ตอนที่ 42 : Ch.39 Darkness memories I - [หวนคืน]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 มิ.ย. 59

*แก้ไข 18/6/59 ไรท์เตอร์เมาเรื่องปี ค.ศ. นิดหน่อย จาก 2044 เป็น 2041 (มีผลต่อเนื้อเรื่อง)


Crystalfall: Uprising

คริสตัลฟอร์: อัพไรซิ่ง

Ch.39 Darkness memories I - [หวนคืน]

[ณ โลกที่เฟลิกซ์จากมา – 14 ปีก่อนถูกส่งไปต่างโลก]

[09:12] [14/08/2041]

[Area RU-1 เขตกลาง, WG-Zone, น่านฟ้าความสูงห้าหมื่นฟุต]

“นี่คือวิงเจ็ท [Wingjet] WG-11750 บรรทุกอาวุธและยุทโธปกรณ์ อนุญาตให้เราลงจอดด้วย...เปลี่ยน”

“นี่คือยานแม่มอชชินนี่ [Moshchnyy Warship] กำลังรอการตรวจสอบ...กรุณาบินคงความสูงไว้ที่ห้าหมื่นฟุต คงความเร็วที่ศูนย์ไมล์”

“รับทราบ”

ผู้หญิงที่เป็นผู้ช่วยนักบินตอบรับ คนที่ยืนอยู่ข้างหลังฟังแล้วฉีกยิ้ม

“กว่าจะเข้ายานแม่ยังยุ่งยากเหมือนเคยเลยนะ”

เจ้าของเสียงบ่นนั้นก้มตัวลงกรอกตาขึ้นเพื่อที่จะมองอะไรบางอย่างผ่านกระจกใสตรงห้องนักบิน เธอไว้ผมแดงมัดรวบเป็นหางม้า มีนัยน์ตาสีแดงที่พกความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม อยู่ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินแถบเหลืองที่มีอักษรย่อว่า WG ตรงหน้าอกขวาคัพ D ใบหน้าของเธอใสสะอาดตามอายุที่เพิ่งขึ้นเลขยี่สิบเอ็ด...

ผู้ช่วยนักบินที่รู้สึกว่าสิ่งที่เธอคนข้างๆ พูดมานั้นผิดแปลกเลยว่ากันตามความจริง

“มันก็เป็นกฎที่ต้องทำคะ”

“นั่นสินะ กฎที่แสนจะยุ่งยากนี่น่าเบื่อชะมัด”

“เอ่อคือ...ไมค์ยังเปิดอยู่นะ ทางนั้นน่าจะได้ยิน”

“ฉันปิดมันไปแล้วไง”

ผู้ช่วยนักบินรีบก้มมองที่ปุ่มเปิดปิดไมค์เห็นว่ามือของสาวผมแดงเพิ่งละออกจากปุ่มนั้นเลยโวยใส่

“หา!! อย่ายุ่งกับอุปกรณ์ห้องนักบิน! กรุณากลับไปนั่งที่เดิมด้วยค่ะ คุณ [สัมภาระ]

“ชื่อเฟลิกซ์ข๊า...ชิ เล่นด้วยหน่อยก็ไม่ได้”

เฟลิกซ์ทำท่าจะเดินกลับแล้วแต่มีวิทยุปลายทางดังขึ้นพอดี

“นี่คือยานแม่มอชชินนี่ ตรวจสอบพบตามรายการ อนุญาตให้วิงเจ็ท WG-11750 ลงจอดที่ Bay B-11 ได้”

“รับทราบ”

คนขับบังคับยานให้มุ่งไปข้างหน้า ทันใดนั้นข้างหน้าเหนือหัวที่อยู่ห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตรมีบางอย่างกำลังปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เป็นยานลอยฟ้าขนาดใหญ่มหึมากว่าเทพีเสรีภาพสิบเท่า ตัวยานแม่น้ำเป็นสีเหลืองแถบน้ำเงินที่กำลังปิดระบบการล่องหนชั่วคราว

