ตอนที่ 52 : Ch.49 Mental Tower V [ความหวังใหม่]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ส.ค. 59

ปล. ตอนนี้คุยยาวมาก


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.49 Mental Tower V [ความหวังใหม่]

ทำไม...ทำไม...

ความคิดเสี้ยวแรกหลังรู้สึกตัวแล้วเห็นหลอด HP มาก่อนสิ่งใด มันเหมือนกับจอที่ดำมืดแต่เห็นแถบขาวอยู่ซ้ายบน

อีกแค่นิดเดียวก็ตายสินะ...ฉันนี่อึดเป็นบ้า

หรือไอ้พระเจ้านั่นมันสาปให้ไม่ตายง่ายๆ หรือยังไง

ชักจะเดาใจมันไม่ถูกแล้วสิ

เปลือกตาเริ่มเปิดขึ้นเห็นหอคอยเหล็กกล้าตั้งสง่าสูงขึ้นไปจนเลยก้อนเมฆฟ้าคะนอง พอจะขยับตัวให้ลุกขึ้นก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีเรี่ยวแรง...ผ่านไปสักพักก็รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังนอนอยู่กลางซากของไททันโกเลมโดยที่มีคนยืนมุงอยู่โดยรอบ

เจ้าพวกนั้น...เห็นกระแสไฟจากซากหุ่นสปาร์คกันเลยไม่กล้าเข้ามาช่วยฉันสินะ

ถึงจะคิดแบบนั้นฉันก็ยังจะพยายามขยับปากเรียกให้ช่วยแต่กลับไม่มีเสียง

HP มันจะลดลงอีกหรือเปล่านะ...

แต่ก็ดีถ้าเป็นงั้นเพราะฉัน...เหนื่อย...เกินพอแล้ว...

ความคิดที่จะละทิ้งทุกสิ่งทำให้เปลือกเริ่มอ่อนแรง

พระเจ้า ได้โปรด...อย่าทรมานฉันมากกว่านี้...อีกเลย

หือ? นั่นมัน...

เพราะมีอะไรบางอย่างที่เธอเห็นบนฟากฟ้า อะไรสักอย่างที่กำลังแหวกเมฆเป็นวงกว้างพุ่งลงมาหาเธอ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปีกสีแดง...

ทอม...มี่...เจ้านั่นตามฉันลงมาหรอเนี่ย

ส่วนเบื้องลึกในใจเธอกลับเริ่มตื้นตันใจราวกับว่าพบกับสิ่งที่ทำให้อยากอยู่บนโลกนี้ต่อ แต่ทว่าร่างกายถึงขีดจำกัดในที่สุด เธอฝืนเปลือกตาคู่ไม่ไหวแล้ว

ให้...ตาย...สิ

“เฟริน! เฟริน! เฟริน!

เฟลิกซ์สลบไปไม่นานก็ได้ยินคนเรียกชื่อเล่นของเธอดังซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ เธอรู้ดีว่าเสียงนั้นเป็นใครเลยลืมตาขึ้นแล้วส่งยิ้มน้อยให้

“ทอมมี่...”

“นึกว่าจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราอีกรอบแล้ว”

อารมณ์ที่ควรจะซึ้งกลับหายไป

ปากนายนี่มัน...

ถึงเธออยากจะอัดเขาสักหมัดแต่บังเอิญเห็นแถบ HP ของตัวเองก่อน

HP เขียวเต็มแล้ว...ฮีลให้ฉันสินะ

เฟลิกซ์โล่งใจก่อนที่จะพยายามลุกขึ้น แต่...

“หือ!? เอ่อ...ทอมมี่ ช่วยฉันลุกขึ้นที”

แล้วเขาก็ว่าง่ายช่วยทำตาม...พอลุกขึ้นมาก็แปลกใจกับสิ่งที่อยู่รอบข้าง

นี่ฉันยังอยู่บนซากหุ่นยนต์อยู่หรอเนี่ย แสดงว่าหลับไปแค่แปบเดียว...

แล้วก็ทอดมองไปที่หอคอยเบื้องบนแล้วเพิ่งนึกอะไรออก

“ทอมมี่!? แล้วเรย์ลี่กับยูกะ!?

“กำลังลงลิฟต์มา ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ”

“ไม่เป็นห่วงได้ไงเล่า! ถ้าเกิดมีศัตรูแอบเล่นงานละก็ สองคนแย่แน่!

“เฟรินต่างหากที่น่าเป็นห่วงที่สุดต่างหากครับ!

คำพูดที่จริงจังและไม่ได้ยินมานานจากปากของทอมมี่ ด้วยสายตาที่จริงจังของเขามันกินลึกลงไปในหัวใจของเฟลิกซ์...หน้าเธอถึงได้แดงก่ำเหมือนคนที่เพิ่งถูกสารภาพรักครั้งแรกและยิ่งมีคนจากแนวหน้าที่ยืนมุงดูกันอีกด้วย

“อะ...เอ่อ...คือ...”

“นั่นไงครับ! สองคนนั้นลงมาแล้ว”

ทอมมี่ชี้ข้างบนหอคอยส่วนที่เป็นช่องลิฟต์ที่มีลิฟต์กำลังเคลื่อนลงมาโดยที่มีสัญญาณไฟสีแดงเปล่งประกายอยู่ เฟลิกซ์รู้เลยว่านั่นคือสัญญาณที่ส่งขอความช่วยเหลือด้านการรักษาสู่แนวหน้าด้านล่างของหอคอย นักบวชที่เชี่ยวชาญเรื่องเวทย์รักษากว่าสามคนรีบวิ่งไปรอที่หน้าลิฟต์ ร่างที่ถูกห่ามออกมาก็คือยูกะที่ยังไม่ได้สติ ส่วนเรย์ลี่ปฏิเสธที่จะรับการรักษาแล้วรีบวิ่งตรงดิ่งมาหาเฟลิกซ์

“ท่านพี่!

เรย์ลี่กำลังจะกระโดดโถมใส่ตัวแต่ถูกทอมมี่กดหัวไว้ทัน

“เฟรินบาดเจ็บอยู่ครับ”

“รู้แล้วน่า!” เรย์ลี่ปัดมือออก “ท่านพี่! นึกว่าท่านพี่จะไม่รอดซะแล้ว”

“มาถึงแช่งกันเลยหรือไง” เฟลิกซ์ว่า

“ปะเปล่านะคะ! ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น!” เรย์ลี่รนก่อนที่จะเงยมองไปข้างบน “ก็...สูงอยู่นะคะที่ท่านพี่ตรงมา”

“จริงสิ...” เฟลิกซ์เกิดขึ้นอะไรออก “หอคอยพังแบบนั้น...มันจะถล่มลงมาไหม?”

“ไม่ค่ะ ตอนนี้มันกลับไปเป็นรูปร่างเดิมแล้ว”

“หา!?

“คือเป็นแบบนี้นะครับ” ทอมมี่อธิบายแทน “หอคอยนี้มันกลับสู่สภาพเดิมได้ แต่ก่อนที่มันจะเป็นแบบนั้นผมรีบบินออกมาตามเฟรินได้ทันหวุดหวิด”

“อ๋อ หวุดหวิด...” เฟลิกซ์หรี่ตาลง “จ้า พ่อสุภาพบุรุษ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านายพยายามช่วยฉันขนาดไหน”

“ถ้างั้น...ยกโทษให้ผมแล้วใช่ไหม”

มันเป็นคำถามที่ไม่ทันตั้งตัวจากคนที่ผิดสัญญา เจ้าหญิงนิทราประสานตามองเขาอยู่พักหนึ่งก็เอ่ย

“ไม่”

“เดี๋ยวจบเรื่องหอคอยนี่เมื่อไหร่จะเลิกกับอาเธอร์ทันทีเลยนะครับ”

“เลิกเดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยหรือไง!” เฟลิกซ์ปรี๊ดแตก “นายยังไม่เข้าใจอีกหรอ ที่ฉันยังรอนายเนี่ยมันก็มากเกินพอแล้ว ยังจะให้รอนานกว่าเดิมอีก นายนี่มันเห็นแก่ตัวที่สุด!

