ตอนที่ 43 : Ch.40 Darkness memories II - [แผน]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 มิ.ย. 59


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.40 Darkness memories II - [แผน]

[17:01] [14/08/2041]

[ยานแม่มอชชินนี่, ห้องฝึกซ้อมยิงขนาดใหญ่]

“หา!? หมอเจสันไม่อยู่นี่แล้ว?”

เฟลิกซ์ลั่นขึ้นมาหลังได้คำตอบจากนานามิที่กำลังถอดอุปกรณ์ฝึกซ้อมที่ติดอยู่ที่ตัวฉันเต็มไปหมด

“ตั้งแต่เกิดเรื่องเฮฟเว่นวงแตกนั่นแหละ ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอก แต่เขาก็ไม่ได้ออกจากเวิลด์เจเนอรัลแค่ย้ายไปประจำที่ Area SG ถ้าอยากรู้เรื่องก็ถามรันเนอร์อย่างที่เจ้าตัวบอกไว้สิ”

“อยากจะถามอยู่...แต่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้” เฟลิกซ์หน้าเซ็ง “โธ่คุณหมอไม่น่าย้ายไปเลย...เพื่อนคุยหายไปอีกคนละ”

“นี่ๆ หมอเขาอายุมากกว่าเธอมากอยู่นะ ไปเรียกแบบนั้นมัน—”

“เพื่อนกันไม่จำกัดอายุหรอก”

เฟลิกซ์พูดอย่างภาคภูมิใจ...หมอเจสันเป็นหนึ่งในแพทย์ที่ประจำอยู่ที่ยานรบมอชชินนี่แห่งนี้ เขาได้รับความไว้วางใจจากวิคตอเรียหลายๆ เรื่องแม้กระทั่งความลับของฉันที่มีพลังจิตขั้นสูง แต่เขาก็ปฏิบัติฉันอย่างสุภาพและมักรับมุกฉันได้ดีเลยคุยกันถูกคอ

ระหว่างนั้นมีชายหัวโล้นนัยน์ตาสีฟ้าหนวดจิ๋มสีน้ำตาลคนหนึ่งเดินเข้าห้องมา

“พลังของเธอยังยอดเยี่ยมเหมือนเคย”

“ผอ. แดเนียล!

สาวทั้งสองคนทำท่าเคารพ ซึ่งทั้งคู่ต่างรู้ดีกว่าคนตรงหน้าพวกเขาก็คือหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเวิลด์เจเนอรัลหรือที่เรียกกันติดปากคือ ผอ. แดเนียล และเขาก็เป็นอีกคนที่รู้เรื่องความลับเธอ ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีช่วงที่เฟลิกซ์กำลังซ้อมใช้พลังจิตที่ลานสนามฝึกแห่งนี้ ผอ.แดเนียลมองดูจากข้างบนที่มีบานกระจกใส เขาพูดถึงเรื่องพลังจิตต่อ

“เธอยังคงกะพลังทำลายได้พอดีกับเป้าหมายโดยที่กำแพงไม่เป็นรอยแม้แต่น้อย”

แดเนียลพูดแล้วมองสิ่งที่อยู่ข้างหลังสองสาวที่อยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร ซากหุ่นยนต์มีอยู่เต็มไปหมด แต่ละตัวล้วนถูกบางอย่างขนาดเมตรหนึ่งทะลุผ่าตัวไป เฟลิกซ์ยิ้มมุมปาก

“ขืนทำแบบนั้น ยานแม่ขนาดเท่าเมืองนี่ลำนี้ก็ถูกยิงทะลุแล้วร่วงลงพื้นเป็นข่าวหน้าหนึ่ง”

คนฟังขมวดคิ้วเครียดเล็กน้อย เฟลิกซ์เพิ่งนึกอะไรออกเลยรีบถามแดเรียล

”จริงสิ! เรื่องเฮฟเว่นวงแตกนี่มันเกิดขึ้นได้ยังไง? ยูริ เรด เรสเทียร์ ฮาปเปอร์ รันเนอร์ พวกเขารักกันจะตายนิ?”

