ตอนที่ 45 : Ch.42 Darkness memories IV - [ANNA]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 มิ.ย. 59

Update Ch. นี้ ณ วันที่ 25/06/59 เปลี่ยนชื่อตอนต่อไปใหม่


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.42 Darkness memories IV - [ANNA]

[หลายชั่วโมงต่อมา]

[16:21] [23/08/2041]

[ยานแม่มอชชินนี่, ห้องรับรองของแลปที่สี่]

“ฉันว่าต้องใช่แน่ๆ ไม่ว่าคิดยังไงมันต้องใช่แน่ๆ”

เฟลิกซ์เดินวนไปมาใช้ความคิดอย่างหนัก นานามิที่นั่งโซฟาหงายหน้าหมดแรงไม่ค่อยเห็นด้วย

“บางทีเธอคิดมากไป”

“เธอก็เห็นนี่! ที่นั่นมัน...เยอะขนาดไหน”

เฟลิกซ์หมายถึงพวกแท่นแคปซูลที่พวกเขาไปเจอมา

“แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรอยู่ในนั้นสักหน่อย”

“เพราะถูกเอาไปแล้วไง! ไม่งั้นแคปซูลร้อยๆ อันพวกนั้นจะแตกพร้อมกันหมดเองงั้นหรอ”

“ก็จริง...หรือจะมีระบบทำลายตัวเองพร้อมกัน?”

“ทำลายตัวเอง?”

“เวลาหนีไม่ทันก็ทำลายทิ้งไง จำได้ว่ามันมีสารละลายเนื้อมนุษย์ให้หายไปหมดอยู่นะ”

“หรือว่าเส้นผมนั้นจะ...” เฟลิกซ์พึมพำกับตัวเอง

“เธอว่าอะไรนะ” อีกคนได้ยินไม่ถนัด

“ปะ...เปล่า แล้วเมื่อไรพวกเขาจะออกมาเนี่ย”

เฟลิกซ์มองไปที่ประตูของห้องนี้ รอให้มันเปิดอยู่หลายรอบ

การที่ทำให้ทั้งสองคนเป็นแบบนี้เพราะฉุกคิดขึ้นมาหลังจากเก็บกู้แคปซูลที่บรรจุเด็กผู้หญิงผมขาวขึ้นมาบนวิงเจ็ทแล้วบินตรงดิ่งกลับยานมอชชินนี่ว่าทั้งสองคนไม่เจอหลอดเก็บ DNA ของเฟลิกซ์เลย...มีแต่พวกแคปซูลที่ว่างเปล่ากับเด็กคนนั้นที่คล้ายๆ เฟลิกซ์ เลยคิดกันมาได้ว่าเด็กคนนั้นอาจจะเป็นโคลนของเธอเองก็เป็นได้ ซึ่งมันทำให้ร้อนรนใจกันทั้งคู่แต่นานามิยังคงมองในแง่ดีอยู่บ้าง

“นี่เฟลิกซ์ แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นผมสีขาวนะ”

“สีผมนะมันเปลี่ยนกันได้แต่หน้าฉันนี่...หน้าฉัน! หน้าเด็กนั่นแทบจะก็อบปี้วางเลยนะ! ไม่อยากจะคิดเลยว่าเด็กแบบนี้อีกร้อยคนในแคปซูลที่เจ้าดร.ดิไวน์นั่นสร้างไว้มันจะเป็นยังไง...บางทีอาจจะจนหนีไปก่อนที่พวกเราจะมาหลายวันก่อนก็ได้...ถ้าว่างเมื่อไรจะไปแฉ่งพี่ซิสหูแตกเลยคอยดูสิ!

“งั้นแล้วทำไมถึงไม่เอาเด็กคนนั้นไปด้วย”

“ใครจะไปรู้ล่ะ ร่องรอยหลักฐานที่ตึกนั้นแทบไม่หลงเหลือเลย...ให้ตายสิ ให้ตายสิ ถ้าเกิดสร้างเป็นกองทัพแล้วยึดโลกล่ะก็”

“นี่เธอ...”

เปรี๊ยะ!

แก้มขวาของเฟลิกซ์ถูกตบเข้าอย่างแรงโดยมือของเพื่อนรัก...

“ตั้งสติหน่อยสิ ถ้าเกิดคุมพลังจิตตัวเองไม่อยู่ขึ้นมาจะงานเข้านะ”

“...อือ...ขอโทษ” เฟลิกซ์ไม่สบตา

“ไม่มีเรื่องอะไรต้องขอโทษ...แค่ไม่อยากเห็นเธอเป็นบ้าไปก็เท่านั้น...มาๆ มานั่งกับฉัน”

“พวกเธอสองคนหัดระวังตัวหน่อยสิ”

จู่ๆ บุคคลที่สามพูดขึ้นมา ทำให้ทั้งสองคนที่เพิ่งรู้สึกตัว

“ท่านวิคตอเรีย!