เฟลิกซ์จ้องมองมันแล้วคิดต่างๆ นานา

เกือบสามปีแล้วสิที่ลาไปฮันนีมูน ตั้งครรภ์ ให้นมลูก

ทั้งๆ ที่งานอย่างเราไม่มีสิทธิจะลาพักแบบนั้นได้

ไม่มีสิทธิแม้จะแต่งงานด้วยซ้ำไปขอบคุณท่านวิคตอเรียจริงๆ ที่รับฟังคำขอเอาแค่ใจ

ในที่สุดก็หวนคืนมาจนได้

เฟลิกซ์มองดูยานแม่ที่เคยอาศัยอยู่แทบเรียกว่าเป็นบ้านได้ ยานวิงเจ็ทที่เธออยู่นั้นค่อยๆ บินไปอยู่ใต้ยานแม่แล้วมาหยุดตรงเกทใหญ่กว่าตัวยานที่อยู่ห้าเท่าเหนือหัวที่ตัวอักษรสีขาวเขียนว่า B-11 ตัวยานบินสูงขึ้นเพื่อเข้าภายในยานแม่แล้วแล่นไปลานจอดที่อยู่ใกล้ๆ พอประตูท้ายยานเปิดออกก็เจอกับคนที่เฟลิกซ์คาดการไว้แล้วว่าจะได้เห็นเป็นคนแรก เป็นผู้หญิงที่อายุพอๆ กับเธอ นัยน์ตาสีเขียวมรกตผมม่วงยาวเลยบ่าอยู่ในชุดเหมือนกันเพียงแต่มีเกราะสีดำที่ข้อศอกทั้งสี่ ยืนเท้าเอวตั้งท่ารออย่างใจจดใจจ่อแล้วตะโกนบอก

“เพื่อนรักของฉัน!

“นานามิ!!

คนที่เพิ่งเดินออกจากยานวิงเจ็ทพุ่งตัวกระโดดกอดนานามิจนล้มไปกับพื้นทั้งคู่

“คิดถึง! คิดถึง! คิดถึง!

เฟลิกซ์บอกย้ำๆ แล้วเหวี่ยงตัวนานามิรอบตัวจนคนโดนเหวี่ยงเริ่มจะไม่ไหว

“รู้แล้วรู้แล้ว! ปล่อยฉันก่อน!! เดี๋ยวโดนคนที่กำลังขนของลงจากยาน”

นานามิพยายามดันตัวเฟลิกซ์ออกไปแต่เจ้าตัวเกาะแน่นไม่ปล่อย แล้วมีคนนอกวงสองคนเดินเข้ามาบ่น

“โฮะโฮะ ยังทำตัวเกะกะน่ารำคาญเหมือนเดิมเลยนะ เฟลิกซ์”

“ใช่แล้วค่ะ ท่านรันเนอร์”

เสียงหัวเราะเล็กแหลมที่ชวนหมั่นไส้ของผู้หญิงดังขึ้นแล้วตามมาด้วยเสียงหุ่นยนต์สาวสังเคราะห์ที่ยกยอ เฟลิกซ์เงยหน้าก็พบกับสาวแค่ดูอายุต่ำกว่าเธอเล็กน้อยสูงร้อยเจ็ดสิบสองผมชมพูหวานที่ยาวถึงต้นคอ นัยน์ตาสีม่วงอยู่ในชุดปฏิบัติการณ์ของเวิลด์เจเนอรัลสีเหลืองน้ำเงินที่น้อยชิ้นเน้นความคล่องตัวที่ข้างเอวมีปืนพกสองกระบอกสีขาวอยู่ข้างลำตัว ส่วนเจ้าของเสียงหุ่นยนต์นั่นเป็นตุ๊กตาหมียักษ์สีน้ำตาลที่ยืนอยู่ข้างๆ สูงเกือบสองเมตร เฟลิกซ์หลิ่วตาโบกมือให้ทั้งคู่

“รันเนอร์ ฟิโอร่า หวัดดีจ้า!

