ตอนที่ 53 : Ch.50 Mental Tower VI - [ความกังวลใจของเรย์ลี่ กับ ศัตรูที่ไม่คุ้นเคย – ป้อมปืนคริสตัลชายน์]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ส.ค. 59


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.50 Mental Tower VI

[ความกังวลใจของเรย์ลี่กับศัตรูที่ไม่คุ้นเคย – ป้อมปืนคริสตัลชายน์]

[เรื่องบ่นในใจของเรย์ลี่]

การประกาศศักดาในที่ประชุมของท่านพี่วันนั้นทำให้ทุกๆ อย่างเปลี่ยนไป แนวหน้าได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ มากขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าคนในที่ประชุมที่น่าจะเป็นพวกเห็นแก่ตัวกลัวที่เห็นราชินีที่มีมานาบาเรียแข็งแกร่งที่สุดถูกโค่นลงง่ายๆ หรือเห็นอะไรในตัวท่านพี่กันแน่

จากสภาพกำลังใจอันห่อเหี่ยวของแนวหน้าต่างคิดกันว่าคงเคลียร์ชั้นไม่ทันจนขึ้นไปสูงสุด...ในวันนั้นท่านพี่เลยโชว์โซโล่เดี่ยวเคลียร์ชั้น 34 และ 35 รวด รวมเป็น 3 ชั้นถ้านับชั้น 33 ด้วย

เอ่อ...เหตุผลนี้ละมั้งที่พวกขุนนางถึงให้การสนับสนุน ไม่ต้องจะทันเรื่องการเมืองซะด้วยสิ

เรย์ลี่เองก็เป็นห่วงท่านพี่ที่ทำอะไรไม่ปรึกษาเลยต่อว่ายกคำกวีนิทานเท่าที่จะนึกได้แต่ท่านพี่ก็ทำหน้าเหมือนไม่สำนึกผิดอะไร

เมื่อเป็นแบบนี้คงจะต้องคอยอยู่ข้างๆ ท่านพี่ตลอดเวลาแทน

คุณเชอรี่หรือทอมมี่ก็ยังสองจิตสองใจอยู่เหมือนเดิม เดี๋ยวก็อ่อนไหวกับอาเธอร์เดี๋ยวก็ทำเป็นลูกผู้ชายปกป้องท่านพี่ เกลียดคนโลเลแบบนี้จริงๆ ไม่รู้ว่าท่านพี่ชอบลงได้ยังไง...แต่นับจากเรื่องที่ชั้นสามสิบสาม ดูเหมือนเขาจะกลับไปที่นิวส์ไลฟ์เพื่อเอาอาวุธชิ้นหนึ่งที่เคยจ้างช่างตีดาบทำให้ช่วงที่อยู่ชั้นปีสองมาเป็นอาวุธคู่กายหลังจากที่รู้ว่าพลังเวทย์ตัวเองไม่ค่อยได้ผลกับพวกจักรกล...ซึ่งดาบพลังมานาแปลกๆ นั่นสามารถตัดบ้างชิ้นส่วนที่ดาบธรรมดาทำไม่ได้ (หรือดาบพังเอง) ทำให้มีลุ้นมากขึ้นและท่านพี่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากด้วย

ส่วนเรย์ลี่เองก็ทำได้แค่เป็นคนรักษาเท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นถึงจอมเวทย์อัจฉริยะก็ตาม แต่นั่นก็มีเหตุผลอยู่นะ! เพราะเป็นอัจฉริยะเฉพาะเวทย์สากลเลยไม่มีเวทมนต์โจมตีเลย!

แต่มีเรื่องน่าช็อกอยู่...ในวันที่ประชุมสัสดีโกหกเรื่องอาการของยูกะ เธอสูญเสียมานาและพลังเวทมนต์ทั้งหมดแต่ยังอยู่ได้เพราะพรคุ้มครองของตัวเผ่าเอลฟ์เอง ที่สัสดีไม่พูดความจริงในตอนนั้นเพราะไม่อยากให้เรย์ลี่และคนอื่นๆ เสียสมาธิกับการประชุม พอตกกลางคืนเขาถึงได้มาบอกถึงได้แห่กันไปเยี่ยมยูกะซึ่งตอนแรกเรย์ลี่คิดว่าจะนอนโทรมใกล้หมดชีวิต ที่ไหนได้นอนยิ้มทักทายพวกเราที่เข้ามาโดยในห้องนั้นมีผู้ชายคนๆ หนึ่งนั่งเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เรย์ลี่รู้จักเขาเป็นอย่างดี เขาเป็นนักผจญภัยดาบคู่ที่มีฝีมือและยังเป็นแฟนใหม่ของยูกะชื่อว่าเควนเซอร์

แน่นอนว่าเรย์ลี่ทราบเรื่องเลิกๆ ลาๆ นี้มาว่าสัสดีกับยูกะเลิกกันในระหว่างที่อยู่บนเรือเหาะช่องสามเดือนที่เดินทางช่วงเลือกผู้คนทางตอนใต้ของคริสตัลฟอร์ เรย์ลี่ไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะอะไรแต่แฟนใหม่อย่างเควนเซอร์ก็เป็นนักผจญภัยที่เดินทางร่วมกันบนเรือเหาะเช่นกัน

ยังไงก็ตามยูกะเหมือนจะไม่ได้เสียใจอะไรมากที่ตนเองสูญเสียสิ่งที่ค่าที่สุดของเผ่าเอลฟ์ไป ยังเดินใช้เท้าไม้เดินไปช่วยให้คำแนะนำการใช้เวทย์รักษาที่เต็นท์พยาบาลอยู่บ่อยๆ และฝากฝังให้เควนเซอร์เป็นผู้ช่วยท่านพี่อีกด้วยซึ่งตั้งแต่ชั้นที่ 36 ที่กองทัพแนวหน้าร่วมกับท่านพี่บุกพิชิตก็ทำหน้าที่สนับสนุนอย่างดี ฝีมือการใช้ดาบคู่ของเขานับว่าน่าประทับใจมากไม่รู้ว่าทำไมเขาเป็นแค่นักผจญภัยธรรมดาๆ คนหนึ่ง

แต่เรื่องนั้นเป็นยังไงก็ช่างเถอะเพราะบทสรุปลงท้ายก็เป็นแนวหน้าด้วยกัน ไม่ว่าใครจะมีเบื้องหลังหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตกอยู่สถานะเดียวกัน แต่คนที่แบกภาระหนักที่สุดก็คือท่านพี่...

