ตอนที่ 48 : Ch.45 Mental Tower I - [คริสตัลฟอร์ที่เปลี่ยนไปกับไทม์ลิมิตอันน้อยนิด]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 ก.ค. 59

*ทำการเปลี่ยนมุมมองการเล่าจากบุคคลที่ 1 เป็นบุคคลที่ 3 ผสมบุคคลที่ 1 ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.45 Mental Tower I - [คริสตัลฟอร์ที่เปลี่ยนไปกับไทม์ลิมิตอันน้อยนิด]

[เช้าวันต่อมา]

“ลองไปถามทุกคนตามที่บอกแล้วค่ะท่านพี่ พวกเขาไม่รู้จักคนๆ นั้นเลย”

เรย์ลี่คาบข่าวมาบอกแก่เฟลิกซ์ในช่วงสายของวัน ณ ห้องพักฟื้นส่วนตัวที่โรงพยาบาลให้รับรู้หลังเมื่อวานเธอได้ขอร้องให้ไปถามกับคนที่เคยรู้จักกับเอลด้า เมื่อได้รับคำตอบมีสีหน้าไม่แปลกใจแสดงออกมา

“โดนลบความทรงจำอีกรอบแน่ๆ”

“เรย์ลี่ขอถามท่านพี่ได้ไหมคะ...เอลด้านี่เป็นคนยังไงหรอ? เคยเป็นเพื่อนกับเรย์ลี่หรือเปล่า?”

“ก็...เป็นคนที่เอาแต่ใจอยู่บ้าง เคยเป็นนางฟ้าที่มีหน้าที่ดูแลคนตามคำสั่งของพระเจ้าอีกทีแต่ถูกลงโทษให้กลายเป็นมนุษย์นี่แหละ”

แล้วทำไมตอนนี้ถึงหายไปดื้อๆ แล้วทุกคนยังถูกลบความทรงจำอีก

เฟลิกซ์รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลเลยกรุ่นคิดหนัก เรย์ลี่ที่พยักหน้ารับรู้ข้อมูลคร่าวๆ ถึงคนที่เธอจำไม่ได้แล้วหลังจากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่ามีอีกเรื่องที่อยากจะบอก

“แต่เรย์ลี่ยังไม่ได้ถามทอมมี่กับอาเธอร์นะคะ”

“หือ?” เฟลิกซ์แปลกใจ

“พวกเขาไม่อยู่ที่นี่ เมื่อวานหลังจากที่มาเยี่ยมท่านพี่ก็ออกเดินทางไปที่ส่วนกลางของทวีปกันแล้วค่ะ”

“หา? พวกเขาไปที่นั่นทำไมกัน”

เฟลิกซ์จำได้ว่าที่กลางทวีปนั้นคือที่ๆ มีเกทที่เธอถูกส่งมายังโลกนี้เป็นครั้งแรก เรย์ลี่ทำหน้าหนักใจเม้มฝีปากหลายรอบ

“ท่านพี่ค่ะ...สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ท่านพี่อย่าตกใจจนหัวใจวายไปก่อนนะคะ”

เปลี่ยนแปลง?

เฟลิกซ์เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาจริงๆ แต่ก็ยังใจดีสู้เสื้อไว้

“พูดอะไรแบบนั้นละ? เท่าที่เห็นก็ไม่มีอะไร”

“ท่านพี่ได้ลองเดินออกนอกห้องนี้มองวิวทิศตะวันตกหรือยังคะ”

“ยัง...มันมีอะไร?”

เธอเผลอโกหกไปนิดหน่อยเพราะเมื่อวานตอนกลางคืนก็ลองออกไปทางเดินฝั่งตะวันตกหรือหน้าห้องพักนี้แล้วเพราะมันนอนไม่หลับหลังจากที่เล่าเรื่องอดีตให้เรย์ลี่ฟังมันเรื่องนั้นมันกระตุ้นต่อมความรู้สึกผิดอย่างเหลือล้น แต่ข้างนอกฝั่งตะวันตกมันมืดมากมองอะไรไม่เห็นนอกจากแสงไฟในเขตการศึกษานี่กับพวกดาวบนท้องฟ้ากระพริบก็เหมือนกับมองไม่เห็นอยู่ดี เรย์ลี่ทำท่าทางหนักใจออกมาอย่างเห็นชัดก่อนที่จะจับมือฉันจูงลุกขึ้น

“ท่านพี่ไปดูด้วยตาตัวเองเถอะคะ”

 

แล้วก็ถูกลากออกไปนอกห้องจนได้ แสงสว่างที่ส่องจ้าเข้ามามันทำให้แสบตาอยู่บ้าง เมื่อยืนเกาะอยู่ขอบระเบียง เรย์ลี่บอกถึงสิ่งที่ต้องการให้เห็น

“เห็นแท่งดำๆ ที่อยู่สุดขอบฟ้าตรงข้างหน้าไหมคะท่านพี่”

เฟลิกซ์หันมองตามที่เธอว่า มันมีอย่างที่เรย์ลี่ว่าจริงๆ แต่ต้องเพ่งสายตาเพราะมันค่อนข้างเล็กเมื่อมองจากตรงนี้เล็กกว่านิ้วก้อยอีกและมันมีแสงสีฟ้าที่เกือบจะมองไม่เห็นส่องสว่างไล่จากข้างล่างขึ้นไปเหนือหัวตามความสูงของมันซึ่งมันสูงทะลุกลุ่มเมฆคะนองสีดำราวกับพายุจากที่ตรงนั้นจึงบอกไม่ได้ว่าหอคอยนั่นสูงเท่าไหร่ เธอถามความเป็นมา

“มีของแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร?”

“ประมาณห้าปีได้แล้วค่ะท่านพี่” เรย์ลี่ถอนหายใจหนัก “ห้าปีแล้วที่ทุกๆ อย่างย่ำแย่ลง ตั้งแต่มีหอคอยนั่นปรากฏขึ้นตรงเกทที่ท่านพี่มายังโลกนี้ ปรากฏการณ์ฟอร์ดาวน์ [Falldown] ก็เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนแผ่นดินหายไปเกินครึ่งแล้ว”

ฟอร์ดาวน์!?

