<จบ> Crystal Fall [ชีวิตต่างโลกที่แสนซวยของเฟลิกซ์] Vol.1-2-3

ตอนที่ 50 : Ch.47 Mental Tower III - [แนวหน้า]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ก.ค. 59


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.47 Mental Tower III - [แนวหน้า]

หอคอยนี่มัน...

เฟลิกซ์ทวนคำนั้นภายใต้จิตสำนึกอยู่หลายรอบกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ภาพอดีตในช่วงที่อยู่โลกเก่า ณ เวลาที่อยู่ในห้องประชุมประจำหน่วย นานามิเพื่อนสนิทที่เป็นหัวหน้าได้นำข้อมูลบางส่วนของโครงสร้างฐานลับของด็อกเตอร์ดิไวน์ที่ Area CH-5 ประกอบแผนปฏิบัติการไททันฟอร์ฉายขึ้นจอให้ทุกคนในหน่วย (และมีรันเนอร์พ่วงมาด้วย) ได้รับทราบ...

หนึ่งในภาพนั้นมีแบบแปลนของตึกหนึ่งที่ถูกเจาะลงดินลึกลงไปสามร้อยเมตรและมีความกว้างกว่าเจ็ดสิบเมตร เมื่อให้ทางซุบเปอร์คอมพิวเตอร์ประจำฐานใหญ่ของเวิลด์เจเนอรัลที่เรียกกันว่าดิออลโนว (The All-Known) วิเคราะห์แล้วพบว่าพื้นที่ตรงนั้นกำลังจะสร้างตึกที่เป็นทรงกลมและมีรูปร่างเหมือนกับหอคอยเหล็กกล้าที่เธอเห็นอยู่ตอนนี้

มันไม่ใช่เหมือนกันธรรมดา...ถอดแบบเดียวกันเป๊ะเลย!! เพียงแต่ที่โลกเก่ามันสร้างได้แค่ช่วงฝังเสาหลักเท่านั้น...

ความกลัวเฉียบพลันที่เกิดมากะหันทันเพราะหอคอยแห่งนี้ทำให้นึกถึงร่างอันนาในแคปซูลที่เจอครั้งที่ฐานใต้ดินที่มีรูปร่างเหมือนกันก่อนที่จะถูกใครบางคนเรียกสติ

“เฟริน เธอเป็นอะไรรึเปล่า?”

“ท...ทอมมี่!?

“ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม? หรือว่าผมเดาถูกที่คุณน่าจะรู้เกี่ยวกับหอคอยนี่”

ทอมมี่ที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างมากเดาใจเธอซึ่งตรง

“อ่า...เคยพบกับของแบบนี้มาก่อน แต่คงไม่ใช่อันเดียวกันละมั้ง นี่มันคนละโลกกันนะ”

“ก็ไม่แน่ครับ”

เรื่องที่ทอมมี่บอกทำให้เฟลิกซ์ฉงนใจ

“หมายความว่าไง”

“ตามผมไปที่เต็นท์เก็บข้อมูลเถอะครับ มีอะไรที่น่าตกใจกว่านี้อีก”

แล้วทอมมี่ถือวิสาสะจับมือขวาเธอลากตัวไปได้แค่ห้าก้าวก็ถูกสลัดมือทิ้ง เฟลิกซ์ชักสีหน้า

“ฉันเดินเองได้!

“เฟริน...ยังโกรธสินะครับ คือว่าเรื่องนั้นมันเป็น—”

“เรื่องนั้นช่างหัวมันไว้ก่อน ตอนนี้สิ่งที่นายต้องทำถือนำทางไปเรื่องที่นายว่า...”

“ค...ครับ”

ทอมมี่คอตกแล้วเดินนำไป เขาพาเดินเข้าพื้นที่ๆ มีแต่เต็นท์มากมายแต่ดูเหมือนว่าจะถูกจัดสรรเป็นส่วนๆ อย่างเหมาะสมแต่ก็ไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นอะไร พอเฟลิกซ์เดินตามเขายังเต็นท์หนึ่งที่มีใบกระดาษเขียนวางและติดอยู่บนโต๊ะมากมายชวนให้นึกถึงของในบ้านพักตากอากาศของศาสตราจารย์โซลและยังมีผู้หญิงเผ่าคนแคระผมเขียวบ๊อบที่เฟลิกซ์พอจะจำได้ว่าเธอคิดหนึ่งในเลขาส่วนตัวของอาเธอร์เลยทัก

"อ้าว นั่นมาเวลใช่ไหม ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

“คะ?” ใบหน้าของคนถูกทักมีแต่เครื่องหมายคำถาม “คุณ...เป็นใครคะ”

“เอ่อ...นั่นสิ เธอจำไม่ได้หรอก”

“งั้นหรอคะ”