“เออ ใช่ฉันเอง...นี่ฉันไม่มีค่าในสายตาพวกเธอเลยใช่ไหม”

“ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรคะ” นานามิถามเกรงๆ

“นานพอที่จะได้ยินตั้งแต่ต้น” วิคตอเรียเดินไปนั่งโซฟาอีกฝั่งหนึ่ง “แล้วพวกเธอทำไมมาอยู่ตรงนี้?”

“ก็รอผลจากแลปไงคะ! เรื่องนั้นที่บอกผ่านวิทยุไปไง” เฟลิกซ์ทวนให้รู้

“รู้แล้ว...แต่พวกเธอคิดว่าผลแลปจะออกไวขนาดนั้นหรือยังไง นี่เพิ่งจะสิบนาทีเอง...ต้องตรวจให้แน่ใจอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งไม่ก็อย่างเร็วสองชั่วโฒง ไปพักผ่อนกันซะไป ไม่จำเป็นต้องรอตรงนี้หรอก เดี๋ยวจะเรียกเองถ้าผลออก”

 เมื่อวิคตอเรียผู้เป็นใหญ่สุดพูดแบบนั้นเอง ทั้งสองคนมองหน้ากันเหมือนตัดสินใจกันได้แล้วทำเคารพ

“งั้นฝากด้วยนะคะ”

“รบกวนด้วยคะ”

ทั้งคู่กำลังจะเดินออกไป แต่เฟลิกซ์เกิดอยากรู้บางอย่างขึ้นมา

“แล้วท่าน...มาทำอะไรตรงนี้?”

“นัดคนไว้...ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องรู้ลึกหรอก”

“คะ”

นัดคนไว้อย่างงั้นหรอ...จะเกี่ยวกับเรื่องเด็กผมขาวคนนั้นหรือเปล่านะ

พอเฟลิกซ์ออกไป วิคตอเรียที่ซ่อนสีหน้ากังวลใจไว้นานก็เผยออกมาแล้วบ่นไปพลางๆ

“ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้”

[17:24] [23/08/2041]

[ยานแม่มอชชินนี่, โรงอาหารที่สิบสอง]

“พอลงไปถึงฐานมันเห็นแค่ไม่กี่ป้อมทำงานเอง! จากร้อยๆ ป้อมเนี่ย ระบบป้องกันบนดินเป็นของเก๊ทั้งนั้น! นึกว่าจะได้บู๊สุดแรง เจ็บใจนัก!

รันเนอร์ทานอาหารไปบ่นไปอย่างเกรี้ยวกราด เฟลิกซ์กับนานามิต่างประคองจานอาหารตัวเองไว้ไม่ให้สะเทือนหล่นจากโต๊ะ เดิมทีทั้งสองคนตั้งใจจะกลับไปนอนพักให้หายเหนื่อยแต่ถูกรันเนอร์ที่ผ่านมาเห็นเรียกให้ฟังเรื่องเหตุการณ์รบฝั่งของเธอในวันนี้

“แต่ได้ข่าวว่ามีความเสียหายเยอะพอสมควรนี่?” นานามิถาม

“หึ ก็ใช่นะสิ กระสุนป้อมต่อต้านอากาศยาน AA ของพวกมันทำมาจากอะไรก็ไม่รู้เจาะเกราะไททันเข้าเฉย พอจะตรวจสอบก็มีระเบิดดักอยู่ข้างในอีก เลยไม่ได้อะไรเลยเนี่ย!...แล้วฝั่งเธอเป็นไงบ้างเจออะไรไหม”

“ไม่นะ ดร. ดิไวน์คงเผ่นก่อนที่จะเราบุกหลายวันแล้วถึงไม่เหลืออะไรไว้เลย”

นานามิรีบบอกอย่างไวเพราะว่าถูกวิคตอเรียสั่งปิดเรื่องเจอเด็กผู้หญิงผมขาวเป็นความลับไว้ รันเนอร์ถอนหายใจแล้วบ่นอย่างเจ็บใจ

“อย่างกับว่าพวกเราถูกหลอก”

“เธอคิดมากไปแล้ว” เฟลิกซ์แบมือ “มันก็แค่กลัวแล้วเผ่นหนีไป”

“แล้วไอ้ป้อม AA นั่นคืออะไร? ถ้ามันทำงานพร้อมกันทั้งหมดมีหวังเราถูกต้อนเละกลับไปแน่!

“คงจะ...ทำได้แค่นั้น”

“แค่นั้น?”

“คงเป็นอาวุธที่อยู่ในขั้นทดลองนั่นแหละ ยังทำงานไม่ได้เต็มที่ล่ะมั้งไม่ก็ใช้วัตถุดิบสูงหายาก”

“เป็นอย่างงั้นเองเหรอ งืม...”

