ตอนที่ 37 : Ch.35 คดีการหายตัวไปของโซล III - [ภาคลงดันเจี้ยน]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 มิ.ย. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.35 คดีการหายตัวไปของโซล III - [ภาคลงดันเจี้ยน]

“บุกทะลวงเข้าไปให้ได้!! กลุ่มแรกติดอยู่ข้างในนั่นนานแล้ว!

ความอลม่านเกิดขึ้นภายในโบราณสถานที่กลายเป็นดันเจี้ยนของพวกเหล่ามอนสเตอร์โครงกระดูกรูปร่างคล้ายมนุษย์หรือสเกลตันกว่าร้อยตัวกำลังล้อมกลุ่มผจญภัยที่สองที่ตามเข้ามาที่หลังเพื่อที่จะไปช่วยกลุ่มแรกที่ถูกหินถล่มปิดทางออกไว้

“ย๊าก!!

ฉันที่อยู่ปีกขวาของกลุ่มง้างหมัดซ้ายต่อยสเกลตันสามตัวแหลกเป็นชิ้นๆ พร้อมกัน

“เมื่อไรพวกมันจะหมดเนี่ย!” ชายที่แกว่งดาบใหญ่บ่น

“ถ้ามีนักเวทย์สักคนละก็...” นักธนูเอลฟ์หญิงเอาคันธนูปัดสเกลตัน

“คงต้องไล่ทำลายทีละตัวละครับ!” ชายอีกคนที่ใช้ขวานว่า “ทำลายแบบไม่เหลือซากนะ! ไม่งั้นลุกขึ้นมาใหม่”

“ใครมีอะไรเด็ดๆ ล้มพวกนี้ให้หมดทีเดียวมั้งเนี่ย! รีบๆ ใช้เลยนะโว้ย!

ชายดาบยักษ์ว่าแบบนั้นแล้วทำให้ฉันนึกอะไรออก

จริงสิ ถ้าลองใช้ท่านั่นดูน่าจะได้

“ทุกคน! พอนับถึงสามให้หมอบลงกับพื้นเลยนะ!

“เธอจะทำอะไร?”

“ทำตามที่ฉันบอกเถอะน่า! หนึ่ง สอง สาม!!

กว่ายี่สิบชีวิตหมอบลงอย่างไว ฉันยืดแขนซ้ายตรงสุดแล้วกำหนดเงื่อนไขที่จะใช้

เส้นเชื่อมต่อระหว่างแขนกับมือจงกลายเป็นลำแสงที่ตัดได้ทุกสิ่ง!

แล้วฉันยิงมือซ้ายจักรกลยืดออกไปประมาณหนึ่งแล้วออกแรงแขนซ้ายหมุนรอบตัว ทำให้ลำแสงสีฟ้าที่เชื่อมต่อกับมือที่ยืดออกหมุนตามโดยที่มีฉันเป็นศูนย์กลาง

“ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

หมุนจนครบรอบแล้วดึงมือซ้ายกลับมาที่แขนเหมือนเดิม พวกสเกลตันกว่าร้อยตัวต่างถูกตัดครึ่งตัว ฉันเห็นทุกคนต่างไม่ขยับน่าจะอึ้งกับสิ่งที่ฉันทำอยู่เลยตะคอกใส่

“กระทืบพวกมันเลย!!!

[ครึ่งชั่วโมงต่อมา]

“ไม่สนใจเข้ากิลด์พวกเรามั้งเลยหรอ เธอน่ะ”

ชายพกดาบใหญ่ชักชวนฉันหลังจากที่ทุกคนชวนกันทำลายโครงกระดูกของพวกสเกลตันเพื่อไม่ให้ฟื้นขึ้นมา เรื่องที่ชักชวนนั้นพอได้ยินแล้วโกรธเดือดพล่าน

“ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น! รีบหาทางทำลายหินนี่ เร็วเข้า!