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ! เรย์ลี่ช่วยผมหน่อยสิ พูดเรื่องนั้นให้ที”

“อะอ๋อคะ” เรย์ลี่โดนลากเข้ามา “ท่านพี่ เรย์ลี่เคยบอกแล้วไงคะว่าการแต่งงานของเขากับอาเธอร์มันก็แค่การเมืองเพื่อไม่ให้อาณาจักรอื่นดึงตัวไป”

“อ๋อเหรอ แต่ได้ข่าวจากเธอที่เป็นคนบอกเองไม่ใช่หรอว่าหมอนี่กะหนุงกะหนิงกันตั้งแต่สองปีหลังที่ฉันจะหลับยาวเลยนะ” เฟลิกซ์ว่า “ถ้าจะบอกว่ามันยังมีผลกระทบเรื่องที่อาเธอร์เคยทำไว้อีกละก็...ไม่เอานายอยู่ดี ฉันเข็ดละ”

“เฟริน!” ทอมมี่ไม่พอใจ

“นายมันก็แค่เด็กที่ยังไม่รู้จักความรัก...”

เฟลิกซ์ยังคงตอกย้ำทอมมี่ต่อไป เธอก็ยังแปลกใจอยู่ว่าทำไมถึงไปว่าเขาแบบนั้นทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะช่วยเธอแท้ๆ แต่พอถึงตอนที่เพิ่งฟื้นจากการเป็นเจ้าหญิงนิทราใหม่ๆ แล้วเห็นทอมมี่ยืนกอดแขนกับอาเธอร์ทีไรก็ปวดใจตุ๊บๆ

ทำไมฉันต้องอารมณ์เสียด้วยละเนี่ย ไม่น่าคบกับเด็กให้หวั่นใจอย่างงี้เลย

ทอมมี่ที่ถูกตอกเรื่องความไร้เดียงสาไปก้มหน้าเหมือนจะยอมรับความผิด ส่วนเฟลิกซ์เองก็เริ่มเลือดขึ้นหน้าจนลืมไปแล้วว่าเพิ่งเกือบตายมาหมาดๆ เรย์ลี่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีแต่แล้วคนนอกวงสามคนเดินแทรกเข้ามา

“ซากพวกนี้มัน...ถ้าจำไม่ผิดเป็นบอสชั้นสามสิบสาม?”

“ท่านผู้นำเอลฟ์ ท่านกิลเชอร์...สัสดี!? มาได้ยังไงเนี่ย? ไงว่าไม่ค่อยชอบแถวนี้ไงคะ?”

เรย์ลี่เอ่ยชื่อไล่เรียงคนที่เดินเข้ามาหาแล้วตกใจกับคนสุดท้ายเพราะไม่คิดว่าจะมาที่นี่ สัสดีที่ดูคล้ายกับผู้นำเอลฟ์แต่คนละเผ่าและสีดวงตาไม่เหมือนกันตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเคย

“ข้าได้ยินจากสภานักเรียนว่าคนที่เชอรี่เคยพูดไว้ว่าอาจจะเป็นไม้ตายพิชิตหอคอยนี่ได้ฟื้นจากพิษเจ้าหญิงนิทราและมาแนวหน้านี้แล้ว”

พอพูดจบก็หันมามองคนที่อยู่ข้างหลังผู้นำเอลฟ์

“สัสดี...”

เฟลิกซ์ตั้งใจจะทักทายตามปกติแต่เพิ่งนึกได้ว่าเขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธอแล้ว

รู้สึก...ไม่ชอบใจเลยแฮะ

“ท่านสัสดีครับ ก็เป็นอย่างที่ว่า...เธอพิชิตบอสชั้นสามสิบสามที่เละอยู่ใต้เท้าเรานี่ด้วยตัวคนเดียว...คงจะเชื่อแล้วสินะครับ”

จู่ๆ ทอมมี่ก็พูดเรื่องที่เธอคิดว่ามันไม่จริงทั้งหมดเลยรีบแย้งเพราะทั้งสามคนที่เพิ่งเข้ามาต่างมีปฏิกิริยาตกใจในแบบของตัวเอง

“เดี๋ยวสิ!? ฉันคนเดียวซะที่ไหน นายกับเรย์ลี่ก็สู้ด้วยกันนิ?”

“แต่ผมทำอะไรมันไม่ได้เลยนะครับ ส่วนเรย์ลี่ก็ทำได้แต่กางบาเรียกันตัวเองเท่านั้น”

“ฮีลให้คุณด้วยคะ” เรย์ลี่เสริมที่ตกหล่นไป

“ใช่ๆๆๆ!” ทอมมี่ตะกุกตะกะ “ตอนที่ผมเผลอโดนอัดเป็นคนแรกสินะครับ ขอบคุณ”

“เฮ้ยๆๆ!” กิลเชอร์ขัด “ยัยปากดีเนี่ยนะ!? ตอนที่สู้กับข้ายังเอาชนะไม่ได้เลย!

“เอ๋ รู้สึกว่าที่ประลองกันฉันจะไล่บี้ตาแก่อย่างคุณอยู่ฝ่ายเดียวเลยนะ”

เฟลิกซ์อดที่จะยุไม่ได้ กิลเชอร์ตาร้อนเตรียมจะทำอะไรบางอย่างถึงได้เดินเข้ามาแต่ถูกสัสดีดึงตัวไว้ก่อน

“ท่านกิลเชอร์ ภรรยาของท่านฝากข้าให้มาตาม”

“หา!? ท่านเจอกับภรรยาของข้าตอนไหน?”

“ก่อนเทเลพอร์ตมาที่นี่...ภรรยาของท่านส่งคนใช้บอกอีกที”

“ชิ”

กิลเชอร์ทำหน้าเหมือนจะสื่อว่า ฝากไว้ก่อนใส่เฟลิกซ์แล้วเดินหันหลังกลับไป เรย์ลี่พ่นลมไม่พอใจออกมา

“ทำไมต้องเสียคริสตัลใช้เทเลพอร์ตเรื่องพันนั้นด้วย!

“ถ้ามันช่วยหยุดความขัดแย้งตรงนี้ได้ก็คุ้ม”

สัสดีกล่าวแล้วมองหลังกิลเชอร์ เรย์ลี่อ้าปากค้าง

“เอ๊ะ!? งั้นเมื่อกี้...โกหก?”

สัสดีทำตานิ่งเป็นคำตอบแทน เฟลิกซ์หัวเราะแห้งๆ ทั้งเรื่องที่กิลเชอร์โดนหลอกกับการตอบคำถามด้วยสีหน้าของสัสดีที่ไม่เคยเปลี่ยน ระหว่างนั้นผู้นำเอลฟ์ที่มองดูซากไททันโกเลมมาสักพักก็มีคำถาม

“ฝีมือเจ้าคนเดียว...จริงๆ รึ?”

“แล้วถ้าเป็นอย่างงั้น...จะเชื่อหรือไม่เชื่อคะ”

เฟลิกซ์ไม่ได้ให้คำตอบตรงๆ ไปเพราะคิดอยู่ว่าคนอื่นไม่น่าจะเชื่อเธอว่าเป็นคนจัดการเพียงคนเดียวได้จริง แต่อีกนัยยะหนึ่งก็อยากจะอวดว่าเป็นคนจัดการไททันโกเลมจริงๆ เลยพูดกำกึ่งแบบนั้นไป ผู้นำเอลฟ์จ้องมองที่แขนซ้ายจักรกลอย่างไม่ลดละ

“แขนเจ้า...เหมือนเจ้าพวกนั้น”

เห๊ะ!?

เฟลิกซ์แปลกใจหนักเพราะไม่คิดว่าผู้นำเอลฟ์จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาและเขาก็เลิกวางท่าสุภาพ เรย์ลี่กางแขนกันตัวเฟลิกซ์ไว้แล้วถามผู้นำเอลฟ์ด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี

“ท่านคิดจะทำอะไร”

“โอ้...เธอชักกล้าทำตัวเป็นศัตรูกับคนที่ให้ตำแหน่งจอมเวทแห่งยุคแล้วหรือ”

“เรย์ลี่ถามว่า คิดจะทำอะไรถึงได้เตรียมร่ายเวทย์!

บรรยากาศตรึงเครียดเริ่มมีให้เห็นชัดเจน ทอมมี่และสัสดีต่างมีสีหน้าที่จริงจัง ส่วนเฟลิกซ์ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

อะไรเนี่ย!?