“เห็นว่ามีปัญหาภายในกัน แม้แต่ข้าเองก็ไม่รู้เลย”

“ห๊ะ!? แม้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองไม่รู้เนี่ยนะ”

“ก็เหมือนกับเรื่องที่ท่านเลขาธิการคุยกับเธอในวันนี้ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน ช่วยบอกสักหน่อยได้ไหม”

เหมือนมีอะไรเข้าไปติดคอเฟลิกซ์แล้วส่งยิ้มให้แดเนียลเป็นคำตอบ

“ให้รู้ไม่ได้...ใช่ไหม”

“ก็ประมาณะนั้น” เฟลิกซ์ว่ากันตรงๆ

“ยังไงข้าก็พอจะรู้ว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่เตรียมกำลังพลไปที่ไหนสักทีเร็วๆ นี้แน่นอน ข้าขอตัวไปก่อนละ”

พอแดเนียลออกไป นานามิที่เก็บกดมานานก็ระบายออกมา

“อะไรของเจ้านั่นเนี่ย”

“คงจะมาเก็บข้อมูลตามนิสัยละมั้ง” เฟลิกซ์ว่า “น่าเห็นใจอยู่นะ เป็นถึงหัวหน้าหน่วยข่าวกรองแท้ๆ แต่กลับมีเรื่องที่รู้ไม่ได้”

“คำสั่งก็คือคำสั่ง อะไรที่ท่านวิคตอเรียไม่อยากให้รู้ก็ไม่ต้องให้รู้ เธอก็อย่าหลุดปากออกไปละกัน”

“จ้าจ๊ะ ไม่หลุดแน่นอน!

“ให้มันจริงเหอะ...ชักจะกังวลลูกสาวเธอซะแล้วที่มีแม่เพี้ยนๆ แบบนี้เธอ”

“ฮ่าๆๆ พูดไปนั่น”

[สองวันต่อมา]

[11:34] [19/08/2041]

[ยานแม่มอชชินนี่, ห้องประชุมของหน่วยซัพพอร์ตเฮฟเว่นพันนิชเชอร์]

Area CH-5 ทางตะวันตกคือพื้นที่ปฏิบัติการณ์ไททันฟอร์ครั้งนี้ [Operation Titanfall]

นานามิเอ่ยอย่างเคร่งเครียดและเหมือนเป็นหัวหน้าที่น่านับถือ เธอจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อต้องปฏิบัติงาน

ใช่แล้ว นานามิเธอมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมสนับสนุนเฮฟเว่นพันนิชเชอร์ ประกอบด้วยลูกน้องกว่าห้าสิบคนที่มีฝีมือรวมกระทั่งเฟลิกซ์ด้วย เพียงแต่คนอื่นๆ ไม่มีใครรู้เรื่องพลังจิตของเธอเลย

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะทีมเฮฟเว่นพันนิชเชอร์โดนยุบ รันเนอร์ถูกย้ายไปอยู่กับหน่วยปฏิบัติการณ์เชิงรุกที่มีหุ่นยนต์เป็นส่วนใหญ่ที่ชื่อหน่วยว่า [โกเลม-อัลฟ่า] ที่สบทบกับหน่วย [ไททัน] อีกทีและทีมสนับสนุนนี้ก็ต้องช่วยเหลือทีมนั้นแทน

และบรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความอึดอัดเพราะส่วนใหญ่คนที่อยู่ในห้องนี้กำลังเกรงตัวเพราะรันเนอร์มาร่วมรับฟังด้วย และที่ลูกน้องของนานามิเป็นแบบนั้นเพราะพวกเขาค่อนข้างรู้นิสัยของรันเนอร์ดีว่าหล่อนสมาธิสั้นและอาจจะทำลายการประชุมงานนี้ได้

แผนที่ประเทศจีนหรือที่ถูกเรียกเป็น Area CH ถูกขยายภาพเข้าไปทางตะวันตกที่เป็น Area CH-5 และเลื่อนไปหาพื้นที่ว่างเปล่าจุดหนึ่งที่มีกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงแล้วมีคำว่า [Missing Area] นานามิอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ

“พื้นที่ๆ ทุกคนเห็นตอนนี้เดิมที่มันไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อได้ข้อมูลใหม่ก็พบว่า...”