“นี่หล่อนเป็นแม่คนจริงๆ แล้วเรอะ...ยังติ๊งต๊องเหมือนเดิม”

เฟลิกซ์ได้ยินแบบนั้นแล้วลุกขึ้นเดินไปหารันเนอร์แล้วเอามือทั้งสองปะบ่าเธอ

“เธอเองก็ยังซึนเดเระไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ!

แล้วรันเนอร์ก็ถูกเฟลิกซ์จู่โจมด้วยการกอดแน่นๆ ยกตัวลอยขึ้น

“ว๊าย! ปล่อยนะ!” รันเนอร์ดิ้น

“แหม่ๆ ขอกอดอีกสักแปบนะ” เฟลิกซ์ทำเหมือนกอดเด็ก

“บอกให้ปล่อยไงเล่า! “ฟิโอล่าช่วยฉันที!

“เป็นไปไม่ได้ค่ะ ฟิโอร่าสู้เฟลิกซ์ไม่ได้แม้แต่น้อย” หุ่นยนต์หมีปฏิเสธ

“ไม่ต้องคำนวณเรื่องพลังสิย่ะ! แค่จับแยก—”

“ก็คนมันคิดถึงนี่น่า”

พอเฟลิกซ์พูดแบบนั้นออก คนถูกกอดก็หยุดดิ้น

“เธอนี่มัน...เชอะ!

รันเนอร์ชักสีหน้าก้มป่องแต่ก็ไม่ได้พยายามผลักตัวออกจากกอด สักพักนานามิเข้ามาสะกิด

“นี่ๆ เธอต้องรีบไปพบเลขาธิการตามนัดนะ”

“เออ! จริงสิ! แล้วคนอื่นๆ ล่ะ”

เฟลิกซ์ไม่ได้ฟังนานามิเลยแม้แต่น้อยเลยถามรันเนอร์เรื่องที่อยากรู้ รันเนอร์ขมวดคิ้ว

“เธอไปอยู่ไหนมา เฮิฟเว่นพันนิชเชอร์วงแตกไปนานแล้ว”

“เอ๋!!! จริงอ่ะ!?

คนที่ไม่รู้เรื่องรีบปล่อยตัวรันเนอร์เอามือกุมปากอย่างตกใจ รันเนอร์ทำท่าเหมือนผู้ที่เหนือกว่า

“สีหน้าแบบนี้อยากรู้ใช่ไหมละ...โฮะโฮะ ไว้ค่อยมาถามหลังเธอทำธุระกับวิคตอเรียเสร็จ รีบๆ ไปได้แล้ว เพื่อนเธอก็บอกอยู่”

“อือ! งั้นไว้ทำธุระเสร็จจะมาหานะ!

แล้วเฟลิกซ์ก็วิ่งหายจากไป...รันเนอร์และนานามิต่างมองแผ่นหลังคนที่วิ่งไปอย่างเซ็งๆ...รันเนอร์เอ่ยขึ้นก่อน

“นานามิ...เธอว่ามันต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างแน่ๆ ใช่ไหม”

“คงจะอย่างงั้น น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ด้วยสิ”

“รู้รายละเอียดหรือ?”

“ไม่...แต่เห็นสีหน้าเลขาธิการไม่สู้ดีเลย”

[09:47] [14/08/2041]

[ยานแม่มอชชินนี่, ห้องทำงานส่วนตัวของเลขาธิการ]

เธอเป็นแม่คนจริงๆ แล้วแน่นะ?”

คำถามเดิมแต่เปลี่ยนคน เฟลิกซ์ที่ต้องตอบอีกครั้งหัวเราะแห้งๆ

“ฉันก็เป็นฉันค่ะ ร่าเริงเวอร์ๆ แบบนี้แหละ ท่านผู้นำสูงสุดของเวิลด์เจเนอรัล เลขาธิการวิคตอเรีย”

คนถูกเรียกเต็มยศที่มีนัยน์ตาสีน้ำเงินที่ตาข้างซ้ายมีที่คาดตาปิดมองค้อน บนศีรษะมีหมวกทหารสีน้ำเงินคาดเหลืองที่ติดยศสูงสุด ชุดที่ใส่เป็นสีน้ำเงินชิ้นเดียวสวมทั้งตัวแล้วมีผ้าคลุมไหล่ส่วนบนสีขาวแถบเหลืองสวมทับอีกที ราศีผู้นำจับเป็นอย่างมากแล้วเธอก็เอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจ

“เธอประชดประชันใช่ไหม”

“เปล่า! แค่ไม่ได้พบกันนานเลยขอเรียกอย่างเป็นทางการ ฮ่าๆ”

พอเฟลิกซ์แก้ตัวแบบนั้นไป วิคตอเรียถอนหายใจไหล่ตกแล้วนั่งเก้าอี้กระจกเอาศอกยันโต๊ะกุมหน้าผาก

“ชักจะคิดผิดแล้วสิที่ตามใจเธอ”

“ถึงไม่ตามใจ ฉันก็จะใช้กำลัง”

เฟลิกซ์ว่าแบบนั้น วิคตอเรียจ้องมองมาเหมือนจะโกรธ

“ถ้านี่เป็นการพูดเล่น อย่าทำเป็นครั้งสองอีกจะได้ไหม ยิ่งกับเธอที่เป็นอาวุธทำลายล้างโลกได้แล้วยิ่งเข้าไปใหญ่ คนที่รู้ถึงพลังเธอไม่ตลกด้วยหรอก”

“ขอโทษค่ะ”

จริงสิ พลังจิตของเราสามารถทำได้ถึงขั้นเสกลำแสงผ่าลงพื้นโลกได้เลยนี่น่า ยิ่งกว่าซุบเปอร์แมนอีก

เฟลิกซ์คิดแล้วปากกระตุกแปลกๆ อีกฝ่ายก็ยังคงเทศน์ต่อไป

“แล้วหัดคิดสักบ้าง การที่คนใหญ่คนโตที่แทบจะเรียกได้ว่ามีอำนาจที่สุดในโลกมาคุยจับเข่าเธอแบบนี้มันมีซะที่ไหน”

“ก็คุณยังไงเล่า”

คนที่โดนเฟลิกซ์ย้อนทำท่าปวดหัวหนักกว่าเดิม

“เฮ้อ...พลังจิตนั่นมันทำให้เธอหลอนประสาทหรือยังไง”

“อ่า...ไม่เล่นแล้วก็ได้ค่ะ” เฟลิกซ์ว่างั้น ”คือที่เรียกมาด่วนนี่คงมีเรื่องยากที่จะรับมือใช่ไหมคะ”

“ไม่เชิงยาก ตามกำลังที่เรามีก็จัดการเบ็ดเสร็จได้...แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเธอ เฟลิกซ์...เกี่ยวกับเธอตรงๆ”

วิคตอเรียพูดแล้วกดจอโฮโลแกรมที่อยู่ใกล้มือทำให้ทางขวาของเฟลิกซ์มีภาพจอทีวีขึ้นมา คนที่อยู่ในภาพนั้นกำลังพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่มีเสียง ซึ่งเฟลิกซ์ไม่ได้สนใจเรื่องไม่มีเสียงเลย

“พี่ซิส!?

คนที่อยู่ในภาพเป็นชายตาแดงที่หัวใกล้โลนตามที อายุราวๆ ห้าสิบปี รูปหน้าออกเหลี่ยมมีรอยหยักเต็มไปหมด ที่คางเริ่มมีเคราสีขาวขึ้น สวมชุดกาวน์ที่มีตราของบริษัทไฮเทคอัพเปอร์อยู่

“ใช่ พี่ชายของเธอมาหาฉันเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน”

“เอ่อ...แล้วมาทำไม? อย่าบอกนะ! ว่ามาไถ่ขอเงินทุนวิจัย! ให้ตายสิพี่ฉันก่อวีรกรรมเชิดเงินตระเวนไปทั่วทุกที่จริงๆ ไม่เว้นแม้แต่เวิลด์เจเนอรัลหรอเนี่ย”

“ไม่...ไม่ใช่ทำนองนั่นเลย มันร้ายแรงมากๆ และเกี่ยวกับเธอ เฟลิกซ์ เขามาบอก—”

“เกี่ยวกับฉัน? ขอตัวฉันเอาไปวิจัยอะไรของเขาหรือเปล่า ฉันปฏิเสธไม่รู้ดีรอบแล้ว—อ๊าก!!!