เรื่องที่คนใกล้เคียงบอกนั้นทำให้เฟลิกซ์นึกถึงเรื่องที่เมืองบาลาสอีกครั้ง ภาพของชาวบ้านหลายคนที่หนีไม่ทันและมาเรียแล่นกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง มือขวากำราวระเบียงแน่น

“นี่เรย์ลี่ ที่ว่าฟอร์ดาวน์...มันเกี่ยวกับหอคอยนั่นด้วย?”

“หอคอยนั่นเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายทุกๆ อย่างค่ะท่านพี่ มันมาพร้อมกับเหล่ามอนสเตอร์เหล็กกล้าและผู้ส่งสาร”

“ผู้ส่งสาร?”

“คนๆ นั้นสวมผ้าดำคลุมทั้งตัวจนไม่เห็นหน้า...หรือบางทีไม่มีหน้าเลยก็ได้”

คนเล่าเองก็เริ่มไม่ค่อยแน่ใจ เฟลิกซ์ที่ยังไม่เข้าใจที่ไปที่มาถามเธออย่างแน่วแน่

“นี่เรย์ลี่! เล่าทุกๆ อย่างให้ละเอียดตั้งแต่ต้นหน่อยสิ! ตลอดเวลาที่ฉันหลับมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นบ้าง”

ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เรย์ลี่ที่ถูกจับไหล่เขย่าตัวอยู่ตกใจเล็กหน่อย...แล้วหลังจากนั้นเธอก็เล่าเรื่องทุกๆ อย่างในตลอดเวลาสิบเจ็ดปีที่เฟลิกซ์หลับใหล

15 ปีก่อน จู่ๆ แผ่นดินรอบนอกเกือบทั้งหมดของคริสตัลฟอร์เกิดปรากฏการณ์ฟอร์ดาวน์พร้อมๆ กัน ผู้คนไม่ว่าเผ่าไหนๆ ต่างอพยพหนีกันเจ้าละวัน ไม่มีใครรู้สาเหตุเลยแม้แต่น้อย เมืองหลวงของอาณาจักรเฟธออฟก็อดที่อยู่ทางเหนือใกล้ขอบโลกรีบทำการย้ายเมืองหลวงทันทีลงมาตะวันออกเฉียงใต้ใกล้ๆ กับสถาบันนิวส์ไลพ์และเขตปีศาจ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขารังเกียจที่จะอยู่กับพวกเอลฟ์มากที่สุด

12 ปีก่อน อาณาจักรเฮฟเว่นหรือเอลฟ์ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ทำการบุกชิงยึดพื้นที่ทางเหนือและแหล่งอุตสาหกรรมตะวักตกเฉียงเหนือทันที โดยที่อาณาจักรเฟธออฟก็อดไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพราะมัวแต่ยุ่งกับการอพยพบ้านเมืองของตนเอง

10 ปีก่อน เกิดฟอร์ดาวน์รอบนอกอีกรอบ ทำให้พื้นที่ทางเหนืออดีตอาณาจักรเฟธออฟก็อดหายไปกว่าครึ่ง ทางตะวันตกที่เป็นเขตอุตสาหกรรมและดินแดนของเอลฟ์ตกลงขอบโลกหายไปและทางตะวันออกเฉียงใต้แหลมที่ยื่นออกมาก็หายไปทั้งหมด ส่วนดินแดนปีศาจไม่มีใครรู้เพราะไม่มีใครสนใจที่จะออกเดินทางไปสำรวจ

9 ปีก่อน สงครามเพื่อความอยู่รอดของสองอาณาจักรได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงโดยศึกใหญ่อยู่ที่น้ำตกศักดิ์สิทธิ์ที่มีเกทตรงใจกลางทวีปคริสตัลฟอร์เหมือนศึกคราวก่อน

6 ปีก่อน ฟอร์ดาวน์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่มีบางสิ่งเปลี่ยนไป น้ำทุกๆ ที่ที่ควรจะเป็นสายน้ำไหลกลายเป็นก้อนผลึกเหลี่ยมๆ มองไม่ชัดแทนแต่ยังคงให้สัมผัสเหมือนเดิมและมันยังเกิดขึ้นกับแสงไฟ, ควันไฟ, พลังเวทมนต์แม้กระทั่งต้นไม้และใบไม้ โบสถ์ของเฟธออฟก็อดกล่าวว่ามันคือลางร้ายและเป็นสัญญาณล่มสลายของโลกต้องรีบยึดครองน้ำตกศักดิ์สิทธิทำพิธีบูชายัญให้เทพเจ้าพอใจ ส่วนเทพธิดาของอาณาเฮฟเว่นบอกว่าทุกสิ่งกำลังสลายหายกลับสู่สวรรค์เป็นหนทางแห่งสันติและใกล้ก็ตามที่ได้อยู่ ณ น้ำตกศักดิ์สิทธิในวาระสุดท้ายจะได้ขึ้นสู่สวรรค์ชั้นสูงสุด...คำทำนายของสองอาณาจักรนี้ทำให้สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้น สถาบันนิวส์ไลพ์ที่วางตัวเป็นกลางมาตลอดเริ่มตกเป็นเป้าหมายเพราะมีภูมิประเทศที่ได้เปรียบด้านการรบ