มาเวลเอียงคอบอกอย่างงั้นก่อนที่จะนึกอยู่ในหัวว่าเคยเจอเฟลิกซ์ที่ไหนมาก่อน ทอมมี่เดินไปยังหัวมุมเต็นท์หนึ่งแล้วเรียก

“เฟรินครับ เจ้านี่แหละที่อยากให้เห็น”

พอเฟลิกซ์เดินเข้าใกล้นัยน์ตาสีแดงของเธอเริ่มเบิกโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะเริ่มเห็นสิ่งที่แปะอยู่บนแผ่นไม้ที่ทำเหมือนกระดานบอร์ดชัดขึ้นและเมื่อเห็นมันชัดเจนทำให้ความรู้สึกแวบแรกที่ตื่นกลัวเวลาเห็นหอคอยเหล็กกล้าระยะใกล้ตอนเพิ่งเทเลพอร์ตมาใหม่ๆ อีกครั้ง ภาพของศัตรูหรือบอสแต่ละชั้นในหอคอยนั่นถูกวาดลงบนกระดาษพวกนี้ไว้กว่าสามสิบตัว มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ในช่วงสงครามโลกครั้งสอง, สงครามเย็น, สงครามตะวันออก, สงครามโลกครั้งที่สามและจนจวบปัจจุบันทั้งของเวิลด์เจเนอรัล, เอ็มแอลเอ (MLA), ไฮเทคอัพเปอร์, กองกำลังใต้ดินไอริส, กองทัพจักรวรรดิยุโรปและนานาชนิดมากมายซึ่งมันขัดกับโลกแฟนตาซีแห่งนี้อย่างสิ้นเชิงและไม่สมควรอยู่บนโลกนี้อีกด้วย

เธอเอื้อมมือขวาดึงแผ่นกระดาษใบหนึ่งที่มีรูปวาดเครื่องจักรกลสงครามที่มีอยู่ประจำกองทัพของเวิลด์เจเนอรัล หุ่นยนต์ที่มีส่วนหัวเล็กแต่ไล่ลงมาจนถึงตรงกลางกลับบานใหญ่และขนาดของมันใหญ่ยิ่งกว่ารถยนต์สองคันจอดเรียงติดกัน...มันถูกเรียกว่าหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์ [โกเลม]

“เจ้านี่...พวกนี่...มันอยู่ในหอคอยนั่นจริงๆ หรอห๊ะ!!

เฟลิกซ์ตะคอกใส่ มือสั่นกำระดาษแผ่นนั้นแน่นก่อนที่จะเขย่าตัวทอมมี่ถามอย่างแรงโดยที่ลืมเรื่องที่เขาทิ้งเธอไปหาอาเธอร์ทั้งๆ ที่พยายามกันให้ห่างอย่างสนิทใจ

“ใจเย็นๆ ก่อน...นะ...คะ! อิ๊บ!...อิ๊บ!

เลขามาเวลเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าห้ามพยายามเขย่งเท้ากระโดดจะดันตัวทั้งสองแยกออกจากกันแต่แรงไม่พอ เมื่อเฟลิกซ์รู้สึกตัวก็ผละตัวทอมมี่ออกรีบแก้ตัว

“มะมะไม่อยากจะแตะตัวนายสักนิด!

“ทำไมฟังแล้วรู้สึกช้ำใจยังไงก็ไม่รู้” ทอมมี่หรี่ตาทำท่าเหมือนจะรู้ดี

“ก็เพราะนายนั่นแหละ! ที่ทิ้ง—”

เฟลิกซ์ชะงักไปเพราะเพิ่งนึกขึ้นว่าเธอเพิ่งบอกกับเรย์ลี่ว่าจะก้าวผ่านข้ามเรื่องความรักที่ขึ้นราตามกาลเวลาเลยเบะปากเจ็บใจที่ทำตามสัญญากับตัวเองไม่ได้

“ชิ! เรื่องของนายไว้เคลียร์วันหลังก็แล้วกัน!

“ครับ!? เหะๆ”

ทอมมี่รับปากอย่างงงๆ ไปก่อนแล้วก้มเก็บกระดาษที่เฟลิกซ์เผลอขย้ำแล้วทิ้งบนพื้นขึ้นมาแปะติดกระดานไม้ที่เดิมแล้วทั้งคู่ก็มองหน้ากัน...