จู่ๆ ก็มีกระบี่จ่อหน้าเฟลิกซ์ เจ้าของกระบี่ขู่

“หัดเงียบแล้วฟังที่ฉันจะพูดให้จบสักก่อนจะได้ไหม คุณเฟลิกซ์”

“แฮะๆ ก็ได้”

เฟลิกซ์ยอมหุบปากแล้วฟังเรื่องวิคตอเรียอธิบาย

“พี่ของเธอคาบข่าวมาบอกเรื่องหลอดเก็บ HGM (Human Genome Mapping) หรือ DNA Mapping ของเธอถูกขโมยไป”

ร่างกายของเจ้าของ DNA แข็งทื่อแล้วค่อยๆ ขยับปากถาม

“ดะๆๆๆ เดี๋ยวสิ...เจ้าพี่ชายบ้าวิจัยนั่นจะไปมี DNA ของฉันได้ยังไงกัน ฉันไม่เคยให้เขานิ”

“แน่ใจนะ...ลองนึกให้ดีๆ ว่าเขามีโอกาสเอา DNA จากตัวเธอบ้างไหม”

วิคตอเรียให้เฟลิกซ์ทบทวนตัวเอง...ซึ่งเจ้าตัวกัดนิ้วเล่นๆ ก่อนที่จะตอบ

“นับไม่ถ้วน”

“พี่ชายเธอคิดว่าฉันจะสามารถจัดการ DNA เธอที่ถูกขโมยไปอย่างลับๆ ได้ เลยส่งข้อมูลคนที่เป็นขโมยไปมาให้”

วิคตอเรียเปิดข้อมูลเพิ่มขึ้นมาแสดงผลบนหน้าจอ ปรากฏเอกสารมากมายและมีรูปคนๆ หนึ่งขึ้นเด่นอยู่ เป็นผู้ชายที่ดูมีอายุพอๆ กับพี่ชายเฟลิกซ์ ไว้ผมสั้นสีดำเถิกถึงตรงกลางหัว ตาสีฟ้า

“หมอนี่ชื่อว่า ดร.ดิไวน์ เวนเดอร์ เป็นนักประสาทวิทยาชื่อดังที่เคยเป็นหนึ่งในทีมโปรเจคนำมนุษย์เชื่อมต่อกับโลกเสมือนจริงของทรานสมิธอินดัสทรีส์ (Transsmith Industries) ก่อนที่จะโดนเด้งเพราะยักยอกข้อมูลความลับของบริษัทเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว หลังจากนั้นเขาก็อาศัยอยู่กับพี่ชายของเธอในฐานะผู้ช่วยในบริษัทเอกชนไฮเทคอัพเปอร์”

“หา? ให้คนมีประวัติเสียอย่างงั้นทำงานด้วย? พี่ซิสคิดอะไรของเขาเนี่ย?”

“แล้วเมื่อแปดปีก่อนก็เกิดเรื่องขึ้น...ดร. ดิไวน์ได้ขโมย DNA ของเธอที่อยู่กับเขาแล้วหายตัวไป”

เมื่อวิคตอเรียบอกวันที่ถูกขโมย เฟลิกซ์ขมวดคิ้วกับเรื่องนั้น

“แปดปีก่อน? แล้ว...พี่ซิสเพิ่งมาบอกเนี่ยนะ?”

“เรื่องนี้ฉันก็ถามไปแล้วเหมือนกัน ที่ไม่บอกใครเพราะอยากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง...แต่เวลามันผ่านนานไปเลยทนไม่ไหวมาบอกเรื่องนี้กับฉัน”

“เหอะๆ นี่ๆ ฉันว่าพี่ซิสอาจจะหลอกก็ได้นะ อาจจะทำไปเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง”

“เช็คอย่างดีแล้ว...เรื่องที่เขาพูดมาเป็นความจริงทั้งหมด”

เพียงเท่านั้นเฟลิกซ์ก็ตกอยู่ในภวังค์

ถ้าเลือดฉันนำไปถูกสร้างเป็นอาวุธเลียนแบบพลังจิตของฉันล่ะก็...โลกใบนี้ถึงกาลอวสานแน่!