5 ปีก่อน สองอาณาจักรได้วางทัพที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เตรียมรบกันครั้งสุดท้ายที่จะชี้ชะตาว่าใครจะอยู่หรือจะไป แต่ทว่าจู่ๆ น้ำตกศักดิ์สิทธิใจกลางทวีปที่เป็นสมรภูมิถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตานับหมื่นชีวิตแล้วมีหอคอยเหล็กกล้าสีดำที่สูงทะลุเหนือก้อนเมฆดำที่รวมตัวกันวาปมาแทนที่ ท่ามกลางความงุนงงมีใครบางคนในชุดผ้าคลุมดำร่างยักษ์แทบจะกินท้องฟ้าครึ่งหนึ่งเหนือหัว ป่าวประกาศบอกว่าภายในห้าปีนี้ถ้าไม่มีใครขึ้นไปยังหอคอยชั้นบนสุดได้ โลกคริสตัลฟอร์แห่งนี้ก็จะถูกทำลายหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่และเพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อถือว่าคำพูดนั้นเป็นจริง ผ้าคลุมร่างยักษ์นั่นได้ทำอะไรสักอย่างทำให้เหนือหัวของแต่ละคนมีแถบแสดงสถานะชีวิตและมานาอีกด้วยหลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์หลังจากหอคอยปรากฏ สงครามระหว่างสองอาณาจักรได้ยุติลงชั่วคราวและร่วมทัพกันสร้างทัพแนวหน้าพิชิตหอคอยเหล็กกล้า โดยภายในหอคอยมีลิฟต์ที่ใหญ่จุคนได้ประมาณห้าสิบคนที่พาขึ้นไปเจอมอนสเตอร์ยักษ์ของแต่ละชั้นที่มีพื้นที่ความกว้างกว่า 3,500 ตารางเมตร (ครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล) วิธีที่จะขึ้นชั้นต่อไปได้ก็ต้องกำจัดบอสของแต่ละชั้นให้ได้ก่อน ลิฟต์ถึงจะยอมขึ้นไปต่อ ถ้ามีใครฝืนขึ้นไปก็จะพบกับความตายทันที

3 ปีก่อน อาเธอร์ได้พาทอมมี่ที่รู้เรื่องบางอย่างกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับแถบแสดงพลังชีวิตและมานา อีกครั้งรู้เรื่องโครงสร้างบางส่วนของบอสชั้นที่สองที่แนวหน้ายังไม่สามารถผ่านไป ทำให้ในไม่กี่วันก็สามารถกำจัดชั้นที่สองได้...ทอมมี่ยังได้บอกอีกว่าหลังจากคำนวณความสูงคร่าวๆ ของหอคอยเท่าที่เห็นแล้ว น่าจะมีบอสเป็นร้อยชั้นแน่นอนและนั่นทำให้เร่งมีการจัดการแนวหน้าเพิ่มและทอมมี่ยังช่วยในเรื่องการจัดแจงอันดับการใช้เวทย์ให้เหมาะสมของนักเวทย์แต่ละคนอีกด้วย

จนจวบปัจจุบันหรือเหลือเวลาแค่สามเดือนกว่าๆ แนวหน้าได้เคลียร์ถึงชั้นที่สามสิบสองแล้ว แต่ด้วยเวลาที่เหลือน้อยทำให้กำลังใจเสื่อมถอยอย่างมากเพราะยังเหลืออีกหกสิบกว่าชั้น

แต่สิ่งที่ทำให้เฟลิกซ์เคลือบแคลงใจที่สุดคือทำไมทอมมี่ถึงได้ทำหน้าที่แบบนั้นไปได้?

ถ้าไม่ได้เห็นที่นั่นกับตาคงไม่มีวันเข้าใจสินะ รู้งี้เมื่อวานฉันไม่น่า...

พอนึกถึงภาพที่ทอมมี่อยู่ในอ้อมกอดของอาเธอร์อย่างกับคนรักกันแล้วเผลอเบะปากไม่พอใจออกมา

ทั้งๆ ที่บอกว่ากลัวอาเธอร์แทนๆ แล้วทำไมถึงได้กลับไปเป็นแฟนเจ้านั่น...

“ท่านพี่...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

“แค่นึกถึงคนที่ทิ้งฉัน”

“อุ้ย”

“แล้ว...สถานะพลังชีวิตกับมานาที่ว่า...ฉันไม่เห็นจะมีเลยนะ”

เฟลิกซ์มองหารอบๆ ตัวซึ่งเธอเข้าว่ามันจะเหมือนๆ กับเกมที่เคยเล่นในชาติที่แล้ว

“ต้องพูดคีย์เวิร์ดก่อนค่ะ…[แสดงสถานะ]

เรย์ลี่เดินถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วค่อยเอ่ย เหนือหน้าผากทางขวาของเธอมีแถบโค้งสีเทาสองอันขึ้นมาที่พอดีกับตัว แล้วอันข้างบนสีแถบสีเขียวถูกเพิ่มขึ้นมาจนเต็มก่อนที่จะตามด้วยแถบที่สองที่เป็นสีฟ้า เฟลิกซ์คุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี

เฮ้ยๆ แถบมันเหมือนกับในเกมเสมือนจริงที่เราทดลองเล่นของเจ้าบริษัททรานสมิธเลยนี่หว่า

สิ่งที่เธอนึกถึงก็คืออุปกรณ์สวมหมวกที่พามนุษย์เข้าสู่โลกเสมือนจริงของชาติที่แล้วนั่นเอง

ฝีมือพระเจ้าอีกหรือเปล่าเนี่ย ไอ้ที่ว่าจะทิ้งโลกนี้ไปคงไม่ได้ทิ้งแบบดื้อๆ สินะ...ถ้าทำตามที่เจ้าผ้าคลุมดำพูดอาจจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ

หรือแค่หลอกสร้างความหวังที่สุดท้ายโลกใบนี้ต้องล่มสลายอยู่ดี…

ไม่ว่าทางไหน เฟลิกซ์ก็คิดว่ามันเป็นไปได้ทั้งนั้น

“สถานะนี้แสดงพลังชีวิตกับมานาค่ะ แต่เห็นทอมมีเรียกมันสั้นๆ ว่า HP กับ MP ถ้าไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นสถานะนี้ก็แค่พูดว่า [ปิดสถานะ] ค่ะ”

และแล้วแถบ HP กับ MP ก็หายไป

“จริงสิท่านพี่...ก่อนที่ท่านพี่จะฟื้นขึ้นมามันมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นด้วยค่ะ เหมือนจะเป็นลางร้าย”