ท่านพี่ป่าวประกาศ วางแผน ประชุมแนวหน้าทุกคน ท่านพี่รู้ถึงจุดอ่อนปีศาจจักรกลแต่ละตัวเป็นอย่างดี ซึ่งอันที่จริงก่อนหน้านี้ที่พิชิตจนถึงชั้นที่ 32 ได้ก็เพราะคุณทอมมี่รู้จุดอ่อนมาบ้าง แต่ตั้งแต่ชั้นที่ 10 เป็นต้นมาเขาเริ่มที่จะไม่รู้แล้วเลยต้องใช้วิธีลองส่งทีมสำรวจดูการเคลื่อนไหวไปทุกครั้ง ซึ่งมีบางครั้งบาดเจ็บล้มตายหนีไม่ทันบ้างอยู่เรื่อยแต่ก็ได้หนทางที่จะพิชิตมันได้แต่มันกินเวลานานสมควร

จนถึงตอนนี้เหลืออีกสองวันเท่านั้นที่พระเจ้าขีดเส้นตายไว้ มันเป็นสองวันที่น่าสิ้นหวังจริงๆ กับอีกตั้ง 51 ชั้นกว่าจะถึงชั้นบนสุดถึงแม้ว่าเก้าวันที่ผ่านมาจะเคลียร์ได้ตั้ง 16 ชั้นก็ตามและยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งยากและใช้เวลามากกว่าเดิมอีก ทว่าท่านพี่ก็พยายามปลุกกำลังใจให้ทหารแนวหน้าทุกคนสู้ให้ถึงเวลาสุดท้าย ส่วนพวกขุนนางบางส่วนที่ถอดใจก็พากันหนีไปไหนก็ไม่รู้แต่ก็ดีแล้วละพวกใจป๊อดไม่อยู่จะได้ทำอะไรสะดวกมากขึ้น

จะว่าไปแล้วตั้งแต่เคลียร์ชั้น 40 เสร็จ คุณกิลเซอร์เองที่เริ่มมีทิฐิน้อยลงและเข้าร่วมศึกเคลียร์หอคอยนี้แล้วนี่นาแต่ก็ยังจ้องหน้าท่านพี่เป็นศัตรูแล้วพูดจาแหนบใส่อยู่ดี เฮ้อ...ไม่มีความเป็นมืออาชีพเลย...

ลองคิดๆ ดูแล้วแนวหน้าแถวนี้ทุกคนดูเหมือนจะมีใจสู้ถึงแม้จะรู้ว่าจะต้องตายก็ตาม (ยกเว้นท่านพี่ที่ยังเชื่ออะไรสักอย่าง) แต่ชาวบ้านที่อยู่ขอบโลกกำลังหนีตาย...ได้ข่าวมาว่าเกือบตลอดสัปดาห์นี้เกิดฟอร์ดาวน์ประมาณสิบกว่าครั้งได้ทำให้มีคนอพยพเข้ามาทวีปตรงกลางหรือตรงหอคอยมากขึ้น เลยมีอาญากรรมแถวๆ ค่ายแนวหน้าด้วย พวกนั้นบอกว่าถึงส่งคนขึ้นหอคอยก็เปล่าประโยชน์ มันเป็นประสงค์ของพระเจ้าอะไรนั่นแหละ...ก็เพราะประสงค์ของพระเจ้านั่นเองถึงต้องรีบพิชิตขึ้นไปไงเล่า!!

พอคิดถึงเรื่องขึ้นไปเร็วๆ ปีก่อนก็ลองใช้เรือเหาะที่ปรับสภาพอย่างดีลอยล่องขึ้นไปจากหอคอย...พอผ่านพวกเมฆดำเท่านั้นเรือเหาะก็พังพินาศคาตา ซึ่งต้องเสียกับตันคนนั้นไป...เฮ้อ...นี่เรย์ลี่จะมาคิดเรื่องพวกนี้ทำไม มันผ่านมาแล้วนี่นา...คงเป็นเพราะเรย์ลี่กังวลมากไปแน่ๆ...

แต่ที่น่ากังวลที่สุดไม่พ้นท่านพี่ที่ต้องแบกรับความรู้สึกเจ็บปวดเพราะทุกครั้งที่เคลียร์ชั้นได้มันจะมีเสียงผู้ชายกับผู้หญิงปนกันดังขึ้นมาประโยคหนึ่ง ถึงแม้จะเปลี่ยนไปบ้างของแต่ละชั้น แต่มันก็มีความหมายทำนองเดียวที่ว่า...

ความตายของอันนาคือความผิดของเจ้า!!!

[เหลือเวลาอีกสองวัน]

[ช่วงบ่ายของวัน - หอคอยเหล็กกล้า ชั้น 49]

บัดซบจริงโว้ย!

