ตอนที่ 47 : Ch.44 Darkness memories VI - [ทำใจไม่ได้]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ก.ค. 59


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.44 Darkness memories VI - [ทำใจไม่ได้]

[12:01] [18/11/2042]

[Unknown Area, Danger-Zone, เรือต้องสงสัยของดิไวน์]

“แม่ค่ะ ที่นี่มัน...”

“ไม่รู้หรอก แต่คงเป็นเกาะที่ไหนสักแห่งใน Danger-Zone แน่ๆ แต่ทำไมถึงมีท่าเรือในที่แบบนี้กันนะ”

เฟลิกซ์ตอบคำถามของอันนาที่กำลังมองดูสถานที่ๆ พวกเขาเพิ่งมาถึง มันเป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีท่าเรือเป็นถ้ำซีเมนต์ลึกประมาณสองร้อยเมตรซึ่งขนาดเรือของดิไวน์ที่ตามมานั้นแค่ลำเดียวก็เต็มท่า แล้วยังไม่รวมถึงแบล็คเบิร์ดที่นานามิบังคับยานเรียบทะเลเพื่อไม่ให้ถูกพายุฟ้าคะนองเล่นงานจอดอยู่บนท่าเรืออีก

มันเป็นของที่เคยมีอยู่หรือเป็นของด็อกเตอร์ดิไวน์...

“บนเรือนี้ไม่มีร่องรอยว่าขนอะไรมาเลย” นานามิพูดแล้วเดินออกมาจากเรือที่ตามมาตลอดทาง “แต่อาจจะเป็นของเล็กที่ถือเองก็ได้ละมั้ง”

“แล้วลูกน้องเธอตอนจับตาอยู่ที่ท่าเรือเกาสงไม่เห็นของที่ว่านั่นหรือไง” เฟลิกซ์เท้าเอว

“พวกนั้นไปถึงเรือก็กำลังจะออกแล้ว เลยไม่รู้” นานามิว่าแล้วทำสีหน้าหนักใจ “แต่ทำไมบนเรือนั่นถึงไม่มีร่องรอยคนอยู่?”

“เรื่องนั้นฉันว่าบุกเข้าไปหาก็รู้เองละ”

เฟลิกซ์ชี้ไปทางประตูเหล็กบานเดียวที่มีหลอดไฟสีขาวกระพริบที่ใกล้ตามทางเดินขึ้นท่าไป ซึ่งเป็นที่เดียวที่เห็นทางไปต่อ ณ ตอนนี้ ทั้งสามคนประจำตำแหน่งอยู่ข้างประตู นานามิเช็คว่าไม่ได้ล็อคแต่ไม่ได้เปิดเข้าไป ส่งสัญญาณให้เฟลิกซ์หยิบปืนพกค่อยๆ แง่มประตูเข้าไปพบกับห้องๆ หนึ่งที่ใหญ่ประมาณร้อยตารางเมตรเพดานสูงสิบเมตร ภายในมีอุปกรณ์แผงคอมพิวเตอร์เก่าที่ไม่ทำงานเรียงยาวอยู่ใต้หน้าจอยักษ์ที่สูงเกือบจนถึงผนัง ทั้งสามคนเดินเข้ามาเพื่อสำรวจอย่างละเอียด พอนานามิได้เช็คแถวคอมพิวเตอร์ก็เริ่มแน่ใจขึ้นมา

“อย่างกับที่กบดานของพวกทหารสมัยก่อนอย่างไงอย่างงั้นแหละ”

“สมัยไหน?”

เฟลิกซ์เกิดสนใจขึ้นมา แต่นานามิยังไม่ทันจะตอบจู่ๆ หน้าจอยักษ์ที่มีรอยร้าวที่ไม่สมควรใช้งานได้เกิดติดภาพขึ้นมา มันส่องแสงสีฟ้าแล้วมีคำใหญ่ตรงกลางเขียนว่า [Sound Only] และมีเสียงผู้ชายดังตอบรับกับคำถามนั้น

“สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มันเป็นฐานเล็กๆ ของพวกทหารญี่ปุ่นเก่าหรือ Area JP

คำตอบนั้นทำให้ทั้งสามคนต่างตั้งท่าระวังตัวถอยห่างจากจอยักษ์

“ด็อกเตอร์ดิไวน์? นั่นคุณงั้นหรือ” เฟลิกซ์ว่า

“ใช่ครับ ผมเอง...”