รันเนอร์พอได้ยินแบบนั้นแล้วก็มีท่าทีอ่อนลง นานามิถามขึ้นมา

“ได้ข่าวว่าพวกเบื้องบนกำลังเล่นงานเลขาธิการจนอ่วมเลย...รันเนอร์ว่าจริงไหม”

“จริงสิ ปฏิบัติการณ์นี้มันเป็นความลับซึ่งมันควรจะเป็นแบบนั้นแต่พอขนพวกไททันกลับมาใส่สภาพเสียหายตอนขนกลับยานนี่ถ้าไม่เห็นก็ตาถั่วแล้ว เจ้าพวกขี้ฟ้องกับสายในองค์กรมีอยู่เต็มไปหมด”

“แล้วทำไมไม่เอาไปซ่อนไว้ที่ฐานอื่นล่ะ? ไม่เห็นต้องเอากลับมาบนยานนี่นิ”

เฟลิกซ์ลองเสนอความคิดตัวเองแล้วโดนรันเนอร์ทำสายตาว่า [โง่หรือเปล่า] กลับมา

“ไททันโกเลมเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เป็นความลับ จะเอาไปไว้ที่อื่นไม่ได้หรอก”

แล้วเธอก็ก้มทานอาหารตัวเองต่อไป เฟลิกซ์กระซิบนานามิ

“เมื่อไรจะเผ่นได้สักที”

“รออีกสักแปบก็แล้วกัน ขืนขัดใจรันเนอร์มากๆ เข้า จะเป็นยังไงเธอก็รู้ดีนี่”

คำเตือนนั้นทำให้เฟลิกซ์นึกย้อนหลายปีก่อนที่เห็นรันเนอร์อาละวาดทำลายของรอบตัวแบบไม่สนชีวิตใครเลย

อยากกลับไปที่แลปแล้ว...

และแล้วมือถือของเฟลิกซ์ก็ดังขึ้น

อากิตะ?

“ฮัลโหล”

เฟลิกซ์รับมือถือแล้วลุกขึ้นเดินไปยังที่ไม่มีคน ปลายสายถามทันที

“งานสำเร็จด้วยดีใช่ไหม”

“ก็...ดีก็ดีอยู่หรอก โทรมาเหมือนรู้ว่าจะทำภารกิจเสร็จตอนไหนเลยนะ”

“เอ...มันยังไงกันแน่”

“คือดันไปเจอเด็กคนหนึ่งในแคปซูลคงสภาพชีวิตไว้...เธอเหมือนกับฉันมาก”

พอบอกเรื่องนั้นไป อีกฝ่ายถึงกับเงียบไปสักพักหนึ่ง

“เรื่องนี้เธอได้รับอนุญาตให้พูดหรือเปล่า”

“เอาน่า ฉันจัดการเองได้...” เฟลิกซ์ปัด “ตอนนี้กำลังรอผลตรวจอย่างละเอียด...ถ้าเป็นเด็กนั่นเกิดจาก DNA Mapping ของฉันขึ้นมา...ควรทำยังไงดี อากิตะ”

“เอ่อ...คือ...มีแค่คนเดียวใช่ไหม”

“เท่าที่เจอนะ”

“งั้น...ลองรับเด็กคนนั้นเป็นลูกอีกคนสิ”

“หา!? นี่อากิตะ...ถ้าให้นับลำดับความสัมพันธ์เป็นฝาแฝดมากกว่าลูกสาวนะ”

“เอางั้นหรือ...สงสัยจะเผลอเอาความคิดจากหนังมานะ ช่วงนี้ดูเยอะไปหน่อย” อากิตะหัวเราะ “แต่ผมว่า...ถ้าให้เธอเป็นลูกสาว...เฟียน่าจะได้มีน้องไง”

เฟลิกซ์ได้ยินแบบนั้นแล้วแอบยิ้มที่มุมปาก

“ก็น่า...สนใจอยู่นะ”

“ถึงอย่างงั้นก็คงแล้วแต่คำสั่งของหัวหน้าสูงสุดแถวๆ นั้นละกัน ยังไม่รู้ว่าเด็กคนที่เธอว่าจะใช้พีทูหรือพลังจิตได้เหมือนกับเธอหรือไม่”

เมื่อได้ยินอากิตะพูดแบบนั้นแล้วเฟลิกซ์รีบบอกความต้องการของตนเอง

“สำหรับฉันแล้วไม่อยากให้เด็กคนนั้นมี...รวมทั้งเฟียน่าด้วย นายก็รู้ดีนี่ว่าชีวิตที่มีพลังแบบนั้นมันต้องเจอกับเรื่องที่เจ็บปวด ถึงแม้ตอนนี้จะเข้าที่เข้าทางประมาณหนึ่งแต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี”

“เฮๆ เธอนี่มีความคิดเป็นหลักเป็นฐานสมกับเป็นแม่คนตั้งแต่เมื่อไรนิ นึกว่ายังเป็นวัยรุ่นเอาะๆ ที่บ้าบอกับพลังตัวเองไปวันๆ”

“โอ้ย อากิตะ...พูดแบบนี้มันเจ็บนะ ฉันแค่ร่าเริงเป็นปกติเฉยๆ ละน่า”

“จ้า...อยากได้ยินเสียงลูกสาวหน่อยไหม”

“อยากสิ”

“งั้นก็...อ้าว...หลับไปตั้งแต่เมื่อไรนี่”

“หือ? หลับตั้งแต่เย็นเลยหรอ”