เฟลิกซ์ลั่นในหัวอย่างเจ็บใจเพราะสถานการณ์ตอนนี้ย่ำแย่มาก เธออยู่ในกลุ่มคนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนละสิบคนที่มีนักเวทย์กางบาเรียกันลำแสงสีฟ้าบริสุทธิ์จากเบื้องบนให้อยู่และยังมีกลุ่มแบบนี้กว่าสิบกลุ่มได้กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของบอสชั้นนี้

ไม่คิดว่าจะได้มาเจอเจ้านี่!!


สิ่งที่เฟลิกซ์ไม่คาดคิดนั้นก็คือสิ่งที่อยู่เหนือหัวเป็นเครื่องจักรรูปร่างคล้ายลูกข่างที่มีเตาปฏิกรณ์อยู่ข้างในน่าจะเรียกว่าแกนกลาง มันมีหลอด HP กว่าสิบหลอดและมีป้อมปืนขนาดเท่ารถบรรทุกสิบล้อยืนออกมานับสิบป้อมที่ยืนออกมาจากแกนหลักยิงลำแสงสีฟ้าพยายามเจาะบาเรียเวทมนต์ให้ได้ ตอนแรกที่เข้ามามันก็เริ่มเปิดฉากยิงใส่ทันที ทำให้คนถูกละลายหายไปเกือบๆ สิบคนจากยกขบวนอัดแน่นเป็นร้อย

“เอาไงดีครับ!” ทหารแนวหน้าคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังเฟลิกซ์หวาดกลัวถามอย่างหวั่นๆ

“ใครก็ได้ที่พกน้ำยาฟื้นฟูมานาเอามาให้ผมให้หมดเลย!” นักเวทย์ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางวงกำลังกางบาเรียขอร้องความช่วยเหลือ “ผมจะต้านนานที่สุดเท่าที่จะทำได้!

“ใครใช้เวทย์ได้หรือมีธนูระดมใส่มันหน่อย!” ผู้หญิงถือโล่เหล็กนั่งหน้าสุดตะโกนบอก

“ไม่ได้! เวทย์กับธนูของพวกเราทำอะไรมันไม่ได้หรอก! ถ้าไม่ใช่จุดอ่อน” นักดาบคู่ที่มีชื่อว่าเควนเซอร์ที่ยืนอยู่ข้างขวาของเฟลิกซ์ว่า “ท่านเฟลิกซ์! พอมีวิธีแก้ทางมันได้หรือไม่!

ชื่อของบอสนี้ก็คือ Crystalshine Turret หรือเรียกตรงตามตัวว่าป้อมปืนคริสตัลชายน์

เฟลิกซ์ที่ยืนติดอยู่ทางซ้ายของเควนเซอร์ไม่ได้ฟังเพราะมัวแต่อึ้งกับบอสเหนือหัวตรงหน้า เควนเซอร์เขย่าตัวเธอให้ได้สติ

“ท่านเฟลิกซ์! เวลาแบบนี้อย่าเงียบสิครับ!

“เอ่อ...อืม” เฟลิกซ์พยักหน้า

“ช่วยบอกวิธีแก้ทางเจ้าลำแสงประหลาดนี้หน่อยครับ! นักเวทย์ของเราต้านมันไม่ได้ทั้งวันนะครับ!

เควสเซอร์พูดแล้วชี้ไปป้อมปืนที่ยิงมาทางนี้ เฟลิกซ์ที่ไม่เคยสู้กับสิ่งนี้มาในโลกก่อนเพราไม่เคยเจอตรงๆ กำลังดำลึกในหัวเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนี้

มันเป็นแบบเดียวกับที่ฐานลับของดร.ดิไวน์ ที่ Area CH-5 ที่เกือบสอยฉันร่วงแต่เป็นตัวที่สมบูรณ์เหมือนแบบแปลนที่นานามิเคยเอามาให้ดู!

[ณ โลกก่อน – XX/XX/2052 หรือสามปีก่อนเกิดเรื่องเครื่องบินกับเฟลิกซ์]

[ร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง ป้อมปราการลอยฟ้าแห่งชินโคเซ็น]

“เอกสารพวกนี้มัน...หรือว่า...”

เฟลิกซ์ละจากแก้วกาแฟหยิบแบบแปลนที่คล้ายป้อมปืนทางการทหารและมีตัวอักษรตัวใหญ่บนขวามือว่า [WG-TS04 Crystalshine Turret] นานามิที่เพิ่งยื่นเอกสารให้ถามกลับ

“จำมันได้ใช่ไหมละว่ามันคืออะไร”

“เอ่อ...เหอะ จำไม่ได้”

โครม!!

จู่ๆ หน้าผากของคนถามโขกเข้าที่โต๊ะอย่างแรงจนคนทั้งร้านต่างตกใจ พนักงานรีบเข้ามาดูอาการ

“คุณลูกค้าคะ! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

“เปล่าค่ะ แค่ง่วงนิดหน่อย โอ้ย! เจ็บๆๆ”

นานามิรีบแก้เขินยกใหญ่จนบรรยากาศในร้านกลับมาเป็นปกติ เฟลิกซ์หรี่ตาถาม

“เธอเป็นอะไร”

“เธอต่างหากเป็นอะไร! ตะกี้อยู่ดีๆ ก็เล่นมุก ปกติเธอกลายเป็นคนเย็นชา—” นานามิกระซิบถามแต่แล้วก็หยุดกลางคั้น ลุกขึ้นตบบ่าเฟลิกซ์ทั้งสองข้างทำสายตาคาดหวัง “หรือว่าเธอกลับเป็นคนเดิมแล้วใช่ไหม!