“ชิ เรือนั่นกับดักล่อพวกฉันมาสินะ”

“ผมแค่อยากจะคุยกับคุณเท่านั้นเอง อยากจะมาเจอกันตัวต่อตัวอยู่แต่คงเป็นไปไม่ได้...เลยลากออกมาไกลสักหน่อยต้องขออภัยด้วย”

“คุณคือผู้สร้างฉัน?”

อันนาเอ่ยอย่างหวั่นใจเพราะเธอรู้ดีว่าด็อกเตอร์ดิไวน์เป็นคนสร้างตัวเธอขึ้นมา ซึ่งเฟลิกซ์บอกกับความจริงไม่ได้ปิดบังกับเธอตั้งแต่ช่วงแรก

“โอ้ว ไม่นึกว่าเอาอันนามาด้วย ไม่ได้เจอกันนานเลยแต่คงจำผมไม่ได้หรอกเพราะลบความทรงจำช่วงทดสอบทิ้งไปแล้ว”

“ทำไมนายต้องขโมย DNA ของฉันไปด้วย”

เฟลิกซ์ถามประเด็นหลักทันที อีกฝ่ายส่งในลำคอพอใจกับคำถามนั้น

“ผมจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง...นานมาแล้วมีชายยากจนคนหนึ่งกำลังหมดสิ้นเนื้อประดาตัว เขาใช้ความรู้และแรงสุดท้ายในการสร้างบ่อน้ำหลังบ้านเพื่อจะเลี้ยงปลาแต่โชคชะตาเป็นใจเขาขุดเจอบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่หากใครได้ลงไปแช่แล้วโรคภัยไข้เจ็บบาดแผลทุกอย่างจะหายไป จากชายยากจนที่กินแต่ขนมปังแข็งกลายเป็นเศรษฐีอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างงั้นเขาก็ยังมุ่งมานะพัฒนาบ่อน้ำพุร้อนอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ใช้เงินหมดไปวันๆ เพราะเขารู้ซึ้งดีถึงเวลาที่ไม่มีอะไรจะกินเลยคิดว่าจะไม่ปล่อยให้ความประมาทมาทำลายเขา เวลาผ่านไปเรื่องนี้รู้ถึงขุนนางและกษัตริย์ในประเทศนั้นจึงได้เดินทางมายังบ่อน้ำพุร้อนของชายผู้นี้ เมื่อได้พิสูจน์ความจริงแล้วชายเจ้าของรีบเสนอแบ่งกำไรจากการเปิดเช่าบ่อนี้หรือหากซื้อต่อก็ขอให้เขาได้เป็นขุนนางในพระราชวังซึ่งมันเป็นเงื่อนไขที่สมน้ำสมเนื้อ แต่สิ่งที่ชายคนนั้นหวังไว้ไม่ได้เป็นจริง เขาถูกจับยัดเยียดข้อหาร้ายแรงที่เขาไม่ได้ทำและถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงบ่อน้ำพุร้อนแห่งการรักษานั่น ถูกขังคุกรอวันประหาร...ระหว่างที่ถูกเข็นประจานกลางเมืองก็ได้ผ่านสถานที่ที่มีบ่อน้ำพุร้อนของเขา มันกลายเป็นโบสถ์ของพระราชวังและยังสร้างเรื่องเสริมแรงศรัทธาโดยเปลี่ยนจากบ่อน้ำพุร้อนกลายเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เรื่องของชายผู้ค้นพบหายไปจากประวัติศาสตร์...เขาผู้นั่นคับแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะถูกประหารเขาวิงวอนต่อปีศาจยอมขายวิญญาณตนเองเพื่ออยากที่จะแก้แค้น หลังจากที่ชายผู้นั้นได้ตายลงก็ได้ร่างกายปีศาจใหม่ เขาไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ด้วยแรงแค้นชายผู้นั้นมีเลยตัดสินใจใช้พลังปีศาจนั่นฆ่าทุกคนที่เกี่ยวข้องและหลังจากนั้นก็ไม่มีใครรู้เรื่องของเขาอีกเลย”

นิทานของดิไวน์จบลง นานามิเอ่ยขึ้น

“นายคือชายเจ้าของบ่อน้ำพุนั่น ไม่สิ...ผู้ที่สร้างเครื่องปลูกทางป้อนโปรแกรมสู่สมองมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบแต่ถูกองค์กรนั้นทรยศและกำลังจะหาทางให้ตัวเองกลายเป็นปีศาจอยู่ใช่ไหม”

“เป็นไปตามที่เข้าใจ คุณเพื่อนปีศาจ”

“เพื่อนปีศาจ!?” เฟลิกซ์ขมวดคิ้ว “คุณจะบอกว่าฉันเป็นปีศาจ?”