“ไม่นะ ตอนนี้ดึกแล้ว...ที่นั่นยังเย็นอยู่ใช่ไหมละ”

“นั่นสิ ลืมเรื่องโซนเวลาซะสนิท”

“เฟลิกซ์! วิคตอเรียเรียกแล้ว”

นานามิเดินมาบอก อากิตะที่ได้ยินก็เลยพูด

“ธุระมาแล้ว เธอไปเถอะ”

“จ้า...ไว้ถ้าได้พักยาวเมื่อไรจะกลับไปหานะ อยากกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีก”

“อือ แล้วจะรอนะ”

[10 นาทีต่อมา, ห้องรับรองของแลปที่สี่]

“อ้าว คุณแม่มือใหม่มาแล้ว”

พอเดินผ่านประตูเลื่อนอัตโนมัติเข้ามาก็ถูกผู้ชายหัวดำที่สวมเสื้อกาวน์ทักที่ยืนอยู่ข้างๆ วิคตอเรียที่คุยกับผู้หญิงหัวน้ำตาลชุดกาวน์อีกคน เฟลิกซ์ประหลาดใจและทักผู้ชายตามนิสัย

“ยาโตะ!? ยังชีวิตอยู่นี่หรอเนี่ย”

“ไงพูดหมาๆ แบบนั้นละ”

บทสนทนาที่แลดูเป็นกันเอ๊งกันเองมากๆ ระหว่างทั้งสองคนเพราะยาโตะเป็นคนสนิทของหมอเจสันที่เฟลิกซ์สนิทด้วยเลยรู้จักกันเป็นพิเศษ รวมทั้งแฟนของเขาที่เท้าเอวยกนิ้วโป้งให้ด้วย

“หึๆ เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ Nice!

“คุณจันทรา! ขอกอดหน่อย!” เฟลิกซ์พุ่งเข้ากอดจันทนาอย่างแนบแน่น “มาทำอะไรกันที่นี่ละเนี่ย ก่อนฉันกลับมาประจำการนี่ยังเห็นแวบๆ อยู่ใน Area TH-7 เลยไม่ใช่หรอ”

“ก็โดนเรียกด่วนมาไง”

จันทราว่างั้น นานามิที่เดินตามมาที่หลังทำท่าหนักใจและอีกคนที่อยู่ในห้องก็...

“นี่เธอ...ลืมเรื่องเหตุผลที่ถูกเรียกมานี่แล้วหรือยังไง”

วิคตอเรียทำหน้าหงุดหงิดใส่ ดูเหมือนว่าเธอเพิ่งผ่านเรื่องเครียดๆ มาถึงเป็นแบบนั้น เฟลิกซ์กะจะเข้าเรื่องเลยแต่ดันไปเห็นเปลดูแลเองอัตโนมัติข้างหลังเธอซะก่อน

“ว้าว! อย่าบอกนะว่าเอาลูกชายของนายมาด้วย” เฟลิกซ์เดินตรงไปหา “แปบเดียวตัวเท่าลูกฉันละ”

“ก็เกิดแทบจะพร้อมๆ กันนี่น่า ในอนาคตลูกของพวกเราอาจจะสนิทกันก็ได้”

“แล้วตั้งชื่อให้เขาแล้วใช่ไหม”

“อือ...ชื่อธีระน่ะ แต่ชอบเรียกกันว่า [พี] มากกว่า”

“งืม พีจังน่ารักจริงๆ น่า ตัวนุ่มกว่าลูกสาวฉันเยอะเลย...เดี๋ยวนะ ดูเป็นผู้หญิงมากกว่าเฟียน่าอีกนะเนี่ย ฮ่าๆ” เฟลิกซ์ว่าไปนั่น “แล้วแฝดคนพี่ละ”

“เอ่อ...ฝากให้ญาติดูแลอยู่จ้า” จันทราตอบซึ่งดูลนๆ ชอบกล

“เอาล่ะ หมดเวลาสำหรับพ่อแม่ลูกอ่อนกันแล้ว ช่วยเข้าเรื่องสักทีเถอะ เฟลิกซ์...ก่อนหน้านี้ยังเห็นรนๆ อยากจะรู้ให้ไวอยู่ไม่ใช่หรือไง”

วิคตอเรียเร่งเข้าเรื่อง เฟลิกซ์เกาหัวแก้เขิน

“ก็คิดแล้วไงว่าเด็กคนนั้นคงไม่ได้เกิดจาก DNA Mapping ของฉันหรอก ฮ่าๆ”

แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาตอบกลับทั้งสามคนที่รู้อยู่แล้วไม่มีทีท่าจะเป็นไปตามที่คิด พวกเขาดูหนักใจจนเฟลิกซ์รู้สึกตัว

“ไม่จริงใช่ไหม”

“ยาโตะ จันทรา...อธิบายให้คนที่ไม่ได้สำเนียกตัวเองหน่อย”

เมื่อรู้ว่าวิคตอเรียเอาจริง เฟลิกซ์เลยยิ่งรู้สึกกดดันหนักกว่าเดิม นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนหันหลังแล้วกดปุ่มเลื่อนบานกระจกขุ่นมัวบานใหญ่ออกไป เผยให้เห็นแท่นแคปซูลสองอันซึ่งอันขวาว่างเปล่ากับทางซ้ายที่มีร่างของเด็กสาวผมขาวอยู่ เธอยังคงหลับใหลอยู่ในนั้น

ถ้าเกิดตื่นขึ้นมา...

