ตอนที่ 49 : Ch.46 Mental Tower II - [หอคอยเหล็กกล้า]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ก.ค. 59


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.46 Mental Tower II - [หอคอยเหล็กกล้า]

[เช้ามืดวันต่อมาลานกว้างในเขตการศึกษาของสถาบันนิวส์ไลฟ์]

“รุ่นพี่บาร์เบส!?

เฟลิกซ์ทักเจ้าตัวที่เพิ่งวิ่งหน้าตื่นแล้วยืนกุมหัวเข่าหอบอยู่เกือบครึ่งนาที ตอนนี้ข้างหลังพวกเขากำลังเตรียมสถานที่สำหรับใช้เทเลพอร์ตระยะไกลสู่ฐานที่มั่นชั่วคราวใกล้กับหอคอยเหล็กกล้า

“รุ่นน้อง! ที่บ้านหลังนั่นมันมีของอะไรอยู่ใช่ไหม! ของที่สำคัญมาก”

“บ้าน? บ้านไหนคะ?”

“ก็บ้านพักตากอากาศของอาจารย์โซลไงครับ!

บาร์เบสส่งสายตาที่คาดหวังอย่างสูงมา เฟลิกซ์จมปลักย้อนเวลานึกถึงช่วงที่อยู่ในบ้านหลังนั้น...บ้านที่เธอใช้เป็นสถานที่เปิดกล่องเหล็กแล้วดันเจอสิ่งที่ไม่น่าจะมีตัวตนอยู่บนโลกนี้

จะบอกเขายังไงดี...ขืนบอกคอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจแน่ๆ

เฟลิกซ์กัดฟันแล้วโกหกออกไป

“ไม่นะ ไม่เจออะไรเป็นพิเศษแค่กองแผ่นกระดาษ”

“แน่ใจนะครับ!

บาร์เบสเข้ามาเขย่าไหล่อย่างลืมตัวก่อนที่จะผละออก

“อือ...มีอะไรงั้นหรอ?”

“คือครึ่งบนของบ้านหลังนั้นถูกอะไรบางอย่างกระชากหลุดไปครับ เหมือนกับที่บ้านของอาจารย์โซลเลยคิดว่าเธอที่ไปที่นั่นน่าจะรู้อะไรบ้างไง”

สภาพบ้านพักตากอากาศที่บาร์เบสเล่าชวนให้ใจหาย

แบบนี้มันก็เหมือนกันเลยสิ แต่ว่า...

“โทษทีนะที่ช่วยอะไรไม่ได้” เฟลิกซ์ตอบไปพลางๆ “แล้วทำไมถึงไม่ถามตั้งแต่เมื่อวาน”

“เอ่อคือ...อย่าขำนะ” บาร์เบสหลบหน้า “เพิ่งจะนึกเรื่องนั้นออกเลยรีบมาถามก่อน”

“อ๋อ ฮ่าๆ...มันก็เป็นสิบๆ ปีแล้วเนอะ จะลืมก็ไม่แปลกหรอก”

เฟลิกซ์ตบบ่าปลอบใจแต่เจ้าตัวกลับทำหน้าลำบากใจและเมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมองด้วยความสงสัย บาร์เบสรีบแจงทันทีเหมือนกลัวความผิด

“ขอโทษที...ไม่ค่อยชินลุคนี้ของเธอเลย ดูเป็น...ผู้ใหญ่มาก”

“จะถือว่านั่นเป็นคำชมละกันเนอะ”

เฟลิกซ์ว่าแล้วหันหลังกลับไปจะไปช่วยคนอื่น บาร์เบสบอกตามหลัง

“ระวังตัวด้วยนะรุ่นน้อง! ถ้ามีพวกโจรป่าดักทางละก็ให้รีบ—”

“หือ? ให้รีบหนีใช่ไหม”

“เอ่อ...ช่างเรื่องนั้นเถอะ เพิ่งนึกได้ว่าเธอเทเลพอร์ตไปไม่ได้ขี่ม้าเหมือนช่วงแรกๆ”

พอบาร์เบสพูดถึงเรื่องนั้น เฟลิกซ์ถอนหายใจแล้วเดินกลับไปหาแล้วเอากำปั้นซ้ายจักรกลจ่อหน้าอกเขาไว้

“ค่อยดูนะ ฉันจะกำจัดพวกที่อยู่บนหอคอยนั่น พวกที่เป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายทั้งหมดให้เอง”

ดวงตาของบาร์เบสเผลอฉายแววตื้นตันก่อนที่จะกลับมาเป็นหยอกล้อเหมือนเดิม

“จะเป็นผู้กล้าหรือยังไง”

“ถ้าจะเป็นแล้วจะทำไม”

“งั้น...รุ่นพี่คนนี้ขอ...”