“พีทูหรือเอสเปอร์ที่เธอมีมันอย่างกับปีศาจเลยว่าไหม...ดังนั้นเลือดของเธอเลยเป็นตัวอย่างที่สำคัญ แต่เลือดที่ได้มาจากพี่ชายของคุณมันยังไม่พอ ผมต้องการตัวปีศาจอย่างคุณทั้งตัวในการสร้างกองทัพแก้แค้นคนที่ขโมยผลงานของผมไป”

ดิไวน์ได้เผยแผนการบางส่วนของเขา เฟลิกซ์ที่อยากทำให้เรื่องมันจบๆ เลยรีบตัดบทสรุป

“เฮ้อ...ฉันไม่สนว่าทุกอย่างที่แกทำเพื่ออะไร ฉันแค่อยากจะมาขัดขวางการสร้างโคลนตัวฉันขึ้นมาเท่านั้น! แกมุดหัวอยู่ที่ไหนบอกมาซะดีๆ!

“แน่นอนว่าคำตอบของผมคือไม่บอกแน่นอน อุตสาห์ได้รู้ความลับของเวิร์คเจเนอรัลทั้งทีจะให้เมก้าโปรเจคยักษ์ของผมล่มได้ยังไง ขอให้ผมแก้แค้นลากัซกับเจ้าพวกไฮเทคอัพเปอร์กับทรานสมิธก่อนสิ บางสิอาจจะคิดใหม่เรื่องโคลนปีศาจอย่างเธอก็ได้...นี่อันนา อยากกลับมาหาพ่อบ้างไหม พ่อขอโทษนะที่ปล่อยเธอไว้ที่นั่น เธอคือสุดยอดโคลนเพียงหนึ่งในหมื่นคนที่พ่อสร้างขึ้น”

จู่ๆ ดิไวน์เริ่มเกลี้ยกล่อมอันนา เฟลิกซ์ที่รู้จำนวนโคลนที่ถูกสร้างอึ้งไปชั่วขณะและเริ่มโกรธตัวสั่น

“ทำไมแกต้องสร้างเยอะขนาดนั้นด้วย!

“มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเธอรู้เรื่องพวกนี้”

“ฉันจะไม่ถามว่าแกรู้เรื่องพลังของฉันได้ยังไงหรอกนะ แต่ถ้ารู้ดีก็น่าจะรู้ว่ามันอันตรายขนาดไหน! แล้วยังจะสร้างอีกหรือไง!

“พูดแบบนั้นอันนาไม่เสียใจแย่หรือ เธอกำลังยัดเยียดตัวตนคำว่าอันตรายให้เธออยู่นะ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษด้วยซ้ำไป ใช่ไหมอันนา”

ดูเหมือนว่าดิไวน์พยายามควบคุมความคิดของอันนาอยู่ เธอถึงได้มองคนที่ตัวเองเรียกว่าแม่อย่างหวั่นๆ เฟลิกซ์กัดฟันตะคอกใส่อันนา

“อันนา! เธอรู้ดีว่าฉันหมายถึงอะไรนะ”

“ค...ค่ะ! ก็รู้ดีอยู่...แต่ได้ยินมันก็...มันเจ็บ”

“อันนา อย่าไปฟังดิไวน์มากนักสิ เขาคือศัตรู”

นานามิสะกิดเตือน อีกฝ่ายหัวเราะดังขึ้น

“ศัตรู!? พันธมิตร? อะไรคือคำนิยามของพวกเธอ? อะไรคือสิ่งที่เธอคิดว่ามันเป็นแบบนั้น! แต่ก็ช่างเถอะ มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป...ไม่อยากได้ร่างเธอเป็นๆ อีกแล้ว!

ดิไวน์ตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว พื้นที่ทั้งสามคนอยู่เกิดสั่นสะเทือน ด้วยสัญชาตญาณเฟลิกซ์ผลักตัวอันนาให้กระเด็นออกไปแต่ทว่าพื้นในห้องนั้นทั้งหมดเกิดพังทลายเผยให้เห็นหนามแหลมมากมายที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง เธอรีบใช้พีทูเสกลูกพลังงานสีเหลืองทำลายหนามตรงจุดที่เธอกับนานามิจะร่วงลงจนเป็นหลุมเปล่าจนปลอดภัยกันทั้งคู่ นานามิค่อยๆ ประคองตัวเองลุกขึ้น