ยาโตะเปิดโฮโลแกรมขึ้นมาโชว์ข้อมูลต่างๆ นานาขึ้นมาแล้วอธิบาย

“หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว...เด็กคนนี้ถูกสร้างจาก DNA ของเธอแน่นอน เฟลิกซ์”

คำตอบนั้นเป็นการตอกย้ำความจริงที่เฟลิกซ์ไม่อยากจะได้ยิน เขาอธิบายต่อ

“เธออยู่ในสภาวะหลับใหล ไม่รู้ว่าถูกเอาไว้ในแคปซูลรักษาชีวิตนานแค่ไหนแล้ว แต่มีอย่างหนึ่งที่น่ากังวลที่อยากจะบอกด้วยเหมือนกัน...”

เรื่องนั้นทำให้ทุกคนต่างสนใจแม้แต่วิคตอเรียที่รู้เรื่องหมดแล้วขมวดคิ้วหนัก

“เด็กคนนี้ไม่ใช่มนุษย์”

“ไม่ใช่มนุษย์?”

นานามิทวนอย่างสงสัย ส่วนเฟลิกซ์ได้แต่ทำหน้างงก่อนที่จะนึกอะไรได้

“เดี๋ยวๆ ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นมนุษย์นิ...หรือว่าจะเหมือนกับวิค—”

“เฟลิกซ์!

เอเลี่ยนนามว่าวิคตอเรียรีบดักคอก่อนที่เฟลิกซ์จะหลุดปากออกไป คนที่เหลือต่างไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น วิคตอเรียชักหน้าอารมณ์เสียแล้วพูดเชิญ

“ยาโตะ บอกให้หมดๆ เลยทีเดียวสิ”

“ครับ...ความเป็นไปได้มากสุดถึงสิ่งที่เด็กคนนี้เป็นก็คือ [มนุษย์เทียม] อย่างที่เธอเห็น ภายนอกมีทุกอย่างที่มนุษย์ควรจะมี แต่ระบบภายในร่างกายนั้นค่อนข้างถูกสร้างขึ้นมาอย่างลวกๆ ซึ่ง...จะให้บอกหมดมันก็ยาวไป เอาเป็นว่าเด็กคนนี้น่าจะออกมาอยู่ภายนอกแคปซูลได้แค่ประมาณสามวันเท่านั้นก็ต้องกลับเข้าแคปซูลเพื่อฟื้นฟูระบบภายใน คล้ายๆ เต็มแบตเหมือนหุ่นยนต์นั่นแหละ”

“แล้วทำไมถึงรู้ขนาดนั้นละ เดิมทีเวลาไม่ถึงครึ่งวันไม่น่าจะตรวจได้ขนาดนี้นิ”

นานามิแย้งมา ยาโตะกับจันทราต่างมองหน้ากันเหมือนกำลังตัดสินใจว่าพูดดีหรือไม่ แต่แล้วจันทราก็ยอมพูดก่อน

“เราเคยทำงานร่วมกับ ดร. ดิไวน์มาก่อนเกี่ยวกับโปรเจคคล้ายๆ สร้างมนุษย์เทียมนี่แหละ เลยตกใจมากเลยละ เวลาตรวจลักษณะกายภาพของเด็กคนนี้แล้ว...แต่ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาทำได้สำเร็จถึงขนาดนี้เชียวหรอเนี่ย”

“หมายความว่ายังไง?” นานามิถาม

“คือต้องเท้าความว่าโปรเจคที่ร่วมกันนั้นมันไม่ประสบผลสำเร็จถึง 50% เลย ง่ายๆ คือล้มเหลวค่ะเลยแปลกใจว่าทำไมเขาถึงยังทำมันต่อและดูเหมือนจะสำเร็จดีด้วย”

“เดี๋ยวนะ” เฟลิกซ์ขัด “พวกคุณไปคบหากับดร. นั่นตอนไหน? ใช่หลังจากที่เขาโดนข้อหาร้ายแรงที่บริษัททรานอะไรนั่นปะ?”

