถาบันนิวส์ไลพ์เพื่อเตือนภัยอันตรายจากจักรกลปลาหมึกให้ทันกาล

[โลกจริง]

[23/05/2055] [20:21]

[ยานแม่มอชชินนี่หน้าห้องพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว]

อยากเห็นข้างในห้องนี้จังโว้ย!

นานามิยืนพิงผนังเขย่งเท้าใกล้ประตูเหล็กบานเลื่อนห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับห้องพักส่วนตัวของเลขาธิการ เธอข้องใจกับสิ่งที่อยู่ภายในห้องข้างหลังเธออย่างมากเพราะแต่ละครั้งที่วิคตอเรียมักจะระวังตัวไม่ให้คนอื่นเห็นเวลาเดินเข้าไปและไม่มีใครรู้เลยว่าภายในห้องที่เรียกว่า [พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว] มีอะไรอยู่ ซึ่งห้องๆ นี้ยังเป็นเรื่องเล่าตำนานที่เล่าสืบต่อกันในวงทหารประจำยานลำนี้อีกด้วย

วิคตอเรียเข้าไปทำอะไรกันแน่นะ มีสมบัติลับหรือไง? หรืออาวุธอันตราย? แต่ไซต์ห้องที่พอเดาได้มันก็ไม่น่าจะเก็บอะไรได้นิ?

ไม่ไหวไม่ไหว...คิดยังไงก็ไม่มีทางเดาถูกหรอก นอกซะจาก...

มีความคิดชั่วร้ายหน่อยๆ เข้าหัวมา นานามิเสาะยิ้มแล้วเดินไปยืนที่หน้าประตูกะรอจังหวะประตูเปิดออก

นี่แหละ ถึงจะเสี่ยงหัวขาดหน่อยแต่...เอ่อ...น่าจะคุ้มมั้งว่ามีอะไรอยู่ข้างใน

ถ้าประตูเปิด—

นานามิยังวางแผนในใจไม่ทันจบ ประตูเหล็กที่ปิดบังความลับอยู่เลื่อนออกเผยให้เห็นวิคตอเรียเอาปืนพกกระบอกสีขาวจ่อข้างหน้า เธอเดินออกมาแล้วปล่อยให้ประตูเลื่อนล็อคปิดเองโดยที่ยังเอาปืนจ่อตัวนานามิอยู่

“เธอ...คิดจะทำอะไร”

“ก็...” นานามิไม่กล้าสบตา “รออยู่ไง...คิดว่าฉันจะทำอะไร”

“แน่ใจ?”

วิคตอเรียย้ำ นานามิพยักหน้าค่อยๆ ปืนพกกระบอกขาวที่จ่ออยู่พักหนึ่งลดศูนย์เล็งแล้วใส่กลับซองปืนข้างเอวเหมือนเดิม คนที่เกือบตายโล่งใจ

มาอารมณ์ไหนเนี่ย

เลขาธิการเดินนำไปทางซ้าย แน่นอนว่านานามิต้องเดินตามประกบและเลือกที่จะหุบปากเงียบไว้ก่อน แต่จู่ๆ คนที่เดินนำพูดถึงเรื่องที่คาดฝัน

“ในห้องนั้นก็แค่มีไว้ติดต่อกับคนที่สำคัญที่สุดของเวิลด์เจเนอรัลเท่านั้น ไม่ต้องพยายามลอบเข้าไปหรอกนานามิ”

“หา!?” เจ้าตัวสะดุ้ง “ละๆๆๆๆ แล้วบอกฉันทำไม?”