บาร์เบสไม่ยอมพูดให้จบทำให้เฟลิกซ์ฉงนใจก่อนที่คำตอบช่วงหลังจะถูกบอกแทนผ่านริมฝีปากของเขา

“จูบของอัศวินที่มอบแก่หญิงสาว ศักดิ์สิทธินะครับ”

“เอ่อ...รุ่นพี่เป็นแค่ยามไม่ใช่หรอ”

คำพูดของเธอได้ทำลายบรรยากาศที่บาร์เบสอุตสาห์เสี่ยงชีวิตมอบความนิ่มนวลและแรงปรารถนาที่หวังให้รอดปลอดภัยนั้นลง

“ไหงเธอเล่นกับฉันแบบนี้ละ นึกว่าจะต่อยที่หน้าสักหมัดไว้เป็นที่ระลึกหน่อย”

“ฉันไม่ได้ปัญญาอ่อนถึงขนาดไม่รู้ว่ารุ่นพี่จะบอกอะไรผ่านจูบนี่นา”

ประสบการณ์นายเด็กมาก...

เฟลิกซ์ยิ้มน้อยอย่างไม่รังเกียจจูบนั้นแล้วเตรียมตัวจะเข้าไปช่วยคนอื่นแต่เธอก็ได้ทิ้งท้ายไว้

“ชักจะเข้าใจแล้วว่าทำไมรุ่นพี่ถึงไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที...ขอให้โชคร้าย เฮ้ย! โชคดีกับชีวิตหาคู่นะคะ อย่าได้สนใจในตัวผู้หญิงคนนี้เลย...ความตายมักอยู่รอบตัวฉันเสมอ”

พอเฟลิกซ์หายเข้าไปในกลุ่มคน บาร์เบสที่วางแผนจะทำให้ทุกอย่างเฟอร์เฟคกับการบอกลากับรุ่นน้องที่เขาแอบปลื้มอยู่ถอนหายใจหนักแล้วพึมพำกับตัวเอง

“อกหักตามเคย...เป็นรุ่นน้องที่เดาทางไม่ได้จริงๆ แต่เรื่องที่บอกตอนท้ายนี่มัน...”

[ไม่กี่นาทีถัดมา]

“ท่านพี่! หายไปไหนมาคะ? ตอนแรกเห็นมาก่อนใครเลยไม่ใช่เหรอ”

“เดินเล่นแถวนี้ ไม่อยากเกะกะทุกคนกำลังเตรียมวงเวทย์นี่ไง ฉันทำเรื่องนี้ไม่เป็นหรอก”

เฟลิกซ์กำลังแก้ตัวตามน้ำไปเรื่อยๆ เพราะอันที่จริงต้องช่วยทุกคนเตรียมสถานที่แต่มันมีเรื่องให้กังวลมากมายว่าปลายทางที่จะไปจะเจออะไรบ้าง เรย์ลี่เลิกคิ้วก่อนที่จะทำใจ

“เฮ้อ เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะ...แต่เรื่องที่อยากให้ท่านพี่ทำไม่ใช่เรื่องพวกนั้นหรอก มีคนอยากพบท่านพี่ในโรงอาหารขุนนางข้างหลังนี่ก่อนที่จะไปหอคอยนั่นคะ”