“เฮ้อ...เกือบไปแล้ว ประสาทเธอยังไวเหมือนเดิมเลยนะเฟ—”

แต่แล้วต้องหยุดพูดกลางคั้นเพราะเห็นสีหน้าช็อกสุดขีดของเฟลิกซ์ที่กำลังมองไปยังร่างของอันนาที่ชักกระตุกสามทีแล้วแน่นิ่งไปเพราะถูกหนามแทงทะลุร่างเกือบทั้งตัว เลือดสีแดงย้อมพื้นแถวนั้นอย่างน่าสังเวช มันเป็นภาพที่ไม่ชวนน่าดูเลยแม้แต่นิดเดียว นานามิกำลังจะเอื้อมกอดเพื่อนรักแต่ห้องที่เขาอยู่เกิดสั่นไหวอีกครั้ง เศษเพดานเริ่มร่วงลงมา

“เฟลิกซ์! ที่นี่จะถล่มแล้วนะ!

“ฉ...ฉัน...ผลัก...อันนา...ทำไม...”

“เฟลิกซ์! ยัยบ้า! ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยนะ! เราช่วยเธอไม่ได้แล้ว! ปัดโธ่โว้ย!

สุดท้ายแล้วนานามิต้องต่อยหน้าท้องให้เฟลิกซ์อ่อนตัวลงอุ้มได้ง่ายและพาเผ่นออกจากสถานที่ที่เรียกว่า [กับดัก] นี้ไปโดยทิ้งร่างของอันนาไว้

[วันต่อมา]

[08:09] [19/11/2042]

[Area RU-1 เขตกลาง, WG-Zone, ยานแม่มอชชินนี่, ห้องทำงานส่วนตัวของเลขาธิการ]

“เอาจนได้...”

รันเนอร์แบมือหลังจากที่ยืนฟังเรื่องราวในวันนี้ที่เกิดขึ้นจากนานามิที่เล่าให้ทุกคนในห้องวิคตอเรีย ก่อนที่จะหยิบปืนพกคู่สีขาวขึ้นมาควงเล่น

“ถ้ารู้จะเป็นแบบนี้น่าจะตัดความสัมพันธ์สองคนนั้นตั้งแต่แรก”

“เธอไม่มีวันทำแบบนั้นได้หรอก” นานามิว่า

“ได้สิ เพราะปืนคู่นี้มันพรากสายสัมพันธ์มานักต่อนักแล้ว...ขอตัวก่อนละ ไม่อยากจะฟังเรื่องโง่ๆ มากกว่านี้”

รันเนอร์ตัดจบแล้วเดินออกจากห้องไป วิคตอเรียเกาหัว

“นานามิ อย่าไปใส่ใจยัยนั่นเลยนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ทางนี้รู้นิสัยดีอยู่แล้วเลยไม่ได้คิดอะไร”

แล้วชายคนหนึ่งที่อยู่ในห้องด้วยออกความเห็น

“มีเรื่องกระทบความมั่นคงขนาดนี้เกิดขึ้นยังจะปิดบังแล้วแอบส่งทหารไม่กี่นายทำงานเนี่ยนะ เธอกำลังคิดอะไรอยู่วิคตอเรีย”

“ยังดีกว่าคนที่นั่งเล่นการเมืองไปวันๆ โดยที่ไม่สนใจหน้าที่ของตัวเองนะ ผู้บัญชาการยานมอชชินนี่...ยูริ”

ผู้ชายผมเขียวที่ถูกพาดพิงที่นั่งอยู่มุมห้องมองวิคตอเรียด้วยสายตาที่เย็นชา นานามิออกอาการเบื่อหน่ายเพราะเห็นคู่กัดกันบ่อยๆ เธอรู้จักเขาเป็นอย่างดีเพราะว่ายูริเคยเป็นสมาชิกของเฮฟเว่นพันนิชเชอร์มาก่อน เขามีความสามารถการต่อสู้ประชิดตัวสูงและที่ได้มาเป็นผบ.ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรด้วยแต่ที่แน่ๆ พอสังเกตได้ว่าความสัมพันธ์ของเขาและวิคตอเรียเรียกว่าเป็นเพื่อนกัน

ยูริบอกถึงเรื่องที่รู้กันอยู่

“ก็เธอเองไม่ใช่หรือ ที่ให้เป็นหุ่นเชิดเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวเธอจะจัดการเอง”

“แล้วตอนนี้เฟลิกซ์เป็นไงบ้าง” วิคตอเรียไม่สนใจเสียงบ่นของยูริ

“ยังคงช็อกไม่หายค่ะและยิ่งมีผลข้างเคียงจากยาเพิ่มแรงนั่นด้วย” นานามิแจง “วันนี้คงขยับตัวไม่ได้แล้วละคะ”

“งั้นฝากดูแลให้ดีด้วย”

“ทำไมเราต้องง้อผู้หญิงคนนั้นด้วยวิคตอเรีย”

จู่ๆ ยูริเริ่มชงเรื่อง วิคตอเรียมองหน้าสวนกลับราวกับกำลังด่าว่าโง่อยู่

“ยูริ...เพื่อนของเฟลิกซ์ยังอยู่นี่นะ”

“ช่างประไร อยากให้รู้ด้วยว่าไอ้ผู้หญิงนั่นทำเป็นอ่อนแอเพราะแค่ลูกน้องตัวเองตายคนเดียว ใจเสาะขี้ขลาดตาขาวและยิ่งตายด้วยน้ำมือตัวเองด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะมีพีทูนั่นตอนนี้คงโดนลากเข้าคุกทหารไปแล้ว”

“อย่ามาว่าเพื่อนฉันนะ!” นานามิของขึ้นเดินเข้าหาประชิดตัว “และอันนาไม่ใช่ลูกน้องของใครด้วย!

“งืม แล้วอยู่ในฐานะอะไร? ลูกบุญธรรม? อย่าพูดให้ขำ...รู้ทั้งรู้ว่าเด็กนั่นมีค่าแค่เป็นอาวุธให้หยิบยืม โดนหลอกใช้อีกทีไม่ใช่หรือ”

“ไม่ใช่! อันนานะยังมีหัวใจ—”

“เด็กนั่นไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ! ถ้าวิคตอเรียยอมให้เอาสองคนนั้นวิจัยดัดแปลงเป็นอาวุธตั้งแต่แรกก็คงเสียของดีๆ ไปหรอก”

“ยูริ...สายตานายไม่เห็นพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตบ้างหรือไง!

“พอเถอะ...นานามิ...”

เฟลิกซ์ที่ตัวซีดทั้งตัวเอ่ยอย่างอ่อนแรงก่อนที่จะค่อยๆ ประคองตัวเองเข้ามาอยู่ตรงหน้าประตู ยูริหน้าซีดยิ่งกว่าเพราะกลัวพีทูของคนตรงหน้า...คนที่ถูกนินทายิ้มอ่อนให้

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะยูริ...ตอนแรกที่ได้ยินว่ามีผู้บัญชาการคนใหม่ชื่อเดียวกันนึกว่าเป็นคนละคนซะอีก”

“เออ...” ยูริชักสีหน้าไม่สบตา

“เฟลิกซ์...มีเรื่องอะไรหรือเปล่า เธอน่าจะพักผ่อนให้เต็มที่นะ” วิคตอเรียว่า

“ใช่ๆ เธอรีบๆ กลับไปซะเดี๋ยวเรียกใช้กะทันหันขึ้นมาไม่ได้อีก”

ยูริพูดอย่างไม่ไยดี นานามิกำลังจะง้างหมัดชกคนปากหมาแต่ชะงักลงเพราะไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากเพื่อนรัก

“หึ...พอแล้วละ ฉันพอแล้ว...ฉันมานี่...เพื่อขอวางมือ”

วิคตอเรียตาตื่นขึ้น

“เฟลิกซ์!? เอ่อ...อย่าใส่ใจเรื่องที่ยูริพูดเลย เธอก็รู้นิสัยมันดี...อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ”

“ไม่ค่ะ...ไม่ใช่เรื่องนั้นที่ทำให้ฉัน...ตัดสินใจได้หรอกค่ะ...มือของฉัน...ฆ่าลูกสาวตัวเองได้ลงคอ พอคิดๆ แล้วมันก็เริ่มชักจะคุมพีทูไม่ค่อยอยู่ ไม่มีความมั่นใจเลย...ไม่มีแรงที่จะ...ทำงานที่นี่...อีกต่อไปแล้ว”

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมต่างคนต่างไม่พูดอะไร เฟลิกซ์เอ่ยต่อ

“ถึงจะคัดค้านยังไงฉันก็ไม่สน...จะไม่อยู่ที่นี่ให้รกเปล่าๆ...ฉันจะย้ายออกภายในพรุ่งนี้ ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่างนะคะและกรุณาอย่าได้ขวางทางดิฉันเลยค่ะ”

เจ้าตัวทำท่าจะออกจากห้อง วิคตอเรียลุกขึ้นยืน

“อย่าไปเลยนะเฟลิกซ์!