“ใช่ ถึงแม้ว่าเขามีเรื่องแบบนั้นติดด้วย แต่มันสมองของเขาเป็นเรื่องที่เราสองคนปฏิเสธกันไม่ได้เลย เรื่องนี้วิคตอเรียก็น่าจะรู้ดีนะครับ”

ยาโตะย้อนภาระคำถามทั้งหมดมายังคนที่มีตำแหน่งสูงสุดตอนนี้ซึ่งเธอส่ายหัว

“ฉันไม่รู้เรื่องนะ อย่าคิดว่าทุกเรื่องที่มีคนร่วมมือประสานกับเวิลด์เจเนอรัลแล้วฉันจะรู้ไปซะทุกอย่าง ที่นี่มันมีความลับเยอะอย่างอะไรดี ฉันเองก็ยังรู้ไม่หมด”

“อ้าว...แล้วที่รองผู้บัญชาการบอกกับผมละ”

ยาโตะขมวดคิ้ว เฟลิกซ์จับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนวิคตอเรียได้ยินแบบนั้นแล้วกรอกตาขึ้นฟ้า

“รองผบ.? เฮ้อ...ว่าแล้วทำไมเรื่องนี้ไม่ถึงฉัน”

“มันมีอะไรกับผบ.คนนั้น?” เฟลิกซ์ถาม เธอเองก็ไม่ค่อยเจอผู้ชายคนนั้นบ่อย

“ช่างเถอะ เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจัดการเอง...แล้วพอมีทางออกสำหรับเด็กคนนี้ไหม”

วิคตอเรียวกกลับมาเรื่องตรงหน้า นักวิทย์ทั้งสองคนมองหน้ากันเองอีกรอบก่อนที่ยาโตะจะชูสามนิ้ว

“หนึ่ง กำจัดเด็กคนนี้ไปซะเพื่อความปลอดภัย ซึ่ง...ดูเหมือนเธอสองคนจะไม่เห็นด้วยใช่ไหมถึงได้ทำหน้าแบบนั้นกัน”

“ก็ใช่นะสิ! นั่นมันเด็กนะ!” เฟลิกซ์แย้ง นานามิทำหน้าเสีย

“บางทีอาจจะไม่ใช่เด็กก็ได้” จันทราเอ่ยเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมา “คือ...มันมีอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้ในโปรเจคด้วยคือเครื่องป้อนโปรแกรมการเรียนรู้สู่สมองมนุษย์นะและมันตรวจสอบจากภายนอกไม่ได้ด้วยว่าเด็กคนนี้ถูกป้อนอะไรเข้าหัว อาจจะถูกป้อนให้ฆ่าทุกคนก็ได้”

“บ้าน่า!” เฟลิกซ์ร้อง “แบบนั้นมัน—”

“คือมันไม่แปลกที่พวกเขาจะพูดแบบนั้นนะเฟลิกซ์” วิคตอเรียว่า “เธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่าทุกวันนี้เวิลด์เจเนอรัลโดนจ้องเล่นงานทุกๆ ด้านอยู่แล้ว การที่จะคิดแง่ลบไว้ก่อนเป็นเรื่องปกติ แม้แต่เรื่องคล้ายๆ แบบนี้ก็เคยเกิดขึ้น...มีเด็กที่ถูกฝึกอย่างดีแล้วทำแนบเนียนเป็นผู้ประสบภัยสงครามแถวๆ ตะวันออกกลางพอได้เข้าค่ายอพยพของเราสามวัน เด็กคนนั้นก็ฆ่าคนของเราไปแต่โชคดีที่ว่ามันจบลงแค่นั้นเพราะถูกจับได้ทันทีก่อนที่จะมีศพที่สอง”

เมื่อได้ยินแบบนั้นเฟลิกซ์ก็เถียงไม่ออก ยาโตะบอกข้อต่อไป

“สอง...ให้เด็กนี่ไว้กับพวกเราไว้วิจัยตรวจอย่างละเอียดที่แลปใน Area TH-7 ซึ่งดูเหมือนว่าวิคตอเรียจะไม่ยอมให้เด็กคนนี้ออกไปจากที่นี่เด็ดขาด”

คนที่ถูกพาดพิงพยักหน้า ดูเหมือนทั้งสามคนคุยเรื่องนี้ก่อนที่เฟลิกซ์กับนานามิมาถึงแล้ว ยาโตบอกข้อสุดท้าย

“สาม...ถึงจะเสี่ยงสักหน่อยลองปลุกเด็กคนนี้ตื่นขึ้นมา แล้วพยายามเป็นมิตรกับเธอให้มากที่สุด”

“ข้อแรกจบ”

วิคตอเรียตัดสินใจโดยไม่ขอความเห็นใดๆ จากคนรอบข้างทั้งสิ้น เฟลิกซ์เดินเข้าหา

“ทำไมใจดำขนาดนี้!?

“แล้วเธอจะรับผิดชอบชีวิตกว่าห้าหมื่นคนที่ยานรับนี้ไหวไหม หัดทำตัวให้รู้ตำแหน่งด้วยเองบ้าง คำสั่งจากฉันหัดเคารพซะบ้างเถอะ”

วิคตอเรียต่อว่าทำให้เจ้าตัวกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มือไม้หงิกงอเหมือนพยายามอดกลั้นไม่ให้เผลอใช้พลังจิต แต่แล้วมีเสียงสัญญาณคอมพิวเตอร์ดัง [ติ๊ง] ขึ้นมา เสื้อกาวน์ทั้งสองรีบหันไปเช็คอยู่หน้าแป้นควบคุมแล้วรีบบอกถึงสาเหตุ

“เป็นไปได้ไง? เด็กคนนี้ใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้ว!?