เรย์ลี่พูดถึงเรื่องบางอย่างที่ค่อนข้างกังวลใจ เธอยกมือทั้งสองพลิกข้อมือไปมา

“แค่วันเดียวก่อนที่ท่านพี่จะฟื้น จู่ๆ ที่มีแผ่นดินไหวทุกๆ พื้นที่ ร่างกายเรย์ลี่ ของทุกสิ่งแม้กระทั่งท้องฟ้าบิดเบี้ยวไปหมดอย่างกับว่ามันกำลังจะละลายแล้วทุกๆ คนก็สลบไปค่ะ แต่แค่แปบเดียวนะคะ...หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก โลกที่ท่านพี่จากมามันมีอะไรแบบนี้หรือเปล่า”

ถึงแม้เฟลิกซ์จะไม่เข้าใจทั้งหมดเพราะไม่ได้เห็นเองแต่ฟังจากที่เล่ามาแล้วก็ส่ายหัว เรย์ลี่ที่ดูเหมือนจะหวังคำตอบที่ชัดเจนเบนสายตาก้มลงอย่างอ่อนแรงก่อนที่จะถูกขยี้หัว

“นี่แน่ะ! อย่าคิดว่าฉันจะรู้ไปซะทุกเรื่องนิ เรย์ลี่”

“ง่ะ! ก็...ก็ทอมมี่เคยบอกว่าท่านพี่น่าจะรู้ทุกๆ อย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี่คะ”

ทอมมี่...

“หือ? ทำไมเขาพูดแบบนั้น”

“เอ่อ...เรย์ลี่ว่าเอาไว้คุยกันต่อที่บาร์เถอะค่ะ เรย์ลี่เริ่มชักจะหิวแล้ว...ท่านพี่ก็คงอยากไปข้างนอกบ้างใช่ไหมละ! ไปกันเถอะ!

เรย์ลี่ไม่รอฟังคำตอบเธอจับมือขวาเฟลิกซ์ลากทันทีแต่ต้องชะงักลงเพราะมีสาวผมยาวยุ่งสีเขียว ตาสีเหลืองที่กำลังเบิกบานเพราะดีใจอะไรสักอย่างอยู่ในชุดสีขาวยาวที่เป็นของคนไข้ยืนดักทางไว้แล้วเดินเข้ามากุมมือเรย์ลี่

“เธอกลับมาแล้ว! เย้!! กลับมาแล้ว! กลับมาแล้ว! กลับมาแล้ว!

สาวผมยุ่งกระโดดดีใจรอบตัว เฟลิกซ์ขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนักเพราะเหมือนจะเคยเจอคนๆ นี้มาก่อน

เคยเจอที่ไหนนะ...รู้สึกว่าท่าทางแบบนี้ไม่น่าจะใช่ตัวตนของ—

“เชสเซอร์...ขอโทษนะที่ไม่ได้มาหาเธอเลย”

เรย์ลี่เข้าไปโอบไหล่สาวผมยุ่งแล้วพูดอย่างงั้น เฟลิกซ์ที่ดูเหมือนจะจำได้ขึ้นแล้วมาตาโตขึ้น

เชสเซอร์!? พี่สาวนักดาบคนนั้น!? คนที่อยู่กับเรย์ลี่ที่เจอกันครั้งแรกนี่นา!

รู้สึกว่าหลังจากเรื่องที่แคมป์เอลฟ์แล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย...

สีหน้าของเฟลิกซ์แสดงออกอย่างชัดเจนจนเรย์ลี่ที่ทำหน้าเศร้าหมองสังเกตเห็นแล้วอธิบายให้ฟัง

“ยูกะพบเธอที่ตลาดค้าทาสแห่งหนึ่งค่ะท่านพี่...หลังจากที่ถูกพวกเอลฟ์นั่นจับได้ทรมานจนเสียสติ...เกือบๆ จะยี่สิบปีแล้วเธอก็ยังไม่มีทีท่าจะหายดีเลยค่ะ”

“พระเจ้าช่วย...”

“ตลอดเวลาเรย์ลี่เลยพยายามมาเยี่ยมและเล่นเป็นเพื่อนเธอบ่อยๆ ค่ะ เธอไม่ค่อยจะมีเพื่อน...สัสดีเองก็ไม่สนใจใยดีเชสเซอร์แม้แต่น้อย เย็นชาใจดำตลอดเอาแต่บอกว่าอยู่ที่โรงพยาบาลคงไม่เป็นไรแล้ว เชอะ!

“เรย์ลี่! มาเล่นกันเถอะนะ!

เชสเซอร์ยิ้มส่งสายตาอ้อนวอนอย่างสุดฤทธิ์ มันเป็นมุมมองที่เฟลิกซ์ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแปลกใจจนพูดไม่ออก เรย์ลี่จ้องมองเธอสักพักก็เกะมือที่ถูกเกาะอยู่ออก

“ขอโทษด้วยนะ วันนี้ไม่ว่างเลย...รอวันพรุ่งนี้ได้ไหม”

“ไม่เอา! อยากจะเล่นด้วยกันอะ!

“อย่าดื้อนักสิ เดี๋ยวพี่พยาบาลงดให้ขนมแสนอร่อย ท้องเธอจะแย่เอานา”

“ขนม!? ไม่เอา! ถ้าเป็นแบบนั้น...เชสเซอร์จะรอก็ได้”

“ดีมากเด็กดี”

ทุกคำที่เรย์ลี่คุยกับเชสเซอร์สั่นคลอเหมือนต่อมน้ำตาจะแตกให้ได้ เธอรีบดึงตัวเฟลิกซ์ออกหน้าโรงพยาบาลแล้วล้มลงปล่อยโฮไม่สนใจผู้คนที่เดินไปมารอบข้าง เฟลิกซ์ย่อตัวลงปลอบ

“นี่เธอ—”

“เรย์ลี่ไม่คิดเลย! ไม่เคยคิดว่ามาเรียจะแบกความรู้สึกผิดนี่มาตลอด...เป็นเพราะเรย์ลี่แท้ๆ ที่ปล่อยให้เชสเซอร์เป็นแบบนั้น!