ฉันชี้ไปที่หินก้อนยักษ์ที่ขวางทางเข้าไปดันเจี้ยนที่ลึกลงไปอีก นักธนูสาวเอลฟ์หยิบก้อนหกเหลี่ยมสีดำขึ้นมาสามลูก

“ฉันมีระเบิดเวทย์อยู่ เดี๋ยวจะพังหินส่วนล่างให้มันกลิ้งออกมา เดิมทีจะให้ทำลายทั้งก้อนไม่ไหวหรอก”

“งั้นก็เอาเลย”

ฉันว่าตามนั้น เอลฟ์สาวโบกมือให้ทุกคนหลบไปทางขวาให้หมด หล่อนเดินเข้าไปตรงก้อนหินยักษ์แล้วยัดระเบิดทั้งสามลูกไว้ซอกข้างล่างแล้วเดินถอยออกมาไกล หยิบคันศรที่ปลายธนูกำลังลุกเป็นไฟประทับที่คันธนูเล็งไปทางลูกระเบิดเวทย์

“ไม่พลาดแน่”

ตูม!!!

ตัวโบรานสถานีสั่นครืนเล็กน้อย หินก้อนใหญ่ที่ขวางทางเข้าอยู่กลิ้งออกมาเปิดทางเข้าไป

“รีบไปช่วยคนข้างในกันเถอะ!

ฉันรีบวิ่งออกตัวเข้าไปก่อนเลยพบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีเหวลึกจนมองไม่เห็นและมีทางเดินแคบๆ ที่กว้างแค่เมตรกว่าๆ ไม่มีราวจับอะไรทั้งนั้น เรียกได้ว่าถ้าเผลอสะดุดหินบนพื้นมีสิทธิร่วงลงไปข้างล่างแน่นอนและตรงกลางทางเดินแคบๆ เพื่อไปยังประตูถัดไปนี่มีลูกตุ่มขนาดยักษ์ที่ห้อยยึดติดกับโซ่เหล็กที่สูงยาวยึดติดกับเพดานถ้ำข้างบน ซึ่งมันอยู่นิ่งๆ ขวางทางอยู่แค่ยังพอที่จะเดินแทรกซอกทางเล็กๆ ทางขวา

ที่นี่มันอะไรกันเนี่ย

กึ่ก!!

ฉันเหยียบแผ่นอะไรสักอย่างมันจมลงไป

กับดับ!?

“เดี๋ยว! อย่าเพิ่งเข้ามา! มันมีกับดัก!

คนอื่นพากันหยุดแล้วฉันก็นิ่งรอดู

ไม่มีอะไร?

เพื่อความมั่นใจเลยเหยียบซ้ำหลายๆ รอบก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและสังเกตว่าที่เหยียบกดลงไปได้นั้นมีแค่ครึ่งหนึ่งทางซ้าย ส่วนอีกด้านทางขวาน่าจะเหยียบได้เช่นกัน

“ทุกคน! เดินชิดซ้ายไว้นะ! ทางขวามันมีแผ่นกับดักอยู่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

“งั้นลองดูไหม?” ชายดาบใหญ่เสนอ

“จะบ้าหรือไงนายนะ!” สาวเอลฟ์ธนูต่อว่า “อะไรที่มันเสี่ยงก็อย่าทำสิ!

และแล้วทุกคนก็พากันเดินชิดซ้ายกันหมด พอมาถึงกลางทางที่มีลูกตุ่มเกือบบังทางไว้ก็ต้องชิดขวาแทนเพราะมันพาตรงนั้นได้ที่เดียว ซึ่งก็เสียวไส้เหมือนกันเพราะมันที่ให้เหยียบมันเหยียบได้แค่ครึ่งเท้าเท่านั้น แต่แล้วก็เดินมาถึงหน้าประตูถัดไปที่เป็นพื้นที่กว้าง ทุกคนพากันสูบหายใจให้ทั่วท้อง

“นึกว่าจะมีอะไรซะแล้ว”

ชายถือขวานว่าแล้วเอลฟ์สาวนักธนูเริ่มเข้าเรื่อง

“แสดงว่ากลุ่มแรกที่ติดอยู่พากันเข้าไปข้างในแล้วใช่ไหม? มีร่องรอยพวกเขาเข้าไปในนั้นเพียบเลยและลูกตุ่มนั่นพวกเขาน่าจะเป็นคนหยุดมันไว้ด้วย”

พอได้ฟังแล้วฉันก็คิดอย่างงั้นเช่นกัน เพราะลูกตุ่มที่ขวางทางที่ผ่านกันมาควรจะแกว่งไปมาแต่มันถูกหยุดไว้นิ่งๆ