“คนเดิม? ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้” เฟลิกซ์ปัดมือเกาะบ่าทิ้งไปแล้วจิบชา

“ไม่เอาน่า เธอนะเมื่อก่อนยังขี้เล่นมากกว่า—”

นานามิหยุดพูดอีกครั้งเพราะเห็นสีหน้าไม่พอใจอย่างแรงของอีกคนเลยยกมือยอมแพ้

“โอเคโอเค ไม่เล่นแล้วก็ได้...แต่ของในกระดาษนี้เธอนึกไม่ออกจริงๆ งั้นเหรอ?”

“ก็แค่แบบระบบป้องกันฐานใหม่ของยานแม่มอชชินนี่”

“ไม่ใช่เรื่องนั้น ต้นแบบของป้อมปืนนี้เป็นของคนที่ออกแบบแล้วทะลึ่งทิ้งมันไว้ที่ฐานลับ Area CH-5 ไง...เราสองคนก็เคยเกือบโดนสอยร่วงเพราะเจ้านี้มาแล้ว”

Area CH-5? อย่าบอกนะว่าของดร. ดิไวน์!?”

เฟลิกซ์แสดงท่าทีเครียดจัดอย่างชัดเจน นานามิอธิบายต่อ

“อือ ฉันก็เคยให้แบบแปลนนี้ที่ดูแล้วตอนที่หลังเกิดเรื่องนั้นขึ้นหลายสัปดาห์ไง ที่ทีมค้นหาเจอพร้อมกับแบบแปลนหอคอยพิสดารที่จะสร้างขึ้นไปชั้นอวกาศ”

“อ๋อ ไอ้ที่มันอยู่ข้างๆ แบบแปลนพึลึกที่ร่างหอคอยเหล็กกล้านั่น จำได้ละ...แล้วเอามาให้ดูทำไม”

“นั่นแหละ วิคตอเรียติดต่อมาว่าอยากให้เธอช่วยทดลองอาวุธนั่นหน่อย พวกเขาเพิ่งจะสำเร็จในการสร้าง—อุ๊บ!!!

นานามิปิดปากตัวเองแทบไม่ทันเพราะเผลอหลุดความลับออกไป เฟลิกซ์เหยาะยิ้ม

“โอ้ มิน่าเจ้านายเก่าถึงรู้ความเคลื่อนไหวฉันดี...ที่แท้เธอก็เป็นเพื่อนทรยศ”

“เปล่าทรยศสักหน่อย” นานามิรีบแก้ทาง “ฉันแสร้งทำเป็นร่วมมือต่างหากละ ฉันไม่ทำอย่างงั้นกับเพื่อนรักของฉันหรอก”

“แล้วจะทำอีแบบนั้นทำไม”

“แลกกับความคุ้มครองและความสะดวกสบายไง” นานามิว่างั้น “เธอก็น่าจะรู้สึกไม่ใช่หรอว่าทำไมช่วงนี้ถึงไม่ค่อยมีคนจับตาดูเธอมากนัก...แต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้ตลอดละนะเพราะพวกนั้นก็โดนเพ่งเล็งเหมือนกัน...แต่ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นห่วงเธอจริงๆ นะ”

“ผู้หญิงคนนั้น...วิคตอเรีย...” เฟลิกซ์มองบนนึกถึง “คนๆ นั้นไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก”

“ยังไงก็ช่างเถอะ แล้วเธอจะตกลงไหม? ยอมไปทดสอบกับอาวุธคริสตัลชายน์อะไรนั่น”

“ขอผ่าน” เฟลิกซ์ปฏิเสธทันควัน

“ทำไมละ! พวกนั้นเป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุดแล้วไม่ใช่หรอ?”

“ไม่หรอก ที่ฉันกังวลคือไอ้อาวุธนี้ต่างหาก...” เฟลิกซ์ขมวดคิ้วแล้วพูดถึงช่วงที่จู่โจมทางอากาศที่ Area CH-5 “ฉันจะจำความรู้สึกได้ดีว่า ช่วงเวลาที่ลำแสงนั่นยิงเฉียดฉันไปมันน่ากลัวขนาดไหน ฉันน่ะ...นอกจากที่จะควบคุมแสงแล้วยังสัมผัสแสงรอบตัวและอันตรายได้...ไม่มีครั้งไหนเลยที่รู้สึกน่ากลัวขนาดนั้น ฉันไม่โง่ให้ตัวเองโดนทดลองจนตายหรอก”

“เอาน่า อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องมีเซฟการ์ดกันบ้าง” นานามิยังไหลไปเรื่อย

“คงเอาไม่อยู่แน่ๆ ในแบบนี้มันมีเขียนไว้ว่าใช้แร่คริสตัลชายน์จำนวนมหาศาล ถ้าจำไม่ผิดมันเป็นแร่ชนิดใหม่ที่หายากมากๆ ไม่ใช่หรือไง ยกเว้นจะไปใช้ที่เหมืองแร่คริสตัลชายน์ที่คนของวิคตอเรียเพิ่งยกทัพไปถล่มไปมาดๆ นี่...จักรพรรค์ยุโรปที่เพิ่งก่อตั้งไม่ถึงสิบปีก็ล่มสลายซะแล้วด้วยข้อหาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อย่างสนับสนุนแก่พวกไอริส” เฟลิกซ์ร่ายยาวเสร็จก็ลุกขึ้น  “แต่คราวนี้ขอไม่เกี่ยวนะ ฉันไปลาดตระเวนต่อละ”

“เดี๋ยวเซ่!

[ปัจจุบัน]

ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นฉันน่าจะไปลองทดสอบสักหน่อย!