“ถ้าเกิดมีข่าวเรื่องความลับในห้องนั้นหลุดไปจะได้ยิงแสกหน้าเธอเป็นคนแรก”

วิคตอเรียไม่ได้หันหน้ามาบอกสิ่งนี้ แต่นานามิที่อึ้งหยุดยืนนิ่งก็พอจะเดาออกว่าใบหน้าของคนตรงหน้าคงชั่วร้ายเอามากๆ

เฮ้ยๆ แสบไม่เบานะเนี่ย

เธอถอนใจยอมแพ้แล้วเดินตามติดเช่นเดิมแล้วถามอีกเรื่องที่เป็นปลายทางที่จะเดินทางไป

“แล้วที่ให้ไปประชุมอีกรอบนี่ ลากฉันไปด้วยทำไม? เรื่องที่ท่านสั่งมาก็ยังทำไม่เสร็จนะ”

“เพราะเรื่องนั้นแหละเธอถึงต้องมาด้วย” วิคตอเรียเดินก้าวไวขึ้น “และที่ประชุมนี่ไม่ใช่ประชุมทางไกลกับตัวแทนที่ของวันนี้จบไปแล้ว แต่เป็นประชุมวางแผนรบต่างหาก”

คำตอบนั้นทำให้นานามิร้องอ๋ออย่างพึงพอใจ

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“ถ้าเข้าใจช่วยวางตัวในที่ประชุมให้ดี งานนี้มีคนนอกเข้าประชุมด้วย” วิคตอเรียหันหลังมามองหาคน “แล้ว...เดซี่?”

“เห็นว่าไปรอที่ห้องบัญชาการที่จะใช้เป็นที่ประชุมแล้ว” นานามิบอกแล้วนึกอะไรได้ “เอ่อ...นั่นสิ ทำไมเจ้านั่นถึงได้รู้ทางในยานลำนี้ได้?”

“เพราะเป็นเรพลอยด์...ระหว่างที่คุยกันในหัวของเขาก็หาแผนที่ไปด้วยก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่มีความรอบคอบนั้นแหละ แต่ก็หาได้เฉพาะที่ระบบเราอนุญาตเท่านั้น”

“พูดอย่างกับว่าเป็นการทดสอบเรพลอยด์ไปด้วย”

“เปล่านิ เพราะว่า—” วิคตอเรียเพิ่งนึกได้ว่าเกือบหลุดความลับเรื่องเรพลอยด์ “ช่างเถอะ เธอเตรียมข้อมูลเพาเวอร์สูทรุ่นที่จะใช้บุกเกาะดิไวน์เสร็จหรือยัง”

“ต้องบอกว่าเตรียมเพาเวอร์สูทเตรียมกับลูกน้องฟอร์มทีมใหม่พร้อมรบตามคำสั่งคะ”

นานามิเอ่ยอย่างมั่นใจ บัดนี้ทั้งคู่มาถึงประตูที่นำสู่ห้องบัญชาการชั้นบนแล้ว...คนที่มีอำนาจมากที่สุดถอนหายใจอย่างเสียดาย

“ถ้าเทเลพอร์ตของไฮเทคอัพเปอร์เสถียรกว่านี้คงได้ฤทธิ์บุกเกาะนั่นไปตั้งนานแล้ว”

สิ้นเสียงประตูห้องบัญชาการถูกเปิดออกให้เห็นห้องโถมครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ที่ข้างหน้าเป็นหน้าต่างที่มีกระจกใสอย่างดีเพื่อเห็นวิสัยทัศน์ข้างนอกอย่างแจ่มแจ้งแต่ตอนนี้กลับมีแต่ความมืดมิดเพราะเป็นตอนกลางคืนและอยู่กลางมหาสมุทร ทางเดินข้างหน้าที่เป็นชั้นลอยนำไปสู่พื้นที่วงกลมตรงกลางห้องที่มีโต๊ะที่ผุดขึ้นมาจากพื้นที่แสดงแผนที่โฮโลแกรมภูมิศาสตร์โดยรอบเกาะดิไวน์และมีคนที่ยืนล้อมรอบโต๊ะประชุมอยู่ได้แก่ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแดเนียล, ยูริ ผู้บัญชาการยานมอชชินนี่ลำนี้หรืออดีตสมาชิกเฮฟเว่นพันนิชเชอร์ที่กำลังยืนแยกเขี้ยวใส่รันเนอร์ที่มีสถานะเป็นหนึ่งในสมาชิกเฮฟเว่นฯ คนปัจจุบัน, เดซี่ตัวแทนที่ทรานสมิธอินดัสทรีย์ส่งมา, ผู้บัญชาการเรือรบบรรทุกเครื่องบินที่รอดชีวิตจากการถูกโจมตีเมื่อสองวันเป็นผู้หญิงกล้ามใหญ่อายุห้าสิบปีไว้ผมสั้นสีดำใส่เสื้อกล้ามขาวสวมผ้าคลุมสีเหลืองทับอย่างง่ายๆ ใส่ต่างหูสีดำวงใหญ่และที่คอมีสร้อยด็อกแท็กสลักชื่อ วิเวียนและมีแว่นเลนส์สีแดงสวมทับผมอยู่ซึ่งโดยรวมแล้วเธอเหมือนสาวพั้งค์ ดวงตาสีแดงคู่ของเธอจดจ้องมองแผนที่บนโต๊ะอย่างตั้งใจ, มิชากะเคนชิโร่และเมงุมิที่มาเป็นตัวโฮโลแกรมเพราะไม่ได้อยู่ที่นี่