เรย์ลี่หรอ? หรือคนอื่นในกลุ่มนั้น

และแล้วกลุ่มที่สองก็เดินทางเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านมาสี่ห้องล้วนแล้วมีแต่ซากมอนสเตอร์ที่ตายแล้วทั้งนั้น ซึ่งทุกคนเริ่มที่จะคลายกังวลไปได้แล้วว่ากลุ่มแรกที่เข้ามาคงจะปลอดภัยดีและยังบุกเข้าไปดันเจี้ยนลึกลงไปอีกด้วย

สงสัยจะเป็นห่วงมากไปเองนะเนี่ย

พอเดินผ่านไปอีกสองห้องก็เจอกลุ่มแรกที่นั่งพักอยู่หน้าประตูที่แตกต่างจากทุกที

“นั่นมัน...กลุ่มแรกนิ! เฮ!! พวกนาย!!

ชายถือดาบใหญ่รีบวิ่งเข้าไปหาก่อนใคร ทุกคนในกลุ่มสองต่างดีใจที่กลุ่มแรกไม่เป็นอะไร แล้วคนที่ฉันเป็นห่วงที่สุดเดินออกมาหา

“เป็นห่วงเรย์ลี่สินะคะ”

“แน่สิ”

ฉันเข้าไปกอดเธอให้หายชื่นใจ สภาพตัวเธอมอมแมมอยู่พอสมควรแต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร

“เรย์ลี่รู้อยู่แล้วว่าท่านพี่ต้องมาแน่ๆ”

“เอาเถอะ...แล้วเป็นไงบ้าง สำรวจที่นี่”

“ตอนแรกว่าจะแค่สำรวจสองห้องแรกค่ะ แต่พอทางออกถูกปิดเลยตัดสินใจกันสำรวจดันเจี้ยนให้หมดเลย...และก็” เรย์ลี่พูดแล้วหันไปมองทางประตูใหญ่ “ห้องนี้เป็นห้องสุดท้ายแล้วค่ะ ที่มีบอสอยู่...และน่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้มอนสเตอร์ออกอาละวาดด้วย”

“งั้นหรอ...เธอกับพวกเลยจะเข้ากันไปจัดการเลยใช่ไหม”

“ลังเลอยู่ค่ะ แต่พอกลุ่มที่สองที่ท่านพี่พามาแล้วมั่นใจขึ้นเยอะ”

แล้วหลังจากนั้นเรย์ลี่กับผู้นำคนอื่นๆ เรียกประชุมกันและตกลงกันว่าจะบุกทะลวงเข้าไปห้องบอสกันเลยเพราะจำนวนคนเพียงพอแล้ว ทุกคนต่างยืนอยู่หน้าประตูยักษ์เตรียมอาวุธของตนเองให้พร้อม เรย์ลี่ยื่นมือแตะประตูแล้วหันมามองฉัน

“พร้อมนะทุกคน”

แล้วเธอก็ใช้พลังเวทย์ผลักเปิดประตูเข้าไป...ภายในห้องนั้นแตกต่างจากทุกคนที่ผ่านมาเพราะมันประดับไปด้วยทองทั้งนั้นและมีขุมทรัพย์อยู่ไกลๆ แต่ผู้เฝ้าอยู่คนไม่ยอมให้ง่ายๆ แน่ เป็นสเกลตันที่สวมชุดเกราะดูตัวสูงใหญ่กว่าตัวอื่นๆ ยกดาบขึ้นมาชี้ทางพวกเรา เหล่าลูกน้องสเกลตันกว่าร้อยตัวในนั้นพากันวิ่งโถมเข้ามา ชายถือดาบยักษ์ตะโกนลั่น

“ลุยเข้าไปเลย!!!

“ย๊าก!!!

[สองชั่วโมงต่อมา]

“ฮ่าๆๆๆ ทำไมนายถึงถูกเจ้านั่นขัดขาง่ายๆ ล่ะ”

“ก็แกไม่ยอมช่วยสักทีนี่หว่า...เลยเผลอ ความผิดแกล้วนๆ”

“เอาน่าไม่ตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว...แต่ฉันว่ามอนสเตอร์ในนี้มันอ่อนๆ ยังไงก็ไม่รู้”

กลุ่มหนึ่งและกลุ่มสองกำลังพูดถึงกันอย่างสนุกสนานแต่บางส่วนก็ต้องขนสมบัติที่เจอด้วย พวกเขากำลังเดินออกมาทางเดิมตอนนี้อยู่ที่ห้องที่สามแล้วถ้านับจากทางที่เข้ามา