แล้วเรย์ลี่ก็ลากตัวไปทันทีโดยไม่รอคำตอบตอบเคย พอเข้าโรงอาหารที่สุดแพงและเคยได้คูปองทานฟรีทั้งชั้นปีเพราะได้ชดเชยเหตุการณ์แข่งขันที่คุกใต้ดินนั่นก็พบกับกลุ่มคนจำนวนสิบคนที่นั่งอยู่แถวยาวด้านเดียวกันเหมือนจะเตรียมสัมภาษณ์ เมื่อเรย์ลี่พาเธอนั่งลงแล้วถึงได้เห็นหน้าอย่างชัดเจนจึงจำได้ว่าพวกเขาคือสภานักเรียนที่มีอำนาจปกครองทั้งเมืองหรือสถาบันแห่งนี้นี่เอง

“เหอะๆ ฉันทำผิดอะไรหรือเปล่า”

เฟลิกซ์เอ่ยอย่างไม่มั่นใจ สายตานับสิบคู่ยังคงจดจ้องมองเธออย่างไม่ลดละก่อนที่จะเริ่มบทสนทนาต่อเรียงคิวกันเหมือนนัดกันมาก่อน

“แขนเหล็กนั่นดูดีใช้ได้”

“แต่มันไม่ค่อยสมส่วนเลยว่าไหมซิการ์”

“บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าให้เราออกความเห็นกับสิ่งที่เธอต้องการ”

“จำได้ว่าเธอมีผมสีขาวเงาคล้ายไข่มุกนะ”

“มีวาวตาที่ซ่อนเลศนัย...น่าสนใจดีนี่ ชักอยากให้มาเป็นของเล่นส่วนตัวซะแล้ว”

“เอาไปเข้าคณะการแสดงละครสัตว์น่าจะรุ่ง”

“เห็นว่าผู้หญิงคนนี้ถูกเล่นงานในดันเจี้ยนแล้วหลับยาวมาสิบกว่าปีแล้ว เธอดูไม่เหมือนคนที่ไปเจออะไรโหดร้ายอย่างว่ามาเลย”

“ที่ปลุกข้ามาตอนเช้ามืดเพื่อมาดูยัยนี่เนี่ยนะ!?

“โธ่ๆ หัดรับรู้เรื่องชาวบ้านบ้างเถอะรัม”

“เฮ้อ อย่าสนใจเจ้าพวกนี้เลย...เธอคงเป็นคนที่รู้อะไรหลายๆ อย่างในหอคอยนั่นสินะ ตามที่เชอรี่ว่าไว้”

เจ้าของคำพูดสุดท้ายที่น่าฟังหน่อยจากผู้ชายผมทองสั้นนัยน์ตาสีฟ้าที่เหมือนมองเห็นทะลุทุกสิ่งที่นั่งอยู่ข้างหน้าเฟลิกซ์และสิ่งที่เขาพูดมันเรียกความสนใจได้ดีจนต้องรีบถาม

“เชอรี่!? เธอบอกอะไรกับคุณหรอคะ...แล้วทำไมต้องเป็นเชอรี่?”

“เพราะผู้หญิงคนนั้นเปรียบเหมือนแสงสว่างนำทางพวกเราทุกคนในคริสตัลฟอร์แห่งนี้ ช่วยทำให้ทำศึกต่อสู้ชะตากรรมของทุกคนได้รวดเร็วขึ้น ถึงกระนั้นเชอรี่ยังบอกว่ายังมีอีกคนที่น่าจะนำแสงสว่างครั้งสุดท้ายที่จะเผาไหม้ชะตากรรมอันโหดร้ายนี้ ก็คือเธอ...แต่พวกเราทุกคนต่างก็ใจห่อเหี่ยวเมื่อรู้ว่าแสงนั้นยังหลับใหลบนเตียงกว่าสิบเจ็ดไม่มีท่าทีจะฟื้น จนในที่สุด...พระเจ้าก็เห็นใจให้เธอฟื้นขึ้นมา”

เมื่อสิ้นสุดคำร่ายยาว โต๊ะตรงหน้าสภานักเรียนถูกแขนซ้ายจักรกลหักกลางลำทันที เรย์ลี่ผวาสุดขีดเพราะไม่คิดว่าท่านพี่ของเธอจะทำแบบนี้

“ท่านพี่...”

“สภานักเรียน...”