“หือ? ไม่ได้สั่งให้ปลุกขึ้นมานะพวกเธอ” วิคตอเรียว่า

“เปล่าค่ะ ดูเหมือนมีอะไรสักอย่างทำให้เธอจะตื่นขึ้นมาค่ะ ยาโตะ! ต้องรีบสูบน้ำในแคปซูลออกเดี๋ยวนี้!

ทั้งสองคนต่างรีบควบคุมแคปซูลที่มีเด็กผมขาวอยู่ ระหว่างที่น้ำในนั้นกำลังถูกสูบออก นานามิเกิดสงสัยขึ้นมา

“เดี๋ยวสิ มันไม่มีท่อหายใจเชื่อมต่อตั้งแต่แรก? เด็กนี่หายใจใต้น้ำได้เนี่ยนะ?”

“ใช่แล้ว เพราะเป็นมนุษย์เทียมที่ถูกปรับแต่งมาเลยมีความสามารถพิเศษตามสเปคคนสร้าง”

จันทราว่าเช่นนั้น พอน้ำในแคปซูลถูกสูบจนหมดกระจกที่กั้นอยู่ก็ถูกเลื่อนเก็บ เด็กสาวผมขาวคนนั้นเริ่มรู้สึกตัวด้วยการสำลักน้ำออกมา นักวิทย์ทั้งสองต่างเข้าไปช่วยกันอุ้มมานั่งบนโต๊ะว่างใกล้ๆ ที่เคยมีพวกเครื่องมือวิจัยทดสอบอุปกรณ์โดยที่จันทราประคองคอไว้ เปลือกตาของเด็กเปิดขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาสีแดงสับสนที่เหมือนกับเฟลิกซ์ เธอมองดูหันซ้ายและขวา

“พวกพี่...เป็นใคร...หรอคะ”

น้ำเสียงที่ใสบริสุทธิ์ของเด็กคนนี้ทำให้ทั้งห้องต่างพูดไม่ออก

น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!

“พี่เป็นคนปลุกเธอขึ้นมาไง” ยาโตะโม้เมเอาเอง

“ใช่ๆ แล้วเป็นไงบ้าง พอจำคนสร้างเธอได้หรือเปล่า”

จันทราถามต่อทันที เด็กผมขาวเริ่มมีทีท่าหวาดระแวงขึ้นมา เฟลิกซ์เห็นแล้วถอนหายใจ

สองคนนี่ยังเข้าหาเด็กไม่เก่งเหมือนเดิม

แล้วเธอก็เดินเข้าหาย่อตัวลงให้ตัวเท่ากัน

“นี่ๆ พี่ชื่อเฟลิกซ์นา ยินดีที่ได้รู้จัก! หนูละชื่ออะไร”

“อ...อา...อันนาค่ะ”

“ชื่อเพราะจังเลยนา พี่อยากเป็นเพื่อนกับเธอ ได้หรือเปล่าจ๊ะ”

“อันนา!? ชื่อเหมือนกับที่เขียนไว้ที่ฐานนั่น”

นานามิเอ่ยอย่างเผลอตัวก่อนที่จะถูกสายตาเฟลิกซ์จ้องเขม็งให้เงียบๆ ไปก่อน พอหันกลับไปก็เห็นว่าอันนากำลังมองใบหน้าเธออย่างน่าสนใจ

“ทำไมคุณ...ถึงได้...ดูเหมือนฉัน...จังคะ?”

พอโดนทักแบบนั้นเฟลิกซ์เริ่มทำตัวไม่ถูกกำลังคิดอยู่ว่าจะตอบยังไงดี

ไม่ได้คิดไว้ก่อนด้วยสิ...

ด้นสดเลยละกัน

“พี่ไม่รู้สิ เราอาจจะเป็นญาติห่างๆ กันก็ได้ ว่าแต่หนูเถอะ หิวอะไรหรือเปล่า...เดี๋ยวพี่สาวจะพาไปกินก็ได้นะ ที่นี่มีไอติมอร่อยๆ ด้วย!

“เฟ—”

นานามิกำลังจะขัดแต่วิคตอเรียห้ามไว้ทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีที่ทำให้เด็กคนนี้ตื่นขึ้นมาก็ตาม เธอดูเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างในตัวเด็กคนนี้ อันนาเริ่มมีแววตาลุกวาวขึ้นมาแล้วจู่ๆ ก็พูดเรื่องที่ทำให้ทุกคนชวนอึ้ง

“แม่! หนูเรียกว่าแม่ได้หรือเปล่าคะ”

“ห๊ะ!?

เฟลิกซ์ที่ไม่ทันตั้งตัวเผลอหลุดปากออกมา อันนาฉงนใจก้มหน้าต่ำ

“คงไม่ได้ใช่ไหมคะ...”

“ได้สิ”

คำตอบที่เฟลิกซ์ว่านั้นดูเหมือนเด็กสาวและคนอื่นๆ ไม่คาดคิด อันนารีบเงยหน้าขึ้นมาและถูกเฟลิกซ์ลูบหัว

“แต่พี่อาจจะเป็นแม่เอาแต่ใจหน่อยนะ”

“ไม่เป็นไรคะ!