สาวน้อยค่ำครวญถึงเรื่องที่เคยเสี่ยงชีวิตเอาตัวเองไม่รอดในดันเจี้ยนเพราะมาเรีย เฟลิกซ์ถอนหายใจแล้วโอบกอดเธอจากข้างหลัง

“เรื่องนี้มันเป็นความผิดฉันมากกว่าเรย์ลี่ เชสเซอร์เป็นแบบนี้เพราะเสียสละตัวเองเป็นตัวล่อเพื่อให้ฉันรอด”

“ไม่หรอกค่ะ! มันเป็นความผิดของคนสั่งการอย่างเรย์ลี่คนเดียว!

“งั้นเราก็ผิดกันทั้งคู่...แบบนี้โอเคไหม ร้องไห้ออกมาให้หมดเลยอย่าเก็บมันไว้”

และแล้วเวลาเกือบยี่สิบปีที่เรย์ลี่สั่งสมความรู้สึกผิดตลอดมาก็ถูกปลดปล่อยในช่วงเช้าของวันนี้

 

[ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน] - [ร้านออริน่า]

“เปิดตอนกลางวันด้วยหรอ?”

เฟลิกซ์ถาม เธอนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์คู่กับเรย์ลี่ที่กำลังซดเบียร์อยู่ สาวบาร์เทนเดอร์คนเดิมวางแก้วที่เพิ่งเช็คเสร็จลงแล้วบอกอย่างชิวๆ

“เศรษฐกิจมันไม่ดีก็แบบนี้แหละ เปิดกลางคืนอย่างเดียวไม่พอแล้ว”

“ไม่ดี!?”

เฟลิกซ์ได้ยินแล้วหันดูข้างหลัง...คนแน่นเอียดทุกโต๊ะ

ไอ้ที่ไม่ดีเนี่ยประชดสินะ

“แล้วเธอเป็นใครเนี่ย ไม่เคยเห็นหน้าแต่คงเป็นลิ่วล้อจอมตะกละเรย์ลี่สินะ”

สาวบาร์เทนเดอร์ถามกลับ

“ฉันเอง ที่วันนั้น—”

“เธอจำไม่ได้หรอก”

เรย์ลี่รีบขัดแล้วสะกิดเตือนให้เฟลิกซ์รู้ว่ารูปร่างหน้าตาของเธอในตอนนี้ไม่เหมือนคราวก่อนที่มายังที่นี่แล้ว อีกอย่างเวลาผ่านมาเกือบๆ ยี่สิบปีแล้วด้วย...บาร์เทนเดอร์เลิกคิ้วข้างเดียว

“งั้นเหรอ แต่แขนขวาไซบอร์กนั่นคุ้นๆ อยู่นา”

“อย่าไปใส่ใจเลย” เรย์ลี่บ่ายเบี่ยงให้ “รีบๆ เอาหมูราดซอสแดงมาได้แล้ว! ลัดคิวให้เลย!

“รอคิวสิยะหล่อน”

“เหอะๆ”

บาร์เทนเดอร์คนนี้ยังอยู่อีกหรอเนี่ย...รู้สึกว่าการพูดจาไม่มีหางเสียงลงท้ายแล้ว หรือเป็นเพราะรู้ว่าฉันมากับเรย์ลี่ละเนี่ย?

แต่ก็ช่างเถอะ...

“เรย์ลี่...อย่างมันเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ แล้วทำไมพวกคนที่อยู่ในร้านนี่แลดูมีความสุขกันดี?”

เฟลิกซ์ถามอย่างข้องใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เดินเข้าเขตเมืองมาก็มีผู้คนที่สัญจรที่มีบางคนเปิดสถานะค้างไว้ด้วยเดินไปมาค้าขายอย่างปกติ ทั้งๆ ที่เหลือเวลาใช้ชีวิตอยู่แค่สามเดือนกว่าๆ เท่านั้น เรย์ลี่พลิกตัวนั่งหันไปทางนอกเคาน์เตอร์

“ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อเรื่องนั้น...ถึงจะเชื่อก็คงคิดว่าใช้ชีวิตไม่กี่เดือนนี้ให้คุ้มค่าละมั้ง เรย์ลี่คิดว่างั้น”

“แต่มันทำให้ร้านคึกครืนดี” บาร์เทนเดอร์เอาของว่างที่เป็นแซนวิซไส้หมูทอดมาให้ทานรองท้องก่อน “ถ้ายังมีผู้คนที่อพยพอย่างจำกัดทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ละนะ”

“อพยพอย่างจำกัด?”

“ท่านพี่ยังไม่รู้เรื่องนี้สินะคะ” เรย์ลี่ชูนิ้วทำท่าจะอธิบาย “ตั้งแต่เมืองหลวงของอาณาจักรเฟธออฟก็อตย้ายมาใกล้ๆ สถาบันนิวส์ไลฟ์ที่เพียงแค่เดินทางรถม้าครึ่งวันก็ถึงเนี่ย เริ่มมีประชาชนจากอาณาจักรนั้นที่ไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยแห่ย้ายเข้ามา แต่ทว่าทางฝ่ายปกครองของที่นี่ได้มีการจำกัดผู้อพยพที่จะเข้ามาสัปดาห์ล่ะสิบครอบครัวเท่านั้นเพราะถ้าขืนแห่กันอพยพมากันหมด เมืองนี้เละแน่ๆ”

“แล้วผู้คนที่เป็นผู้อพยพติดค้างยังเข้ามาอาศัยในนี้ไม่ได้ก็ต้องตั้งแคมป์อยู่นอกเขตเมืองทางเหนือนี่แหละ แน่นอนว่าของใช้อาหารการกินต้องเดินทางเข้าเมืองนี้มาในฐานะนักท่องเที่ยวเท่านั้น” บาร์เทนเดอร์แทรกอธิบายเอง “พวกเขามีเวลาอยู่ในเมืองถึงเย็นก่อนที่จะถูกลากออกไป”