“ท่านผู้นำ” สัสดีเอ่ย “ข้าคิดว่าการวางตัวเช่นนี้มันไม่ดีต่อความสัมพันธ์แก่ทุกๆ ฝ่าย”

“ข้าเองก็คิดว่าท่านน่าจะเข้าใจอะไรดีกว่านี้สักอีก ถึงแม้จะเป็นแค่กลิ่นของศัตรูที่ติดมาก็ต้องถูกกำจัดทิ้งเพื่อความปลอดภัยและแน่ใจ”

ผู้นำเอลฟ์ยังคงยืนยันในสิ่งที่จะทำ...คนที่จะถูกเฉือดทิ้งตกใจ

กลิ่นศัตรู? กำจัดทิ้ง? อะไรวะเนี่ย!!!

“คือ...ท่านผู้นำครับ ใจเย็นๆ ก่อนครับ” ทอมมี่เดินเข้ามากั้นกลาง “มีอะไรช่วยพูดมาตรงๆ จะได้ไหมครับ คือผมไม่เข้าใจ”

“เจ้า!?” ผู้นำทำเสียงแปลกใจ “เจ้าเองก็ยังไม่เข้าใจหรือว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำคืออะไร? ไม่สมกับเป็นที่ปรึกษาแนวหน้า”

“ที่คุณจะพูด—”

“เดี๋ยวก่อนคะท่านพี่”

เฟลิกซ์จะถามตรงให้ชัดเจนแต่ถูกเรย์ลี่ขัดก่อน

“เรย์ลี่เข้าใจว่าท่านพี่คงสับสนอยู่” เธอเริ่มอธิบายด้วยการกระซิบ “คือท่านผู้นำเอลฟ์คนนี้เป็นคนขี้ระแวงคะ คงจะคิดว่าแขนซ้ายของพี่ที่คล้ายๆ กับศัตรูที่อยู่ในหอคอยเลยคิดจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”

“หือ? แล้วก่อนหน้านั้นละ ทำไมเขาไม่ทำตั้งแต่ก่อนหน้านั้น?”

“คือ...บางครั้งเขาก็เป็นคนที่คิดช้าไปหน่อยค่ะท่านพี่”

เหตุผลนั้นทำให้เฟลิกซ์ตาโต

หา!? อาณาจักรเอลฟ์มีผู้นำแบบนี้เนี่ยนะ!?

เรื่องราวความยุ่งเหยินยังไม่ถูกเคลียร์แน่ชัด เฟลิกซ์เริ่มรู้สึกว้าวุ่นใจเพิ่มอีกเมื่อเห็นคนที่มาเวลเดินตามหลังกำลังมาทางนี้

อาเธอร์...

เฟลิกซ์จ้องมองอย่างไม่เป็นมิตรใส่ก่อนที่จะหันกลับมาดูเรย์ลี่กับทอมมี่กำลังปะทะคารมใส่ผู้นำเอลฟ์แล้วมองสลับไปมา

อาเธอร์...อย่าเพิ่งมาตอนนี้...ยุ่งๆ อยู่นะเฮ้ย...

ขืนแกเข้ามาใกล้ๆ ฉันเองทนไม่ไหวจะอัดหน้า—

ตูม!!!

เสียงระเบิดดังลั่นสนั่นจากบนฟ้าจนทุกคนต้องเงยหน้ามอง มีบางสิ่งแหวกว่ายผ่านเมฆดำที่ถูกทำให้กระจายลงมาด้วยความเร็วสูง เรย์ลี่กับทอมมี่รีบดันตัวเธอและคนอื่นถอยหนีออกมาอย่างเร่งด่วนเพราะเจ้าสิ่งนั้นกำลังตกลงมาใส่หัว

โครม!!

เหมือนจะหนีไม่พ้นระยะแรงปะทะ ทุกๆ คนที่อยู่ในรัศมีร้อยเมตรต่างล้มครืนลงไป ยังดีที่มันเป็นแค่แรงปะทะเลยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บมากนัก เฟลิกซ์ใช้แขนซ้ายดันตัวเองลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่หน้าลิฟต์ทางขึ้นหอคอย ณ จุดศูนย์กลางของกลางปะทะเมื่อครู่มีใครบางคนคล้ายมนุษย์ที่สูงกว่าเธอเล็กน้อยในชุดผ้าคลุมสีดำคลุมหัวที่มีออร่าสีดำชวนสยองยืนลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินประมาณสองเมตรมองก้มลงพื้น

ใครกัน?

หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งนาที แนวหน้าทุกๆ คนก็ลุกขึ้นมาตั้งท่าระวังอย่างเต็มที่ เรย์ลี่รีบกระซิบบอกเฟลิกซ์อย่างหวั่นใจ

“ท่านพี่! นั่นแหละคะ! คนที่ทำให้ทุกๆ อย่างกลายเป็นแบบนี้”

“ใช่ที่ว่าเสกแถบ HP MP กับหอคอยนี่ใช่ไหม?”

“ใช่คะ”

เรย์ลี่ยืนยัน ทุกคนต่างไม่เอ่ยปริปากอะไรทั้งนั้นราวกับว่าตั้งท่ารอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เขาคนนั้นกางแขนทั้งสองข้างออกมาราวกับว่าต้อนรับอะไรสักอย่าง

“สร้างผลงานได้เร็วดีนะ เฟลิกซ์”

น้ำเสียงผู้หญิงแลมีพลังเอ่ยขึ้นมาดังไปทั่วพื้นที่แถวๆ นั้น และประโยคที่ผู้หญิงผ้าคลุมดำเอ่ยออกมาทำให้เฟลิกซ์ช็อกไปแล้วเรียบร้อย คนใกล้ตัวเธอต่างมองเจ้าของชื่อนั้นอย่างฉงนใจ...เฟลิกซ์ก้าวเดินออกไปห้าก้าวถึงแม้เรย์ลี่จะพยายามดึงตัวแล้วก็เอาไม่อยู่ เจ้าตัวเอ่ยชื่อเจ้าของเสียงขึ้นมาเพราะจำมันได้ดี

“เอลด้า!?

หล่อนเลิกฮู้ดออกให้เห็นผมสีม่วงและนัยน์ตาสีเขียวมรกตที่เหมือนกับนานามิเพื่อนสนิทที่โลกเก่าแต่รอยยิ้มอันชั่วร้ายกับสายตาอันเย่อหยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นมัน เฟลิกซ์ถามติดๆ ขัดๆ

“ดะๆๆๆ เดี๋ยว...เธอจริงๆ หรอ? แล้วทำไมถึงโผล่มาแบบนี้ละ?”

“ยังไม่เข้าใจอีกหรือ สมองเจ้าช้าเหมือนเคยเลยนะ ลองคิดให้ดีสิ...ถึงสิ่งที่เราทำมาตลอดจนถึงตอนนี้ที่ข้าทำให้โลกคริสตัลฟอร์เป็นแบบนี้”

เอลด้าบอกใบ้หลายๆ อย่างให้เฟลิกซ์ขบคิดเบื้องลึกในจิตใจ...เรื่องราวทุกๆ อย่างกำลังหาความเป็นไปได้มากที่สุด ใช้เวลาเกือบๆ นาทีเฟลิกซ์ได้คำตอบที่ไม่น่าเชื่อออกมา

“อย่าบอกนะ...ว่าเธอกับ...พระเจ้า...”

“ช่ายใช่...อย่างที่เธอคิด เรากับเขาก็คือคนๆ เดียวกันไงละและเรื่องที่บนเขาใกล้นิวส์ไลฟ์ก็เป็นเรื่องแหกตาด้วยนะ”

เอลด้าบอกความจริงพร้อมเฉลยตรงจุดที่เฟลิกซ์ไม่เข้าใจสุดๆ ตอนที่ถูกพระเจ้าบนฟ้าเล่นงานโดยที่มีเอลด้าอยู่ข้างๆ

นี่...เรา...โดนยัยนี่หลอกมาตลอด

ความแค้นที่สะสมและถูกทบคูณเป็นพันๆ เท่าจากการถูกปั่นหัว เธอรีบยกแขนซ้ายขึ้นมาหวังจะยิงมือจักรกลอัดใส่แต่ถูกเอลด้าหยุดไว้เพียงยกมือท่าปางห้ามญาติ

ทำไมขยับตัว...ไม่ได้...

“อย่าทำตัวโง่ไปหน่อยนาเฟลิกซ์...ไม่สิ ฉันน่าจะรู้นิสัยเธอดีอยู่แล้วนี่นา ก็เราสนิทด้วยกันมากนิ”

“สะ...สนิท!?