ทำไมถึงสัมผัสได้ถึงความอลม่าน

นานามิแอบหัวเราะแห้งในใจแต่แล้ววิคตอเรียก็เอ่ยในสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกครั้ง

“เห็นเวลาแบบนี้ที่ไร คิดถึงแม่ของเธอนะ”

แม่ของฉัน...

นานามิเหมือนหยุดเวลาอยู่กับตัวเองไปชั่วขณะ...

ใช่ แม่ของฉัน...เป็นหนึ่งในเฮฟเว่นพันนิชเชอร์ที่มีฝีมือในการลอบสังหารและถนัดการวางแผนการที่สุด เลยชอบอยู่ในที่ประชุม

พอเงยหน้าก็ไม่เห็นแม่ตัวเธอเอง

ที่เราอยู่ที่นี่ได้และได้รับความไว้วางใจเพราะเป็นลูกเธอ...

แต่ตอนนี้แม่ไปอยู่ที่ไหน...หายไปหลายปีแล้ว

นานามิถอนใจกับคำตอบที่ไม่มีวันหาเจอแล้วเดินตามวิคตอเรียจนถึงที่ประชุมที่มองเห็นข้างล่างที่เป็นส่วนควบคุมยาน ข้อมูลติดต่อสื่อสารและอื่นๆ มากมายที่มีลูกน้องนั่งทำงานประจำตำแหน่งอย่างขะมักเขม้นเพื่อให้ตัวยานมอชชินนี่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย...วิคตอเรียเท้ามือทั้งสองที่โต๊ะแล้วกล่าวเริ่มประชุม

“ท่านทั้งหลาย...เรามาเริ่มวางแผนหาช่องทางทะลวงแนวป้องกันเกาะดิไวน์กันเถอะ”

[คริสตัลฟอร์ – มุมมองของเรย์ลี่]

[23/05/2055] [23:48]

[กลางป่าแห่งหนึ่ง – อาณาจักรเฟธออฟก๊อต]

“หลับเก็บแรงเยอะๆ นะ ม้าน้อย”

เรย์ลี่ลูบหัวม้าแล้วเดินมาพิงกองไฟกลางป่ากับเฟลิกซ์และทอมมี่ พวกเขาเดินทางไม่หยุดจนเมื่อชั่วโมงก่อนม้าที่ขี่มาเริ่มเดินช้าลงเรื่อยๆ เลยตัดสินใจว่าวันนี้เดินทางพอแค่นี้ก่อน เรย์ลี่ยื่นมือทั้งสองแบพิงไฟอย่างสบายใจก่อนที่จะเห็นท่านพี่ของเธอกำลังทำหน้าสงสัยกับกระบอกน้ำไม้ไผ่อยู่

“ท่านพี่มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ก็...นิดหน่อยน่ะ ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”

เฟลิกซ์บอกแล้วยกกระบอกน้ำไม้ไผ่ขึ้นเล็กน้อยแล้วเทน้ำเล็กน้อยลงบนฝ่ามือขวา ซึ่งการไหลของน้ำค่อนข้างแปลกไป จากเดิมที่ควรไหลเป็นสายแต่มันกลายเป็นเม็ดทรายหยาบแทนซะอย่างงั้น เรย์ลี่ขยี้ตาไม่อยากเชื่อแล้วเดินอ้อมกองไฟเข้าไปดูใกล้ๆ ทอมมี่ก็เช่นกัน

“เรย์ลี่พอรู้ไหม?” เฟลิกซ์ถาม

“ไม่เลยคะ” เธอหยิบกระบอกน้ำของตัวเองขึ้นมาค่อยๆ รินออกมาให้เห็นด้วยกับตาตัวเอง ซึ่งเป็นเหมือนกัน “แปลกมาก...”