“มันมีวิธีสังเกตว่าพวกเขาเป็นผู้อพยพด้วย?” เฟลิกซ์ถาม

“มีสิ ไม่อย่างงั้นไม่ปล่อยพวกนั้นเข้ามาเดินเนียนหาเช่าที่พักอยู่หรอก” บาร์เทนเดอร์คนเดิมว่า “พวกเขาที่ตั้งแคมป์ทั้งหมดถูกลงอาคมในฐานะผู้อพยพตามข้อตกลงที่ให้อาศัยอยู่นอกเขตเมืองแล้ว พอถึงเวลาถ้าคนไหนยังไม่ออกจะมีแสงสีฟ้าจากเจ้าตัวผุดขึ้นสูงกว่าบ้านเด่นขึ้นมาเลยตามหาคนที่ฝ่าฝืนง่าย ไม่ว่าจะแอบอยู่ในบ้านก็ไม่ได้ผลเพราะมันจะทะลุขึ้นไปเลย ฮ่าๆ”

บาร์เทนเดอร์พูดเสร็จเท้าเอวภาคภูมิใจกับเมืองตนเองมาก เฟลิกซ์หัวเราะแห้ง

ชักจะไม่แน่ใจว่าใช่บาร์เทนเดอร์คนเดียวกับที่ฉันเคยเจอหรือเปล่าเนี่ย

แต่เรื่องที่แปลกยิ่งกว่าก็คือทำไมระบบเศรษฐกิจของที่นี่ยังอยู่ได้อีกละเนี่ย เท่าที่เรย์ลี่บอกมาว่าที่อื่นๆ แทบจะพังไม่เหลือชิ้นดีด้วยซ้ำฝีมือเจ้าพวกหัวกะทิสภานักเรียนแน่ๆ

“นี่...พวกเขายังมาที่นี่บ้างไหม”

เรย์ลี่ถามอย่างจริงจังกับบาร์เทนเดอร์

“เรื่อยๆ...แค่ไม่บ่อย ไม่เหมือนก่อนหน้าเกิดเรื่องนั้น”

“อือ...”

คนถามมีอาการหม่นหมองลงอีกครั้ง จ้องมองที่แก้วเบียร์เองที่ยังดื่มไม่หมดแล้วยกซดมันขึ้นจนเกลี้ยงและทิ้งลมหายใจราวกับจะทิ้งความรู้สึกบางอย่างออกมาด้วย

ยังมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นอีกสินะ ตอนที่ฉันหลับไป...

เฟลิกซ์อยากจะถามแต่ก็ไม่กล้า ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้าร้านมาพอเห็นเรย์ลี่ก็รีบตรงปี่ทักทายอย่างคุ้นเคยตามนิสัย

“รุ่นพี่เรย์ลี่ครับ! ไม่ได้เจอกันเกือบปีเลยนะครับ”

“บาร์เบส!? อ๊าก! คิดถึงแกชะมัด”

ทั้งสองคนกอดกันแน่นแล้วผละออก เฟลิกซ์ก็ทักตามที่อย่างที่เคย

“ไงรุ่นพี่บาร์เบส หาแฟนได้หรือยัง”

ปฏิกิริยาที่ตอบกลับมาคือสีหน้าที่งุนงง

เอ่อ...ลืมเรื่องที่เรากลายเป็นคนเดิมในโลกก่อนซะสนิท

บาร์เบสที่ยืนบื้ออยู่พอเห็นคนทักแล้วทำหน้าอึ้งๆ ไป

“เอ่อ...รุ่นพี่ ผู้หญิงคนนี้ใครหรือครับ? สวยเอ็กซ์มากเลย ยิ่งหน้าอกคู่โตละก็—อุ๊บ!!

“เพราะอย่างงี้นายถึงไม่มีแฟนสักทีไงละ ถามดังเกินไปแล้ว”

เรย์ลี่ใช้ศอกกระทุ้งหน้าอกบาร์เบสจนจุกถอยหลังไปนิดหน่อย เฟลิกซ์กำลังหน่ายใจกับพฤติกรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเขา

ทักษะการจีบหมอนี่ยังห่วยบรมเหมือนเดิม

“ค...แค่ล้อเล่นนา” เจ้าตัวแก้เขิน

“ล้อเล่นบ้าอะไร ไปพูดแบบนั้นไม่โดนลากเข้าลุกก็ดีแค่ไหนแล้ว” เรย์ลี่ในฐานะรุ่นพี่ต่อว่า

“ขอโทษครับขอโทษครับ แล้วทำไมคุณผู้หญิงตรงนั้นถึงทักผม...แบบนั้น?”

สิ่งที่บาร์เบสจะบอกก็คือทำไมเฟลิกซ์ถึงทักเขาเหมือนคนรู้จักกัน เรย์ลี่บอกแทน

“ฟังแล้วอย่าตกใจนะ ผู้หญิงที่เป็นที่รักของเรย์ลี่คนนี้ก็คือท่านพี่เฟลิกซ์ยังไงละ”

“เฟลิกซ์? ที่กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปสิบปีกว่าๆ ฟื้นแล้ว? และทำไมหน้าตากับหน้าอกเธอถึง...”