เฟลิกซ์เอ่ยอย่างลำบาก เอลด้าลอยตัวลงมาเอานิ้วลูบคางเธอ คนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างทั้งหมดต่างนิ่งสนิท ไม่ใช่ว่าไม่กล้าจะทำอะไรแต่พวกเขาเองก็ขยับตัวไม่ได้เช่นกัน

“เฮ้อ...แต่ก็นะ...เบื่อที่จะทำตัวหลอกเธอแล้วแต่ก็ยังอยากเก็บเฉลยตัวเรานี่ไว้เจอกันที่ชั้นที่ 100 นะ”

“เธอ...พูด...เรื่อง...อะไร”

“ฮ่าๆๆๆๆ ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ฉันเบื่อที่จะทำตัวพูด [ข้า] พูด [เจ้า] เพื่อไม่ให้เธอจับไต๋ฉันได้ว่าเป็นใครอีกแล้วไง แต่ก็คิดดูดีๆ แล้วเธอคงเดาไม่ออกหรอก ช่างมันเถอะ”

จะพูดอะไรกันแน่เนี่ย!?

เฟลิกซ์ไม่เข้าใจสิ่งที่เอลด้าจะสื่อและดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้แต่ก็ไม่ได้สนใจ ลอยตัวถอยกลับที่เดิมแล้วแบมือกางแขนอีกครั้งแล้วเอ่ยถ้อยคำสั่นสนามรบแห่งนี้

“เลดี้แอนด์เจนเทิลแมน! ตัวเราก็คือพระเจ้าของพวกแก!!! ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่จงรับรู้ไว้ว่าเรายังมีเมตตากับพวกแกอยู่บ้าง! ถ้าหากพิชิตขึ้นไปหาเราที่ชั้นที่ 100 ภายในสิบวันนี้ คริสตัลฟอร์ที่พวกแกเหยียบก็จะไม่ล่มสลายอีกต่อไป! นี้คือการเมตตาครั้งสุดท้าย! หากพวกเจ้าอยากรอดตายจงให้ผู้หญิงนามว่า [เฟลิกซ์] ต่อหน้าพวกแกตรงนี้เป็นผู้นำแนวหน้าซะ! เหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นเธอ...ถามเอาเองก็แล้วกัน!! แล้วเราจะรอพวกเจ้าที่กระเสือกกระสนไม่อยากตายที่ชั้นบนสุดนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!

เสียงพวกหัวเราะค่อยๆ จางหายไปกับร่างของเธอที่มุ่งทะยานหายไปบนฟากฟ้า ฝนฟ้าตกไล่ลงมาตอกย้ำทลายความเชื่อเรื่องพระเจ้าของใครหลายๆ คน แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดหนีไม่พ้นเฟลิกซ์

ทำไม...ทำไม...ทำไมต้องเป็นฉัน...อีกแล้ว

ชาติก่อนก็ดันมีของอันตรายติดตัวมา...

ครั้งนี้ก็...

ความไม่เข้าใจที่ทับถมมาเรื่อยๆ มันถึงจุดแตกในที่สุด เธอหงายหน้าขึ้นแล้วตะโกนลั่นราวกับว่าอยากให้เสียงนั้นไปถึงเอลด้าที่หายขึ้นไป

“เธอต้องการอะไรกันแน่! เอลด้า!!!

[มุมมองของเรย์ลี่]

[หลายชั่วโมงต่อมา]

ทำไมทุกอย่างมันกลับตาลปัตรอย่างงี้นะ

เรย์ลี่กำลังร้อนใจอย่างขีดสุด พอยิ่งเห็นเฟลิกซ์ที่ถูกจับมัดกับเก้าอี้ให้นั่งนิ่งๆ อยู่กลางวงประชุมที่ล้อมรอบไปด้วยคนของอาณาจักรทั้งสามกว่าร้อยคนได้แก่ เฟธออฟก๊อต เฮฟเว่นและนิวส์ไลฟ์ที่มากันแค่สี่คนก็คืออาเธอร์ ทอมมี่ สัสดีและตัวเรย์ลี่เอง

หลังจากการปรากฏตัวของผู้ที่อ้างว่าเป็นพระเจ้านั้น คนที่สนทนาด้วยถูกจับกุมทันทีโดยไม่ได้มีการขัดขืนซึ่งเรย์ลี่คิดว่าคนอย่างท่านพี่ไม่น่าจะยอมง่ายแบบนั้น แต่ด้วยอาการช็อกอะไรสักอย่างที่คุยกับคนๆ นั้น บัดนี้สายตาอันว่างเปล่าก็ยังปรากฏอยู่ในเห็นบนตัวเฟลิกซ์

เรื่องที่คุยกันนั้นรู้สึกท่านพี่เคยเล่าอยู่เกี่ยวกับการมาโลกนี้เพราะพระเจ้า แต่เห็นว่าเป็นผู้ชายไม่ใช่หรอ? เดี๋ยวสิ ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่ามันเป็นเรื่องโกหกด้วย

เอลด้า...จะใช่คนๆ เดียวที่ท่านพี่ถามหาตอนที่เพิ่งฟื้นหรือเปล่านะ คนที่บอกว่าทุกๆ คนลืมไป...เหมือนกับเรื่องของอากิตะคราวนั้นเลย

เรย์ลี่ย้อนคิดถึงเรื่องเกือบๆ ยี่สิบก่อนที่การประคองที่คุกใต้ดิน การพยายามฆ่าท่านพี่จบลงด้วยความล้มเหลวและตัวตนของอากิตะถูกลบเลือนหายไปไม่มีใครจำได้ยกเว้นไม่กี่คนที่เกี่ยวข้อง

“ไม่ค่อยเห็นเจ้าทำหน้าแบบนี้บ่อย”

“สัสดี...”

เจ้าของตำแหน่งเดินมานั่งที่นั่งข้างขวาที่ติดกัน

“ก็...ใช่ค่ะ”

“เกี่ยวกับผู้หญิงแขนเหล็กคนนั้นใช่ไหม”

สัสดีเดาถูกแต่เรย์ลี่กลับไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก

ดูท่าจะลืมเรื่องของท่านพี่ไปจริงๆ

เรย์ลี่คิดก่อนที่จะตกใจกับประโยคต่อมา

“แล้วเจ้า อาเธอร์กับเชอรี่ มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้นยังไงกันแน่”

“รู้เรื่องด้วยหรอคะ?”

“ตลอดสิบปีที่ผ่านมาอย่านึกว่าข้าจะไม่สังเกต แม้แต่ยูกะก็ด้วย...แต่เจ้าตัวไม่ยอมบอกอะไรเลย”

“แล้วอาการของยูกะเป็นไงบ้างคะ”

“ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ข้าถึงได้มาประชุมชี้เป็นชี้ตายครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์นี่ได้”

สัสดีพูดถึงการประชุมที่มีเฟลิกซ์ถูกจับเป็นศูนย์กลางหลักของเรื่องนี้ หลังจากการปรากฏของพระเจ้าที่เอ่ยถ้อยคำเชิดชูให้เธอเป็นผู้นำแนวหน้าและยังทิ้งท้ายบางเรื่องให้ถามจากเจ้าตัวเอง สำหรับตอนนี้คือช่วงที่รอคนสำคัญของอาณาจักรทั้งสามมาเข้าร่วม สายตาของผู้ที่มานั่งที่นั่งคล้ายสภาล้อมรอบจดจ้องไปที่เฟลิกซ์ด้วยหลากหลายอารมณ์ แต่เจ้าตัวที่ถูกจับอยู่กลับไม่รู้สึกร้อนหนาวอะไรเพราะเหม่อลอย

ท่านพี่...