“แล้วนายละ” เฟลิกซ์ถามอีกคน

“เอ่อ...อือ...” เจ้าตัวพยายามนึกอย่างหนัก “ตามความทรงจำของจอมมารแล้ว...เอ่อ...ไม่มีเรื่องแบบนี้เลยครับ”

“นายนี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ”

เฟลิกซ์ทำท่าล้อเลียนใส่ซึ่งเจ้าตัวหรี่ตาไม่พอใจเล็กน้อย ทางด้านเรย์ลี่เองก็พยายามนึกถึงตำราเวทมนต์ที่พอจะจำได้

เปลี่ยนน้ำเป็นเม็ดทราย...ถ้าใช้เวทย์แปรธาตุมันก็น่าจะได้อยู่ แต่จู่ๆ จะเป็นขึ้นมาเองไม่มีทางแน่ๆ

เรย์ลี่พิจารณาเสร็จมองหาสิ่งที่เป็นน้ำอย่างอื่นแต่ก็หาไม่เจอและแถวนี้ไม่มีลำธารเช่นกัน สิ่งเดียวที่พอจะนึกออกก็คือ...

“แค่กๆๆ!!

เธอหันหลังแล้วไอน้ำลายออกมาใส่มือลองดู พบว่ามันเป็นเหมือนกับในกระบอกน้ำนั้นเช่นกัน

เดี๋ยวๆ...นี่มันเป็นไปไม่ได้เลยนะ!

“ท่านพี่คะ!” เรย์ลี่รีบบอกสิ่งที่รู้ “ดูเหมือนอะไรที่เป็นน้ำกลายเป็นแบบนั้นหมดเลยค่ะ”

เฟลิกซ์ทำหน้าว่า จริงหรอ? ก่อนที่จะนึกอะไรออกซึ่งนึกตรงกับเรย์ลี่เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้หันหน้าหนีไอใส่มือขวาตรงหน้าเลย เรย์ลี่เห็นแล้วเหนื่อยใจ

ท่านพี่ไม่รักษาภาพลักษณ์เลย...

ดูเหมือนทั้งสองอดีตคู่แฟนนั้นจะตะลึงกับผลลัพธ์พอสมควรและคนที่มีข้อมูลอยู่ก็เพิ่งจะนึกออก

“เฟริน! ผมนึกออกแล้ว!

“ว่าไงทอมมี่บอกมา” เฟลิกซ์จี้ถามทันที

“ตามที่รู้ข้อมูลสถานะโลกเสมือนนี้ล่าสุดนะครับ” ทอมมี่ตั้งใจอธิบายเต็มทีโดยใช้ศัพท์ที่เรย์ลี่ไม่ค่อยเข้าใจ “ดูเหมือนว่าตั้งแต่หลังที่เกิดเรื่องบนยอดหอคอยนั่น ระบบกราฟิกได้ถูกปรับให้อยู่ในระดับที่ต่ำลงเพื่อดึงประสิทธิภาพส่วนนั้นไปทำงานส่วนอื่นแทน อาจจะเป็นเพราะเอาไปใช้กับดาร์คไซเบอร์เอลฟ์เลยเป็นผลอย่างที่เห็น”

ทอมมี่พูดแล้วหยิบกระบอกน้ำของตัวเองขึ้นมาค่อยๆ เทใส่มือให้เห็นถึงที่ไหลที่ผิดปกติของมันอีกครั้ง