“ก็นายไม่เคยไปเยี่ยมท่านพี่เลยนี่นาเลยไม่รู้เรื่องนี้” เรย์ลี่ว่างั้น

“ขอโทษนะที่ร่างเก่ามันเล็ก” เฟลิกซ์ไม่รอให้พูดจบแล้วบอกถึงสิ่งที่เรย์ลี่บอกให้พูดกับคนอื่นไว้ถึงสาเหตุที่เปลี่ยนแปลง “ผลกระทบเวทมนต์ในดันเจี้ยนนั่นทำให้ฉันกลายเป็นแบบนี้แหละ”

“ว้าว! แบบนี้ก็ดีเลยสิครับ! กลายเป็นสเปคแบบที่ชอบแล้วสิ”

“ดีบ้าอะไร นอนเกือบๆ ยี่สิบปีเนี่ยนะ อย่ามาจีบให้เสียเวลา เหม็นหน้านาย”

“ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”

บาร์เบสทำท่าเสียใจคุกเข่าลงไปกับพื้น เรย์ลี่จิกตามอง

“เลิกเล่นอะไรพิเรนได้แล้ว...แล้วนึกยังไงถึงมาที่นี่”

“ก็นี่มันที่ประจำนี่ครับ ถึงจะไม่ค่อยมาแล้วก็ตาม” บาร์เบสลุกขึ้นนั่งข้างๆ เรย์ลี่ทำเหมือนทุกๆ อย่างก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น “แล้วทำไมหนึ่งในแนวหน้าชั้นดีของรุ่นพี่ถึงกลับมาที่นี่ได้”

“ช่วงพักก่อนที่จะบุกอีกครั้งในสัปดาห์นี้” เรย์ลี่ว่า “เลยกลับมาเตรียมท่านพี่แล้วบังเอิญว่าท่านพี่ฟื้นพอดี เดี๋ยวอีกวันสองวันก็จะกลับไปแนวหน้าแล้ว”

“จะกลับไป?” เฟลิกซ์เอียงคอ “ให้ฉันไปด้วยได้ไหม”

“เรื่องนั้นกะจะพาไปอยู่แล้วค่ะ มันเป็นเรื่องที่ทอมมี่เคยบอกอย่างที่บอกไว้ตอนเช้าไงคะ”

เรย์ลี่บอกถึงเรื่องที่พูดกันตอนเช้า

ที่เขาว่าถ้าไปเห็นฉันจะเข้าใจทุกๆ อย่างสินะ

“เดี๋ยวนะครับ” บาร์เบสยกมือถาม “ยังจะไปที่นั่นอีกเหรอครับ มัน...ไม่มีเวลาที่จะทำแบบนั้นแล้วนะครับ สู้ใช้ชีวิตที่เหลือดีกว่า”

“ไม่ว่าจะเหลือแค่นาทีเดียวแนวหน้าอย่างเรย์ลี่ก็จะไม่ยอมแพ้หรอก”

จู่ๆ เรย์ลี่เกิดฉุนใส่บาร์เบสขึ้นมาก่อนที่จะรู้ตัว

“เอ่อ...ไม่ได้จะว่านายนะ ถ้ามีเรื่องนั้นเกิดขึ้นกับฉัน...เรย์ลี่เองคงจะถอนตัวเหมือนกัน”

แล้วเรย์ลี่กับบาร์เบสพากันถอนหายใจ เฟลิกซ์ที่อยู่ท่ามกลางเรื่องไม่เข้าใจเลยถามตามปกติ

“มีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นใช่ไหม”

“ครับ...” บาร์เบสเกาหัว “คือเรากับเพื่อนๆ อีกสามคนที่คุณน่าจะรู้จักอยู่แล้ว รอน ลีนี่และคิรินซัง ในช่วงแรกๆ ที่หอคอยนั่นปรากฏตัว มีการขอความช่วยเหลือถูกส่งมาจากแนวหน้าจำนวนมาก รุ่นพี่เรย์ลี่เดินทางกับขบวนแรกที่ล่วงไปก่อนแล้วสามวัน ส่วนเรากับอีกสามคนอยู่ในขบวนที่สอง...แล้วันที่สองของการเดินทางนั้นก็มีพวกโจรดักปล้น...ฝ่ายลาดตระเวนช่วงกะนั้นประมาทมากไปเลยทำให้ถูกจู่โจมไม่ทันตั้งตัว รอนกับฉันไม่เป็นอะไรแต่คิรินซังตายคาที่ ลีนี่ขาขาดกับปีกหักใช้การไม่ได้อีก”

เฟลิกซ์เอามือกุมปากทันทีที่ได้ยินเรื่องนั้น บาร์เบสยังคงเล่าต่อ

“หลังจากนั้นก็ถอนตัวทันที จัดงานศพให้เพื่อนตัวเอง รอนลาออกไปอยู่กับลีนี่เพื่อดูแลเธอก็เลยเหลือแต่ฉันที่ยังเฝ้าระวังความปลอดภัยประจำเขตใต้ที่นี่...เลยไม่ค่อยได้มาร้านสักเท่าไหร่ มานั่งคนเดียวมันจะรู้สึกถึงความหลังมากไปจนทำงานไปได้ละครับ”

“แล้วทำไมวันนี้ถึงมา” บาร์เทนเดอร์ถามตรงๆ

“นั่นก็มีเพียงเหตุผลเดียว เธอก็น่าจะรู้ดีนี่นา”

เหตุผลนั้นยังไม่ได้ถูกเคลียร์จากปากของบาร์เบสแต่ทว่ามันถูกทำให้กระจ่างโดยบุคคลทั้งสองที่เขาร้านมา รอนเลื่อนรถเขนที่มีลีนี่ไร้ขานั่งอยู่ยิ้มแย้มโบกไม้โบกมือบาร์เทนเดอร์ก่อนที่จะดีใจที่ได้เห็นเรย์ลี่

“รุ่นพี่!

“ลีนี่!

เรย์ลี่ลุกขึ้นไปกอดลีนี่ทั้งบนรถเข็นก่อนที่จะถามอีกคน

“บาร์เบส! ขอบใจสำหรับเซอร์ไพร์มากนะ!

“เอ่อ...งานนี้ฉันเปล่า บังเอิญต่างหาก”

“หมายความว่าที่รุ่นพี่อยู่ที่นี่เป็นเรื่องบังเอิญสินะครับ”

“ก็นะ”

เรย์ลี่ยักไหล่ เฟลิกซ์เพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังถูกลีนี่หรี่ตาใส่

“เฟ...ลิกซ์?”