ได้ออกกำลังนี่สบายดีจังแฮะ

ฉันคิดว่างั้นแล้วออกแรงแกว่งแขนไปมา เรย์ลี่เดินเข้าไปกอดแขนขวาฉัน

“นี่ท่านพี่...หลังจากนี้ขออยู่ด้วยกันได้ไหม”

“หือ? ก็ได้อยู่”

“อยากให้ท่านพี่เล่าเรื่องโลกนู้นให้ฟังอีก เหมือนแต่ก่อนไง”

“อ๋อ...แต่เธอจะเข้าใจหรอ เรื่องหลังๆ ที่ฉันเล่าช่วงนั้นน่าจะยากที่จะเข้าใจอยู่นะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฟังเพลินดีออก”

ได้ยินแบบนั้นแล้วฉันก็ลูบหัวเธออีกครั้ง แต่ภายในใจกลับกังวลบางสิ่ง

ตอนเล่าเรื่องโลกเก่าทีไรชวนให้นึกถึงเรื่องของเธอตลอด...

สงสัยฉันจะรู้สึกผิดกับเธอมาจริงๆ นะอันนา

เมื่อทุกคนเดินมาถึงห้องที่สองก็พากันหยุดเคลื่อนไหวเพราะทางเดินมันแคบ ทางซ้ายและขวาก็มีเหวอยู่และมีลูกตุ่มที่ยังคงหยุดนิ่งอยู่อย่างงั้น ใช้เวลาเกือบสิบนาทีกว่าจะตกลงกันได้ว่าให้ไปเป็นกลุ่มเล็กๆ แบ่งออกเป็นสิบกลุ่ม โดยกลุ่มแรกมีชายนักดาบ, นักธนูที่เป็นสาวเอลฟ์, ชายถือขวานและอีกสองสามคนรวมทั้งฉันกับเรย์ลี่ที่เดินรั้งท้าย ระหว่างที่เดินพ้นลูกตุ่มที่ขวางทางจากการเดินชิดซ้าย ภายในใจฉันก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา

เหมือนลืมอะไรไปบางอย่าง...

แต่ช่างเหอะ กลับไปต้องตรวจสอบคอมนั่นให้ละเอียด

กึ่ก!

ชายถือดาบใหญ่คนแรกที่เดินริมซ้ายเหยียบแผ่นกับดักเข้า มันเป็นแผ่นที่ยังไม่เคยลองว่าเหยียบแล้วจะมีอะไร

หรือว่า...

ด้วยสัญชาตญาณของฉันเลยรู้ทันทีว่าทางขวามือกำลังมีลูกตุ่มอีกลูกกำลังเหวี่ยงแกว่งมาทางนี้ และมันตรงกับที่เรย์ลี่ยืนอยู่ซึ่งยังไม่รู้สึกตัว

บ้าเอ๋ย!!

ทั้งร่างกายมันไปเอง...ฉันกระโดดชนเรย์ลี่ให้ถอยหลังไป ลูกตุ่มพิฆาตนั่นแกว่งมาชนเต็มๆ ร่างฉันถูกดีดกระเด็นออกนอกสะพาน

เจ็บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!!

“ท่านพี่!!

สติที่เลือนลอยกับร่างกายที่ไม่ตอบสนองแต่ตาฉันยังเห็นภาพที่เรย์ลี่ตื่นตกใจค่อยๆ เลื่อนออกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมองไม่เห็น

ฉัน...กำลัง...ตก...เหว...สินะ

“ท่านพี่!!!!!

เรย์ลี่ตะโกนลั่นกังวานไปทั่วถ้ำแห่งนี้ และนั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ฉันได้ยิน

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.35 นะจ๊ะ

ตอนนี้สั้นหน่อยแต่กระชับได้ใจความ ฮ่าๆ

ในที่สุดการช่วยเหลือกลุ่มแรกของทางสมาคมกิลด์ที่ส่งมาปลอดภัยดี

แต่ทว่า...เฟลิกซ์นั้น...

โปรดติดตามต่อตอนไปที่มีชื่อว่า

Ch.35 คดีหายตัวไปของโซล IV – [ภาคอาจเป็นจุดจบ]

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

 

53 ความคิดเห็น