ความเจ็บใจมันแล่นอยู่เต็มหัวเฟลิกซ์ตอนนี้ ป้อมปืนคริสตัลชายน์ที่เธอคิดว่ามันต่างจากที่เห็นในแบบพอสมควรน่าจะมีการปรับเร่งอนุภาคทำลายล้างสูงแน่ๆ ตามสเต็ปของเวิลด์เจเนอรัล

ผลลัพธ์เลยเป็นเจ้าสิ่งที่อยู่บนหัวนี่!!

“ท่านพี่!

เรย์ลี่ที่อยู่อีกกลุ่มตะโกนด้วยความเป็นห่วงอย่างลึกซึ้ง แน่นอนว่าเจ้าตัวอยากจะกระโดดโถมเข้าปกป้อง แต่ตัวเองร่ายเวทย์กางบาเรียให้คนอื่นอยู่

“เรย์ลี่! เธอพอทำอะไรได้ไหม!” เฟลิกซ์ตะโกนถาม

“ก็น่าจะได้อยู่ค่ะ!” เรย์ลี่ว่า “แต่มันเสี่ยงเกินที่จะลองคะ!

“บ้าจริง!

เฟลิกซ์กัดฟันเจ็บปวดอย่างยิ่ง เธอเองก็อยากจะลองใช้หมัดซ้ายจักรกลยิงพุ่งเข้าใส่ป้อมปืนสักครั้ง แต่การทำแบบนั้นทำให้บาเรียของนักเวทย์ที่กางให้พังไปด้วย ไม่ว่าจะคิดวิธีไหนก็เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น

มาได้แค่นี้จริงๆ หรอเนี่ย!

ครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!

หอคอยเหล็กกล้าในที่ๆ พวกเขาอยู่ จู่ๆ ก็สั่นไหวคล้ายแผ่นดินไหวจนแทบยืนไม่ได้ บางคนล้มกลิ้งออกนอกบาเรียไป เฟลิกซ์เองก็ต้องย่อตัวคุกเข่าลงเพื่อประคองตัวแต่ระหว่างนั้นสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ

เฮ้ย!? ป้อมปืนมันหยุดยิงแล้ว?

และอีกไม่กี่วินาทีต่อมาหอคอยก็หยุดสั่นไหว คนที่ออกนอกบาเรียต่างหลับตากลัวตายทั้งนั้นแต่ไม่นานนักก็ได้สติพบว่าป้อมปืนทั้งสิบมันหยุดยิงอยู่

หยุดยิง...หยุดยิงได้ไง!?

“ทุกคน! บุกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

คนที่ตะโกนแบบนั้นเป็นเควนเซอร์ที่ชูดาบขวาชี้ขึ้น ทุกคนกลุ่มอื่นเองก็ต่างกันจู่โจมเช่นกัน บางคนมีทักษะกระโดดขั้นสูงก็ลอยไปหาได้ง่าย บางคนต้องใช้นักเวทย์ช่วยผลักขึ้นไป บางคนแค่ระดมยิงอาวุธที่ยิงได้ใส่ไม่ยั้ง...เควนเซอร์เรียกนักโล่หญิง

“เซเบอร์! ส่งผมขึ้นไปที!

“แหม่ ทำเท่เชียวเลยนะตะกี้ อยากให้ยูกะมาเห็นจัง”

“เร็วๆ เข้าเถอะน่า!

เควนเซอร์เร่งเร้าให้เซเบอร์ยกโล่ตั้งเฉียงสี่สิบห้าองศา เควนเซอร์วิ่งห่างออกไปก่อนที่จะวิ่งกลับมาแล้วกระโดดขึ้นบนโล่ เซเบอร์ที่มีทักษะการใช้สิ่งที่ถืออยู่ส่งแรงทั้งหมดให้เควนเซอร์ลอยขึ้นไปหาป้อมปืนคริสตัลชายน์ที่อยู่สูงเทียบเท่าตึกห้าชั้น

เจ้านั่นแย่งบทเด่นไปหมด!

“ทุกคน! ใครบาดเจ็บให้นักบวชไม่ก็นักเวทย์ที่รักษาได้พาไปฮีลในลิฟต์!

เฟลิกซ์ออกคำสั่งเสร็จแล้วก็รีบส่งตัวเองให้ไปเกาะติดอยู่กับแกนหลักตรงกลางที่มีป้อมปืนทั้งสิบหลายล้อมที่ๆ เควนเซอร์กระโดดขึ้นมาเกาะเช่นเดียวกัน ซึ่งเขากำลังใช้ดาบข้างขวาไล่ตัดสายไฟตามคำแนะนำที่เฟลิกซ์เคยบอกกับทุกคนไว้

“เอาหน้าคนเดียวเลยนะ!” เฟลิกซ์ว่า

“ช่วยไม่ได้! ออกตัวช้าเอง!” เควนเซอร์ก็ว่าเช่นนั้น

“เหอะๆ เดี๋ยวนี้ชักกล้าแล้วนะนาย”

“งั้นมาแข่งกันไหมละครับว่าใครสอยเจ้าสิ่งที่มันปล่อยแสงได้ได้เยอะกว่ากัน”

“ก็เอาเซ่!

และแล้วการแข่งขันพนันก็เริ่มขึ้น ป้อมปืนสี่ป้อมถูกตัดออกจากแกนกลางโดยทั้งสองคนคนละสองป้อมร่วงลงข้างล่างไปภายในหนึ่งนาทีหลังจากนั้นลางไม่ดีก็แสดงให้ทุกคนได้เห็น สัญญาณไฟสถานะที่ตัวป้อมปืนที่เหลือเริ่มทำงาน เฟลิกซ์เห็นท่าไม่ดีตะโกนบอก

“ทุกคนรีบกลับเข้าบาเรียเร็วเข้า! มันจะทำงานอีกรอบแล้ว!