“รู้ว่าเป็นฉันด้วย?”

“หือ? คุณเฟลิกซ์” รอนก็เป็นไปกับเขา “ฟื้นแล้วเหรอครับ?”

“ใช่ เมื่อวานนี้เอง...แล้วทำไมพวกเธอสองคนถึงรู้ว่าเป็นฉันละ?”

“ก็เคยไปเยี่ยมยังไงละครับ...แต่ถ้าฟื้นเมื่อวานทำไมคุณถึงฟื้นตัวไวนัก?”

“รอน นายลืมเรื่องที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วหรือไง” ลีนี่หงายหน้า

 “อ๋อ ลืมไปเลย แค่กินอะไรนิดหน่อยที่ฟื้นมานาได้ก็กลับมามีแรงตามปกติแล้ว”

“แต่ถ้าของยิ่งอร่อยก็ยิ่งฟื้นตัวดีนะคะ...แต่สามีฉันทำอาหารห่วยแตกชะมัด ถ้าไม่มีภรรยาคนนี้ค่อยคุมละก่อนคงได้นอนโรงพยาบาลแน่ๆ”

“เอานา ผมก็พยายามอยู่”

ประโยคแปลกๆ ที่ลีนี่กับรอนคุยกันเองทำให้เฟลิกซ์เริ่มเข้าใจบางอย่าง

“ทั้งสอง...อย่าบอกนะว่า...”

ลีนี่ดูเหมือนว่าเฟลิกซ์จะบอกว่าอะไร เธอยกมือขวากุมมือรอนที่จับรถเข็นอยู่

“เราสองคนแต่งงานกันแล้วค่ะ”

“ว้าว! ดีใจด้วยนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

“หลังเกิดเรื่องถูกดักปล้นครึ่งปีค่ะ รอนขอแต่งกับฉันทั้งๆ ที่เป็นแบบนี้”

“คะครับ” รอนเกาหัวแก้เขิน

“แต่กว่าจะยอมสารภาพกันได้มันนานเวอร์เอามากๆ กินเวลาตั้งเกือบยี่สิบปี” บาร์เบสว่า

“ก็คนมันเขินนี่”

ทั้งสองคนตอบพร้อมกันแล้วมองหน้าหัวเราะกันเองสมกับเป็นสามีภรรยา และแล้วรอนก็อุ้มลีนี่ขึ้นนั่งบนเก้าอี้ที่ติดกับเคาน์เตอร์ข้างเฟลิกซ์แล้วเขาก็นั่งข้างๆ อีกฝั่ง พวกเราพูดคุยกันหลายๆ เรื่องจนบาร์เบส รอนและลีนี่กลับไปแล้ว เรย์ลี่ที่เริ่มหน้าแดงเพราะฤทธิ์เหล้ากับเบียร์ถาม

“ท่านพี่...เอิ๊ก!! ท่านพี่...คือว่า...ที่จริงแล้ว...เรย์ลี่ไม่อยากให้...ไปที่แนวหน้าด้วยกันเลย”

“ทะ...” เฟลิกซ์กำลังจะถามแต่ก็หยุดลงเพราะมันเป็นเรื่องที่เข้าใจอยู่แล้ว “โธ่ เป็นห่วงไปซะทุกๆ เรื่องเลยนะ”

“ก็เรย์ลี่...ไม่อยากให้ท่านพี่...หลับแบบนั้น...เอิ๊ก!! อีกครั้งอีก...สินะคะ”

“จ้าจ๊ะ แต่ก็ต้องไปละเนอะ ไม่อย่างงั้นมันคงคาค้างใจ”

“แล้วท่านพี่...ไม่กังวลเรื่องสองคนนั้น...หรอคะ”

สิ่งที่เรย์ลี่หมายถึงก็คือทอมมี่กับอาเธอร์ที่ความสัมพันธ์ของสองคนนั้นไปด้วยกันได้ยังไงเฟลิกซ์เองก็ไม่รู้เช่นกัน...แต่ทว่ามันมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า

“อย่างที่บอกไปตอนแรกแหละ ฉันจะพยายามมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป...อยากจะรู้ว่าอะไรมันทำให้คริสตัลฟอร์มันกลายเป็นแบบนี้และทำไมทอมมี่บอกว่าฉันน่าจะรู้ทุกๆ สิ่งที่อยู่ในนั้นด้วย”

เมื่อเฟลิกซ์พูดจบ เรย์ลี่มองต่ำเข้าสู่ความคิดตัวเองแล้วยิ้ม...

“ท่านพี่ก็เป็นซะอย่างงี้ละนะ...สมกับเป็นท่านพี่”

แล้วเรย์ลี่ก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นมารอให้เฟลิกซ์ชนแก้ว เธอก็หยิบแก้วเบียร์ตัวเองที่ดื่มเข้าไปนิดหน่อยชนตอบแล้วคิดอย่างหนักแน่นภายในใจ

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกตั้งใจทำอะไรกันแน่ แต่ถ้าแกเปิดช่องว่างให้เปลี่ยนแปลงชะตาได้ละก็ ฉันจะทำมันสำเร็จให้ได้คอยดูสิ! ถึงแม้แกจะเปลี่ยนแปลงมันอีกก็ตามไม่ว่าจะเอาเอลด้าจากไปก็ตามเพราะยังไงซะมันก็พิสูจน์แล้วว่าฉันเนี่ยแหละท้าทายอำนาจของแกได้ยังไงละ! พระเจ้าเอ๋ย!


ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.45 แล้วนะจ๊ะ

เมื่อเฟลิกซ์ฟื้นขึ้นมาก็พบกับคริสตัลฟอร์ที่เปลี่ยนไปกับหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ทอมมี่พูดไว้กับเรย์ลี่มันคืออะไรกันแน่

ที่หอคอยนั่นมีอะไรรอเฟลิกซ์อยู่

โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.46 Mental Tower II – [หอคอยเหล็กกล้า]

ความจริงบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย!

 

53 ความคิดเห็น