“อยากรู้เรื่องไหนก่อนถามมาเลยครับ”

“ให้นายเริ่มให้น่าจะดีกว่านะ”

“เธอก่อนเถอะ ผมอาจจะเริ่มไม่ถูก”

“ไม่เอานา ฉันจะไปรู้อะไร”

จนแล้วจนรอดผ่านไปเลยนาทีทั้งสองคนก็ยังเกี่ยงกันไปมาเหมือนเดิม มาเวลเองก็ไม่รู้ว่าจะแทรกยังไง ภาระเลยตกเป็นของอีกคนที่ยืนแอบดูอยู่นอกเต็นท์มานาน

“ทั้งสองคนงี่เง่าแบบนี้กันตลอดหรือเปล่าคะ...หมายถึงตอนที่ยังอยู่ด้วยกัน”

เจ้าของเสียงนั้นก็คือเรย์ลี่ที่แอบยืนหลุดให้ทั้งสองคนคืนดีกันทำหน้านิ่วไม่สบอารมณ์เดินเท้าเอวเข้ามาคั้นกลางระหว่างทั้งคู่ คนนอกอย่างมาเวลทำได้แต่เกาหัวและเริ่มคิดได้ว่าไม่ควรยืนอยู่ ณ ตรงนั้น

“ถ้าอย่างงั้นมาเวลขอตัวก่อนนะคะคุณเชอรี่”

“อืม”

เมื่อมาเวลออกไป ท่าทีของทอมมี่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดแล้วบ่นพึมพำ

“โดนคนของเขาจับตาตลอดเวลา...ผมก็ยังไม่ชินสักที”

“อาเธอร์” เฟลิกซ์รู้ว่าทอมมี่หมายถึงอะไร “หือ? เดี๋ยวสิ...แล้วทำไมนายถึงได้ถูกเขาทำแบบนั้น”

“การเมืองล้วนๆ” เรย์ลี่ว่า “ก็คุณทอมมี่เป็นคนสำคัญที่รู้หลายๆ อย่างเกี่ยวกับหอคอยนี่เลยได้ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษของแนวหน้าที่นี่ยังไงละคะท่านพี่”

“ขอบคุณนะครับที่อธิบายแทนให้” ทอมมี่ว่า

“ถ้างั้นที่นายคบกับอาเธอร์ก็เพราะการเมือง” เฟลิกซ์เอ่ยเรื่องที่เดาและเหมือนดีใจนิดๆ

“ไม่ใช่แบบนั้นคะท่านพี่”

เรย์ลี่หรี่ตาลงจ้องดุร้ายใส่ทอมมี่แล้วบอกความจริง

“หลังจากปีสองปีที่ท่านพี่หลับไป...ไม่รู้อีท่าไหนกลับไปคบกับอาเธอร์ซะอย่างงั้น”

รอยปูดขึ้นหน้าผากของเจ้าของแขนเหล็ก

“อ๋อ...ชักเริ่มเข้าใจแล้วสิ”

เฟลิกซ์ประชดฉีกยิ้มยินดีกับทอมมี่ ซึ่งเจ้าตัวกำลังหน้าซีดก่อนที่โบยไปเรื่องนั้น

“ไหงว่าเรื่องส่วนตัวไว้เคลียร์ที่หลังไม่ใช่หรือไงครับ”

“อ๋อ ใช่...ช่าย...ฉันพูดเองนี่นาว่าไว้เคลียร์ที่หลัง หึๆ”

น้ำเสียงแลดูมีน้ำโหเฟลิกซ์ทำให้ทอมมี่ยิ่งเกรงตัวเข้าไปใหญ่ก่อนที่เธอจะผ่อนคลายถอนหายใจทิ้งไป แล้วใช้สายตาที่จริงจังจ้องเขาอีกครั้ง

“งั้นช่วยบอกเรื่องพวกกองทัพหุ่นยนต์สงครามมันข้ามโลกมา—”

“ท่านที่ปรึกษา! ข้ามีเรื่องสำคัญอยากสอบถามความคืบหน้าของ...”

เฟลิกซ์ถูกใครบางคนที่เดินดุ่มเข้ามาในเต็นท์แล้วตะโกนเสียงดังลั่นขัดจังหวะเลยหงุดหงิดเกินจะทนกำมือซ้ายแน่นแล้วหันมองเจ้าของเสียงผู้ชายเข้มนั่น เขาใส่ชุดเกราะเงินอัศวินเต็มยศที่แผ่นหลังมีดาบเล่มใหญ่พาดอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้เฟลิกซ์ตกใจเพราะกลางหน้ามีรอยบากใหญ่ผมสีทองสั้น...มันเหมือนกับใครคนหนึ่งที่เธอได้เจอครั้งแรกตอนที่ถูกส่งมายังโลกแห่งนี้

ไอ้ตาแก่นี่มันคนที่จะเฉือนคอฉันกลางสนามรบนั่นนิ!!

เธอยังไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงเกิดจำชายนักรบตรงหน้านี้ได้ขึ้นมาแต่ความโกรธแค้นที่แล่นไปทั่วร่างกายคือของจริง เหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวว่าเฟลิกซ์กำลังทำตัวไม่เป็นมิตรเข้าใส่แต่ก็ยังมองกลับราวกับว่าเธอเป็นแค่แมลงวัน เฟลิกซ์เกือบจะท้วงถามถึงวันแรกที่ถูกกระทำนั่นแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าหลังเหตุการณ์ที่พระเจ้ากลั่นแกล้งก่อนเข้าเมืองนิวส์ไลฟ์ครั้งแรกนั้นเกือบทุกคนลืมเรื่องที่เธอเป็นผู้กล้าตามคำทำนายที่ผิดพลาดไปแล้ว...เลยยอมถอดใจแล้วโบกมือพูดไล่แทน

“ออกไปก่อนได้ไหม คนเขากำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่!

“กิลเชอร์!?

ทอมมี่ทักถึงชื่อของชายแก่ ท่าทางเขาจะเกรงใจอัศวินผู้นั้นอยู่และยิ่งเฟลิกซ์พูดแบบนั้นไป...ชายแก่นั่นโกรธตัวสั่นเมื่อได้สติ

“หน่อยแน่!! แกคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน! บังอาจกล้าไล่แม่ทัพแสนเกรียงไกรแห่งอาณาจักรเฟธออฟก๊อดอย่างข้า!!

ตำแหน่งยศที่เจ้าตัวพูดออกมานั้นทำให้ใจเฟลิกซ์เขว้ไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกกลัวแม้แต่น้อยกลับยิ่งอยากเผชิญหน้ามากกว่าเดิมเลยจะพุ่งเข้าหาแต่ถูกเรย์ลี่จับตัวห้ามศึกไว้แต่ห้ามปากเธอไม่ได้

“แน่จริงมาต่อยกันเลยเซ่!

“คิดจะท้าสู้กับข้างั้นหรือ! ยังเร็วไปร้อยปี!

“ป๊อดแหกสินะไอ้แก่!!

ทอมมี่เห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งเข้าไปล็อคตัวกิลเชอร์ไว้ไม่ให้ทำร้ายเฟลิกซ์ที่เรย์ลี่ล็อคตัวไว้เช่นกันแต่เธอเห็นว่าขืนให้เป็นนี้ต่อไปไม่ดีแน่ๆ เลยบอกเสนอให้ทั้งสองคนที่ทำให้ทอมมี่ปวดหัว

“งั้นประลองใช้กฎ HP ใครลดเหลือครึ่งหนึ่งไหมละท่านกิลเชอร์! ท่านพี่!

กิลเชอร์ได้ยินเช่นนั้นก็สงบใจลงแล้วมองเฟลิกซ์ด้วยสายตาที่เหยียดหยาม

“ข้าจะรอที่สนามฝึกซ้อมใกล้ทางเข้าหอคอยสิบนาที...ถ้าใจกล้าก็มา แต่ถ้าคำพูดของเจ้าเมื่อกี้เป็นเพียงแค่ลมปาก...รีบๆ ไสหัวออกจากแนวหน้าไปซะ!!

แผ่นหลังที่แบกดาบเล่มโตออกจากเต็นท์ไป ทอมมี่โล่งอกขึ้นมาทันตาส่วนเรย์ลี่เร่งเร้าท่านพี่

“ท่านพี่คะ! เรย์ลี่มั่นใจว่าท่านพี่จะชนะเขาได้แน่!

“งั้นพาฉันไปที่ประลองหน่อย”

“ได้เลยคะท่านพี่!!

เรย์ลี่ยิ้มหน้าระรื่นแล้วรีบพาเฟลิกซ์ออกไป ทอมมี่ที่ปวดหัวอยู่แล้วก็ยิ่งหนักใจขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้ว่าสาเหตุที่เรย์ลี่ทำแบบนั้นเพราะมีความแค้นส่วนตัวที่เรียกกันว่า [ความหมั่นไส้] กับกิลเชอร์

“เฮ้อ...เฟรินมาวันแรกก็เป็นเรื่องเลยรึเนี่ย”

ทำไมมันกลายเป็นอีแบบนี้

เฟลิกซ์กำลังโทษตัวเองในใจหลังจากที่กำลังยืนประจันหน้ากับกิลเชอร์หรือคนที่เคยคิดจะฆ่าเธอตอนที่เพิ่งถูกส่งมายังโลกนี้ใหม่ๆ แต่สำหรับตอนนี้เขาคงจำไม่ได้เพราะผลกระทบที่พระเจ้าทำไว้ พอคิดถึงเหตุผลนี้เฟลิกซ์ก็ยิ่งตอกย้ำกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปนั้นเป็นการกระทำที่โง่มาก

แบบนี้ฉันจะกลายเป็นศัตรูกับทุกคนแนวๆ นี้ไหมเนี่ย

“อัดมันเลยท่านแม่ทัพ! ยัยผู้หญิงคนนั้นบังอาจดูหมิ่นแนวหน้าอย่างพวกเรา!