แน่นอนว่าเควนเซอร์รีบปล่อยมือโดดลงไปและคนอื่นๆ ต่างเข้าบาเรียที่นักเวทย์เกือบสิบคนกางขึ้นมาอีกรอบ เว้นแต่เฟลิกซ์ที่ยังห้อยอยู่กับแกนกลางตรงข้างบนทางซ้าย

“ท่านพี่!!

เรย์ลี่ตะโกนเรียกด้วยความเป็นห่วงอีกครั้งและนักเวทย์ชายที่อยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้กำลังจะลดคทาลง

“คุณเฟลิกซ์! เดี๋ยวผมจะขึ้นไปช่วย—”

“ไม่ต้อง! แรบบิ้น!” เฟลิกซ์เรียกชื่อของนักเวทย์ชาย “นี่เป็นแผนของฉัน! ไม่ต้องสนใจ!

“ท่านพี่!? แผนอะไรคะ!?

เมื่อเฟลิกซ์ได้ยินเรย์ลี่ถามเลยตอบบอกด้วยความมั่นใจ

“ค่อยดูให้ดีละกัน”

แล้วเธอก็เปลี่ยนเป็นมือขวาเกาะกับแกนกลาง แล้วยื่นมือซ้ายจักรกลส่งมือตัวเองไปเกาะติดกับผนังหอคอยด้านซ้ายที่อยู่ห่างออกไปแต่ยังไม่พาตัวเองไปเพราะรอคอยจังหวะเหมาะอยู่

เอาเลย...เล็งมาตรงนี้เลย!

ตูม!!!

ป้อมปืนสองป้อมเปลี่ยนองศามายิงใส่เฟลิกซ์ ท่ามกลางระเบิดมีตัวเธอที่ถูกมือซ้ายตัวดึงออกมาทันได้อย่างหวุดหวิด สร้างความหวาดเสียวแก่คนข้างล่างอย่างมาก พอเฟลิกซ์หนีไปเกาะผนังอีกทางก็รีบหันมาดูความสำเร็จที่...

เกราะมันกั้นอาวุธของตัวเองด้วยหรอเนี่ย!? HP ถึงลดได้แค่ครึ่งหลอดหนึ่ง

และแล้วเฟลิกซ์ก็รู้สึกใจหายเพราะป้อมปืนอันหนึ่งเล็งมาทางเธอเลยรีบยิงมือซ้ายสลึงออกไปแล้วรีบเผ่นไปอีกทาง

ตูม!!!

มันไม่ได้ยิงต่อเนื่องนี่หว่า มันอัดมวลไว้กะให้ฉันตายแน่นอนเลยสินะ!!

เธอสรุปในใจเสร็จก็พยายามพาตัวเองให้เข้าใกล้แกนกลางคล้ายลูกข่างอีกรอบ ส่งมือซ้ายสลึงไปหาแล้วดึงเข้าไปอย่างรวดเร็ว...พอเกาะแกนกลางได้จู่ๆ มือทั้งสองก็ปล่อยเอง

อ๊าก!! มันส่งกระแสไฟมาช็อคฉัน!

ร่างที่ชาไปทั้งตัวกำลังร่วงลงสู่พื้นพร้อมๆ กับลำแสงสีฟ้าที่ถูกปล่อยมาทางเธอ

แย่ละ...

“ท่านพี่! บาเรีย!!

เรย์ลี่ที่หยิบคทาอันที่สองขึ้นมาในมือซ้ายจากไหนก็ไม่รู้ชี้มันมาทางเฟลิกซ์ บาเรียหกเหลี่ยมเวทมนต์ที่สามารถป้องกันลำแสงสีฟ้าได้ชั่วคราวปรากฏครอบคลุมตัวเธอ พอปะทะกับพื้นเลยจุกเล็กน้อยถึงแม้จะมีบาเรียกันก็ตาม...เฟลิกซ์ค่อยๆ คลานไปหาเรย์ลี่ที่กางบาเรียให้ตัวเองและพรรคพวกอยู่ใกล้ที่สุด

“ท่านพี่!

“เรย์...ลี่” เฟลิกซ์คลานเข้าบาเรียอีกอันเรย์ลี่เลยรีบถอนบาเรียอีกอันออก “ขอบใจนะ...แต่ทำไมเธอถึงใช้คทาสองอันได้ละ?”

“อย่าลืมสิคะว่าเรย์ลี่เป็นใคร” เรย์ลี่ยืนอกภาคภูมิในขณะที่อีกมือถือคทากางบาเรียอยู่ “แต่เมื่อกี้ท่านพี่ทำบ้าอะไรกันคะ เอาตัวเองไปเสี่ยงขนาดนั้น”

“ก็กะจะล่อให้มันติดกับ...ให้มันยิงตัวเองอีกรอบ” เฟลิกซ์เริ่มมีแรงกลับมาเลยลุกขึ้น “แต่ติดกับซะเอง...ขอถามอีกครั้งนะ เธอพอมีเวทย์อะไรเล่นงานมันได้ไหม”

“เรย์ลี่ไม่ใช่พวกถนัดเวทย์โจมตีซะด้วยคะ...จะมีแต่แบล็คโฮลเท่านั้น”

“แบล็คโฮล!? หลุมดำนั่นหรอ?”

“ค่ะ อย่าคิดให้เรย์ลี่ลองใช้เด็ดขาดเลยนะคะ” เรย์ลี่ตาตี่ “มีหวังทุกคนได้ตายแง้มๆ”

“ชิ...แล้วจะมีทางไหนที่จะโค่นมันได้เนี่ย”

นอกจากรอปาฏิหาริย์เมื่อกี้อีกครั้งคงไม่เกิดขึ้นอีกแน่ๆ

ครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!

หอคอยเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง ทุกคนเกือบจะล้มและป้อมปืนคริสตัลชายน์ก็หยุดทำงานลง...เฟลิกซ์ตาค้างกับปรากฏการณ์นี้

เอาจริงดิ!?

[ชั่วโมงต่อมา]

“เป็นไง! ผมจัดการเจ้าที่มันยิงพวกเราได้ตั้งห้าตัว”

เควนเซอร์กำลังโม้ใหญ่ในกลุ่มผองเพื่อนที่มีเซเบอร์ แรบบิ้นและอีกสี่ห้าคน ส่วนคนอื่นๆ ต่างพักเหนื่อยบ้าง รักษาคนเจ็บไม่ก็กำลังพาตัวคนเจ็บหนักลงลิฟต์ไป ศึกพิชิตชั้นนี้จบลงได้เพราะอาการสั่นไหวของหอคอยที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้มีโอกาสสร้างความเสียหายแก่บอสมากมายจนสามารถเอาชนะได้ ส่วนเฟลิกซ์กำลังยืนรอคอยบางสิ่งและมองที่ซากของแกนกลางและป้อมปืนคริสตัลชายน์

มันอะไรกันเนี่ย ไอ้แผ่นดินไหวนั่น...

“ท่านพี่!

เรย์ลี่รักษาคนเจ็บคนสุดท้ายเสร็จแล้วเดินมาหา

“เรย์ลี่...”

“คงจะ...เจ็บปวดสินะคะ”

“ห๊ะ!?” เฟลิกซ์เอียงคอ

“ก็มันจะมีตลอดไม่ใช่หรือไงคะ คำพูดที่ดังก้องไปทั่วหอคอย...ที่ว่าอันนาอะไรนั่น”

“อ๋อ...ฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมคราวนี้ถึงไม่มีเสียงนั้นเลย”

เฟลิกซ์รู้ว่าเรย์ลี่หมายถึงเรื่องที่จะมีเสียงต่อว่าเธอทุกชั้นเวลาเคลียร์บอสเสร็จดังลั่นหอคอย แต่คราวนี้มันกลับไม่มี...เรย์ลี่ที่ไม่ได้ยินคิดว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจฟังร้องตกใจ

“เอ๊ะ!? ไม่มีหรอคะ?”

“ก็ฉันกำลังรอฟังอยู่นี่ไง...แต่ไม่ยอมดังสักที ฉันอยากจะฟังหลายๆ ครั้งให้แน่ใจว่ามันเป็นเสียงใครกันแน่ที่พูดถึงเรื่องอันนา”

“ท่านพี่คือว่า—”

“จะบอกกับฉันว่าไม่ควรจอจ่อกับมันมากสินะ งั้นเดี๋ยวเราไปสำรวจชั้นต่อไปเลย เธอเตรียมเทเลพอร์ตไว้กลับชั้นนี้ด้วย บางทีคงจะมีเวลาใช้หนีกลับมาทันได้”

เฟลิกซ์คิดเองเออเองและสั่งเรื่องที่ทำเป็นประจำ ซึ่งสำหรับชั้นที่เพิ่งเคลียร์ไปนั้นไม่ได้ทำเทเลพอร์ตทางหนีไว้เพราะบอสมันเร็วเกินไปที่จะใช้มัน เรย์ลี่ที่ไม่ได้จะบอกเรื่องนั้นก็ก้มหน้ายอมแพ้แล้วเตรียมสถานที่เทเลพอร์ตวาปกลับไว้ เฟลิกซ์เงยหน้ามองดูเพดานที่คั่นระหว่างชั้นไว้

ต่อไปจะเป็นตัวอะไรกันแน่...

เวลาผ่านไปสิบนาที ลิฟต์ที่พาคนเจ็บมากลงไปก็ขึ้นมาถึง เฟลิกซ์กับเรย์ลี่เดินตรงไปที่ลิฟต์พอเควนเซอร์เห็นเข้าก็รีบวิ่งเข้ามา

“ผมไปด้วยครับ! จะไปสำรวจชั้นต่อไปใช่ไหมครับ?

“ใช่...แต่ฉันจะไปแค่สองคน ดูลาดราวนิดหน่อย” เฟลิกซ์บอก

“งั้นก็ให้ผมไป—”

เควนเซอร์จู่ๆ ก็ชะงักลงมีสีหน้าเหมือนเห็นฝันร้ายก่อนที่จะยอมแพ้

“ขอให้โชคดี...นะครับ”

“อือ...”

เฟลิกซ์พยักหน้าแบบงงๆ ก่อนที่เรย์ลี่จะกดปิดประตูลิฟต์แล้วบ่น

“หมอนั่นคงจะทำตัวซ้ำรอยสินะ”

“ซ้ำรอย?”