นานามิปัดเอากรอบสี่เหลี่ยมสีแดงนั้นออกไป ปรากฏให้เห็นอาคารต่างๆ มากมายและมีอะไรหลายๆ อย่างที่คนรู้เรื่องอาวุธทางการทหารจะรู้เป็นอย่างดี

“โดยรอบพื้นที่นี้เต็มไปด้วยระบบป้องกันทางอากาศและพื้นดินอย่างดี ฉะนั้นงานนี้จึงเป็นศึกใหญ่”

ลูกน้องนานามิพากันปั้นสีหน้ายาก

“ทีมของเราจะเข้าร่วมกับศึกใหญ่ครั้งนี้ โดยกลุ่มหนึ่งและสองจะคอยซัพพอร์ตหน่วยโกเลมอัลฟ่าที่มีรันเนอร์เป็นคนนำทีม” นานามิพูดแล้วแบมือไปทางเจ้าตัวที่กำลังทำหน้าไม่พอใจอะไรสักอย่างอยู่ “ส่วนกลุ่มที่สามที่เป็นกลุ่มที่เหลือ...จะเข้าลอบเข้าที่นั่นโดยผ่านทางท่อระบายน้ำทางเหนือ”

“แล้วภารกิจคืออะไรกันแน่ครับ” ลูกน้องคนหนึ่งยกมือถาม

“ดีมากที่ถาม...กลุ่มหนึ่งกับกลุ่มสองมีเพียงอย่างเดียวที่บอกไปคือคุ้มกันหน่วยโกเลมอัลฟ่า ส่วนกลุ่มที่สามที่ฉันนำเอง...จะได้รับภารกิจตามสถานการณ์”

“หมายความว่าเบื้องบนจะบอกมาอีกทีเมื่อถึงเวลาจริงใช่ไหมคะ?” ลูกน้องอีกคนที่ยังสาวก็ถามเช่นกัน

“ใช่...เพราะฉะนั้นกลุ่มที่สามค่อนข้างมีความเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าปลายทางที่กำลังจะไปนั้นคืออะไร...มีใครจะถอนตัวไหม ถ้าถอนตัวก็เตรียมโดนตัดเงินเดือนและสวัสดิการเป็นเวลาสิบปี”

บทลงโทษนั่นทำให้เฟลิกซ์ที่ฟังอยู่เกือบหลุดหัวเราะออกมา

ขู่แบบนั้นคงมีคนอยากถอนตัวอยู่หรอก

เมื่อไม่มีใครอยากถอนตัว นานามิเลยกลับเข้าเรื่องต่อ

“วันและเวลาปฏิบัติการคือหกโมงเช้าของวันที่ 23 เดือนแปดนี้ หกชั่วโมงก่อนเริ่มปฏิบัติการขอให้มาเตรียมความพร้อมที่ลานจอด C-2 ทุกคนเข้าใจแล้วใช่ไหม!

“ครับ!/ค่ะ!

“เลิกประชุม!

เมื่อเหล่าลูกน้องออกไปเหลือแค่สามสาว คนที่ไม่ได้พกตุ๊กตาหมียักษ์มาด้วยพูดได้เอ่ยขึ้นก่อนใคร

“ให้ฉันหุบปากตลอดเลยนี่คันปากซะมัด”

“ไม่อยากได้เค้กพายแอปเปิ้ลเจ้าเด็ดนี่แล้วใช่ไหม”

นานามิหยิบกล่องใสที่มีของที่พูดถึงอยู่เมื่อกี้ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่ทำให้รันเนอร์ถึงกับร้องเสียงหลง

“อ๊าก!!! ตะกี้พูดเล่น!

“รับนาาาาาาาาาาาาาาาาา”

จู่ๆ นานามิโยนออกไป รันเนอร์แทบลุกขึ้นรับไม่ทันแล้วเจ้าตัวก็รีบแกะกล่องทานทันที

ยังเอาของกินล่อรันเนอร์เหมือนเดิม

เฟลิกซ์คิดแล้วนึกย้อนวันวานเก่าๆ ขึ้นมา...ก่อนที่จะถามเข้าเรื่อง

“แล้วสรุปว่าที่จะให้เข้าไปท่อน้ำนั่นทำอะไร”

“เรื่องนี้วิคตอเรียน่าจะบอกกับเธอแล้วว่าเข้าไปตรวจสอบเรื่องความคืบหน้าการวิจัย DNA เธอของดร. คนนั้น”

“เดี๋ยวสิ! เรื่องนี้รันเนอร์รู้ได้หรอ?”