เฟลิกซ์กำลังโกรธเข้าไส้เพราะคำสรรเสริญพระเจ้าเข้าหู

”จะขอบอกให้หายโง่นะ พระเจ้านี่แหละที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้!! ถ้ายังเชื่อแบบนั้นก็เตรียมโลงศพฝังดินรอได้เลย!!! เรย์ลี่! ฉันจะกลับไปที่วงเวทย์เทเลพอร์ต”

“ค่ะ! ท่านพี่!

เฟลิกซ์เดินออกไปอย่างฉุนเฉียว เรย์ลี่ก้มหัวขอโทษแทนท่านพี่ของเธอแก่สภานักเรียนทุกคน...พอคนนอกออกไปแล้ว ผู้หญิงคนข้างๆ ที่พูดถึงพระเจ้ามองจิกตา

“ทำไมท่านประธานถึงไม่สนใจคำเตือนของเชอรี่ ว่าอย่าพูดถึงพระเจ้าในทางแบบนั้น”

“แค่ทดสอบว่าผู้หญิงติดพันธุ์อาเธอร์พูดจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง สภาพโต๊ะนี่เป็นคำตอบ”

แล้วทุกคนต่างหันมองสภาพโต๊ะที่หักสองท่อนและไม่สามารถต่อคืนสภาพเดิมได้อย่างแน่นอน ชายที่ชื่อว่าซิการ์ยกมือขึ้น

“งานนี้ผมไม่เกี่ยว...ไม่ต้องหารจ่ายค่าโต๊ะนี่ใช่ไหม?”

[ทวีปส่วนกลาง, เต็นท์ใกล้หอคอยเหล็กกล้า]

“คุณเชอรี่คะ...ดิฉันนำชาได้ตามที่สั่งมาแล้วค่ะ”

สาวเลขาเผ่าคนแคระตัวน้อยผมทรงบ๊อบสีเขียวมรกตใส่แว่นตากรอบทองดำหนาของพวกช่างเหล็กที่มีชื่อว่ามาเวลพยายามเยียดเท้าสูงขึ้นเพื่อส่งถาดที่มีแก้วชาร้อนอยู่ให้กับสาวผมแดงยาวในห้องที่เต็มไปด้วยเอกสารที่แสดงรายชื่อและประสิทธิภาพของหน่วยแนวหน้าและข้อมูลของศัตรูภายในหอคอยเหล็กกล้า เขาหยิบชานั้นขึ้นมา

“ลำบากหน่อยนะครับที่มาวานทำอะไรแบบนี้”

“ม่ะมะไม่เป็นไรคะ! มันเป็นหน้าที่ของดิฉันอยู่แล้ว!

พอเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนที่กลายเป็นความน่ารักของมาเวลทำให้ทอมมี่นึกถึงบางอย่าง

“คิดถึงเกมไอดอลมือถือจัง”

“เมื่อครู่พูเว่าอะไรนะคะ?”

“ปะเปล่า! ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่เพ้อไปเรื่อย...ช่วงนี้สถานการณ์ของแนวหน้าไม่ดีเลยเป็นแบบนี้บ่อยๆ ละครับ”

“นั่นสินะคะ...เอ่อคือ...มาเวลขอเสียมารยาทถามหน่อยนะคะ คือสงสัยมานานแล้วว่าทำไมต้องพูดเหมือนพวกผู้ชายด้วยละคะ?”

ทอมมี่ได้ยินเช่นนั้นแล้วอมยิ้มย้อนนึกถึงความหลังโลกเก่า

“ถ้าบอกว่าเคยเป็นผู้ชายมาก่อนจะเชื่อไหม”

“เห๊ะ!? จริงเหรอคะ!?