คนถูกเรียกที่หันหลังไปแล้วหยุดเดินก่อนที่จะพูดไม่หันมาสบตา

“เป็นไปตามที่ท่านเลขาธิการเคยพูดไว้จริงๆ ช่วงแรกที่เราได้เจอกัน”

เฟลิกซ์เอ่ยถึงบางอย่างที่อีกสองคนไม่รู้ วิคตอเรียถอนหายใจแล้วทวนคำพูดนั้นที่เคยเอ่ย

“พลังของเธอ...มันต้องย้อนทำลายตัวเองเข้าสักวันและคนรอบข้างตัวเธอ...แต่นั่นฉันคิดว่าถ้าเธออยู่ที่นี่น่าจะ—”

“ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะค่ะ...ถ้าอยู่ที่นี่อีกเหมือนเห็นเงาเด็กนั่นเดินวนเวียนอยู่ในยานนี่ ฉัน...ทำใจ...ไม่ได้..จริงๆ”

และแล้วเฟลิกซ์ก็เดินออกจากห้องไปเจอกับรันเนอร์ที่เดินกลับมาแอบฟังตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ มองเฟลิกซ์ด้วยสายตาที่แอบโกรธ

“โลกใบนี้...ที่นั่งสำหรับเธอมีแต่เพียงที่เดียวเท่านั้น เฟลิกซ์...คือที่นี่”

“ไม่มีสักที่เลยต่างหาก”

เฟลิกซ์เดินสวนไป รันเนอร์โกรธจัดมือไม้สั่นขยับไปมาอยากจะตะโกนด่าตามหลังแต่ก็ทำไม่ได้เพราะคิดว่าถ้าเกิดทำให้เฟลิกซ์อารมณ์ไม่ดีขึ้นมา ยานลำนี้อาจจะถึงคราวพินาศ...นานามิที่แอบมองหลังเฟลิกซ์จนเดินหายลับไปตัดสินใจบางอย่างเดินกลับเข้าห้องหาวิคตอเรีย ยกแขนทาบเหนืออก

“ตัดสินใจแล้วค่ะ ฉันขอลาออกด้วย”

“เฮ้ย! เธอบ้านี่ออกตามเนี่ยนะ!?” ยูริร้อง “แต่...ใจเสาะแบบนี้ออกๆ ไปเหอะ”

“ไม่ได้ขอความเห็น”

นานามิสวนคำพูดชวนจุกท้องกลับไป เจ้าตัวถึงได้ทนไม่ไหวเดินหนีออกจากห้อง...วิคตอเรียทำหน้าลำบากใจเป็นที่สุด

“นานามิ...ฉันไม่เห็นว่าจะ—”

“เหตุผลนั้นมีแน่นอนค่ะ รอบข้างของเฟลิกซ์นั่นแทบไม่มีใครเลย ถึงจะมีครอบครัวของตัวเอง แต่...ดูเหมือนว่าจะทำใจไม่ได้เรื่องนั้น เธอบอกว่าเวลาเห็นหน้าเฟียน่าตอนนี้มันทำให้เธอเห็นอันนาในตอนนั้นอีกครั้ง ดิฉันเลยตามเธอไปเป็นเพื่อนค่ะ อย่างน้อยๆ เป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอค่อยไม่ให้สูญเสียความเป็นมนุษย์จนใช้พีทูทำร้ายคนอื่นนะคะ”

พอวิคตอเรียได้ฟังแล้วนั่งคิดอยู่พักหนึ่งจึงให้คำตอบ

“ไม่...ฉันไม่ให้ออก”

“ถึงอย่างงั้นก็จะ—”

“แต่ให้เธออยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหรือน็อค [Noc] แทน...ค่อยดูแลเฟลิกซ์ให้ดีละและรายงานฉันทุกสัปดาห์ ถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยเหลือก็ติดต่อได้ทุกเมื่อและที่สำคัญอย่าบอกเรื่องนี้กับเฟลิกซ์เด็ดขาด”

นัยน์ตาสีเขียวของนานามีค่อยๆ เบิกบานขึ้นแล้วร้องด้วยความดีใจ

“รับทราบค่ะ!