เรย์ลี่ยิ่งเห็นอาการของคนที่รักไม่สู้ดีก็ยิ่งเป็นห่วงแต่ก็รู้ดีว่าถ้าทำอะไรตอนนี้ ทุกๆ อย่างจะแย่ลงแต่ก็เตรียมแผนสำรองไว้เวลาเกิดเรื่องขึ้นจะปาหินเวทมนต์ใส่ตัวเฟลิกซ์แล้วเทเลพอร์ตหนีทันที

แล้วก็มีบุคคลสำคัญทั้งสองคนของนิวส์ไลฟ์เดินเข้ามานั่งข้างๆ เรย์ลี่อีกทาง

“สัสดี...ไปเฝ้าคนรักของเจ้าไม่ดีกว่าหรือ”

“ยูกะปลอดภัยดีแล้วครับท่าน เลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเฝ้า”

เขาตอบคำถามของอาเธอร์โดยมีเชอรี่หรือทอมมี่ที่เพิ่งนั่งตามข้างๆ ซึ่งสัสดีเห็นทั้งสามคนแล้วก็เอ่ยถอนใจ

“ดูเหมือนว่าตัวละครเกือบจะครบ ช่วยบอกมาเถอะ...พวกคุณทั้งสามคนเกี่ยวข้องยังไงกับผู้หญิงแขนเหล็กคนนั้น”

ดูเหมือนว่าคำตอบที่ได้คือสายตาที่จ้องขมึงใส่คนถาม เรย์ลี่บ่นในใจ

ช่างไม่รู้อะไรบ้างซะเลย ท่านนี้แหละที่เป็นคนออกคำสั่งให้ช่วยท่านพี่ที่กลางสนามรบ

“ทุกๆ ท่าน”

เสียงดังก้องกังวานของสาวเผ่าเอลฟ์คนหนึ่งที่มีผู้นำเอลฟ์ยืนอยู่ข้างล่างตรงที่นั่งที่อยู่เหนือสุดขั้นสามทางขวามือ เรย์ลี่จำได้ทันทีว่านั่นคือราชินีแห่งอาณาจักรเฮฟเว่น ผู้ที่มีอำนาจยิ่งกว่าผู้นำเอลฟ์และเป็นที่เคารพทั้งปวง ด้วยรูปลักษณ์อันงดงามชวนน่าหลงใหล ผมเงินยาวเกือบถึงพื้นสลวย นัยน์ตาก็สีเงินเช่นกัน กล่าวกันว่านางมีมนต์ที่นางฟ้าประทานให้มาผู้ใดที่จ้องมองนางจะตกอยู่ในภวังค์และกลายเป็นทาสในที่สุด ซึ่งคำกล่าวนั้นดูท่าจะเป็นแค่ข่าวลือเพราะเรย์ลี่ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรแบบนั้น

ทว่าเรื่องที่ถูกเคารพว่าเป็นผู้นำน่าจะจริงเพราะหลังจากการเอ่ยด้วยเสียงอันทรงพลัง เสียงคุยกันของคนเกือบร้อยคนก็เงียบลงทันใด

แต่ก็สวยจริงๆ นั่นแหละน๊า ผู้ชายคนไหนที่ไม่สนใจนางก็บ้าละ

เรย์ลี่สรุปในใจแล้วปล่อยเรื่องนั้นทิ้งไปเพราะเรื่องของเฟลิกซ์สำคัญกว่า ราชินีเอลฟ์เอ่ยถ้อยคำกลางที่ประชุมด่วน ณ เต็นท์สภาชั่วคราวของแนวหน้าใกล้หอคอยเหล็กกล้าแห่งนี้

“สำหรับการประชุมครั้นนี้คงพอทราบรายละเอียดบ้างแล้วแต่ข้าขอเอ่ยอีกครั้งเพื่อให้เข้าใจได้ตรงกัน” ราชินีกล่าว “เมื่อช่วงเวลาใกล้ยามเที่ยง...เจ้าสินี่ร่วงลงมาจากท้องฟ้าใกล้กับหอคอยอัปยศ”

ปัง!

ทหารแนวหน้าสี่คนแบกสิ่งที่เป็นส่วนหัวของไททันโกเลมที่หายไปส่วนหนึ่งและถูกเผาเป็นกอนตะโกเกือบจะมองไม่ออกมาวางไว้ข้างหน้าเฟลิกซ์โดยที่มีราชินีที่เดินลงมาดูใกล้ๆ แล้วมองคนที่ถูกนั่งมัดอยู่ด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร

บังอาจมองท่านพี่ด้วยสายแบบนั้น!

เรย์ลี่ไม่พอใจอย่างหนักกำลังจะลุกขึ้นประท้วงแต่สัสดีห้ามไว้ บทพูดของราชินีเริ่มดำเนินต่อ

“ทุกเผ่าทุกสายพันธุ์ทุกอาณาจักร รู้ไหมว่าสิ่งนี้คืออะไร? มันคือส่วนหัวของปีศาจจักรกลร้ายของชั้นที่สามสิบสาม!

เสียงหือฮาดังขึ้นอย่างเอิกเกริกก่อนที่ราชินีจะยกมือขึ้นมาเป็นสัญญาณให้อยู่ในความสงบ

“ตอนนี้ข้าเข้าใจดีว่าพวกท่านกำลังคิดอะไร...ผู้หญิงตรงหน้าเรานี้เป็นคนกำจัดเจ้าสิ่งนั้นด้วยตัวคนเดียว ใช่ไหมคุณเฟลิกซ์”

“ใช่”

ราชินีก้มหน้าถามใกล้ๆ เฟลิกซ์ เรย์ลี่สังเกตถึงความผิดปกติ

ทำไมท่านพี่ตอบส่งๆ แบบนั้นละ? แล้วทำไมยัยราชินีนั่นต้องเข้าใกล้ท่านพี่ขนาดนั้นด้วย!

“เรย์ลี่ อย่าปล่อยจิตสังหารในที่แบบนี้จะได้ไหม”

“ขอโทษด้วยคะ ท่านสัสดี”

สัสดีสะกิดเตือนให้เรย์ลี่ได้สติ ราชินีที่แลดูมีเจตนาไม่ดีเริ่มคำถามต่อไป

“แต่ทุกๆ ท่านคงจะเชื่อยาก ถ้าอย่างงั้น...พยานทั้งสองที่อยู่ในเหตุการณ์โผล่ช่วยยืนยันให้ด้วยว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำเป็นเรื่องจริง จอมเวทย์อัจฉริยะแห่งยุค เรย์ลี่ และที่ปรึกษาของแนวหน้า เชอรี่”

ทั้งสองคนที่ถูกกล่าวถึงต่างลุกขึ้นยืน เรย์ลี่เป็นคนออกโรงก่อนและไม่ใช่การออกโรงแบบธรรมดาซะด้วย

“ดิฉัน เรย์ลี่ สตีเฟ่น ขอยืนยันว่าท่านพี่สู้กับเจ้าบอสชั้นด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยวและกล้าหาญจนสามารถปราบเจ้านั่นได้ค่ะ!

น้ำเสียงที่หนักแน่นและเชิดชูเฟลิกซ์สุดๆ สื่อให้ทุกคนในที่ประชุมรับทราบโดยทั่วกันแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยถึงตัวเฟลิกซ์เพราะเจ้าตัวยังคงนั่งก้มทำหน้าเหม่ออยู่

“เป็นอย่างที่เรย์ลี่กล่าวครับ เอ่อ...ค่ะ”

ทอมมี่เผลอหลุดสรรพนามเพศที่เคยเป็นแต่ก่อนที่จะหย่อนก้นลงเก้าอี้ มีคนของอาณาจักรเฟธออฟก๊อดอีกฝ่ายประท้วงลุกขึ้นมา

“คำพูดของพวกเขาเชื่อถือได้หรือ!? ว่าพวกเขาไปกันแค่สามคน?”

แล้วตามมาด้วยคนของอาณาจักรเฮฟเว่น...แต่ไม่ใช่เรื่องของเฟลิกซ์

“เจ้าพวกมนุษย์! จะกล่าวหาว่าท่านราชินีโกหกงั้นหรือ!

แล้วคำสบถก็ปรากฏขึ้นทั้งสองฝั่งจนราชินีต้องเอ่ยปากให้หยุด

“เงียบ!!! พวกเจ้าคิดว่าที่นี่คือตลาดค้าทาสหรือยังไงกัน!? เรื่องที่ข้าพูดนี้มาจากท่านผู้นำเอลฟ์ของเราเอง”

เจ้าตัวที่ถูกพาดพิงลุกขึ้นกล่าวในสิ่งที่ควรแล้วนั่งลง

“ข้าเป็นคนส่งพวกเขาทั้งสามคนขึ้นไปข้างบนเอง ยังมีทหารแนวหน้าหลายๆ คนที่อยู่แถวนั้นลองส่งคนไปถามก็ได้”

“ถ้าหมดข้อสงสัยแล้วข้าจะได้เข้าเรื่องต่อไป” ราชินีรอฟังเสียงค้านแต่ไม่มีเลยกล่าวต่อ “เพราะเหตุการณ์นั้นทำให้ยูกะคนของเราได้ถูกช่วยไว้ เรื่องนี้ต้องขอบใจเจ้า...แต่ทว่าสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้คือปัญหาใหญ่ ทุกท่านก็ทราบกันดี บุคคลที่ปรากฏตัวเมื่อห้าปีก่อนปีศาจร่างยักษ์ที่เห็นไปทั่วแผ่นดินได้ปรากฏตัวอีกครั้งในวันนี้หลังจากที่ปีศาจชั้นที่สามสิบสามถูกปราบลง”

พอมาถึงตรงนี้มีเสียงพูดคุยอีกครั้ง ดูเหมือนบางคนจะยังไม่ได้รู้เรื่องนี้

รู้สึกไม่ดีเลย...