“แค่หยอกเล่นน่ะครับ ผมเป็นแบบนี้ตั้งแต่รู้สึกตัวแล้ว”

ทอมมี่โกหกแบบนั้นไปเพราะไม่อยากให้เท้าความเรื่องเก่ามากนักแล้วรีบพูดถึงเรื่องอื่น

“แล้วได้ข่าวสองคนนั้นบ้างไหมครับ? เมริน่ากับเมริซ่า”

“อ๋อ เมดเผ่าสัตว์คู่นั้นของท่านผอ. เหรอคะ...คือไม่ทราบเลยค่ะ”

“งั้นรึครับ คงจะยุ่งๆ อยู่กับงานรับใช้ในที่ของชนชั้นสูงส่วนกลางของค่ายนี้แน่...ชักจะเป็นห่วงแล้วสิ ได้ยินมาว่าสองอาณาจักรนั้นปฏิบัติกับเผ่าสัตว์เยี่ยงทาสด้วย”

“ดิฉันว่าสองคนนั้นไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะท่านอาเธอร์เอ่ยปากร้องขอด้วยตัวเองด้วยนี่คะ ถ้าขืนสองอาณาจักรนั้นคิดจะทำมิดีมิร้ายเมดสองคนนั้นล่ะก็ ความช่วยเหลือจากสถาบันนิวส์ไลฟ์เป็นอันจบสิ้นค่ะ”

“แต่ตัณหามันห้ามกันยากนะครับ...คิดว่ามันจะเกิดขึ้นสักวันแน่ๆ ถ้าเรายังคงไม่สามารถจัดการกับหอคอยนี่ได้ภายในสามเดือนนี้ละก็...”

เขาเดินถือแก้วชาไปเปิดม่านผ้าทางเข้าเพื่อจ้องดูหอคอยสีดำเหล็กกล้าแห่งความพินาศที่อยู่ใกล้ไม่ถึงร้อยเมตรตรงหน้าเขา ช่องแสงไฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งที่เปล่งแสงสีฟ้าไล่เรียงรายยาวขึ้นไปเว้นความถี่อย่างเท่าๆ กัน ราวกับว่ามันกำลังท้าทายให้ขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดที่มีเมฆหมอกดำอันมืดมิดปกคลุมอยู่

แค่สามเดือน...อีกแค่สามเดือนเท่านั้น

ทอมมี่กัดฟันอย่างเจ็บใจก่อนที่จะเห็นแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นจากทางขวามือของใต้หอคอย

แสงนั่น...วงเวทย์วาปจากสถาบันนี่ ทำไมมาไวนักละ?

หรือว่า...

พอคิดได้เขาก็รีบสาวเท้าเดินเร็วตรงไปทางวงเวทย์นั่น มาเวลเองก็รีบตามเขาไป...เมื่อเดินไปถึงวงเวทย์เทเลพอร์ตก็ทำงานเสร็จสิ้นพอดีปรากฏชายหญิงมากมายที่ขนอุปกรณ์เสบียงอาหารมากมายและมีผู้หญิงผมแดงหางม้ายาวยืนคู่กับเรย์ลี่

เฟริน...

ทอมมี่รีบวิ่งเข้าไปหาเพราะมีหลายๆ เรื่องอย่างจะคุยจากสองวันก่อนที่ถูกเธอไล่ตะเพิดออกมาจากห้องคนไข้ แต่ไม่ทันไรเขาก็เห็นสายตาของเฟลิกซ์ที่กำลังจ้องหอคอยอย่างตื่นกลัวโดยที่ไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนั้นมาก่อน มันไม่ใช่อาการของคนที่เจอหอคอยใกล้ๆ นี้ครั้งแรกแต่มันเหมือนกับว่าเธอเคยเจอหอคอยนี่มาก่อนและเฟลิกซ์เริ่มพึมพำถึงมันอย่างลืมตัว

“ทำไม...ทำไมหอคอยนี่ถึงได้เหมือนกับแผลนฐานใต้ดินของด็อกเตอร์ดิไวน์?”



ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.46 แล้วนะจ๊ะ

ไงบาร์เบสถึงกล้ากับเฟลิกซ์แบบนั้นล่ะ (แต่ก็ดีแล้วที่ไม่โดนนางต่อย)

สิ่งที่ทอมมี่บอกไว้เกี่ยวกับเฟลิกซ์แก่คนอื่นคืออะไร?

แล้วทำไมพอเฟลิกซ์เห็นหอคอยนั่นใกล้ๆ ถึงต้องตะลึงแล้วพูดถึงด็อกเตอร์ดิไวน์

มันมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่ๆ

โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.47 Mental Tower III – [แนวหน้า]

ความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย!

 

53 ความคิดเห็น