แล้วเธอก็วิ่งออกไปจากห้องทันที วิคตอเรียทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาอย่างอ่อนแรงแล้วบ่นในใจพลางๆ ไปว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้

            [ครึ่งชั่วโมงต่อมา]

“อย่ามาห้ามฉัน นานามิ”

เฟลิกซ์ที่กำลังเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าบอกทันทีที่รู้ตัวว่านานามิเดินเข้าห้องมา

“ยัยบ้า...ไม่ได้ห้ามสักหน่อย ฉันจะตามเธอไปด้วยต่างหาก”

เรื่องนี้ทำให้เฟลิกซ์แปลกใจหันมอง

“หา!? นี่เธอ...จะบ้าหรือไง!?

“บ้า!? ใช่ๆ ฉันมันบ้า ก็เพื่อนคนสำคัญของฉันจะหนีแล้วนี่นา ฉันก็ต้องหนีไปด้วยกันสิ”

“แต่วิคตอเรียคง—”

“รายนั้นอนุญาตแล้วไม่ต้องห่วงหรอก ถึงไม่อนุญาตแค่ขู่ว่าจะกล่อมให้สาวพลังจิตเอสเปอร์ทำลายยานนี้ทั้งลำเลย”

นานามิทำเป็นพูดเวอร์เข้าไว้ คนฟังถอนหายใจ

“เฮ้อ...เพื่อนสนิทอย่างเธอน่าตบปากจริงๆ ถ้าพูดแบบนั้นให้คนอื่นฟังมีหวังโดนจับก่อนแน่ๆ”

“ยอมให้ตบพันครั้งเลยล่ะ แต่ฉันดีใจนะที่เห็นฉันเป็นเพื่อนคนสำคัญเสมอ เฟลิกซ์”

นานามิเอ่ยอย่างสุดซึ้งแล้วเดินเข้ามากอดอย่างอบอุ่นก่อนที่จะถาม

“แล้วออกที่นี่ไปจะไปไหนละเนี่ย ที่บ้านใน Area TH-7

“ไม่ๆ ฉัน...ไม่อยากเจอหน้าพวกเขาตอนนี้หรอก เธอรู้นิว่าเพราะอะไร”

“เอ่อ...ขอโทษนะ แต่ถ้าไม่ใช่ที่นั่นแล้วจะเป็นที่ไหน?”

“ก็คือ Area ไหนสักแห่ง...ที่มีที่โล่งๆ ไว้ปลูกผลไม้ละมั้ง ฮ่าๆ”

“เฮ้อ จะใช้ชีวิตชาวไร่ซะงั้น ไม่สนใจจะแก้แค้นสักหน่อยหรอ”

เรื่องที่นานามิเสนอมามันสะกิดใจเธอ

“แก้แค้น? แล้วจะให้แก้แค้นที่ไหนละ วิคตอเรียยังไม่รู้ว่าเลยเจ้าด็อกเตอร์ดิไวน์นั่นอยู่ที่ไหน”

“แต่ก็พอมีเบาะแสให้สืบอยู่นิ”

นานามิเอ่ยอย่างมั่นใจก่อนที่ความมั่นใจนั้นถูกทำลายย่อยยับด้วยสีหน้างุนงงของเฟลิกซ์

“เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าเธอไม่ได้อ่านเอกสารข้อมูลที่ลูกน้องฉันสืบๆ มาเป็นปีเนี่ย”

“ก็มีเยอะนี่น่า...ไม่ได้อ่านหมดหรอก แต่เบาะแสนั่นเป็นยังไง?”

“ก็แค่เบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้รู้มากหรอก...ด็อกเตอร์ดิไวน์ช่วงที่ยังทำงานไม่ถูกดำเนินคดีน่ะ เขาได้รับเงินสนับสนุนจากด็อกเตอร์ลากัซบ่อยๆ แม้กระทั่งช่วงหลังดำเนินคดีไปแล้วก็ยังรับเขามาร่วมกับงานกับพี่ชายเธอด็อกเตอร์ซิสไง เลยคิดว่าบางทีด็อกเตอร์ลากัซอยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ก็ได้”

“ด็อกเตอร์ลากัซ?”

เฟลิกซ์พยายามนึกถึงใบหน้าขึ้นมา จำได้ลางๆ ว่าเป็นผู้ชายแก่ๆ หัวโลนมีผมสีขาวข้างๆ ตั้งฉากอย่างกับวายร้ายในหนังและยังจำได้อีกว่าเขาคนนั้นเป็นคนที่มีอำนาจในบริษัทไฮเทคอัพเปอร์อย่างมาก

“แล้ว...จะทำยังไง? แฝงตัวเข้าหาถึงตัว?”