“ก็หมอนั่นแหละทำให้ยูกะต้องอยู่ในสภาพแบบนั้น” เรย์ลี่พูดขึ้นมามีเคืองนิดหน่อย “เพราะตอนที่เจ้าหมอนั่นอยู่ทีมสำรวจที่มียูกะอยู่ด้วยก็ทะเลอทะล่าเดินเข้าไปไม่ระวังเลยโดนเล่นงานก่อนใครแล้วยูกะก็ต้องเสียสละเพื่อช่วยมันออกมา...ในฐานะแฟนที่รักนั่น”

“ก็...น่าประทับใจอยู่หน่อยๆ...พูดถึงยูกะนะ”

ถ้าเป็นฉันคงจะด่าเจ้าหมอนั่นเสียหมาตลอดชีวิตเลยละ

นี่ถ้าเผลอๆ ทอมมี่มาร่วมรบชั้นนี้ด้วย มีหวังได้เห็นอะไรแบบนั้นแน่ๆ

เดี๋ยวสิ...รู้สึกว่าตอนที่ชั้น 33 ชั้นแรกที่เราขึ้นมา ทอมมี่เขาก็เซ่อซ่าเดินเข้าไปเหมือนกันเลยโดนเจ้าไททันโกเลมซัดเกือบเดี้ยง

เธอคิดแล้วถอนหายใจทิ้ง ทอมมี่ที่ไม่ได้เข้ามาร่วมแนวหน้าครั้งนี้เพราะชั้นที่แล้วได้รับบาดเจ็บหนักถึงแม้จะเป็นจอมมารก็ตามแต่ก็ยังไม่ได้รับพลังคืนเต็มที่เลยนอนร้องปวดระบมไปทั้งตัว

ถ้าเป็นอากิตะ...ถ้าเป็นอากิตะจะทำเพื่อเราขนาดนั้นไหมนะ

เฟลิกซ์นึกถึงคนรักที่โลกเก่าที่จากไปแล้ว

นี่เรากำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย...

“ท่านพี่คะ เดี๋ยวจะกดขึ้นชั้นต่อไปแล้วนะคะ เตรียมพร้อมแล้วใช่ไหมคะ”

“อะอืม”

“งั้นก็กดละนะ!

เรย์ลี่กดปุ่มลูกศรขึ้นอันยักษ์ซ้ายมือ ลิฟต์ก็ค่อยๆ พาขึ้นไปชั้นที่ 50...เฟลิกซ์ภาวนาอยู่ในใจ

หวังว่าจะเป็นตัวที่เคยรับมือมานะ

ครืนนนนน!!!

พอตัวเลขลิฟต์แสดงเป็นเลข 50 ก็หยุดเคลื่อนไหวกะทันหันเหมือนชนอะไรเข้าสักอย่าง เธอเลยเงยหน้าดูข้างบนเพราะเพดานของลิฟต์มันเป็นกระจกก็พบว่ามันสุดทางแล้ว

สุดทาง!?

“งั้นกดเปิดประตูเลยนะคะ”

“ดะเดี๋ยว!!

เรย์ลี่บอกแล้วกดทันทีก่อนที่จะทำหน้าตกใจเพราะเฟลิกซ์บอกช้าไป...ประตูลิฟต์ค่อยๆ ถูกเปิดออกด้านข้าง เฟลิกซ์รีบยกแขนซ้ายจักรกลตั้งท่าป้องกันไว้ เมื่อประตูจนสุดก็พบกับสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นที่มีไฟส่องสว่างจ้าไม่เหมือนกับทุกชั้น

พื้นมัน...ไม่เหมือนเดิม...มีอะไรเป็นงั่งสีเหลืองๆ เกาะกับขอบพื้นอยู่รอบๆ เหมือนยกพื้นขึ้นได้ด้วย

เฟลิกซ์เห็นแบบนั้นแล้วก็ค่อยๆ เดินเข้าไปโดยมีเรย์ลี่กางบาเรียให้ เฟลิกซ์หันมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นสิ่งที่น่าจะเป็นศัตรู สุดท้ายเลยเงยหน้าขึ้นบนที่คิดว่าน่าจะมีอยู่...มันทำให้เธอตาโต

ว่างเปล่า...ไม่มีบอส!?

ไม่สิ มันไม่มีเพดานคั่นชั้นด้วยซ้ำไป...มองทะลุยาวไปจนสุดหูลูกตาเลยนะนั่น

เฟลิกซ์กำลังตะลึงกับสิ่งที่เห็นก่อนที่จะเห็นความผิดปกติอีกหลายจุด

ผนังหอคอยตั้งแต่ชั้นนี้ขึ้นไปเป็นกระจกเกือบทั้งหมด...มองเห็นเมฆที่อยู่ในระดับเดียวกัน

บรรยากาศที่เงียบเฉียบแต่ไม่มีความปกติ...นี่มันอะไรกันเนี่ย

“เรย์ลี่ว่ามันแปลกๆ นะคะ...หือ? ท่านพี่คะ! นั่นมัน...”

เรย์ลี่ออกความเห็นก่อนที่จะตกใจเพราะเห็นบางอย่างเลยชี้ไปข้างขวามือตัวเองให้เฟลิกซ์มองตาม มันเป็นปุ่มลูกศรขึ้นลงยักษ์สีเหลืองที่คล้ายๆ ในลิฟต์ที่เพิ่งออกมา แต่อันใหญ่กว่าเล็กน้อย...และนั่นทำให้ได้ข้อสรุป

อย่าบอกนะ...ว่าที่เรายืนอยู่คือลิฟต์อีกตัวที่จะพาขึ้นไปชั้นบนสุด!?


โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.51 Mental Tower VII – [มุ่งทะยานสู่ความหวังกับศัตรูที่คุ้นเคย – มัจจุราช]

ความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย!

อีก 3-4 ตอนก็จะจบ Vol.2 แล้วจ้า
ปล. ที่สั้นกว่า
Vol.1 เพราะอันที่จริง Vol.1 ต้องถูกแยกเป็นสองภาคต่างหาก :P

53 ความคิดเห็น

  1. #43 darkhunt (@darkhunt) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2559 / 21:45
    โอ้สู้ๆละเฟลิกซ์
    #43
    1
    • #43-1 ::Spy:: (@spy-spy-spy) (จากตอนที่ 53)
      24 สิงหาคม 2559 / 22:01
      ฮ่าๆ ขอบคุณที่ยังติดตามอยู่จ้าาาาาา
      #43-1