นานามิที่รู้เรื่องทั้งหมดจากวิคตอเรียโดยตรงพยักหน้า รันเนอร์ที่กำลังทานพายอยู่อย่างอร่อยพูดขึ้นมา

“เรื่องขี้ปะติ๋วนั่นฉันไม่สนหรอก แต่เหมือนยัยตาเดียวนั่นอยากให้ฉันรู้ไว้เผื่อไปช่วยเธอเวลามีเรื่องฉุกเฉินล่ะมั้ง โฮะโฮะ ง่ำๆ”

แฮะๆ ขอโทษนะที่เรื่องของฉันมันขี้ปะติ๋วน่ะ

“แน่นอนว่าอาคารที่จะเข้าไปจะไม่ถูกพวกเราโจมตีใส่” นานามิบอกอีกเรื่อง “แต่ก็ไม่แน่นอนหรอก...ฉันกับเธอต้องทำงานนี้ให้ไวที่สุด”

“เข้าใจละ...แล้วศัตรูมันมีอะไรบ้าง มนุษย์หรือหุ่นยนต์” เฟลิกซ์ถาม

“ส่วนใหญ่ที่ตรวจพบจากดาวเทียมก็มีแต่หุ่นยนต์ สบายใจได้...แต่เรื่องที่พลังจิตของเธอจะมีผลมากน้อยแค่ไหน อันนี้ฉันก็ไม่รู้นะ”

“อือ! งั้นงานนี้คงไม่มีอะไรมากสินะ เพราะถ้าพลังจิตฉันใช้ไม่ได้...ก็ถอยทัพกลับจบ”

“ถึงเวลาก็ขอให้ง่ายแบบนั้นล่ะกัน”

นานามิพูดแล้วถอนหายใจ เฟลิกซ์เองก็เริ่มกังวลขึ้นมาบ้างถึงแม้ปากจะพูดแบบนั้นไป แต่ดูเหมือนว่าอีกคนจะไม่ได้สนใจเลย

“มีพายอีกกล่องไหม?”

[20:01] [19/08/2041]

[ยานแม่มอชชินนี่, ห้องส่วนตัวของเฟลิกซ์]

“เฟลิกซ์...แบบนี้มันดีจริงๆ แล้วเหรอ”

เสียงอากิตะที่อยู่ปลายสายเต็มไปด้วยความเป็นห่วง เฟลิกซ์ทิ้งตัวนอนหงายบนที่นอน

“ก็ดีแล้วสิ กำจัดความเสี่ยงไง...นายอยากเห็นคนที่มีพลังจิตเวอร์ๆ แบบนี้ฉันเป็นกองทัพหรือไง”

“แน่นอนว่าไม่” อากิตะว่า “แต่เรื่องนี้เธอไม่จำเป็นต้องเป็นคนจัดการเองก็ได้...มันสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี”

“สังหรณ์? ฮ่าๆ นายมีเซนส์แบบนั้นด้วย? ตั้งแต่เมื่อไรนิ?”

“ผมจริงจังอยู่นะ”

น้ำเสียงเข้มของอากิตะทำให้ฉันยอมพูดดีๆ

“รู้ตัวน่า...”

“ถ้ารู้ตัวก็น่าจะรู้ว่าเธอมีลูกแล้วนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมากับเธอ ลูกจะ—”

“ขาดแม่ บลาๆ แบบนั้นใช่ไหม ฉันรู้ดีละ...แต่ถ้าเรื่อง DNA ของฉันมันสร้างปัญหาขึ้นมาฉันก็ต้องจัดการให้เด็ดขาด ไม่อย่างงั้นสักวันปัญหานั่นต้องไปหานายกับลูกเราแน่”

“...ผมเข้าใจละ”

“แล้วเห็นทีมคุ้มกันที่วิคตอเรียส่งมาแล้วใช่ไหม”

“ใช่ พวกเขาอยู่ห่างๆ พยายามไม่รบกวนชีวิตประจำวันอยู่”

“ดีแล้วละ...ขอฟังเสียงลูกรักหน่อยได้ไหม?”

“ลูกหลับไปแล้ว”

“งั้นวิดีโอคอลสิ อยากเห็นหน้าลูกตอนหลับ”

“คือ...ขอโทษด้วยนะครับ พอดีกำลังรอเปลี่ยนมือถืออยู่เลยใช้เครื่องชั่วคราวที่ไม่มีกล้องน่ะ”

“หว่าแย่จัง...อย่างงี้ฉันก็ไม่ได้เติมกำลังใจเลยสิ”

“เติมเอาจากพ่อคนนี้ก็ได้”

“จ้า...งั้นแค่นี้นะ”

“นี่เฟริน...ระวังตัวด้วยละกัน”