“เอาเลย! เอาเลย! เอาเลย!

เสียงเชียร์จากพวกทหารหลากหลายเผ่าที่ยืนมุงอยู่นอกเส้นแป้งที่โรยเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกั้นเป็นสนามประลองชั่วคราว เฟลิกซ์ไม่ค่อยสบอารมณ์กับเสียงเชียร์นั้นเพราะความจริงเธอไม่ได้ดูหมิ่นแนวหน้าแต่อย่างใดแต่ด้วยสถานการณ์บานปลายเลยเกิดความเข้าใจผิดกันใหญ่

“ไม่ทันไรเหงื่อตกแล้วหรือ ใจเสาะ”

“เปล่าสักหน่อย!

“อะแฮ่ม!” เรย์ลี่ที่ยืนคั่นกลางพรวดเสียง “กฎการประลองนี้เพื่อหาผู้แพ้ชนะ หาก HP ของใครเป็นสีเหลืองหรือเหลือเพียงครึ่งหนึ่งถือว่าเป็นผู้แพ้และยุติการประลองทันที หากมีเจตนาลด HP จนกลายเป็นสีแดงจะถูกปรับแพ้ เข้าใจกฎการประลองดีกันใช่ไหมคะท่านพี่ท่านกิลเชอร์”

เฟลิกซ์พยักหน้าอีกฝ่ายก็เช่นกัน เธอจ้องมองหลอดเลือดหรือหลอด HP ของกิลเชอร์เหนือหน้าผากเหมือนรู้สึกว่าจะยาวของเธอเล็กน้อยหรือคิดไปเองก็ไม่แน่ใจ เรย์ลี่ส่งสัญญาณมือให้ทั้งสองคนเดินถอยหลังสิบก้าวแล้วให้ตั้งท่าอาวุธได้ กิลเชอร์ยกมือขวาเอื้อมชักดาบจากแผ่นหลังของตนเองเสียงดาบที่เสียดสีกับซองใส่ดาบเหล็กน่าขนลุกก่อนที่จะกุมด้ามดาบมือทั้งสอง แน่นอนว่าเฟลิกซ์มีเพียงแต่แขนซ้ายจักรกลเท่านั้นที่รู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่หลังฟื้นขึ้นมาว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างในแขนซ้ายนี่เปลี่ยนไปและคิดอยากจะลองทดสอบมันอยู่แต่มีหลายๆ เรื่องให้คิดเลยลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท

คงไม่มีอะไรมั้ง

เธอคิดแบบนั้น เรย์ลี่เดินถอยออกจากสนามประลองแล้วชูคทาตัวเองสูงขึ้น

“เอาละนะ! เรย์ลี่ขอเริ่มการประลองระหว่างท่านพี่เฟลิกซ์กับแม่ทัพกัลเชอร์ ณ บัดเดี๋ยวนี้!

และแล้วเรย์ลี่สะบัดคทาลงมาเป็นสัญญาณให้เริ่มสู้ ดาบเล่มใหญ่ถูกง้างสูงขึ้นแล้วตวัดลงมาทิ่มพื้น แทบจะทันทีทันใดในตาของเฟลิกซ์เห็นคลื่นเสี้ยวจันทร์ที่เกิดจากการตวัดของดาบลอยพุ่งหาด้วยความเร็วสูงมากจนเกือบเบี่ยงตัวหลบไม่ทัน คลื่นนั่นปะทะกับบาเรียที่เรย์ลี่กางไว้เป็นขอบสนามประลองเพื่อไม่ให้โดนคนภายนอก

อันตราย...

เธอสะกดความรู้สึกนั้นไว้อย่างดีก่อนที่จะกระโดดสูงสามเมตรเพื่อหลบคลื่นเสี้ยวจันทร์ระลอกที่สองและเพื่อไม่ให้เสียโอกาสทองตอนลอยอยู่กลางอากาศ เฟลิกซ์ยิงหมัดซ้ายจักรกลสวนกลับไป อีกฝ่ายใช้ดาบแหว่งเพื่อปัดมันแต่มันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด แรงที่ส่งหมัดซ้ายไปมันมีมากเกินที่จะโต้ตอบ...ดาบกิลเชอร์ถึงได้หลุดมือตกลงไปไม่ห่างตัวหนัก เจ้าตัวรีบถอยไปหยิบดาบแล้วขมวดคิ้วหนักมองเธอ

“ไอ้แขนไซบอร์กนั่นมันอะไรกันแน่ มันไม่น่าจะต้านทานดาบศักดิ์สิทธิ์ได้!