เรย์ลี่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแต่ยังทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งฟังต่อไป

“ปีศาจตนนั้นที่อ้างเป็นพระเจ้า เขามาในร่างผู้หญิงตัวเล็ก...สารที่เขาบอกนั้นคือเหลือเวลาอีกสิบวันก่อนที่คริสตัลฟอร์แห่งนี้จะล่มสลาย!” ถึงตรงนี้เริ่มมีเสียงดังในที่ประชุมอีกครั้ง “พวกท่านคงตกใจแน่นอน เพราะถ้าคำนวณเวลาแล้วน่าจะเหลือสามเดือนกว่า แต่ถ้าเขาคนนั้นพูดอย่างงั้น เวลาก็คงจะเหลือสิบวันจริงๆ...แต่นั่นไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่เกิดขึ้น”

ราชินีชี้หน้าเฟลิกซ์

“ผู้หญิงคนนี้รู้จักกับปีศาจที่อ้างเป็นพระเจ้าคนนั้น!

เพียงเท่านี้เสียงอือซ่าไปทางลบดังขึ้นเรื่อยๆ เรย์ลี่ดูเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง

อ๋อ...ราชินีนี่คิดจะ...

“ข้าขอเสนอให้ประหารผู้หญิงคนนี้ซะ! เพราะเธอเป็นสายของมัน!

คำตัดสินที่ขอให้ยกมือโหวต ซึ่งทั้งสองอาณาจักรต่างกันพายกมือไล่เรียงกัน เว้นแต่อาณาจักรหนึ่ง...

“ท่านราชินี! ท่านควรไตร่ตรองให้ดีกว่านี้! ด้วยเหตุผลแค่นั้นมิอาจใช้คร่าชีวิต”

อาเธอร์ลุกขึ้นค้านซึ่งเกินความคาดหมายของเรย์ลี่

เขาตัดหน้าเรย์ลี่ซะงั้น

“เหตุผลแค่นั้น!? มันมากพอแล้วต่างหาก!” ราชินีโต้

“ท่านราชินี่ที่ผมรู้จักหายไปไหนแล้ว? ท่านเป็นคนที่มีเหตุผลไม่ใช่หรือ?” อาเธอร์ค้านเต็มที่ “ดูสิ ดูตัวท่านตอนนี้สิ สารรูปกับแววตานั่นมีแต่ความกลัวกัดกินใจจนตาบอดไปแล้วหรือยังไง”

“อาเธอร์!

คนของฝั่งอาณาจักรเฮฟเว่นลั่นด้วยความไม่พอใจแต่แปลกที่ผู้นำเอลฟ์นิ่งเฉย ราชินียกมือห้ามไว้

“ใช่ ข้าสารภาพตอนนี้ตัวข้ากับเมื่อก่อนมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่มันแปลกตรงไหนในเมื่อสิ่งที่จะทำก็เพื่อเผ่าพันธุ์ข้าและคนอื่นๆ”

“เฮ้อ...” อาเธอร์ถอนหายใจ “ถ้าแบบนั้นคงต้องกล่าวทุกท่านตรงนี้ไว้เลยว่า ผู้หญิงที่ชื่อว่าเฟลิกซ์ของนั้นคือคนของสถาบันนิวส์ไลฟ์ของเรา! เพราะฉะนั้นอย่าคิดทำอะไรโง่ๆ อีกเลย!

การประกาศตัวปกป้องเฟลิกซ์ของอาเธอร์สร้างความประหลาดใจแก่ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เรย์ลี่

หือ? สถานการณ์เสี่ยงขนาดนี้ทำไม...

แต่พอเห็นสีหน้าอุ่นใจของทอมมี่เธอก็เข้าใจ

อ๋อ...คนรักขอมาสินะ

“แล้วจะให้ข้าทำยังไง?” ราชินีถาม

“ลองฟังเรื่องราวอีกด้านจากเธอโดยตรงไหม?”

อาเธอร์หยิบยื่นโอกาสให้ ซึ่งทำให้เฟลิกซ์เงยหน้าขึ้นมามองแต่ก็ยังมีคนค้านจากคนของอาณาจักรเฮฟเว่น

“ไม่มีประโยชน์! เรื่องราวของผู้หญิงที่เป็นคนของปีศาจนั่นโกหกแน่ๆ!

“โกหกหรือไม่ ทุกท่านโปรดตัดสินใจด้วยตัวเอง” อาเธอร์แย้ง “เพียงแต่ช่วยรับฟังคนที่ถูกกล่าวสักหน่อยเพื่อความยุติธรรม”

“โอ้ว...ฟังดูน่าสนใจดีที่ผู้นำของนิวส์ไลฟ์ออกตัวขนาดนี้” ราชินีเอ่ยรับ

“ท่านก็น่าจะรู้ดีว่านี่คือวิถีของสถาบันนิวส์ไลฟ์”

อาเธอร์ส่งยิ้มให้แล้วนั่งลงและดูเหมือนว่าราชินีจะส่งยิ้มตอบกลับมาด้วยซึ่งทำให้ทอมมี่ไม่พอใจนิดหน่อย

โอะโอ...นี่หรอที่บอกว่าไม่มีใจให้อาเธอร์

เรย์ลี่หรี่ตายิ้มเยาะ ราชินีเอามือดันคางสาวผู้ต้องหาให้เงยหน้าขึ้น

“นี่คือโอกาสของเจ้าแล้ว พูดซะสิ”

 เฟลิกซ์ที่ดูเหมือนกำลังจะได้สติกลับมาถามกลับ

“แล้ว...อยากรู้เรื่องไหนละ”

“ทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับปีศาจที่อ้างเป็นพระเจ้า”

“ปีศาจ? หึๆๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

จู่ๆ เธอก็หัวเราะลั่นที่ประชุม เรย์ลี่เป็นห่วงอย่างยิ่ง

ท่านพี่...

“นี่เธอ!” ราชินีที่รู้สึกคุมอะไรไม่ได้ตะคอกใส่

“โทษที โทษที...คือได้ยินแล้วมันขำวะ” เฟลิกซ์ว่า “ดูเหมือนว่าพวกแก เฮ้ย พวกคุณจะปักใจเชื่อว่าคนๆ นั้นเป็นปีศาจ แต่ถ้าฉันจะบอกว่ามันคือพระเจ้าจริงๆ ละ”

“เป็นไปไม่ได้! พระเจ้าทรงไม่เป็นเช่นนั้นหรอก!” มีเสียงจากที่นั่งประชุมดังขึ้นมาทางฝั่งเฟธออฟก๊อตซึ่งศรัทธาเรื่องพระเจ้าอย่างมาก

“นั่นมันก็แค่ตำนานไม่ใช่หรือไง ไม่มีใครเคยรู้หรือเห็นตัวตนจริงๆ”

“บังอาจ! เจ้าจะบอกว่ามันเป็นเรื่องกุขึ้นใช่ไหม?”

“ฉันยังไม่ได้พูดคำๆ นั้นเลยนะ”

ดูเหมือนว่าคนที่เถียงกับเฟลิกซ์จะรู้สึกเหมือนจุกท้องถึงได้เงียบแล้วนั่งลงที่เดิม ราชินีที่พยายามฟังอยู่เอ่ยถาม

“แล้วเจ้าจะบอกอะไรกันแน่”

“ก่อนอื่นขอถามอะไรหน่อย” เฟลิกซ์หันไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อาเธอร์ “ทอมมี่! นายบอกเรื่องของฉันแค่ที่สภานักเรียนหรือไง คนที่นี่ถึงไม่รู้เรื่องฉัน”

“คนแถวนี้มันเชื่อยากผมเลยไม่ได้บอกละครับ เอ่อ...ค่ะ” ทอมมี่ตอบกลับมา

“งืม...ถ้าเป็นอย่างงั้นไม่ว่าพวกคุณจะเชื่อไม่ก็ตามโปรดฟังให้จบ! ฉันขอแนะนำตัวอีกครั้ง ฉันคือเฟลิกซ์ ดิฟเฟอร์ ผู้ที่ถูกพระเจ้าลักพาตัวจากต่างโลกมา!