“อะไรประมาณนั้นแหละ แต่เราจะไม่เข้าหาตรงๆ เพราะประวัติหมอนั่นบอกว่าหูตาจมูกไวกับเรื่องถูกสังเกตมาก...เราสองคนจะเข้าทำงานในองค์กร MLA ผู้พิทักษ์กฎหมายที่มีบริษัทไฮเทคอัพเปอร์เป็นแบ็คอัพรายใหญ่ยังไงละ ฉันพอมีเส้นมีสายอยู่...”

“อ๋อ...รู้สึกว่าจะเตรียมตัวมาดีนะ”

“ฮ่าๆ ก็คนมันฉลาดนี่นา หาลู่ทางออกไว้ให้เธอแล้วถ้าเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นน่ะ”

“ขอบคุณ นานามิ ขอบคุณมากจริงๆ”

เฟลิกซ์กุมมือแน่นแล้วส่งยิ้มแรกอย่างจริงจังในรอบวัน ก่อนที่ห้องนั้นในวันต่อมาจะว่างเปล่าเหมือนไม่มีใครเคยอาศัยอยู่...

[คริสตัลฟอร์]

“หลังจากนั้นฉันก็ทำงานกับ MLA ยาวๆ สืบเรื่องนั้นไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ความอะไรมาก และด้วยความกลัวที่จะเห็นหน้าอันนาเลยไม่กล้าที่จะมาหาลูกสาวตัวเองจนกลายเป็นแม่ไม่ได้เรื่อง...แล้วมาเกิดเรื่องที่ฉันโดนส่งข้ามโลกมาที่คริสตัลฟอร์นี่แหละ”

ฉันเล่าชีวประวัติตัวเองอย่างละเอียดจนจบได้สำเร็จ สายตาของเรย์ลี่มีทั้งความเห็นใจและงงพร้อมๆ กันเพราะไม่เข้าใจเรื่องบางอย่างในอีกโลกแล้วเอ่ยความเห็น

“ที่โลกนั้น โหดร้ายจังเลยนะคะ”

“ก็แล้วแต่มุมมองละนะ”

ฉันขยับตัวลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนที่จะรู้ตัวว่าข้างนอกเริ่มจะมืดแล้ว มองดูตะวันลับขอบฟ้าไป

ถึงเรื่องจะผ่านมานานแล้วแต่ยังฝังใจฉันอยู่

แต่ทำไมพระเจ้าต้องให้ฉันมีหน้าตาเหมือนอันนา...แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นเฟลิกซ์คนเดิมอีก

ไม่เข้าใจจริงๆ...หรือบางทีฉันไมควรใส่ใจกับเรื่องนี้กันแน่นะ

เดี๋ยวสิ...เรื่องนี้บางทีเอลด้าน่าจะรู้

“ท่านพี่ข๊า งั้นเรย์ลี่ขอตัวกลับก่อนนะคะ” เรย์ลี่หาวแล้วบอกลา “วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่นะคะเดี๋ยวพรุ่งนี้หมอจะตรวจอีกรอบ ผลออกมาจะได้ดีไงคะ”

“เอ่อ...เรย์ลี่วานอะไรหน่อยได้ไหม”

“คะ?”

“ช่วยไปตามเอลด้ามาหาฉันหน่อย มีเรื่องด่วนที่อยากจะคุยด้วย”

พอฉันขอร้องออกไปแล้วจะเดินกลับขึ้นบนเตียงแต่กลับต้องรู้สึกใจหายขึ้นมากับสิ่งที่เรย์ลี่พูด

“เอลด้า? ใครหรอคะท่านพี่? เรย์ลี่ไม่เห็นจะรู้จักเลย”


ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.44 แล้วนะจ๊ะ

ในที่สุดก็จบบทใหญ่กับการย้อนอดีตของเฟลิกซ์แล้ว! ที่เล่าหยอดทีละนิดตั้งแต่ Vol.แรก และมันมีความสำคัญในภายหลังอย่างแน่นอน (ไม่งั้นจะเขียนทำไมฮ่าๆ)

ความจริงจากปากเฟลิกซ์ถูกเปิดเผย ด้วยความผิดพลาดและไม่ได้ตั้งใจทำให้อันนาต้องตายด้วยน้ำมือของเธอเอง

แล้วทำไมเรย์ลี่ถึงพูดแบบนั้น ราวกับว่าไม่เคยรู้จักเอลด้ามาก่อน?

โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.45 Mental Tower I – [คริสตัลฟอร์ที่เปลี่ยนไปกับไทม์ลิมิตอันน้อยนิด]

ความจริงบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย!

 

53 ความคิดเห็น