เมื่อเฟลิกซ์ได้ยินแบบนั้นแล้วเลิกคิ้วอยู่แปบหนึ่ง

“รับความหวังดีไว้เต็มเปี่ยมเลยล่ะ...เออ...ทำไมนายยังเรียกฉันสลับกันอยู่ละเนี่ย เดี๋ยวก็เฟลิกซ์บ้างเฟรินบ้าง”

“ก็ยังไม่ชิน เรียกเฟรินมันไม่คุ้นปากน่ะ...พยายามมาสองปีแล้ว อยากเรียกว่าเฟริสมากกว่า”

“งั้นแล้วแต่นายเถอะ เพราะคนที่นายเรียกก็หมายถึงคนที่รักสุดหัวใจเพียงคนเดียว”

“จ้า แม่คนหวาน”

พอวางสายไป คนที่แอบฟังอยู่มานานเอ่ยให้รู้ตัว

“แอบบอกเรื่องนี้กับแฟนของเธอหรือ”

“เฮ้ย!! ทะทะท่านวิคตอเรีย! เข้ามาตั้งแต่เมื่อไรคะ!?”

เฟลิกซ์สะดุ้งโหยงลุกขึ้นทำความเคารพอย่างไว วิคตอเรียที่ไม่ได้สวมเสื้อนอกยืนพิงกำแพงพูดอย่างเป็นกันเอง

“อยู่ในห้องตั้งแต่แรกแล้ว...เธอไม่สังเกตเอง”

“งั้นหรอคะ...แต่ว่าเรื่องนั้นเห็นว่ามีคนไปบอกกับอากิตะเองนะคะ? อยากจะถามกับท่านเรื่องนี้เหมือนกัน”

“หึๆ ขอโทษนะ ฉันส่งข้อความไปบอกเจ้านั่นเอง ตะกี้ฉันแค่หยอกเธอเล่น”

“เฮ้อ...รอดตายแล้วเรา”

เฟลิกซ์ที่มีพลังจิตขั้นสุดยอดพูดโล่งอกแบบนั้นเพราะเธอรู้สึกชีวิตแหวนบนเส้นด้ายตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ๆ ผู้ที่มีอำนาจที่สุดในโลกอย่างวิคตอเรียที่ดูเหมือนพยายามตีสนิทกับเธอไว้ด้วยเหตุผลที่เธอเองก็เข้าใจดีอยู่แล้ว

เฟลิกซ์เพิ่งนึกขึ้นมาได้เลยถาม

“แล้วมีอะไรหรือเปล่าคะถึงมาที่นี่”

“อยากหาคนระบายนะ เธอก็รู้ดีว่าฉันไม่สามารถพูดคุยอย่างเพื่อนกับคนอื่นได้ที่ไหน”

สิ่งที่วิคตอเรียพูดมานั้นเฟลิกซ์ก็พอเข้าใจอยู่บ้าง แล้วเธอก็เริ่มระบายมันออกมา

“ตั้งแต่ที่ได้ข่าวเรื่อง DNA จากพี่ชายเธอ ฉันฝันร้ายถึงการมาของพระเจ้าโดยตลอด”

“พระเจ้า? หมายถึงเผ่าคุณ?”

“นั่นแหละ แต่ฉันเรียกแบบนั้นเพราะมันชินแล้วน่ะ รู้ไหมตอนแรกฉันคิดว่าเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำไป...แต่ถ้าคิดจะถามฉันไม่บอกเธอหรอกเพราะเธอต้องฟังอย่างเดียว”

“คะๆๆค่ะ”

คิ้วเฟลิกซ์กระตุกอย่างหงุดหงิดเพราะถูกดักถามไว้ วิคตอเรียระบายต่อ

“ฉันคิดมาตลอดว่าตราบใดที่พระเจ้าไม่ชายมอง ชะตากรรมทุกคนบนโลกใบนี้ก็เป็นไปดั่งที่พวกเขาต้องการ...แม้จะฆ่าจะแกงกันเองแต่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกได้ ต่างกับการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

“หือ? แล้วทำไมต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยละ ท่านบอกว่าเผ่าคุณเป็นคนสร้างมนุษย์ขึ้นมาเองนิ?”