แล้วจู่ๆ อันนาโน้มตัวกอดเฟลิกซ์ ความนุ่มนิ่มของตัวอันนาทำให้เฟลิกซ์กอดตอบไม่ยากนัก...สักพักได้ยินเสียงกรนหลับ จันทราหัวเราะ

“ฮ่าๆ ให้ตายละ แปบเดียวก็หลับแล้ว”

“คงยังเพลียที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา” ยาโตะออกความเห็น

“เฟลิกซ์นาเฟลิกซ์...มีคนเดียวยังไม่พอดีหรือไง” นานามิเลิกคิ้ว

“ฮ่าๆ ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา”

เฟลิกซ์บอกอย่างช่วยไม่ได้แล้วค่อยๆ ส่งตัวอันนาให้นักวิทย์ทั้งสองดูแลต่อ วิคตอเรียที่หายใจเข้าออกแรงๆ ทำให้เฟลิกซ์สะดุ้งเพราะรู้ว่าท่าทางแบบนั้นเธอกำลังโกรธ ก่อนที่เธอจะหลับตาลงเหมือนข่มมันลงได้แล้วพูดขึ้นมา

“เฟลิกซ์...ต่อไปนี้เธอเป็นคนดูแลเด็กนี่ เฝ้าจับตาเธอไว้เวลาอยู่ฐาน ส่วนเวลาไปทำภารกิจฉันจะจัดการเอง”

“ได้เลย!

“ยืนอะไรอยู่ รีบๆ ไปจัดห้องตัวเองสิ”

“ข๊า!

เฟลิกซ์เดินดีใจตัวแทบจะลอยออกจากห้องไปโดยที่นานามิเดินตามไปติดๆ แลเหมือนมีเรื่องที่ต้องคุยให้ได้ ทั้งสามคนที่เหลืออยู่ในห้องไม่นับอันนาที่ถูกวางบนแคปซูลเหมือนเดิมต่างถอนหายใจ วิคตอเรียเป็นคนเริ่มก่อน

“เกือบไปแล้ว...ถ้าเกิดผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาเห็นลูกชายของเธออยู่ในเครื่องแคปซูลอีกอันเพื่อเทียบสแกน ความลับเรื่องที่เธอมีลูกไม่ได้และเด็กทารกผู้ชายคนนี้มี DNA ของเฟลิกซ์ขึ้นมาจะทำยังไง...Project P มีหวังถูกเปิดโปงขึ้นมาแน่”

“เอ่อ...คือขออภัยด้วยครับ”

“ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันประมาทไปแล้ว...” จันทราเอ่ย “แต่ฉันกังวลเฟลิกซ์อาจจะเอะใจขึ้นมาสักวันเพราะเคยบอกว่าฉันมีลูกไม่ได้”

“ก็หาเรื่องแถๆ ไปตามแนวของพวกเธอสิ”

“ค่ะ/ครับ”

วิคตอเรียออกคำสั่งแล้วหันมองอันนาก่อนที่จะหันมองเด็กทารกน้อยที่ชื่อว่าพีแล้วพูดเตือนทั้งสองคน

“จะให้เฟลิกซ์รู้เรื่องแฝดคู่ที่เกิดจากเลือดของเธอไม่ได้เด็ดขาด!

สิ่งที่ผู้นำสูงสุดเวิลด์เจเนอรัลพูดมานั้นเข้าหูอันนาที่ยังหลับไม่สนิท

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.42 แล้วนะจ๊ะ

เรื่องแปลกประหลาด ณ ฐานที่รันเนอร์ไปบุกยังไม่ได้ถูกทำให้กระจ่าง

ในที่สุดเด็กที่ชื่อว่าอันนาก็ตื่นขึ้นมาแถมเรียกว่าเฟลิกซ์เป็นแม่เฉย

แล้วความลับที่ถูกซ่อนความลับไว้อีกทีของวิคตอเรียคืออะไรกันแน่

โปรดติดตามตอนที่มีชื่อว่า

Ch.43 Darkness memories V – [ศึกเหลืองน้ำเงินปะทะแดงดำเดือด!]

ความจริงบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย!

ปล. ใครที่เคยอ่านเรื่อง P.P. Rising: The Bullet Time มาคงจะกรี๊ดกราดกับตอนนี้มากน่าดูฮ่าๆ

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย

 

 

53 ความคิดเห็น

  1. #41 TwinHaro (@twinharosystem) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 22:57
    เอ้า! ไปๆมาๆแอบมี Top Secret Projects ด้วย มันน่าตืบจริง(เตรียมตับรอ...เตรียมรับ Damage)
    #41
    1
    • #41-1 ::Spy:: (@spy-spy-spy) (จากตอนที่ 45)
      23 มิถุนายน 2559 / 23:12
      เม้นเหมือนรู้ล่วงหน้า ฮ่าๆๆๆ //// ก็ไรท์บอกไว้ก่อนตอนท้ายนี่หว่า 555+
      #41-1