“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล ถ้าทำสำเร็จป่านนี้คงเกิดสงครามโลกครั้งที่สี่แล้ว”

วิคตอเรียพูดเหมือนรู้ว่าเฟลิกซ์กำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งมันช่วยให้เธอผ่อนคลายเล็กน้อย

ถ้าดันมีอาวุธจากเลือดฉันจริงๆ ขึ้นมาล่ะก็...คงต้องรีบทำลายมันแล้วละ

“แน่นอนว่าตอนนี้ตามรอยได้แล้วว่า เขาน่าจะอยู่ที่ๆ หนึ่ง...กบดานอยู่”

“งั้นก็ไปเลยสิ!

“นั่นแหละปัญหา...ที่ๆ เขาอยู่เป็นพื้นที่ห่างไกลใน Area CH-5 และที่นั่นมีระบบการป้องกันข้าศึกเต็มอัตรา”

“ไม่เป็นปัญหา! ฉันจะใช้พลังจิตขยี้ที่นั่นให้เอง!

เฟลิกซ์ออกตัวเต็มที่แต่อีกคนห้าม

“ไม่ได้! เราต้องการรู้ก่อนว่า ดร. ดิไวน์ทำถึงขั้นไหนแล้ว จะทำลายทุกอย่างเลยไม่ได้!...แต่น่าจะคืบหน้าพอสมควร...และพลังของเธออาจจะใช้ได้ไม่เต็มร้อยก็ได้”

“หมายความว่าไง”

เฟลิกซ์ถาม วิคตอเรียหลับตาลงอยู่สักพักเหมือนจะชั่งใจอยู่...พอลืมตาขึ้นก็ให้เฟลิกซ์สัญญาอย่างหนึ่ง

“เรื่องต่อไปนี้มีคนรู้เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น”

“อ๋อ เรื่องแบบนั้นอีกแล้ว เข้าใจล่ะฉันจะเก็บความลับไว้เป็นอย่างดี...ว่าเธอเป็นเอเลี่ยน”

คนที่ถูกทักเรื่องความลับของตนจ้องตาเขม็ง ร่างกายเธอกลายเป็นสีฟ้าทั้งตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกลับมาเป็นสีเนื้อเหมือนเดิมแล้วพูด

“ตอนแรกที่ใช้โปรแกรมดิออล์โนว์ (The All-Known) ค้นหา ดร. ดิไวน์ มันดันโชว์เรื่องหนึ่งขึ้นมา...สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับฉันแล้วเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย”

วิคตอเรียเดินวนไปมา ซึ่งเฟลิกซ์ไม่ค่อยจะเห็นท่าทางแบบนี้บ่อยนักสำหรับเลขาธิการ

“ตั้งแต่หลังที่เขาถูกออกจากทรานสมิธอินดัสทรีส์ เขาก็ไปป้วนเปี้ยนแถวๆ โบราณสถานของเอเลี่ยนเกือบทุกที่บนโลก เขาไปถึงก่อนทุกครั้งที่เราจะไปทำลายทุกที่ คงรู้ใช่ไหมมันหมายความว่ายังไง”

เฟลิกซ์ได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ตะลึงเช่นกัน เธอทบทวนเรื่องที่วิคตอเรียเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของตนเอง

นานมาแล้วมนุษย์ถูกสร้างโดยเทพระเจ้าเรือนร่างสีฟ้าหรือความจริงก็คือเอเลี่ยนที่เรียกตัวเองว่า [อาคาเดีย] เป็นเผ่าพันธุ์ที่สูงส่งและทิ้งเมล็ดพันธุ์สัตว์ทดลองที่เรียกว่า [มนุษย์] ไว้ยังดาวดวงนี้แล้วละทิ้งไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าสัตว์ทดลองของพวกเขาจะแพร่พันธุ์มากมายขนาดนี้