“แล้วไง? อย่างที่แกเห็น...ดาบนั่นมันไม่ค่อยเป็นคู่มือของฉันหรอกนะ”

แต่ต้องยอมรับว่าการตอบสนองของตาแก่นี้ไวเอาเรื่อง

เฟลิกซ์แอบนับถืออยู่ในใจเพราะความเร็วการพุ่งไปของหมัดเมื่อครู่ก็เร็วพอๆ กับคลื่นเสี้ยวจันทร์นั่นแต่กิลเชอร์ยังยกดาบตั้งรับได้ทัน หลังจากนั้นท่าทีของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป...แลดูจริงจังมากขึ้น รังสีความน่าเกรงขามกำลังแผ่ออกมาจนทุกคนสัมผัสมันได้

อะไรเนี่ย...ทำไมฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาด้วย?

เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง คงต้องอัพระยะประชิดเท่านั้นถึงจะหลบไม่ได้!

“ย๊าก!!

เจ้าของแขนเหล็กวิ่งตรงเข้าหาอีกฝ่ายที่ยืนตั้งดาบรอรับ พอถึงระยะที่ปะทะกันกิลเชอร์เตรียมตวัดดาบเบาๆ ด้วยความเร็วแต่ต้องชะงักลงเพราะเฟลิกซ์กลับย่อตัวแล้วสไลด์ถีบขาคู่ให้ล้มลงกับพื้น เป็นแผนสร้างความแปลกใจที่เธอคิดขึ้นสดๆ แต่กลับผิดแผนไปเพราะเฟลิกซ์นอนกลิ้งเจ็บขา

ทำไมแข้งตาแก่นั่นแข็งจังวะ!!

บรรยากาศรอบข้างต่างร้องแปลกใจในเมื่อทั้งคู่ต่างล้มลงทั้งคู่และลุ้นว่าใครจะลุกขึ้นก่อน...คนๆ นั้นก็คือกิลเชอร์ที่กำลังโกรธจัด

“เฮ้ยแก! บังอาจหยามเกียรติการประลอง!! ตายซะเถอะ!!

และแล้วคลื่นดาบก็ถือส่งมาอีกรอบ เฟลิกซ์ที่ยังลุกไม่ขึ้น...ทำได้แต่ตั้งแขนซ้ายจักรกลตั้งรับเป็นโล่ คลื่นเสี้ยวจันทร์ที่ถาโถมสองครั้งติดๆ ถูกสลายหายไปในโล่บาเรียที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติจากหินสีรุ้งที่ต้นแขนซ้ายสร้างความตะลึงให้แก่ทุกๆ คนเว้นแต่เรย์ลี่ที่ฉีกยิ้ม

“หึๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

เจ้าของเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่าใช้แขนซ้ายจักรกลดันตัวเองลุกขึ้น เชิดหน้าจ้องมองกิลเชอร์

“ตาฉันเอาคืนบ้างแล้ว!!!

ท่านพี่...

เรย์ลี่กำคทาในมือแน่นขึ้นเรื่อยๆ ตามความรู้สึกกังวลในใจเพราะสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเฟลิกซ์

ท่านพี่กำลังอ่อนแรง

การประลองของทั้งสองคนเริ่มได้สักพักหนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าฝ่ายที่เสียเปรียบก็คือกิลเชอร์ที่เอาแต่หลบไปมาและพยายามหยุดเฟลิกซ์แต่ไม่ได้ผล ทว่าเรย์ลี่สังเกตเห็นว่าความเร็วของท่านพี่ของเธอกำลังตกลงพร้อมกับสีหน้าที่เริ่มกังวล

ที่หลับไปสิบเจ็ดปีต้องมีผลกระทบกับท่านพี่แน่ๆ

หยุดกลางคั้นเลยดีไหม

เรย์ลี่มองบรรยากาศรอบข้างเพื่อชั่งใจแต่ดันเห็นคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ข้างๆ เธอ

“ท่านผู้นำเอลฟ์”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

ชายรูปงามตาสีเหลืองผมเงินยาวหูแหลมกางยื่นออกมาในชุดผ้าไหมฟ้าประดับไปด้วยคริสตัลระยิบระยับถามเรย์ลี่โดยไม่สบตา ซึ่งเธอลำบากใจที่จะตอบ

“เอ่อ...ก็อย่างที่เห็น มีการประลองกัน”

“ประลองกับผู้หญิง? แม้แต่แม่ทัพอันยิ่งใหญ่ของเฟธออฟก๊อดก็ยังไร้ศักดิ์ศรีหรือนี่”

“เฮ้ย! แกว่าอะไรนะไอ้เอลฟ์ปากหมา! โอ้ย!!