“ก็...มันมีสิ่งที่เหนือการคาดหมายพวกเขาด้วย พลังจิตยังไงละ เดิมทีพวกเขาพยายามอย่างหนักกับส่วนเกินที่เรียกว่าพลังจิตหรือพีทูนั่น [P.P.]...ด้วยการปิดมันไว้ส่วนลึกสุดของมนุษย์และยังสร้างบาเรียปกคลุมโลกทั้งใบเพื่อไม่ให้พลังจิตมันทำงาน เพราะกลัวว่าถ้ามนุษย์ใช้มันขึ้นมาได้ พวกเขาก็จะควบคุมมนุษย์ไม่ได้อีกต่อไป”

“แล้ว...ที่ฉันกับคนที่ทำได้เหมือนกันละ?”

“นั่นแหละปัญหาที่ฉันยังไม่รู้จนถึงทุกวันนี้...แม้แต่พระเจ้าก็คงไม่ทันคิด สิ่งที่ทำได้มีแต่ทำลายพวกเครื่องตรวจสอบวิวัฒนาการมนุษย์อัตโนมัติตามโบราณสถานตามที่ต่างๆและส่งข้อมูลปลอมๆ ไปว่ามนุษย์ยังอยู่ในการควบคุมต่อไปแต่พอรู้เรื่องว่าดร. ดิไวน์นั่นเข้าไปยุ่งกับเทคโนโลยีของอาคาเดียมาก่อนที่ฉันจะรู้ ข่มตานอนหลับลงหลายวันนี้ยากเหลือเกิน”

เป็นครั้งแรกที่เฟลิกซ์ได้เห็นสีหน้าที่อ่อนแอของวิคตอเรีย เธออยากจะถ่ายรูปเก็บไว้แต่คงโดนฆ่าตายก่อนแน่ เจ้าตัวถอนหายใจฮึดใหญ่แล้วปั้นสีหน้ากลับมาขรึมเข้มดังเดิม

“สำหรับแผนปฏิบัติการณ์ไททันฟอร์ นานามิแจงให้รู้แล้วใช่ไหม”

“ค่ะ เธอบอกแล้ว”

“วันจริงขอให้สิ่งที่ดร. ดิไวน์กำลังทำอยู่ไม่คืบหน้าก็แล้วกัน”

และแล้ววิคตอเรียก็เดินออกจากออกไป เฟลิกซ์ผ่อนมือลงจากท่าเคารพแล้วทิ้งตัวลงหน้าคว่ำบนเตียงอีกครั้ง

ที่นั่นจะมีอะไรรอเราอยู่กันแน่นะ

“ท่านพี่ขอขัดสักนิดนะคะ”

จู่ๆ เรย์ลี่ขัดขึ้นมาระหว่างที่ฉันเล่า

“อะไรหรือ?”

“เอ่อ...ถึงจะไม่เข้าใจหลายๆ เรื่อง แต่มีเรื่องที่คาใจมาก คือฟังๆ มาตลอด...ท่านพี่ไม่เหมือนท่านพี่เลย...คือ...ไม่เหมือนที่เรย์ลี่รู้จักเลย”

ฉันทำหน้างงอยู่ชั่วครู่ก็พยักหน้าเข้าใจ

“เรย์ลี่...คือตอนนั้นมันสิบเอ็ดปีก่อน ฉันก็ยังไม่ได้ค่อยจะ...มีสามัญสำนึกอะไรมากนัก ก็คงเหมือนคนที่เพิ่งออกมาจากเกทใหม่ๆ นั่นแหละ...ที่จริงฉันสมัยนั้นคงคล้ายๆ เธอละมั้ง”

“อ๋อ...เรย์ลี่พอจะเข้าใจแล้วคะ ฮ่าๆ”

เรย์ลี่เกาหัวแก้เขินแปลกๆ ฉันถอนหายใจแล้วนึกถึงเรื่องที่กำลังเล่าต่อ

ตอนนั้นไม่รู้ตัวเลยว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของความทรงจำที่โหดร้าย...เลยสักนิด


ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.40 แล้วนะจ๊ะ

เป็นอีกตอนที่บรรยากาศถึงสิ่งต่างๆ ในโลกที่เฟลิกซ์จากมาเกี่ยวกับพลังจิตและเอเลี่ยนจ้า

แผนที่จะบุกถล่มที่ Area CH-5 จะเวิร์คหรือไม่

และหลายคำพูดที่เคยดังก้องกังวานในหัวเฟลิกซ์ช่วงก่อนฟื้นจากดอกไม้พิษเริ่มมีให้เห็น

มันจะสื่อถึงอะไรกันแน่

โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.41 Darkness memories III – [Operation Titanfall]

ความจริงบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย!

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

 

 

53 ความคิดเห็น