และแล้วเธอหรือวิคตอเรียที่เป็นชาวอาคาเดียได้มาเห็นที่สัตว์ทดลองที่ดาวนี้ เธอบอกว่าหลังจากนั้นมีเรื่องมากมายเลยอยู่เคียงข้างกับชาวมนุษย์มาตลอดจนกระทั่งเธอตัดสินใจว่าจะไม่ให้เผ่าพันธุ์ของเธอเองรู้เรื่องความก้าวหน้าของสัตว์ทดลองพวกเขาเด็ดขาด เลยจะทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะตัดการเชื่อมต่อไปยังดาวที่มีชาวอาคาเดียอาศัยอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือไล่ทำลายโบราณของชาวอาคาเดียที่ทักจะทิ้งพวกเทคโนโลยีของพวกเขาเอาไว้

เหตุผลทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สร้างกองทัพเวิลด์เจเนอรัลขึ้นมาแม้จะถูกตราหน้าต่างๆ นานาก็ตาม

เพื่อมนุษย์ที่เธอรัก

เพราะฉะนั้นแล้วการที่วิคตอเรียบอกว่า ดร.ดิไวน์ ได้ไปยังโบราณสถานของชาวอาคาเดียก่อนที่เวิลด์เจเนอรัลจะไปทำลายนั้น...

“อย่าบอกนะว่าเขากำลังจะติดต่อกับ—”

“ฉันว่าไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกเฟลิกซ์” วิคตอเรียค้านทันที “เพราะถ้าเป็นแบบนั้นป่านนี้เผ่าพันธุ์ฉันคงแห่กันมาบุกโลกนี้แล้ว”

“นั่นสินะ...แล้วทำไมละ?”

“เทคโนโลยีของอาคาเดียมันก้าวหน้ายังไงเล่า มันน่าจะช่วยเรื่อง...พัฒนาเลือดเธอได้เยอะ”

พอเฟลิกซ์ได้ยินแบบนั้นแล้วถึงกับเข่าอ่อนนั่งลงบนเก้าอี้ วิคตอเรียย้ำ

“เพราะเป็นแบบนี้ถึงได้เรียกเธอมา”

“ค่ะ...จะสั่งอะไรก็ว่ามาเลยค่ะ”

คนที่มีพลังจิตมหาศาลเสียงอ่อยลง ความซ่าก่อนหน้าหายหมดเพราะความเครียด วิคตอเรียยิ้มชอบกับท่าทางแบบนั้นของเฟลิกซ์

“ช่วงนี้ให้นานามิเช็คร่างกายเธอให้พร้อมไว้ รอทุกอย่างพร้อมเมื่อไรเราจะหาที่ดร.ดิไวน์อยู่ ไปกำจัดความเสี่ยงหายนะของมนุษย์ด้วยกัน”

 


ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.39 แล้วนะจ๊ะ

คงกำลังงงกันใช่ไหม ว่าทำไมเนื้อเรื่องมันเพี้ยนไปขนาดนี้

เพราะมันเป็นเรื่อง 11 ปีก่อนที่เฟลิกซ์จะถูกส่งไปต่างโลก มันเป็นโลกอนาคตที่มีเทคโนโลยีกับพลังจิตล้ำๆ จ้า
(เรื่องนี้มีบอกอยู่เรื่อยตลอด
Vol.1 แล้ว)
เฟลิกซ์ถูกเรียกให้กลับมาประจำการเพราะปัญหาใหญ่ระดับฆ่าล้างเผาพันธุ์มนุษย์

พวกเขาจะหยุดยั้ง ดร.ดิไวน์ได้หรือไม่

แล้วช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นถึงมีความทรงจำอันโหดร้ายของเฟลิกซ์ที่จะเล่าให้เรย์ลี่ฟังล่ะ?

โปรดติดตามตอนต่อไปที่มีชื่อว่า

Ch.40 Darkness memories II – [แผน]

ความจริงบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย!

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

53 ความคิดเห็น