กิลเชอร์ที่กำลังสู้อยู่ดันได้ยินสิ่งที่ผู้นำเอลฟ์คุยกับเรย์ลี่ก่อนที่จะถูกเฟลิกซ์กระโดดเตะเข้าที่ก้านคอจนกระเด็นล้มไปแต่ก็ยังลุกขึ้นไหว เรย์ลี่ถอนหายใจ

“คงจะคิดมากไปเองมั้งเรา”

“คิดอะไรมากงั้นหรือ”

“ไม่มีอะไรหรอกคะท่าน แค่เพิ่งคิดได้ว่าการประลองนี่อาจจะสูญเปล่า”

“คิดได้สองแง่...อย่างที่เธอกล่าว ถ้ากิลเชอร์ชนะอาจจะเป็นเช่นนั้นแต่ถ้าผู้หญิงคนนั้นเกิดชนะขึ้นมาละก็...เกียรติของแม่ทัพที่พวกนั้นผู้ใจนักหนาก็จะพังทลายและคงจะถอนจากแนวหน้าก็เป็นได้”

“หา!? แบบนั้นก็ไม่ดีเลยสิ!

“เจ้าพวกฝีมือห่วยๆ นั่นรีบๆ ถอนไปดีแล้ว ให้กองกำลังเอลฟ์ของข้าผู้นี้เป็นแนวหน้ายังดีกว่าให้ร่วมมืออยู่แบบนี้”

“ท่านผู้นำเอลฟ์ละก็...”

เรย์ลี่หน้านิ่วใส่ก่อนที่จะเห็นแสงกระพริบสีแดงที่หอคอยที่กำลังเคลื่อนลงมาเรื่อยๆ

แสงนั่นมัน...

เมื่อจำได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรเธอรีบควักปืนเวทมนต์ที่พกอยู่ชูขึ้นฟ้าแล้วยิงพลุสีส้มออกไปให้ระเบิดกลางอากาศ ทุกอย่างต่างหยุดเคลื่อนไหวแม้แต่การประลองของทั้งสองคน เรย์ลี่เอ่ยเสียงดัง

“ขอยุติการประลอง! หน่วยแพทย์รีบไปรอรับคนเจ็บที่หอคอยเร็วเข้า! ทีมสำรวจกลับมาแล้ว!!

“ทีมสำรวจ!?

คนที่มุงล้อมรอบอยู่ต่างตื่นตกใจก่อนที่จะวิ่งไปคนละทิศคนละทางราวกับว่ารู้หน้าที่ของตัวเอง ณ เวลานี้ว่าควรทำอะไร เรย์ลี่กับผู้น้ำเอลฟ์เดินตรงมาหาคู่ประลองทั้งสองคน

“ท่านผู้นำเอลฟ์รบกวนช่วยฮีลให้ท่านพี่...ผู้หญิงแขนเหล็กให้ด้วยค่ะ ทางเรย์ลี่จะจัดการกิลเชอร์ให้เอง...ฮีล!!

และแล้วหลอด HP ที่เหลือคนละ 3 ส่วน 4 ก็ถูกเติมจนเต็มทั้งคู่ กิลเชอร์จ้องมองเฟลิกซ์อย่างเคียดแค้น

“อย่าคิดว่าแค่นี้มันจะจบ”

แล้วเขาก็เดินลับตาไป เฟลิกซ์ขมวดคิ้วไม่พอใจ

“จะหยุดกลางคั้นทำไมเรย์ลี่”

“มีเรื่องด่วนค่ะ ทีมสำรวจชั้นสามสิบสามกลับมาแล้ว”

“ทีมสำรวจ?”

เฟลิกซ์ไม่เข้าใจ ผู้นำเอลฟ์ที่เพิ่งนึกอะไรได้ถามเรย์ลี่

“ใช่ทีมสำรวจที่ยูกะไปด้วยใช่ไหม?”

“ใช่คะ”

พอได้ยินแบบนั้นเขาก็รีบเดินไปทางหอคอยจนตอนนี้เหลือกันแค่สองคน เฟลิกซ์ที่ตามเรื่องไม่ทันจะก้าวเท้าเข้ามาถามเรย์ลี่ใกล้ๆ แต่กลับเข่าอ่อนจะล้มลงไป

“เรี่ยวแรงฉัน...”

“ท่านพี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

“ไม่รู้สิ...รู้สึกว่าร่างกายนี่มันไม่เหมือนเดิมยังไงก็ไม่รู้”

“ก็ไม่เหมือนเดิมอยู่แล้วนี่คะ?”