สิ่งที่เฟลิกซ์กล่าวมาสร้างความตะลึงและฮือฮาในที่ประชุมอย่างมากและเธอยังคงพูดต่อไป

“พระเจ้านั่นมันเล่นเกมอะไรก็ไม่รู้ มันทำให้ฉันกลายเป็นคนที่มาตามคำทำนายอะไรนั่น! แต่แล้วมันก็เปลี่ยนใจลบความทรงจำเลยไม่มีใครจำเรื่องนี้ได้หรอก”

“โอ้...ฟังดูน่าเหลือเชื่อดีนะ” ราชินีว่า

“ก็ต้องน่าเหลือเชื่อสิถึงจะถูก พวกคุณทุกคนก็เห็น! ตอนนี้คริสตัลฟอร์เป็นยังไง ทำไมหอคอยนั่นถึงมีขึ้นมาได้ ปีศาจน่ะทำเรื่องขนาดนี้ไม่ได้หรอก! คำตอบพวกนั้นมันก็อยู่ในใจทุกคนกันแล้วไม่ใช่หรือไง”

“เป็นไปไม่ได้! พระเจ้าทรงไม่—”

“หุบปาก!!!” เฟลิกซ์ตะคอกสวนกลับคนของเฟธออฟก๊อต “บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าพระเจ้าไม่ใช่ตามที่พวกแกจินตนาการหรอก มันงี่เง่ากว่าที่พวกแกคิด! พระเจ้ามันก็แค่เด็กกะโปโลเอาแต่ใจคนหนึ่ง...ดูสิ เรื่องตรงหน้าหอคอยมันทำตัวให้ความหวังว่ามีทางโค่นมันได้แต่ที่จริงแล้วมันไม่มีทางที่จะทำแบบนั้นด้วยซ้ำ!

“แต่ว่าพระเจ้ามีความเมตตา—” คนเดิมยังคงเชื่อมั่นแต่น้ำเสียงความมั่นใจหายไปพอสมควร

“ฉันว่าเรื่องนี้พวกนักโบราณคดีน่าจะรู้ดีอยู่แล้วละ”

จู่ ๆ เฟลิกซ์เอ่ยถึงกลุ่มคนหนึ่งขึ้นมา

นักโบราณคดี?

เรย์ลี่ได้ยินแล้วนึกถึงเรื่องที่เฟลิกซ์เคยทำภารกิจเกี่ยวกับการหายตัวไปของนักโบราณคดีคนหนึ่งแถวๆ ชายแดนนิวส์ไลฟ์ เจ้าตัวพูดต่อไป

“ฉันได้อ่านบันทึกการค้นพบและข้อมูลที่ถูกแกะสลักตามโบราณสถานของศาสตราจารย์โซลที่รับสืบทอดข้อมูลจากอาจารย์ลัคกี้อีกที ในนั้นบอกถึงตำนานพระเจ้าที่เอาแต่ใจสร้างโลกแห่งนี้ด้วยจิตใจอันยุ่งเหยิง ดูสิ...พวกคุณแปลกใจบ้างหรือยังไงว่าโลกนี้มันผิดแปลกกว่าปกติ หกเหลี่ยมบ้างละ สุดขอบโลกบ้างละ รู้ไหมว่าโลกที่ฉันมามันไม่มีของพวกนี้เลย!!! เผลอๆ ตอนแรกโลกนี้มันไม่ได้เป็นแบนี้ด้วยซ้ำไป! และเรื่องนี้ฉันว่า...คนใหญ่คนโตของอาณาจักรเฮฟเว่นน่าจะรู้ดีกว่าใครนะเพราะในบันทึกนั่นมันบอกว่าทีมสำรวจมีคนของพวกเขาอยู่”

คำถามชุดใหญ่สร้างเงียบสงัดแก่อาณาจักรเฮฟเว่น ความวุ่นวายเป็นของเฟธออฟก๊อต...พวกเขาต่างตะโกนถามต่างๆ นานา

“อาณาจักรเฮฟเว่น! มันไม่จริงใช่ไหม”

“บ้าน่า! เรื่องแบบนั้นมันขัดต่อหลักคำสอนของพระเจ้า!

“ดูหมิ่นกันขนาดนี้ประหารนางผู้หญิงคนนั้นซะเลย!

“เงียบ!!!

และความวุ่นวายนั่นจบลงด้วยน้ำเสียงของราชินี แววตาที่มีแต่ความยุ่งยากของเธอหันมามองเฟลิกซ์

“นี่เจ้า...หาเรื่องกันใช่ไหม”

“แล้วมันจริงไหมละ”

“ข้าไม่รู้หรอกว่าทำไมมันวกมาเรื่องนี้ได้ยังไง แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นสีหน้าของพวกคนที่ถูกความโง่บังตา” ราชินีกล่าวแล้วหันไปทางพวกเฟธออฟก๊อต “ทุกๆ ท่าน...ข้าขอยืนยันว่าเรื่องตำนานและหลักฐานเกี่ยวกับพระเจ้าที่ผู้หญิงคนนี้กล่าวมาเป็นความจริง ในสายตาของพวกเราสงครามที่พวกท่านก่อขึ้นมารู้ไหมว่ามันงี่เง่าสิ้นดีที่อ้างถึงพระเจ้าไม่ได้เรื่องนั่น...”

และแล้วความหมาดหมางของทั้งสองอาณาจักรก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักแทนไปชั่วคราว เรย์ลี่เกาหัวกับสิ่งที่เป็นอยู่

ท่านพี่ก็เก่งดีนะ ทำให้พวกนั้นทะเลาะกันเฉยเลย

และเป็นเวลากว่าเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะกลับเข้าเรื่องเดิมได้ ราชินีเดินกลับมาถามเฟลิกซ์

“ทุกๆ ท่าน เรากลับมาเข้าเรื่องของผู้หญิงคนนี้กันต่อ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากล่าวมายังหาข้อแก้ต่างไม่ได้เลยว่าเจ้ามิได้ร่วมมือกับคนที่อ้างว่าพระเจ้าทำลายโลกนี้”

“แล้วความคิดอย่างงั้นขึ้นมาได้ยังไง?” เฟลิกซ์ถามกลับ

“ก็....ตอนที่คนๆ นั้นลงมาคุยกับเจ้า ข้าเองก็อยู่ด้วย...เลยได้ยินทุกอย่าง”

“ได้ยินทุกอย่าง? แน่ใจนะว่าได้ยิน”

“แน่ใจ...คนๆ นั้นบอกว่าให้เจ้าเป็นผู้นำแนวหน้า ซึ่งคำพูดของบุคคลที่อ้างเป็นพระเจ้ามันเชื่อถือไม่ได้ เธอจะนำเราสู่หายนะอย่างแน่นอน”

“อ๋อ นี่สรุปว่าไม่เชื่อจริงๆ ใช่ไหมเรื่องพระเจ้านั่น ถึงแม้ว่าพวกคุณจะมีหลักฐานทางโบราณคดีก็ตาม”

“หลักฐานที่ว่านั่นมันจริงหรือไม่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้และเลือกจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ทว่าคนที่มีพลังเปลี่ยนคริสตัลฟอร์ได้ขนาดนี้ก็เคยมีอยู่”

“ใคร”

“จอมมาร”

คำตอบของราชินีชวนให้ทุกคนในที่ประชุมขนหัวลุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในร่างของจอมมารอย่างทอมมี่ เฟลิกซ์ที่เห็นว่าท่าไม่ดีเลยวกกลับเข้าเรื่องเดิม

“เฮ้! เรื่องของฉันละ เชื่อหรือยังว่าไม่ได้เป็นพวกของไอ้พระเจ้านั่น”

“แล้วเจ้ากำจัดเจ้าสิ่งนี้ได้อย่างไร? มันแข็งแกร่งมากใช้เวลาเป็นเดือนก็ยังพิชิตไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ว่าพระเจ้าคอยหนุนเจ้า”

ราชินีพูดไปอีกเรื่องหนึ่ง เธอชี้นิ้วหาส่วนหัวของไททันโกเลมตรงหน้าเฟลิกซ์ ซึ่งเธอกรอกตาขึ้นฟ้า

“ฉันรู้จุดอ่อน”

“จุดอ่อน? อ๋อ...พระเจ้าบอกกับเจ้าไว้”

“บ้าหรือไง จะให้บอกกี่รอบว่าพระเจ้ากับฉันเป็นศัตรูกันและที่รู้จุดอ่อนเพราะเจ้านี้เคยสู้กันมาที่โลกก่อน”

“โลกก่อน?”