“ปกติแล้วสิ่งที่เราเห็นนี้มันเรียกว่าข้อมูลและที่ก่อนหน้านี้เห็นมันไหลเหมือนกับน้ำปกติเพราะมันมีข้อมูลจำนวนมาก ในทางด้านกราฟิกเราจะเรียกว่าโพลีกอนครับ ยิ่งมันมีจำนวนมากยิ่งแสดงผลได้ดียิ่งขึ้นตามค่าที่กำหนดไว้ อาจจะทำให้ยืดหยุ่นขึ้น สมจริงมากขึ้นหรือแสดงรายละเอียดได้มากขึ้น ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือในน้ำนี้มีข้อมูลจำนวนมากถึงได้เห็นเป็นแบบนั้น แต่ถ้ามันถูกบีบให้แสดงผลให้น้อยลง จำนวนข้อมูลที่มันแสดงออกมาก็จะน้อยลงเราก็เลยเห็นน้ำมันไหลหยาบๆ เพราะจำนวนข้อมูลหรือโพลีกอนมันน้อยลงนั่นเองครับ”

เขาพูดจบเฟลิกซ์ตบมือสองครั้งเหมือนประชดแต่เรย์ลี่ตบมือรัวๆ เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ

เข้าใจนิดหน่อยแฮะ...น่าจะ...น่าจะเข้าใจบ้างละมั้ง ฮ่าๆ

เรย์ลี่คิดแบบนั้นแล้วกะจะถามต่อแต่เฟลิกซ์ชิงถามก่อน

“นี่นายรู้ดีจังเลยนะ”

“ก็ตอนที่เรียนมันมีเรื่องการปั้นโมเดลสามมิติที่ใช้กับโลกเสมือนได้ด้วยนี่ครับ”

“ฉันไมได้หมายถึงเรื่องนั้น หมายถึงเรื่องข้อมูลโลกคริสตัลฟอร์ต่างหาก นายไปรู้มาจากไหน...”

“ก็เฟียน่าไงครับ—อุ๊ป!!

ทอมมี่ปิดปากตัวเองแต่ไม่ทันเสียแล้ว

เฟียน่า!? คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ?

เรย์ลี่สงสัยแล้วหันดูหน้าท่านพี่ของตัวเองที่กำลังมีรอยย่นเพิ่มขึ้นรัวๆ

“ทอมมี่...นี่นายแอบคุยกับลูกสาวฉันตั้งแต่เมื่อไหร่!?

“ก็ช่วงบ่ายๆ ไงครับ เธอติดต่อเข้ามาหาผมหลังจากที่คุณออกจากเต็นท์ไป—อุ๊ป!!!

ทอมมี่เอามือปิดปากตัวเองอีกรอบ เรย์ลี่ไม่เข้าใจอีกรอบว่าทำไมถึงต้องทำท่าเหมือนหลุดปากบางเรื่องออกไปแต่พอมองหน้าเฟลิกซ์ก็ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่เพราะเธอกำลังหน้าแดงอายจัดและพูดตะกุกตะกะ

“ตะๆๆๆๆ ตอนนั้นนะๆๆๆๆๆๆๆๆ นายรู้สึกตัว!?

“อ่า...ครับ...อะไรประมาณนั้น” ทอมมี่ตอบแบบส่งๆ

“ห๊ะ!? อะไรประมานนั้น...งั้นหรอ!?

ปฏิกิริยาของท่านพี่เปลี่ยนไป ดูเหมือนจะโกรธมากกว่าเขินซะแล้ว

เอ่อ...ท่านพี่...

เรย์ลี่พอเดาชะตากรรมทอมมี่หลังจากนี้ออกเลยหันหน้าหนีทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทอมมี่ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจ

“เอ่อ...เฟริน...ทำไมทำหน้าแบบนั้นละครับ?”

“กล้าพูดได้นะว่า ประมาณนั้นนะ!! ฉันตั้งใจจูบด้วยรักแท้ๆ นะโว้ย!! นายนี่มัน...นายนี่มัน!! ตายซะเถอะ! ไอ้ทอมมี่!!!

คนแต่ง: RIP ทอมมี่...นายนี่มันบื้อจริงๆ พูดหักหน้ามาก :P


53 ความคิดเห็น