เฟลิกซ์ได้ยินแบบนั้นแล้วเลิกคิ้ว

“เอ่อ...ก็จริง แต่มันน่าจะแข็งแรงกว่าเดิมสิ ร่างนี้ออกจะดีจะตาย”

“แต่ท่านพี่เพิ่งฟื้นขึ้นมาไม่กี่วันนี้เองนี่ค่ะ เดี๋ยวเรย์ลี่จะพาไปที่พักสำรองเองคะ”

“เดี๋ยวก่อน...คือฉันอยากไปเห็นทีมสำรวจที่ว่า”

เรย์ลี่ไม่รู้ว่าเฟลิกซ์กำลังคิดอะไรอยู่แต่ก็ตามใจในที่สุด

“ก็ได้ข๊าท่านพี่”

เลือดนองเลยนะนั่น

เฟลิกซ์คิดตามภาพที่เห็น มีหลายคนกำลังช่วยกันพาคนบาดเจ็บที่ HP เหลือน้อยขั้นขีดแดงกว่าสิบคนจากลิฟต์ขนาดใหญ่ในหอคอย ทอมมี่ที่มาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้กับเรย์ลี่ต่างมองหาใครบางคนอย่างรีบร้อนก่อนที่เรย์ลี่จะถามชายคนหนึ่งที่บาดเจ็บเล็กน้อยเดินออกมาจากลิฟต์เป็นคนสุดท้าย

“แล้วยูกะล่ะ!? ยูกะอยู่ไหน!

“คือ...ท่านยูกะ...”

“อย่าบอกนะว่า...”

ทอมมี่เงยหน้ามองข้างบนอย่างหวั่นใจ ชายคนเดิมเริ่มเล่าเหตุการณ์

“บอสชั้นสามสิบสามน่ากลัวมาก...ยังไม่ทันที่จะเห็นตัว...มันก็พุ่งตัวมา...เกือบทุกคนเจ็บปางตาย ท่านยูกะอาสาถ่วงเวลาให้พวกเราหนีลงมา...”

พอเรื่องมาถึงตรงนี้เรย์ลี่กระชากคอเสื้อผู้ชายคนนั้น

“แล้วแกก็เออออทำตามสินะ! ไอ้โง่เอ๋ย!!

“ขะ...ขะ...ขอโทษครับ!!

“นานแค่ไหนแล้ว” ทอมมี่ถาม

“ประมาณครึ่งชั่วโมงได้แล้ว...ครับ”

จู่ๆ ชายคนนั้นก็หมดแรงสลบไป เรย์ลี่ผลักตัวให้ทหารคนอื่นรับไปแล้วผู้นำเอลฟ์ที่ยืนฟังอยู่เดินเข้ามาหา

“ถ้ายูกะเป็นอะไรไป—”

“เรื่องนั้นผมทราบดี” ทอมมี่ว่า “การให้ความร่วมมือจากอาณาจักรเอลฟ์เป็นอันจบกัน”

“คุณทอมมี่ รีบไปช่วยยูกะกันเถอะคะ”

เรย์ลี่ไม่รอช้าดึงตัวทอมมี่เข้าไป เฟลิกซ์รีบตามเข้าไปเพราะเป็นกังวลเกี่ยวกับทอมมี่

“เฮ!! เรย์ลี่!? ทำไมถึงต้องให้ทอมมี่ไปด้วย?”

“อ๋อ...จริงสิครับ เฟริน...ตอนนี้ผมไม่เหมือนเดิมแล้วนะครับ”

เจ้าตัวพูดอย่างมั่นใจแต่เฟลิกซ์ไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ก่อนที่จะได้ถามผู้นำเอลฟ์ที่ยืนอยู่นอกลิฟต์ถาม

“จะไปกันแค่นั้นหรือ?”

“ยิ่งไปเยอะยิ่งเสี่ยงค่ะ นี่เป็นภารกิจช่วยเหลือคน ยิ่งน้อยยิ่งดีค่ะ” เรย์ลี่ตาม “และพวกเราก็ไม่ใช่ไก่อ่อนอะไรด้วย ท่านก็เห็นสิ่งที่ทอมมี่...เอ่อ...คุณเชอรี่เป็นอยู่แล้วนี่คะ”

ผู้นำเอลฟ์เลิกคิ้วแล้วส่งยิ้ม

“นั่นสินะ ขอให้ทั้งสามคนช่วยคนของเราให้สำเร็จ”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ” เรย์ลี่ทำท่าเคารพก่อนที่จะพูดกับเฟลิกซ์ “ท่านพี่! เรย์ลี่ว่าท่านพี่ไม่ไหวหรอก”

“ฉันว่าฉันมีประโยชน์อยู่นะ”

เฟลิกซ์ไม่ตอบเรื่องนั้นตรงๆ แต่เลือกที่จะโชว์การปล่อยมือซ้ายพุ่งออกไประยะสั้นภายในลิฟต์แทนแล้วบีบคลายมือสลับกัน...เรย์ลี่เข้าใจสิ่งที่เธอต้องการที่จะบอกเลยยักไหล่แล้วกดปุ่มเลื่อนลิฟต์

“เป็นไงเป็นกันคะ!”  


โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.48 Mental Tower IV – [ศัตรูที่คุ้นเคย – ไททันโกเลม]

ความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย!

 

53 ความคิดเห็น