“จำไม่ได้หรือไง? ฉันบอกแล้วว่าฉันมาจากโลกอื่นที่มีเจ้าเศษเหล็กสิ่งนี้อยู่!

เฟลิกซ์หมดความอดทนเบ่งเชือกขาดแล้วลุกขึ้นยืน เหล่าทหารที่ยืนเฝ้าอยู่ต่างกรู่เข้ามาปกป้องราชินี เรย์ลี่ที่อาเธอร์อนุมัติให้ทำอะไรก็ได้ไม่รอช้ากระโจนเข้าร่วมวงยืนระวังหลังให้

“เรย์ลี่”

“ท่านพี่คะ! ไม่ว่าท่านพี่จะทำอะไรเรย์ลี่ก็เอาด้วยทั้งนั้นค่ะ!

“ทหารถอยมาอยู่แนวหลังของข้า!

ราชินีออกคำสั่งทหารที่ถือดาบและหอกชี้ใส่ทั้งสองคนให้มายืนอยู่ข้างหลังก่อนที่ราชินีจะยกมือขึ้น ทันใดนั้นทั้งสองคนก็ถูกบาเรียทรงกลมครอบคลุมรอบตัวซึ่งมันเหมือนกับที่เมืองบาลาส

บาเรียต้องห้ามนี่!

เรย์ลี่ใจไม่ดีเพราะเธอไม่รู้วิธีทำลายมันต่างจากเฟลิกซ์ที่ลองเอามือขวาสัมผัสแล้วทุบสองสามครั้งซึ่งไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ราชินีที่ยกมืออยู่เอ่ย

“เปล่าประโยชน์ ณ บัดนี้พวกเขากลายเป็นเชลยแล้ว”

“ท่านราชินี! ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร!

อาเธอร์ลุกขึ้นประท้วง ทอมมี่เองก็จะทำแบบนั้นแต่ถูกมืออาเธอร์ดันตัวให้นั่งลง

“ก็คนของเจ้ารนหาที่ก่อน”

“หรือตั้งใจให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้ว” อาเธอร์เดา

“ข้าไม่รู้ เจ้าเองก็อย่าทำตัวเดือดร้อนมากกว่านี้เลย”

ราชินีปัดแสร้งทำเป็นใสซื่อก่อนที่จะหน้าเหวอเพราะเฟลิกซ์หัวเราะลั่น

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

“หัวเราะอะไรมิทราบ!? คุณเชลย”

“ฮ่าๆๆๆๆ ก็นิดหน่อย...เวลาเหลือน้อยแบบนี้ยังจะเล่นการเมืองล่อกันเองอีกนะ ให้ตายสิไม่แปลกใจเลยว่าคริสตัลฟอร์จะล่มสลายเลย”

“นี่เจ้า!!

“หรือไม่จริงละ!?” เฟลิกซ์เถียงก่อนที่จะหันรอบข้างบอกทุกคน “ทุกๆ ท่าน...ฉันมีอาวุธและมันสมองที่ช่วยให้เคลียร์ถึงชั้นบนสุดได้อย่างรวดเร็ว แต่ดูสิ่งที่ราชินีของพวกท่านทำสิ...แบบนี้มันเหมือนเป็นไปตามความต้องการของพระเจ้าเลย ไม่แน่นะราชินีอาจจะถูกพระเจ้าครอบงำก็เป็นได้”

“เจ้า!!!

ราชินีตะคอกใส่ บุคคลเกือบร้อยที่เข้าร่วมประชุมเริ่มลังเลใจไม่คล้อยตามราชินีเสียแล้ว...เมื่อเป็นเช่นนั้นราชินีเลยตัดสินใจเพิ่มความแข็งแกร่งของบาเรียด้วยมือทั้งสองเข้าไปอีก

“ถ้าเจ้าทำลายบาเรียศักด์สิทธิขั้นสูงสุดของข้าที่แม้แต่จอมมารยังมิอาจะทำลายได้ ข้าจะยอมรับเลยว่าเจ้าไม่ได้เป็นอย่างที่ข้ากล่าวหา!! เอาเลยสิ!! ฮ่าๆๆๆๆ!!!

บาเรียสีฟ้าของราชินีเริ่มทึบแสงมากขึ้นเรื่อยๆ เรย์ลี่กำลังกลั่นตำราเวทย์ในหัวออกมาทั้งหมด

เวทย์อันไหนนะที่ช่วยทำลายบาเรียของราชินีได้!

“เรย์ลี่ หลบไปทางซ้ายหน่อย”

“เอ๋!?

เรย์ลี่แปลกใจและดูเหมือนว่าไม่ทันใจเฟลิกซ์เลยถูกดันไปอยู่ข้างๆ แทน เจ้าของแขนซ้ายจักรกลง้างหมัดเต็มที่แล้วส่งหมัดปะทะกับบาเรียเต็มที่

เปล้ง!!!

มันเป็นเสียงแตกสลายของบาเรียที่ไพเราะเสนาะหูเรย์ลี่อย่างมาก บาเรียที่ราชินีเคลมนักหนาว่าแข็งแกร่งในโลกถูกทำลายลงด้วยหมัดเดียว ก้นของหล่อนจ้ำลงพื้นตะลึงกับสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น บัดนี้เฟลิกซ์ได้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกๆ คน ณ ในที่นี้

“ทะ...ทำไม...บาเรียของข้า...ถึงได้...” ราชินี้ช็อกไปชั่วขณะ

“หึ เสียเวลาจริงๆ”

เฟลิกซ์เชิดหน้ามองราชินีราวกับว่าเป็นแค่ทางผ่านก่อนที่จะหันกลับไปตรงทางออกของที่ประชุมแห่งนี้ พอเดินไปได้แค่สามก้าว ทหารทั้งสองที่ยืนปิดทางอยู่เอาดาบขวางไว้อย่างกล้าๆ กลัวๆ...เธอยืนนิ่งเหมือนคิดอะไรได้แล้วหันกลับมาพูดกับทุกๆ คน

“ฉันไม่สนหรอกว่าพวกนักการเมือง ขุนนาง กษัตริย์ เทวดาร่างทรงจะคิดอย่างไงหรือมีอำนาจแค่ไหนแต่ช่วยแหกตาดูความจริงข้างนอกนั่น!! หอคอยที่ตั้งอยู่ใกล้หัวพวกแกคือจุดมุ่งหมายเดียวกันของพวกแกไม่ใช่หรือไง? ฉันมาที่นี่ก็เพื่อโค่นมัน! ถึงแม้จะมีเรื่องส่วนตัวกับไอ้พระเจ้าที่อยู่ข้างบนสุดนั่นด้วยก็เถอะ...ถ้าที่นี่เป็นแนวหน้าที่ฉันได้ยินมาจริงๆ ใครปอดแหกก็กลับไปกินนมที่บ้านซะ!! ถ้าใครขวางทางก็จะเป็นแบบบาเรียนั่น!

สิ้นสุดเสียงสะบั่น ดาบทั้งสองที่ขวางทางถูกปัดลอยขึ้นปักผ้าใบข้างบนด้วยแขนซ้ายจักรกล เฟลิกซ์ทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินจากไป

“แต่ถ้าใครอยากสู้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี...ส่งคนมาเข้าร่วมกับฉัน!! เพราะฉันเนี่ยแหละที่กำกุญแจแห่งชัยชนะเหนือหอคอยเส็งเคร็งนี่!! เรย์ลี่! ออกจากที่เฮงซวยนี่เถอะ!

“ค่ะ! ท่านพี่!

เรย์ลี่ได้สติกลับมาอีกครั้งแล้วรีบวิ่งตามไปเพราะคำพูดของคนที่เธอเคารพทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นอย่างมาก

ท่านพี่ของเรย์ลี่กลับมาแล้ว!!!


โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.50 Mental Tower VI – [ความกังวลใจของเรย์ลี่]

 

53 ความคิดเห็น